# ตอนที่ 135 — ทั้งแคว้นรู้จักชื่อ (ตอนปลาย)
การที่ไท่โส่วลงมาออกสิงชุนนั้น ก็ดุจการที่ทุกปีพระจักรพรรดิต้องทรงประกอบพิธีไถนาหลวงด้วยพระองค์เองในวันไห่แรกของเดือนอ้าย คือมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เป็นหลัก หาจำต้องลงไปยังตำบล หมู่บ้าน ทุกคุ้มเรือนเพื่อชักชวนราษฎรทำนาเลี้ยงไหมด้วยตนเองไม่
พึงทราบว่าเมืองเองฉวนปกครองอำเภอรวมทั้งสิ้นสิบเจ็ดอำเภอ หลายสิบตำบล ประชากรเกือบร้อยห้าสิบหมื่นคน หากทุกแห่งที่ไปไท่โส่วต้องลงท้องนาลงหมู่บ้านเอง ไม่เหนื่อยตายหรือ ดังนั้นการออกสิงชุนของอินซิ่วครานี้ จึงไม่ได้คิดจะลงลึกถึงท้องนา
ก่อนมาเองอิม เขาออกสิงชุนที่เอี้ยงเต๊กมาแล้ว การออกสิงชุนที่เอี้ยงเต๊กของเขาแบ่งเป็นสองขั้นตอน ขั้นแรก ทุกแห่งที่ไป เขาจะเรียกเซียงโหย่วจื้อ (เซ่อฟู) ผู้เฒ่าตำบล หลี่เถียน (ผู้ทำนาดีเด่น) เซี่ยวตี้ (ผู้กตัญญูเอื้ออารี) มารวมกันในที่เดียว สนทนาปราศรัย กำชับว่าถึงฤดูเพาะปลูกแล้ว ถึงฤดูที่ควรทำนาแล้ว สั่งให้พวกเขาทำตนเป็นแบบอย่าง บำรุงการเกษตรเลี้ยงไหมของตำบลให้ดี
โดยปกติ ไท่โส่วทำได้ถึงขั้นนี้ก็นับว่าดีนักแล้ว แต่อินซิ่วนั้น ด้วยวงศ์ตระกูลของเขาเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อนต้องคดีจากการพัวพันกับคดีคุณไสยของพระนางอินฮองเฮาสมัยพระเจ้าฮั่นเหอเต้ บุตรหลานในวงศ์หลายคนต้องระเหเร่ร่อน เคยถูกเนรเทศไปแดนไกล จึงเป็นคนระมัดระวัง วันนี้แม้ได้ตำแหน่งสูง ครองเมืองมีชื่อ ก็ไม่มีท่าทีหยิ่งผยองแม้แต่น้อย กลับเปี่ยมด้วยความนอบน้อมเกรงกลัว ใช้คำว่า "สงบใจข่มความใจร้อน" สี่คำเตือนตนทุกวัน ทำการใดล้วนระแวดระวัง เกรงจะให้ช่องผู้ใดโจมตี ดังนั้นหลังเรียกพบเซียงโหย่วจื้อ ผู้เฒ่าตำบล หลี่เถียน เซี่ยวตี้แล้ว เขายังจะเรียกหัวหน้าตระกูลใหญ่ในตำบลมาด้วย กำชับให้ตั้งใจทำนาดุจที่กำชับเซ่อฟูและผู้เฒ่าตำบล เพื่อแสดงว่าตน "ลงลึกถึงราษฎร" ว่า "การออกสิงชุน" ของตนไม่ใช่เพียงผิวเผิน
ดังนั้น หลังพบผู้เฒ่าตำบลซวนปั๋วและเซี่ยวตี้ หลี่เถียนของตำบลนี้แล้ว เขาจึงเรียกซุนเจินเข้าไปใกล้ ยิ้มถามว่า "เจินจือ ตระกูลใหญ่ตระกูลเด่นในตำบลของเจ้ามีผู้ใดบ้างเล่า" เขาพูดช้า ๆ เนิบ ๆ ดูเหมือนสายตาสั้นด้วย เวลามองคนมักหรี่ตา
วงศ์ของเขากับวงศ์ของซุนเจินเป็นญาติเกี่ยวดอง อีกทั้งตระกูลซุนเป็นตระกูลมีชื่อแห่งแคว้น ท่าทีต่อซุนเจินจึงอ่อนโยนยิ่ง ไม่เรียกตำแหน่ง เรียกชื่อรองตรง ๆ ทว่าซุนเจินไม่ได้เพราะการนี้จึงเหลิง คงมีท่าทีนอบน้อมยิ่ง คุกเข่าหมอบลงกับพื้น ตอบด้วยน้ำเสียงเคารพว่า "เรียนใต้เท้า ในตำบลของข้าน้อยมีตระกูลใหญ่ห้าตระกูล ตระกูลเฟ่ยที่เฟ่ยหลี่ เป็นญาติของท่านเฟ่ยช่าง จวิ้นตูโหยวแห่งแคว้น ตระกูลเซี่ยที่กันฉวนหลี่ เป็นญาติของท่านเซี่ยอู่ เซ่อฟูชั้นมีศักดิ์คนก่อน บัดนี้เป็นจู่จี้ (เสมียนบันทึก) ของอำเภอ ตระกูลเกาที่เชียนเต๋อหลี่ เป็นเครือญาติกับตระกูลหวงแห่งเอี้ยงเต๊ก นอกจากนี้ยังมีตระกูลเฝิงที่หนานผิงหลี่ มีทรัพย์สมบัติอยู่บ้าง ก็พอนับเป็นตระกูลใหญ่ได้ และมีตระกูลเล่าที่ป๋ายหลี่ บ้านมั่งคั่งนาไร่กว้าง ชอบทำบุญทำทาน ราษฎรในตำบลพากันสรรเสริญ แม้วงศ์ตระกูลไม่ใหญ่ บุตรหลานไม่มาก แต่ในตำบลก็มีบารมีนัก"
ตระกูลเฝิงที่หนานผิงหลี่ ก็คือบ้านของเฝิงก่ง ส่วนตระกูลเล่าที่ป๋ายหลี่ ก็คือบ้านของเล่าเฒ่าแห่งศาลาป๋ายถิงที่ซุนเจินเคยช่วยเหลือ คำพูดของซุนเจินครานี้จริงครึ่งเท็จครึ่ง ตระกูลเฟ่ย เซี่ย เกา สามตระกูลมีบุตรหลานในวงศ์มากมาย ในแวดวงราชการก็มีคน ทั้งมีคน มีที่ดิน มีเงิน มีอิทธิพล ย่อมเป็นตระกูลเด่นของตำบลแท้ แต่ตระกูลเฝิงกับตระกูลเล่าสองบ้านนั้นยังห่างไกลคำว่าตระกูลใหญ่นัก บ้านเฝิงยังดีหน่อย แม้ในวงราชการไม่มีคน แต่ก็พอมีคนในวงศ์มากอยู่ ส่วนบ้านเล่าไม่เพียงในวงราชการไม่มีคน ทั้งแทบไม่มีคนในวงศ์เลย อย่างมากก็นับเป็นเศรษฐีครัวหนึ่งเท่านั้น
เหตุที่เขานำสองบ้านนี้รวมเข้าไปด้วย เหตุผลง่ายมาก คือเพราะเขาสนิทสนมกับสองบ้านนี้นัก บ้านเฝิงไม่ต้องกล่าวถึง เฝิงก่งมาหาเขาเสมอ ส่วนเล่าเฒ่านับแต่ถูกเขาช่วยไว้ ก็ส่งคนมาเยี่ยมถามเป็นประจำ ทุกเทศกาลปีใหม่ยังส่งของขวัญมาให้ บัดนี้ไท่โส่วมาแล้ว ถามถึงตระกูลใหญ่ในตำบล ฟังความหมายดูเหมือนใคร่จะเรียกพบ การจับสองบ้านนี้แทรกเข้าไป สำหรับซุนเจินก็เพียงขยับริมฝีปาก แต่สำหรับสองบ้านนั้นกลับเป็นเกียรติยศที่หาได้ยาก
"อ้อ ที่แท้ญาติของท่านเฟ่ย จวิ้นตูโหยวอยู่ในตำบลของเจ้านี่เอง ข้ารู้แต่เพียงว่าเขาเป็นชาวเองอิม ไม่รู้ว่าเป็นชาวตำบลตะวันตก … ข้ามาออกสิงชุนครานี้ ตระกูลใหญ่ในตำบลไม่อาจไม่พบ เจินจือ เจ้าส่งคนสองสามคนไปเรียกพวกเขามาเถิด"
ซุนเจินรับคำด้วยความเคารพ ออกไปนอกโถงประชุม เรียกเสมียนสองสามคนมา สั่งให้รีบขี่ม้าไปตามหัวหน้าตระกูลใหญ่เหล่านี้มา
ซุนเยว่ ซุนฮก ซุนฮิว ซินอ้าย ตันกุ๋นกับพวก ด้วยไม่ใช่เสมียนแคว้น จึงไม่ได้ขึ้นโถงประชุมตามไท่โส่ว บัดนี้คอยอยู่ในลาน เห็นซุนเจินออกมา ซุนฮิวก็กวักมือเรียกเขาเข้ามาใกล้ ถามว่า "เจ้าใช้เสมียนตำบลพวกนั้นไปทำอะไร ดูรีบร้อนนัก"
"เจ้าเมืองประสงค์จะพบตระกูลใหญ่ในตำบล"
ครานี้บุตรหลานตระกูลมีชื่อจากอำเภอต่าง ๆ ที่ตามอินซิ่วออกสิงชุนมีราวสิบยี่สิบคน ล้วนเป็นผู้มีความสามารถในแคว้นนี้ บัดนี้คอยอยู่ในลาน เห็นซุนฮิวเรียกซุนเจินเข้ามาใกล้ ต่างก็จับจ้องมอง คนเหล่านี้มีทั้งแก่ทั้งเด็ก ผู้อาวุโสรุ่นราวคราวเดียวกับซุนเยว่ ผู้เยาว์ยังเล็กกว่าตันกุ๋นเสียอีก ห่างจากซุนฮิวไม่ไกลมีเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ ดูแล้วอย่างมากก็แปดเก้าขวบ ฟันขาวริมฝีปากแดง
ซุนเจินคิดในใจว่า "นี่ไม่รู้บุตรหลานบ้านใด อายุเพียงสิบขวบก็ถูกเจ้าเมืองเรียกมา เห็นทีจะเป็นเด็กฉลาดเกินวัย มีชื่อกระเดื่องไกล" คิดทบทวนแต่ก็นึกไม่ออกว่าในแคว้นมีเด็กเช่นนี้คนหนึ่ง อดมองหลายครั้งไม่ได้ จู่ ๆ ก็รู้สึกคุ้นตา นึกขึ้นมาทันใด "เด็กผู้นี้ไม่ใช่เด็กที่ข้าพบนอกเรือนศาลาฝานหยาง ตอนเข้ารับตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยางเดือนเก้าปีก่อนดอกหรือ"
เมื่อเดือนเก้าปีก่อน ตอนเขาเข้ารับตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยาง บนถนนใหญ่นอกเรือนศาลา เขาพบรถวัวคันหนึ่ง บนรถมีชายชราพาเด็กคนหนึ่ง คงเป็นไปเยี่ยมมิตรที่เองอิม เด็กคนนั้นก็คือเด็กผู้นี้นี่เอง
เขากระซิบถามว่า "ก๋งตัด เด็กคนนั้นเป็นใคร"
"เอ๊ะ เจ้าไม่รู้จักหรือ เมื่อเดือนเก้าปีก่อน เขาตามปู่มาที่เกาหยางหลี่ของเรา มาเยือนบ้านเรานี่นา … อ้อ ใช่สิ วันนั้นเจ้าพอดีเข้ารับตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยาง ไม่ได้อยู่บ้าน เด็กผู้นี้เป็นบุตรตระกูลเจ้าแห่งเอี้ยงเต๊ก ชื่อเดี่ยวว่าเหยี่ยน"
"เจ้าเหยี่ยนหรือ"
ซุนเจินรู้สึกว่าชื่อนี้คุ้น ๆ ในภพก่อนดูเหมือนเคยอ่านพบในหนังสือ เพียงแต่ชั่วขณะนึกไม่ออก เจ้าเหยี่ยนผู้นี้ดูเหมือนจะจำซุนเจินได้เช่นกัน คำนับให้เขาอย่างเอาจริงเอาจัง บรรดาบุตรหลานตระกูลมีชื่อรอบข้างเห็นเขาทำตัวเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย หลายคนอดหัวเราะไม่ได้ ซุนเจินไม่ได้หัวเราะ ทั้งไม่ได้ดูแคลนเพราะเขาอายุน้อย เด็กผู้นี้ทั้งจะมีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ แม้นึกเรื่องราวเขาไม่ออกชั่วขณะ แต่ต้องมีจุดเด่นเหนือคนแน่ คนรุ่นหลังก็น่าเกรงขามได้ จึงรีบจัดเสื้อคารวะตอบ
ซินอ้ายก็เป็นชาวเอี้ยงเต๊ก คงรู้จักเจ้าเหยี่ยนมานานแล้ว ชี้ไปที่เขา พลางหยอกล้อกล่าวแก่ซุนเจินว่า "นี่เป็นเพียงเด็กไว้จุกคนหนึ่ง เจินจือ เจ้าเป็นขุนนางศักดิ์ร้อยสือเต็มภาคภูมิ ไฉนจะลดตัวคำนับเขาเล่า"
เจ้าเหยี่ยนคงคุ้นนิสัยซินอ้ายดี ได้ยินก็ไม่ได้โกรธ เพียงชำเลืองมองเขาครั้งหนึ่ง แล้วหันหน้ากลับไป จัดปกเสื้ออย่างเอาจริงเอาจัง ยืนนิ่งสง่า ทำท่าไม่ถือสาเขา คนทั้งปวงเห็นเข้าก็ยิ่งหัวเราะ
บัณฑิตคนหนึ่งที่ยืนข้างเจ้าเหยี่ยนหัวเราะกล่าวว่า "ข้าได้ยินว่าขงบุ๋นกื้อ (ขงหยง) แห่งแคว้นหลู่ อายุสี่ขวบรู้จักสละสาลี่ อายุสิบขวบตามบิดาไปลกเอี๋ยง ไปเยือนหลี่หยวนหลี่ (หลี่อิง) ถูกตันเหวยผู้เป็นจงต้าฟูค่อนแคะว่า 'เด็กฉลาดเมื่อเล็ก โตไปไม่แน่ว่าจะเด่น' บุ๋นกื้อตอบว่า 'คิดว่าตอนท่านเด็ก คงฉลาดเกินวัยมาแน่' … อวี้หลาง เจ้าอย่าดูแคลนอาเหยี่ยนว่าเด็ก ระวังเขาโกรธขึ้นมา ก็จะให้คำว่า 'ฉลาดเกินวัย' เจ้าสักคำเชียว"
อีกคนหนึ่งต่อความว่า "บุ๋นกื้อนั้นเป็นเด็กเทวดาก็จริง แต่ประโยคที่เสียดสีจงต้าฟูตันเหวยนั้น ยังเป็นนิสัยเด็ก ลอกแลกไร้มารยาทเกินไป ขาดความสุขุม ในด้านนี้ เหยียนจื่อแห่งแคว้นเรายังเหนือกว่าหนึ่งชั้น" — เหยียนจื่อแห่งแคว้นเรานั้น คือการเปรียบเจ้าเหยี่ยนเป็นเหยียนหุย (ศิษย์เอกขงจื๊อ)
ซุนเจินเห็นสองคนที่พูดนี้ล้วนมีท่วงท่าไม่ธรรมดา จึงคำนับประสานมือ ถามชื่อแซ่
สองคนนี้ คนหนึ่งตอบว่า "ซินเปง ชาวเอี้ยงเต๊ก" คนหนึ่งตอบว่า "ตู้สี ชาวติ้งหลิง"
ตอนซุนเจินไปรับอินซิ่วที่เขตแดนตำบล แลเห็นในขบวนรถมีบัณฑิตหนุ่มมากมาย ก็เตรียมใจไว้แล้ว คาดว่าในนั้นต้องมีผู้มีชื่อในยุคหลังอยู่ไม่น้อย แต่บัดนี้ฟังชื่อแซ่สองคนนี้จบ ก็อดตกใจในใจไม่ได้ คิดว่า "อินซิ่วออกสิงชุนครานี้พาใครต่อใครมานี่ ก๋งตัด บุ๋นเยียก จงอวี้ จงฮิว ตันกุ๋นไม่ต้องเอ่ยถึง ข้าเพียงถามชื่อสามคนตามแต่จะถาม ก็ล้วนมีชื่อในยุคหลังทั้งสิ้น … นอกจากพวกเขาแล้ว ในลานยังมีอีกแปดเก้าคน ไม่รู้เป็นใครกันอีก"
เขาคำนับอย่างสุขุม ไล่ถามทีละคน
เขาใคร่รู้ชื่อแซ่ของบัณฑิตเหล่านี้ ส่วนบัณฑิตเหล่านี้แท้จริงก็ใคร่รู้จักเขาเช่นกัน ไม่ใช่เพราะชาติตระกูลซุนของเขา ไม่ใช่เพราะเขาอาจได้รับการชุบเลี้ยงจากอินซิ่ว หากเพราะวีรกรรมต่าง ๆ ของเขาที่ได้ยินมาในระยะนี้
แรกพวกเขาเพียงได้ยินว่าเขา "ล้างวงศ์ตระกูลตี้ซานจนสิ้น" ต่อมา บางคนที่อยู่ใกล้เองอิมก็ได้ยินว่าเขา "ไม่เอาผิดนายกองศาลาผู้รับสินบน" ภายหลังอีก ก็คือในวันนี้ ตามอินซิ่วมาถึงเองอิม ในระหว่างรออินซิ่วสนทนากับจูฉ่าง ก็ได้ยินเสมียนอำเภอเล่าว่าเขาเพิ่ง "ตัดสินคดีด้วยหลักชุนชิว" เมื่อไม่นานมานี้ ปีก่อนยามเป็นนายกองศาลาฝานหยาง "ยามดึกได้ยินเสียงกลอง ข้ามเขตปราบโจร" กวาดล้างกลุ่มโจรใหญ่ที่อาละวาดทั่วแคว้น ก่อคดีในหลายอำเภอ ตลอดจน "ควักเงินตนซื้อต้นหม่อนให้ราษฎรฝานหยาง" และ "ปราบเกาซู่ให้สยบ" จนถูกนายอำเภอจูฉ่างชมว่า "ลูกเสือตระกูลซุน" และวีรกรรมต่าง ๆ กระทั่งเรื่องที่เขา "ตอนสิบขวบไปสมัครเรียนคัมภีร์ที่ประตูบ้านซุนฉวีด้วยตนเอง อีกทั้งฝึกฟันกระบี่ ขี่ม้ายิงธนูแม่นยำ" และเหตุที่เขา "ขอออกไปรับตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยางเอง" เพราะ "ใฝ่หาคุณธรรมของชิวจี้จื้อ (ฉิวหล่าน)" ก็ได้ยินมาทีละเรื่องเช่นกัน
บัณฑิตเหล่านี้ฟังจบ ต่างตกใจ จากวีรกรรมเหล่านี้ดูแล้ว ซุนเจินผู้นี้ทั้งมีปณิธาน ทั้งมีความสามารถ ทั้งบำเพ็ญเมตตา ทั้งสร้างบารมีได้ กล้าหาญเหนือคน รู้ทั้งบุ๋นทั้งบู๊ เป็นยอดคนที่หาได้ยากแท้ ไฉนยี่สิบปีจึงไม่มีชื่อเสียงเลย เพิ่งมาโด่งดังในปีนี้ ต่างก็ฉงนในตัวเขา ต่างคำนับตอบเอ่ยคำว่า "ข้าพเจ้าฝานชิน ชาวเอี้ยงเต๊ก ขอคารวะท่าน"
"ข้าพเจ้าเจ่าจือ ชาวเอี้ยงเต๊ก ขอคารวะท่านซุน"
"เจินจือ เจ้าไม่ได้กลับบ้านนานเท่าไรแล้ว พี่ชายข้าตามหาเจ้าสองหนแล้ว เจ้าก็ไม่กลับ" คนนี้คือบุตรหลานตระกูลเล่าแห่งเองอิม น้องชายของเล่าหยู
"ข้าพเจ้าซินผี ชาวเอี้ยงเต๊ก"
"ข้าพเจ้าหูเจา ชาวเอี้ยงเต๊ก"
"ข้าพเจ้าหลี่เจียน ชาวเซียงเซีย" ผู้นี้เป็นบุตรหลานของหลี่อิง (หลี่หยวนหลี่)
"ข้าพเจ้าฟู่หง ชาวเซียงเซีย" ตระกูลฟู่แห่งเซียงเซียก็เป็นตระกูลขุนนางสืบเชื้อสายมาหลายชั่วคน ฟู่จวิ้นบรรพชนของเขาเป็นขุนนางผู้ฟื้นฟูแผ่นดิน มีชื่อในยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ
อาจเพราะ "หอใกล้ตำหนักได้แสงจันทร์ก่อน" รวมทั้งลุงหลานตระกูลซุนกับตันกุ๋นด้วย บัณฑิตที่อยู่ ณ ที่นี้ส่วนใหญ่มาจากเอี้ยงเต๊ก เซียงเซีย เองอิม อำเภอสวี่ ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ใกล้ นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีอีกสามคน สามคนนี้กลับไม่ใช่ชาวแคว้นนี้ หากมาจากเพงงวนและปักไฮ