# ตอนที่ 253 — ค่ำคืนนี้ชุมนุมเริงรมย์ถึงที่สุด
จวินโฮ่ว (นายทหารบัญชากองชวี่)(1) ที่โจโฉใช้ให้มานั้น ได้นัดหมายกับซุนเจินไว้ว่า ยามเย็นของวันรุ่งขึ้นจะไปร่วมงานเลี้ยง ณ ที่พำนักของโจโฉ
วันรุ่งขึ้นใกล้ยามเย็น ซุนเจินมีเฉินจื่อกับถังเอ๋อร์คอยปรนนิบัติ สวมหมวกกวานสูง นุ่งห่มเสื้อบัณฑิตสีดำ คาดเข็มขัดหนัง ห้อยกระบี่ยาว สวมรองเท้าผ้า มิได้พาผู้คนไปมากนัก พาแต่จั่วปั๋อโหวกับหยวนจงชิงสองคนเท่านั้น ออกจากเรือนขึ้นม้าไปตามนัด
ด้วยว่าครานี้เป็นครั้งแรกที่จะไป "เยี่ยมเยือน" โจโฉ ซุนเจินจึงเตรียม "จวี" ไปด้วยอันหนึ่ง จวีนั้นคือไก่ป่าตากแห้ง(2) ตามจารีต บัณฑิตเมื่อเข้าพบผู้มีศักดิ์สูง จำต้องนำของกำนัลไปด้วย ของกำนัลนั้นก็คือไก่ป่า ดังคำว่า "เจ้านครถือผ้าหนัง ขุนนางถือลูกแกะ ขุนนางผู้ใหญ่ถือห่าน บัณฑิตถือไก่ป่า สามัญชนถือเป็ด ช่างและพ่อค้าถือไก่บ้าน" บัณฑิตให้ไก่ป่านั้น เอานัยจากไก่ป่าที่ว่า "ผสมพันธุ์มีฤดูกาล แยกถิ่นมีระเบียบ" ไก่ป่าก็คือไก่ในป่านั่นเอง อนึ่ง เพื่อแสดงนัยว่า "ยอมพลีชีพเพื่อนายเหนือหัว" ไก่ป่าตัวนี้ยังจำต้องเป็นไก่ที่ตายแล้ว บัดนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิอากาศอบอุ่นดอกไม้บานสะพรั่ง เนื้อสัตว์เก็บรักษายาก ยามนี้จึงต้องให้ไก่ป่าตากแห้ง อันก็คือ "จวี" เป็นของกำนัล "จวี" อันนี้ซุนเจินไปซื้อมาแต่ตลาดในเช้าวันนี้เอง
ถือจวีเดินไปตามถนน ราษฎรริมทางหันมามอง ต่างก็รู้ว่าเขาเช่นนี้เป็นการไปคำนับผู้มีศักดิ์สูง โจโฉมีอายุมากกว่าเขา ตำแหน่งราชการก็สูงกว่าเขา เป็น "ผู้มีศักดิ์สูง" อย่างสมศักดิ์ศรีทุกประการ
ว่าตามระเบียบแล้ว การที่โจโฉมาปราบกบฏที่เองฉวนเป็นราชการแผ่นดิน หากมิพักอยู่ในกองทัพ ก็ต้องพักในเรือนหลวง แต่ทว่าบุนไท่โส่วเพื่อแสดงไมตรีแก่เขา จึงยืมเรือนหลังหนึ่งจากตระกูลใหญ่ในอำเภอมาให้เขาพำนักชั่วคราว เรือนหลังนี้อยู่ทางตะวันออกของจวนไท่โส่ว ซุนเจินเพิ่งผ่านหน้าจวนไท่โส่วมา ก็พบจงฮิวเดินสวนทางมาแต่อีกฟาก
ซุนเจินลงจากม้าคำนับ จงฮิวมองดูจวีในมือเขา หัวเราะกล่าวว่า "ท่านนี้จะไปคำนับผู้ใดเล่า?"
"ท่านตูเว่ยแซ่โจเชิญข้าพเจ้าไปร่วมงานเลี้ยง"
"ท่านฝูจวินให้ท่านพักรักษาแผลอยู่ในเรือน ท่านกลับจะไปกินเหล้าร่วมงานเลี้ยง! ระวังข้าจะไปฟ้องท่านฝูจวินเสียนะ" จงฮิวกล่าวดุจหยอกล้อ บัดนี้โพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนถูกปราบลงราบคาบแล้ว เขาผู้เป็นกงเฉาแห่งมณฑลจึงอารมณ์ดีอยู่
ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "ผู้มีศักดิ์สูงมีไมตรีเชื้อเชิญ มิอาจปฏิเสธได้" แล้วถามจงฮิวว่า "ท่านกงเฉาจะไปแห่งใดเล่า?"
จงฮิวตอบว่า "อำเภอเอี๋ยงเฉิง หลุนซื่อ เซียงเซีย เกียบ ฟู่เฉิง คุนเอี๋ยง อู่หยาง หลายอำเภอนี้ ด้วยเหตุโจรกบฏก่อความวุ่นวาย เจ้าเมืองบ้างก็ตายในการรบ บ้างก็หนีไป เสมียนในอำเภอก็ล้มหายตายจากไปมาก บัดนี้อำเภอเหล่านี้ปราศจากผู้ปกครอง ราษฎรหลายแสนคนจำต้องได้รับการปลอบประโลมโดยเร่งด่วน ท่านฝูจวินสั่งให้ข้าเสนอผู้ทรงคุณในมณฑลบางคนให้ท่านแต่งตั้งใช้สอย" แล้วชักม้วนไม้ไผ่ออกมาจากแขนเสื้อ กล่าวว่า "ในนี้ก็คือผู้มีความสามารถที่ข้าเสนอชื่อไว้ กำลังจะไปกราบเรียนรับคำสั่งที่จวน" เขาเป็นกงเฉาแห่งมณฑล กุมการแต่งตั้งบุคคลทั่วทั้งมณฑล ตำแหน่งเจ้าเมืองเช่นนี้เรียกว่า "หมิ่งชิง"(3) ไท่โส่วไม่มีอำนาจแต่งตั้ง แต่ในคราวคับขัน เสมียนในอำเภอก็ยังพอแต่งตั้งได้บ้าง
ซุนเจินกล่าวว่า "นี่เป็นเรื่องใหญ่ ภายหลังโจรกบฏก่อความวุ่นวายแล้ว ที่สำคัญที่สุดก็คือการปลอบประโลมราษฎร ด้วยเหตุโจรกบฏครานี้ ที่นาในมณฑลไม่น้อยปราศจากผู้เพาะปลูก ย่อมกระทบต่อการเก็บเกี่ยวในฤดูสารท อีกทั้งด้วยเหตุโจรกบฏ ผู้คนในมณฑลล้มตายบาดเจ็บมิใช่น้อย มิอาจขาดเสมียนผู้มีคุณธรรมมาปลอบประโลมได้ ในเมื่อท่านกงเฉ ามีราชการติดตัวอยู่ ข้าพเจ้าก็จะมิรบกวนให้มากความ ขอลาก่อน"
"ดีแล้ว ท่านไปเถิด!"
ทั้งสองอำลากันกลางถนน จงฮิวรีบรุดไปยังจวนไท่โส่ว ขอเข้าพบบุนไท่โส่ว ซุนเจินมองส่งเขาจากไป แล้วขึ้นม้าเดินทางต่อ
เลี้ยวผ่านสองถนน ก็เข้าสู่หลี่(4)แห่งหนึ่งทางเหนือของถนน ที่ประตูหลี่ เขามิได้ถือตัวอวดศักดิ์ฐานะ แม้ว่าผู้เฝ้าประตูหลี่จะรู้จักเขา เขาก็ยังคงทำ "ทะเบียน" ที่ประตูหลี่ตามระเบียบ
จวินโฮ่วที่โจโฉใช้ให้มานั้น เมื่อมาเชิญเขาวันวานได้บอกที่พำนักของโจโฉไว้แน่ชัดแล้วว่า "เรือนท่านตูเว่ยแซ่โจ อยู่ในหลี่ เข้าประตูที่สองไปทางตะวันตก เรือนที่สามทางเหนือ" ทำทะเบียนแล้ว ซุนเจินก็จูงม้าเดินไปตามตรอกในหลี่ เข้าประตูกลาง ก็พบตรอกทอดยาวไปตะวันออก-ตะวันตกอีกสายหนึ่ง โจโฉพำนักอยู่ในตรอกสายนี้ นับเรือนริมตรอกไป ผ่านไปสองหลัง ซุนเจินก็หยุดเท้า กล่าวว่า "ก็คือที่นี่แล" จัดเสื้อผ้าหมวกให้เรียบร้อย เดินขึ้นไปเคาะประตูด้วยตนเอง ครู่เดียวประตูก็เปิดออก ผู้ที่ออกมาก็คือโจโฉนั่นเอง วันนี้เขาก็แต่งกายเรียบร้อยเช่นกัน
เห็นซุนเจิน เขาก้าวออกประตูเรือนอย่างกระชับ ลงบันได กวาดสายตามองขึ้นลง ดูที่แขน หน้าอกท้อง และขาของซุนเจิน ถามด้วยความห่วงใยว่า "เป็นอย่างไรบ้าง แผลหายดีแล้วหรือ?"
"ขอบพระคุณท่านตูเว่ยที่ห่วงใย ดีขึ้นมากแล้ว"
"ท่านซือม่าซุนมาถึงก่อนแล้ว รอแต่ท่านเข้าโต๊ะเท่านั้น!"
ทักทายปราศรัยกันแล้ว ทั้งสองก็คุกเข่าคำนับกัน ณ เชิงบันได โจโฉคำนับสองครั้ง ซุนเจินตอบรับด้วยการคำนับสองครั้ง
คำนับเสร็จลุกขึ้น โจโฉเอามือซ้ายทับมือขวา ซ่อนมือไว้ในแขนเสื้อ ยกขึ้นจรดหน้าผาก แล้วโน้มกายคารวะต่อซุนเจิน เสร็จพิธีคารวะ ก็ยืดกายตรง พร้อมกับยกมือขึ้นเสมอคิ้วอีกครั้ง แล้วจึงวางลง นี่เป็นกระบวนคารวะอย่างประสานมือก้มตัว(5) ครั้นโจโฉคารวะเสร็จ ก็เข้าประตูทางขวา ซุนเจินมอบสายบังเหียนแก่จั่วปั๋อโหวกับหยวนจงชิง ประคองจวีด้วยสองมือ เข้าประตูทางซ้าย เข้าไปถึงกลางลาน ทั้งสองยืนนิ่ง ซุนเจินหันหัวไก่ป่าของจวีไปทางซ้าย ยื่นมอบแก่โจโฉเป็นของกำนัล โจโฉบ่ายเบี่ยงปฏิเสธอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็รับไว้ เหตุที่มิอาจมอบไก่ป่าบนท้องพระโรงนั้น ก็เพราะเจ้านครเป็นผู้รับของกำนัลบนท้องพระโรง บัณฑิตมิอาจเทียบตนกับเจ้านครได้
นี่เป็นกระบวนจารีตทั้งชุดของเจ้าบ้านต้อนรับแขก และแขกถวายของกำนัล
ว่ากันตามจริง ซุนเจินในฐานะผู้มาจากภายภาคหน้า รู้สึกลึก ๆ ว่าจารีตเหล่านี้ยุ่งยากเยิ่นเย้อเกินไป นึกในใจว่า "มิน่าเล่า โจโฉกับซุนเกี๊ยนจึงล้วนปลดปล่อยไม่ยึดติดจารีต พิถีพิถันเรื่องจารีตเกินไป ทำให้คนรู้สึกยุ่งยากนัก" ทว่าเขาเป็น "ลูกหลานตระกูลซุน" ออกจากเรือนไปย่อมเป็นหน้าตาของตระกูลซุน จะทำดุจโจโฉกับซุนเกี๊ยนมิได้ อันที่จริงแม้แต่โจโฉ เมื่อต้อนรับซุนเจิน "บัณฑิต" ผู้นี้ ก็มิได้ยึดถือจารีตอย่างเคร่งครัดดอกหรือ?
โจโฉรับจวีไว้แล้ว ก็จับมือซุนเจินอย่างสนิทสนม พากันขึ้นเรือนเข้าห้อง
ในเรือนได้จัดวงเหล้าไว้แล้ว ด้วยว่าโจโฉมิได้เชิญผู้อื่น เชิญแต่ซุนเจินกับซุนเกี๊ยนสองคน จึงมีที่นั่งเพียงสามที่
ด้านบนเป็นที่นั่งประธานของโจโฉ สองข้างเป็นที่นั่งของแขก ซุนเกี๊ยนมาถึงแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่นั่งแขกทางขวา เห็นโจโฉกับซุนเจินสองคนเดินเข้ามา ก็ลุกขึ้นต้อนรับ หัวเราะกล่าวแก่ซุนเจินว่า "ออกศึกมาหลายวัน มิได้ดื่มเหล้าเลย อยากเหล้าจับใจมานานแล้ว! ค่ำคืนนี้ท่านตูเว่ยแซ่โจเลี้ยงเหล้า เจินจือเหตุใดจึงมาช้านัก? มาเถิด มาเถิด ท่านมานั่งตรงนี้"
ด้านขวาเป็นที่นั่งสูง ซุนเกี๊ยนทั้งอายุมากกว่าซุนเจิน ทั้งตำแหน่งสูงกว่าเขา ซุนเจินจะยอมไปนั่งได้อย่างไร? บ่ายเบี่ยงปฏิเสธอยู่หลายครั้ง โจโฉจึงเชิญให้เขานั่งที่นั่งทางซ้าย
แขกมาพร้อมกันแล้ว ฟ้ายังมิมืด การกินอยู่ดื่มเหล้ายังไม่ต้องรีบร้อน สามคนนั่งลงสนทนาเรื่องเบ็ดเตล็ดกันบ้าง
ซุนเกี๊ยนเป็นชาวใต้ โจโฉไปทางใต้น้อยครั้ง จึงถามถึงขนบธรรมเนียมผู้คนทางใต้ของซุนเกี๊ยนเสียมาก แล้วเอ่ยถึงเมื่อปีก่อนที่ซุนเกี๊ยนอายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี ก็ดำรงตำแหน่งจวิ้นซือม่า(6)ร่วมปราบกบฏพ่อลูกอวี๋ฉางและอวี๋เสา สรรเสริญไม่ขาดปาก เอ่ยตรง ๆ ว่า "ท่านห้าวหาญเฉียบคมเก่งกล้าการรบ เป็นวีรบุรุษแห่งกังตั๋ง!"
โจโฉยังสนทนาหยอกล้อกับซุนเจิน เอ่ยถึงเมื่อครั้งซุนเจินเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ กวาดล้างคนทุจริตอย่างเด็ดขาดเข้มแข็ง ก็เอ่ยชมไม่ขาดปากเช่นกัน กล่าวว่า "แม้จะว่าการปกครองบ้านเมืองท้องถิ่นควรผ่อนผันเข้มงวดเกื้อกูลกัน แต่ตามความเป็นไปในบัดนี้ กลับควรหยิบ 'การผ่อนผัน' ขึ้นมา วาง 'ความเข้มงวด' ลงไป ดุจคนป่วยกะทันหัน ต้องใช้ยาแรงรักษา"
โจโฉชื่นชมความเด็ดขาดเข้มแข็งของซุนเกี๊ยนและซุนเจิน ก็เพราะตัวเขาเองก็เป็นคน "ห้าวหาญเฉียบคม" เช่นกัน เมื่อเขาอายุยี่สิบต้น ๆ เป็นลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ย(7) แรกถึงตำแหน่ง ก็แขวนกระบองเบญจรงค์(8)กว่าสิบอันไว้ ณ ประตูเมืองหลายแห่งแห่งลกเอี๋ยง ผู้ใดละเมิดข้อห้าม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงศักดิ์มั่งคั่งเพียงใด ล้วนลงทัณฑ์ทั้งสิ้น โบยลุงของเกี้ยนสิดจนตาย ทำให้เหล่าขุนนางวงศ์ญาติและผู้มีอิทธิพลในลกเอี๋ยงที่เคยกำเริบเสิบสาน ต่างหวาดกลัวกลั้นใจ สงบความชั่วลง แต่นั้นมาทั้งในและนอกไม่มีผู้ใดกล้าละเมิด ชื่อเสียงน่าเกรงขามสั่นสะเทือนไปไม่น้อย
เทียบกับความห้าวหาญเหี้ยมหาญของโจโฉ การที่ซุนเจินเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ขับไล่เสมียนทุจริต จับฆ่าผู้ละเมิดกฎหมายนั้น ยังเทียบมิได้ ทว่านี่ก็เป็นเรื่องสุดวิสัย โจโฉมีที่พึ่งพิงแข็งแกร่ง เป็นลูกหลานขุนนางผู้ใหญ่ ภูมิหลังในราชสำนักมิใช่ซุนเจินจะเทียบได้ กระนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ความเด็ดขาดในการเข่นฆ่าของซุนเจินเมื่อครั้งเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ก็ได้รับความเห็นอกเห็นใจชื่นชมจากโจโฉดุจคนคอเดียวกัน
ซุนเจินนึกในใจว่า "โจโฉสองสามวันนี้ดูเหมือนจะลงแรงค้นคว้าไว้ไม่น้อย ถึงกับสืบรู้ภูมิหลังของบุ่นไถกับข้าได้ชัดเจนถึงเพียงนี้ ที่เอ่ยมาล้วนเป็น 'เรื่องน่าภาคภูมิ' ของบุ่นไถกับข้าทั้งสิ้น" จากนี้ก็พอเห็นได้ว่าโจโฉตั้งใจคบหากับทั้งสองด้วยน้ำใสใจจริง
สนทนากันไป ความมืดยามค่ำก็มาถึง ภายในเรือนเริ่มสลัว สาวใช้เดินเข้ามา จุดเทียนบนเชิงเทียนสำริด ส่องสว่างกลางเรือนขึ้นใหม่
โจโฉกล่าวว่า "อ้อ คุยกับท่านทั้งสองออกรสจนมิรู้ตัวว่าราตรีมาเยือน ท่านทั้งสองหิวแล้วหรือยัง? ข้าน่ะหิวแล้ว หรือเราจะเริ่มวงเหล้ากันเสียเลย? ดื่มไปคุยไป เป็นไฉน?" แล้วกล่าวแก่ซุนเกี๊ยนว่า "ท่านซือม่า ข้าไปกังตั๋งน้อยครั้งนัก สนใจขนบธรรมเนียมผู้คนแห่งกังตั๋งของท่านยิ่งนัก เดี๋ยวที่วงเหล้ายังต้องขอให้ท่านเล่าให้ข้าฟังให้มากด้วย"
ซุนเกี๊ยนหัวเราะกล่าวว่า "ดีแล้ว" คุยกับโจโฉมาครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าโจโฉผู้นี้เป็นคนดี เจรจาเปิดเผยตรงไปตรงมา กิริยาไม่ยึดติดจารีต ต้องอัธยาศัยของตนยิ่งนัก อาศัยจังหวะที่สาวใช้ยกเหล้าและกับแกล้มมา โจโฉก็กล่าวแก่ทั้งสองอีกว่า "ข้าไม่ปิดบังท่านทั้งสองดอก อีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับนครหลวงแล้ว งานเลี้ยงเหล้าค่ำคืนนี้ ทั้งเป็นการที่ข้ามาร่วมปราบโจรกบฏคราวนี้ ยินดีที่ได้รู้จักท่านทั้งสอง ทั้งเป็นการอำลาท่านทั้งสองด้วย"
ซุนเกี๊ยนแปลกใจ กล่าวว่า "โจรกบฏแถบยีหลำ น่ำเอี๋ยง ยังมิได้ปราบลงราบคาบ ท่านตูเว่ยเหตุใดจึงจะกลับนครหลวงเสียแล้วเล่า?"
"ไพร่พลในสังกัดข้าล้วนเป็นจวิ้นจู๋(9)ของมณฑลอื่น ที่ติดตามข้ามาปราบกบฏก็เป็นเรื่องจำใจ บัดนี้เองฉวนสงบแล้ว พวกเขาก็ต้องกลับมณฑลเดิมของตน มณฑลของพวกเขาก็มีโจรกบฏเช่นกัน แม้จะไม่มากเท่าโจรเองฉวน ก็มิอาจอยู่นอกถิ่นนานได้"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!"
ซุนเกี๊ยนดูเหมือนจะเชื่อคำของโจโฉ ทว่าซุนเจินมิได้เห็นเช่นนั้น นึกในใจว่า "การปราบกบฏโพกผ้าเหลืองคราวนี้ โจโฉมาช้าไปเร็ว เห็นชัดว่ามาชุบตัวเอาความดีความชอบ มาเก็บเกี่ยวกุศลผลศึก" แล้วชายตามองโจโฉ นึกในใจว่า "หรือบิดาของเขาคงวิ่งเต้นจัดเตรียมไว้ให้แล้ว? รอแต่เขากลับไปนครหลวงก็จะได้รับตำแหน่งใหม่กระมัง?"
โจโฉหันมามองซุนเจิน พอดีพบซุนเจินกำลังมองตน ก็หัวเราะกล่าวว่า "เจินจือ เมื่อวานข้าอยู่ในจวนไท่โส่ว ได้ยินท่านฝูจวินเอ่ยว่า ราชสำนักได้คัดเลือกแต่งตั้งซื่ออี้วี๋สื่อ(10)ท่านอ๋อง เป็นอิจิ๋วชื่อสื่อ(11) ท่านอ๋องออกจากนครหลวงแล้ว อีกไม่นานก็จะมาถึงเอี้ยงเต๊ก"
"ซื่ออี้วี๋สื่อ" เป็นขุนนางในสังกัดอวี้สื่อจงเฉิง(12) มีอยู่ด้วยกันสิบห้าคน "มีอำนาจยกฟ้องการมิชอบ อำนาจรองจากซ่างซู" ในราชสำนักมีซื่ออี้วี๋สื่อสิบห้าคน ซุนเจินแม้จะรู้จักขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักอยู่บ้าง แต่ก็มิรู้ว่าโจโฉหมายถึงผู้ใด จึงถามว่า "ซื่ออี้วี๋สื่อท่านอ๋อง?"
"ก็คืออ้องจูสือแห่งไท่หยวนนั่นเอง"
อ้องจูสือ ก็คืออ้องอุ้น มิต้องเอ่ยถึงชาติก่อน เพียงชาตินี้ซุนเจินก็เคยได้ยินชื่อเขาหลายครั้งแล้ว ซุนเกี๊ยนก็เคยได้ยินชื่อผู้นี้ กล่าวว่า "อ้องอุ้นผู้นี้ใช่ไหม ที่อายุเพียงสิบเก้าก็ผูกมิตรกับกัวหลินจงผู้ร่วมเมือง ถูกกัวหลินจงยกย่องว่า 'ท่านอ๋องวันเดียวพันลี้ มีคุณสมบัติเป็นที่ปรึกษาเจ้านครได้'?" โจโฉกล่าวว่า "ก็คือผู้นี้แล"
ว่าก็ขัน พอได้ยินว่าอ้องอุ้นจะมาเป็นอิจิ๋วชื่อสื่อในภายหน้า ปฏิกิริยาแรกของซุนเจินกลับเป็นการนึกถึงเตียวเสี้ยน เขารีบกระแอมเบา ๆ ก้มหน้าลง กดความคิดนี้ลงไป
โจโฉหัวเราะกล่าวว่า "เจินจือ ข้ายังได้ยินท่านฝูจวินเอ่ยอีกว่า ท่านอ๋องได้เรียกตัวลิ่วหลงเซียนเซิง(13)กับขงหยงแห่งหลู่กั๋วมาเป็นโจวจวินซื่อ(14) ลิ่วหลงเซียนเซิงคราวนี้คงจะมาเองฉวนพร้อมท่านอ๋องด้วย"
"หา? ท่านอาวงศ์ของข้าจะกลับมาแล้วหรือ?"
"ใช่น่ะสิ เฮ้อ มิรู้ว่าพวกท่านจะมาถึงเมื่อใด! เจินจือ ข้านิยมลิ่วหลงเซียนเซินมานานแล้ว มิรู้ว่าคราวนี้จะมีวาสนาได้คำนับท่านหรือไม่ เมื่อครั้งข้าอยู่ในนครหลวงมักได้ยินปั๋อสื่อ(15)และบัณฑิตในนครเอ่ยว่า ลิ่วหลงเซียนเซินอ่านตำราโช่ำชอง รู้แจ้งในคัมภีร์ “หลี่”“ซือ”“ซ่างซู”“ชุนชิว”(16)ทั้งหลาย โดยเฉพาะเชี่ยวชาญการศึกษา“อี้”(17) มิใช่บัณฑิตสามัญจะเทียบได้ เป็นมหาบัณฑิตแห่งยุคปัจจุบัน ข้าก็ชอบ“อี้”ยิ่งนัก เพียงเสียดายมิได้พบครูดี หากได้ฟังคำสั่งสอนจากลิ่วหลงเซียนเซินด้วยตนเอง ก็นับเป็นวาสนาสามชาติแล้ว!"
ลิ่วหลงเซียนเซินก็คือซุนซอง ด้วยเหตุคดีตั่งกู้(18) ท่านหลบลี้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำฮั่นกว่าสิบปี มุ่งแต่การเรียบเรียงตำราเขียนหนังสือไว้มากมาย ได้สมญาว่ามหาบัณฑิต โดยเฉพาะเชี่ยวชาญการศึกษา“อี้”มีชื่อเสียงสูงยิ่งในแวดวงบัณฑิต ในคดีตั่งกู้นั้น มีบัณฑิตจำนวนมากที่มิอาจออกรับราชการ มิอาจสำแดงปณิธานและความสามารถ ก็หลบลี้แล้วระบายความคับแค้นด้วยการเขียนหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป ดังเช่นบิดาของตันกุ๋นคือตันกี่ ก็เขียนหนังสือยาวหลายหมื่นคำเล่มหนึ่ง ขนานนามว่า“ตันจื่อ”เพิ่งได้ยินชื่ออ้องอุ้น ก็ได้ยินอีกว่าขงหยงและซุนซองก็จะมาเองฉวนด้วย คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งสิ้น
โจโฉถามซุนเจินว่า "เจินจือ ตระกูลท่านเป็นตระกูลสูงศักดิ์ เป็นปราชญ์เลื่องชื่อทางบัณฑิตขงจื๊อ“อี้”เป็นวิชาประจำตระกูลของท่าน ท่านย่อมเชี่ยวชาญคัมภีร์นี้กระมัง?"
ซุนเจินรู้สึกละอายยิ่งนัก ชื่อของเขาก็มาจาก“อี้”เขาเรียนหนังสือกับซุนชวีแต่เยาว์วัย ก็เคยลงแรงกับ“อี้”อยู่บ้าง แต่“อี้”ยากเย็นเหลือเกิน เขาเพียงรู้คร่าว ๆ เท่านั้น เรียกว่าเชี่ยวชาญหาได้ไม่ เขาตอบว่า "ขอประทานอภัย ขอประทานอภัย เจินเป็นคนปัญญาทึบ แม้เรียน“อี้”มาแต่เยาว์ จนบัดนี้ก็ยังหาความสำเร็จมิได้ พี่ร่วมตระกูลของเจินคือซุนเยว่ ซุน(19) หลานร่วมตระกูลคือซุนฮิว ล้วนเหนือกว่าเจินมากนัก"
"ซุนเยว่ ซุน ข้ารู้จักทั้งสองคน ซุนฮิว? อ้อ เจินจือ ซุนฮิวมิได้ตามท่านออกศึกมาด้วยดอกหรือ? บัดนี้เขาอยู่แห่งใด? วันนี้เหตุใดท่านจึงมิพาเขามาด้วย?"
"ก๋งตัดบัดนี้อยู่ในค่ายนอกเมือง คราวนี้กวาดล้างโพกผ้าเหลืองเองฉวนนับเป็นชัยชนะใหญ่ เจินเกรงว่าพลอี้ฉงในสังกัดจะถือชัยกำเริบเย่อหยิ่ง ก่อกวนท้องถิ่น จึงให้เขาอยู่ในค่ายคอยควบคุมไว้ให้เข้มงวด" พลในสังกัดซุนเจินมิใช่ทหารหลวง เป็นพลที่เขาเกณฑ์เองมา จึงเรียกว่า "อี้ฉง"(20)
โจโฉพยักหน้าหลายครั้ง สรรเสริญว่า "ชนะแล้วมิเย่อหยิ่ง อ่อนน้อมสำรวมตน มิเพียงไม่เย่อหยิ่ง ยังเตรียมการล่วงหน้าควบคุมพลอี้ฉงเสียก่อน เจินจือ ท่านมีลักษณะของยอดแม่ทัพในกาลก่อน"
เขากับซุนเจินสนทนาเรื่องซุนซอง เรื่อง“อี้”อยู่ตรงนั้น ซุนเกี๊ยนอ่านหนังสือมาไม่มาก ไม่สู้สนใจเรื่องเหล่านี้ นั่งนิ่งมิติด หาวออกมาทีหนึ่ง โจโฉเห็นเข้า ขณะนั้นเหล้าและกับแกล้มจัดไว้พร้อมแล้ว เขาก็ยกจอกขึ้นหัวเราะกล่าวว่า "เหล้ายาปลาปิ้งกระจ้อยร่อย ขอท่านทั้งสองฝืนกลืนลงคอเถิด! คราวนี้ปราบโจรกบฏเองฉวน ท่านทั้งสองมีความชอบเป็นอันดับหนึ่ง จอกนี้ข้าขอคารวะท่านทั้งสอง!"
ซุนเกี๊ยนรีบจัดท่านั่งให้เรียบร้อยทันที ยกจอกเหล้าขึ้น กล่าวว่า "เกี๊ยนขอคารวะท่านตูเว่ย!" ยกจอกเหล้าขึ้น เงยหน้าแหงนคอ ดื่มรวดเดียวหมดจอก ซุนเจินก็ยกจอกเหล้าขึ้น เอาแขนเสื้อกว้างข้างซ้ายบัง ค่อย ๆ ดื่มเหล้าลง ซุนเกี๊ยนดื่มเร็วเกินไป น้ำเหล้าไหลออกตามมุมปาก เขาวางจอกเหล้าลง เอามือเช็ดคราบเหล้าตามสะดวก หัวเราะกล่าวว่า "หอมเข้มซึ้งใจ เหล้าดี เหล้าดี"
"ในเมื่อชอบ ก็ขอให้ดื่มอีกหลายจอกเถิด" โจโฉคะยั้นคะยอเชิญดื่มอย่างเอาใจ
เหล้าผ่านไปสามจอก โจโฉหัวเราะกล่าวว่า "“ซือ”ว่าไว้ 'ข้ามีแขกผู้ทรงเกียรติ ดีดพิณเป่าขลุ่ย' มีเหล้าแล้วไฉนจะขาดการดีดพิณได้?"
เขาตบมือทีหนึ่ง จากระเบียงนอกเรือนก็เดินออกมาเป็นหมู่นางขับร้องและฟ้อนรำ บ้างประคองพิณ บ้างประคองกลอง บ้างถือปี่ บ้างถือเซ่อ(21) ที่ไม่ถือเครื่องดนตรีล้วนแต่งกายยั่วยวน เสื้อผ้าสั้นบาง เป็นผ้าไหมปักลายสีสัน เผยให้เห็นแขนขาวผ่อง น่องขาว ส่งกลิ่นหอมตลบเข้ามาในเรือน คุกเข่าคำนับสามคนที่นั่งอยู่เบื้องบน ณ เบื้องล่างของเรือน ครั้นแล้วลุกขึ้น บ้างนั่งลงดีดพิณดีดเซ่อ บ้างคุกเข่าขับร้อง บ้างหมุนตัวร่ายรำ เสียงดนตรีไพเราะ เสียงขับร้องอ่อนหวาน ลีลาฟ้อนงดงามตระการ
โจโฉหัวเราะชี้พวกนาง ถามซุนเกี๊ยนและซุนเจินว่า "หมู่นางขับนี้ข้าขอยืมมาจากท่านฝูจวินเมื่อวานนี้เอง ท่านซือม่า เจินจือ ท่านเห็นพวกนางเป็นไฉน? การฟ้อนรำขับร้องพอเข้าตา เสียงดนตรีพอเข้าหูบ้างหรือไม่?"
ซุนเจินเป็นลูกหลานบัณฑิตขงจื๊อ ยามปกติมีโอกาสได้ชมการฟ้อนรำขับร้องเช่นนี้ไม่มากนัก
ซุนเกี๊ยนคบหาแต่นักเลงผู้กล้า ไม่ใคร่มีบัณฑิต การฟ้อนรำเช่นนี้ได้ชมมามาก เขาถือจอกเหล้า บิดหน้าไปมองอยู่ครู่หนึ่ง หันกลับมากล่าวว่า "เสียงดนตรีดีร้ายข้าฟังไม่ออก เสียงขับร้องเป็นไฉนข้าก็มิรู้ รู้แต่ว่าลีลาฟ้อนนี้ดีแท้! ดูแขนขาน่องนั่นสิ ยั่วใจนัก" โจโฉกับเขามองหน้ากันแล้วหัวเราะลั่น
มีฟ้อนรำขับร้องเคล้าเหล้า โจโฉเชิญชวนกินกับแกล้ม กินไปก็คุยกับซุนเกี๊ยนเรื่องขนบธรรมเนียมแห่งกังตั๋ง คุยกับซุนเจินเรื่องกวีคัมภีร์ ทั้งสองฝ่ายลงตัวกลมกลืน ทั้งทำให้ซุนเกี๊ยนมิรู้สึกเบื่อหน่าย ทั้งทำให้ซุนเจินรู้สึกสนิทสนม ซุนเจินคบหาผู้คน เด่นที่ความเรียบง่ายจริงใจ เปิดอกใจถึงใจ ซุนเกี๊ยนคบหาผู้คน เด่นที่ความเปิดเผยไม่ยึดติดจารีต โจโฉคบหาผู้คน มีจุดเด่นของทั้งสองคนรวมกัน อีกทั้งยังมีท่วงทีของลูกหลานผู้สูงศักดิ์
เหล้าผ่านไปสองรอบ ซุนเกี๊ยนวางตะเกียบและช้อนลง กล่าวว่า "ดื่มเปล่าคุยเรื่อยเปื่อยไม่ออกรส เราเหตุใดมิเอาเรื่องขำขันเคล้าเหล้ากันเล่า?" เรื่องขำขันก็คือเรื่องตลกนั่นเอง ข้อเสนอนี้ของซุนเกี๊ยนต้องใจโจโฉพอดี เขายินดียิ่ง เห็นพ้องด้วย กล่าวว่า "เสียงพิณขลุ่ยแม้ไพเราะหู ก็มิสู้เรื่องขำขันที่ทำให้คนหัวร่อท้องคัดท้องแข็ง ข้อเสนอของท่านซือม่าดียิ่งนัก สนามเหล้าก็ดุจสนามรบ เราควรเดินเหล้าด้วยอาญาทัพ เป็นไฉน?"
ซุนเกี๊ยนมิได้คัดค้าน ส่วนซุนเจินครุ่นในใจว่า "เอาเรื่องขำขันเคล้าเหล้า?" แต่ก่อนเขาดื่มเลี้ยงกับเหล่าบัณฑิตขุนนางมิเคยพบเรื่องเช่นนี้เลย เขาไม่ถนัดทำนองนี้ จึงถามว่า "จะเดินเหล้าด้วยอาญาทัพอย่างไร?"
"ผู้ใดเล่าเรื่องขำขันมิได้ หรือเล่าแล้วไม่มีผู้ใดหัวเราะ ปรับเหล้าจอกหนึ่ง เป็นไฉน?"
ซุนเกี๊ยนไม่ยอม กล่าวว่า "เหล้าของท่านตูเว่ยจอกนี้ดีนัก เป็นของดี ไฉนจะให้ผู้แพ้ดื่มเหล้าเล่า? นั่นมิเป็นการเข้าทางผู้แพ้เกินไปหรือ? ตามที่ข้าเห็น สู้ให้ผู้ที่ทำให้คนหัวเราะได้ดื่มเหล้า ผู้ที่เล่ามิได้หรือทำให้คนหัวเราะมิได้ ปรับให้เล่าอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งห้ามดื่ม"
โจโฉลูบหนวดหัวเราะ เห็นพ้องตามคำของเขา
ซุนเกี๊ยนกล่าวว่า "ท่านตูเว่ยเป็นผู้มีศักดิ์สูง ขอเชิญท่านตูเว่ยเล่าก่อน"
นี่มิใช่ปัญหา โจโฉชอบเรื่องขบขัน ยามปกติได้ยินได้เล่าเรื่องตลกมามาก เอ่ยปากก็เล่าได้ทันที กล่าวว่า "เจ้าบ่าวเข้าหอคืนแรก เจ้าสาวยินดีรับมิได้ขัดขืน ครั้นเสร็จกิจ กลับร้องเสียงดังว่า 'มีโจร มีโจร!' เจ้าบ่าวว่า 'ข้าเป็นสามีเจ้า ไฉนกล่าวว่าเป็นโจร?' เจ้าสาวว่า 'ในเมื่อมิใช่โจร ไฉนพกมีดมาด้วยเล่า?' สามีว่า 'มีดอยู่ที่ไหน?' เมียชี้ไปที่ของนั้นว่า 'นี่มิใช่มีดหรือ?' เจ้าบ่าวว่า 'นี่เป็นของลับ ไฉนเห็นเป็นมีด?' เจ้าสาวว่า 'หากมิใช่มีด ไฉนจึงเร็วปานนั้น!'"
เล่าจบ โจโฉหัวเราะลั่นก่อนเอง ซุนเกี๊ยนก็หัวเราะตามลั่น ซุนเจินก็อดยิ้มมิได้
โจโฉภาคภูมิใจดื่มเหล้า ยังไม่ทันวางจอกก็เร่งซุนเกี๊ยน กล่าวว่า "ถึงตาท่านซือม่าแล้ว เชิญท่านซือม่าเล่า!"
ซุนเกี๊ยนกล่าวว่า "เรื่องที่ข้าจะเล่านี้ไม่ยาวเท่าของท่านตูเว่ย แต่ขำพอกัน"
โจโฉถือจอกเหล้า เร่งซ้ำ ๆ กล่าวว่า "เชิญเล่าเร็ว เชิญเล่าเร็ว"
ซุนเกี๊ยนทำเล่นตัวเรียกความสนใจจนได้ที่ จึงกล่าวว่า "ชายผู้หนึ่งใช้ให้เมียทำรองเท้าแต่ทำออกมาเล็กไป โกรธว่า 'เจ้าควรเล็กกลับไม่เล็ก กลับมาเล็กที่รองเท้าเสียนี่!' เมียก็โกรธว่า 'เจ้าควรใหญ่กลับไม่ใหญ่ กลับมาใหญ่ที่เท้านี่เสียนี่!'"
โจโฉลิ้มรสครู่หนึ่ง ก็เข้าใจนัยของเรื่องตลกนี้ หัวเราะดังลั่น หัวเราะจนตัวงอไปข้างหน้าหงายไปข้างหลัง จอกเหล้าก็หล่นลงพื้นไปด้วยเพราะหัวเราะ หนวดก็จุ่มลงในน้ำแกง เหล่านางขับที่ยืมมาจากบุนไท่โส่วที่อยู่เบื้องล่างจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อนว่าขุนนางผู้ใหญ่ระดับเหนือสองพันสือจะตลกขบขันถึงเพียงนี้? ต่างก็แอบหัวเราะกัน โจโฉนั่งอยู่ที่นั่งประธาน มองหมู่นางฟ้อนเหล่านี้ เห็นพวกนางแอบหัวเราะ ก็มิได้ถือสา เขาหัวเราะจนน้ำตาไหล เอ่ยซ้ำ ๆ ว่า "เรื่องขำดีนัก เรื่องขำดีนัก! 'เจ้าควรเล็กกลับไม่เล็ก กลับมาเล็กที่รองเท้า' 'เจ้าควรใหญ่กลับไม่ใหญ่ กลับมาใหญ่ที่เท้านี้' ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขำตายข้าแล้ว ขำตายข้าแล้ว!"
ซุนเจินก็หัวเราะอยู่ ทว่ามิได้หัวเราะเกินตัวเหมือนโจโฉ ด้วยว่านับแต่เขาข้ามภพมา สิบกว่าปีนี้สิ่งที่ได้ยินได้เห็นล้วนเป็นวิญญูชนผู้รักษาจารีต ซึมซับไปทีละน้อย ทำมิได้ถึงขั้นไม่ยึดติดจารีตเหมือนโจโฉ
เขาสังเกตเห็นการแอบหัวเราะของนางขับ จึงเหลือบมองไปทางนั้นโดยมิได้ตั้งใจ นางผู้ดีดพิณคนหนึ่งที่กำลังแอบหัวเราะอยู่บังเอิญสบสายตากับเขา ทันใดนั้นใบหน้างามก็เปลี่ยนสี ตกใจจนเกือบล้มทั้งนั่ง แม้จะรีบจัดกายให้นั่งตรงใหม่ แต่เสียงพิณก็เพี้ยนไปแล้ว ซุนเจินเห็นนางตอบสนองรุนแรงเช่นนี้ กลับถูกนางทำเอาตกใจไปด้วย เขาคาดมิถึงเลยว่าหลังผ่านศึกเลือดมาหลายวัน อีกทั้งด้วยการตายของเฉิงเยี่ยน ทำให้เขาหม่นหมองคับข้องใจ แม้แต่ยามหัวเราะ เมื่อตกลงในสายตาของนางขับฟ้อนเหล่านี้ที่มิเคยผ่านเปลวเพลิงสงคราม แม้เป็นนางขับ แต่ด้วยได้รับความโปรดปรานจากนายอย่างยิ่ง อยู่ดีกินดีในผ้าแพรอาภรณ์งาม แท้จริงมิต่างจากดอกไม้ในเรือนกระจก ก็ยังรู้สึกว่าเขามีฆาตกรรมแผ่ซ่านเย็นเยียบ
เสียงพิณเพิ่งเพี้ยนไป โจโฉก็สังเกตเห็น เขาเช็ดน้ำตาพลางหัวเราะพลาง พลางชายตามองนางขับผู้ดีดพิณ เห็นนางตื่นตระหนกหน้าซีด รู้สึกแปลกใจยิ่ง จึงมองตามสายตาที่นางหลบเลี่ยงไป ก็เห็นซุนเจิน ทันใดก็เข้าใจกระจ่าง หัวเราะกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ วีรบุรุษย่อมมีอำนาจของวีรบุรุษ เพียงสายตาท่านชำเลืองเดียวก็ทำเอานางขับผู้นี้หน้าซีดเสียงเพี้ยน"
ซุนเกี๊ยนมิได้สังเกตว่าเสียงพิณเพี้ยน เขาภาคภูมิอกผายดื่มเหล้าจอกหนึ่ง เร่งซุนเจินว่า "เจินจือ ถึงตาท่านแล้ว"
ซุนเจินรู้เรื่องตลกไม่มากนัก คนในตระกูลของเขา เพื่อนบัณฑิตที่เขาคบหา ไม่มีผู้ใดเคยเล่าเรื่องตลกหยาบโลนเช่นนี้ต่อหน้าเขา โจโฉกับซุนเกี๊ยนเป็นสองคนแรก
เขากะพริบตาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกออกเรื่องหนึ่ง กล่าวว่า "มีผู้หนึ่งอาศัยอำนาจพ่อตาได้รับยกเป็นเซี้ยวเหลียน(22) ชาวบ้านพากันเย้ยว่า 'ไท่โส่วยกศิษย์สำนักขงจื๊อเป็นเซี้ยวเหลียน แรกยกจื่อจาง ทุกคนว่า ผู้นี้รูปร่างสง่างาม สมควรนัก ยกจื่อลู่อีก ทุกคนว่า ผู้นี้กล้าหาญทรงพลัง ก็ยกได้อยู่ ยกเอียนเอียนอีก ทุกคนว่า ผู้นี้วิชาความรู้เลิศที่สุด สมชื่อสมเสียง ครั้นยกกงเหย่ฉาง ทุกคนตกใจว่า ผู้นี้ยามปกติมิเห็นมีปัญญาเลิศเลย รูปร่างก็ไม่มี กำลังก็ไม่มี วิชาความรู้ก็ไม่มี เหตุใดจึงได้รับยก? ผู้หนึ่งกล่าวว่า เขาทั้งหมดอาศัยมีคนหนุนหลัง จึงได้รับยกสูง ถามว่า ใครหนุนหลังเขา? ตอบว่า พ่อตา'"(23)
ซุนเกี๊ยนมิรู้ว่ากงเหย่ฉางเป็นลูกเขยขงจื๊อ ฟังเรื่องตลกนี้จบก็งุนงงไม่เข้าใจ
โจโฉหัวเราะกล่าวว่า "เจินจือ ท่านนี่กำลังเสียดสีข้ารึ?" ในศักราชหยางเจียแห่งราชวงศ์นี้ จั่วสยงถวายฎีกาแก่ราชสำนัก เสนอว่าผู้ได้รับยกเป็นเซี้ยวเหลียนจำต้องอายุสี่สิบขึ้นไป แม้ข้อเสนอนี้มิได้ถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด แต่การที่โจโฉอายุยี่สิบก็ได้รับยกเป็นเซี้ยวเหลียนก็พบได้ไม่มากนัก เท่าที่ซุนเจินรู้ ในหมู่บัณฑิตร่วมยุคที่อายุไล่เลี่ยกับเขากับโจโฉ ที่อายุยี่สิบเศษก็ได้รับยกเป็นเซี้ยวเหลียน มีเพียงขงหยง อ้วนสุด จั้งหง ตันเต๋ง เป็นต้น เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้โจโฉจึงถามเช่นนั้น
ซุนเจินรู้ว่านี่เป็นคำหยอกล้อ จึงตอบว่า "ผู้มีความสามารถมิได้อยู่ที่อายุมาก ตามระเบียบ หากคุณธรรมเทียบเอียนเอียน อายุยี่สิบก็ยกเป็นเซี้ยวเหลียนได้ ท่านตูเว่ยเมื่อครั้งเป็นลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ย ชื่อเสียงน่าเกรงขามสั่นสะเทือนนครหลวง อีกทั้งเป็นนายอำเภอตุ้นชิว(24) ราษฎรรักใคร่ ภายหลังเป็นอี้หลาง(25) ถวายคำตักเตือนตรงไปตรงมา นับเป็นผู้ทรงคุณแห่งยุค ยี่สิบปียกเป็นเซี้ยวเหลียน นั่นเป็นเพราะผู้ยกท่านมีปัญญาในการรู้คน"
โจโฉหัวเราะหนึ่งที ครั้นหัวเราะเสร็จก็ถอนใจกล่าวว่า "ในรัชสมัยฮ่องเต้องค์ก่อน ราษฎรมีเพลงร่ำลือว่า 'ยกเหมาไฉ ไม่รู้หนังสือ คัดเซี้ยวเหลียน พ่อแยกอยู่ ขุนนางผู้บริสุทธิ์ขาวสะอาดกลับโสมมดุจโคลน แม่ทัพดีลำดับสูงกลับขลาดดุจไก่' เพลงร่ำลือบทนี้พูดถูกไม่ผิดเลยจริง ๆ เรื่องขำที่เจินจือเล่ากับเพลงร่ำลือนี้นัยเดียวกัน คนละทำนองเดียวกัน ... ท่านซือม่า เจินจือ ในโลกบัดนี้ ด้วยเหตุคดีตั่งกู้ ระฆังทองถูกทิ้งร้างมานาน หม้อกระเบื้องกลับครืนครั่นดุจฟ้าคำราม โชคดีที่บัดนี้ฮ่องเต้มีพระราชโองการแก้คดีพรรคบัณฑิตแล้ว อีกไม่นานก็คงได้เห็นคนซื่อตรงเต็มราชสำนัก เจินจือ ท่านอาวงศ์ของท่านคือลิ่วหลงเซียนเซินมิได้ถูกท่านอ๋องเรียกเป็นโจวฉงสื่อแล้วหรือ? ท่านกับพี่น้องร่วมตระกูลและหลานร่วมตระกูลล้วนเป็นผู้ทรงคุณแห่งมณฑล ปีหน้ามณฑลยกเซี้ยวเหลียน ต้องมีชื่อท่านหรือพี่น้องหลานร่วมตระกูลของท่านแน่นอน!"
ทั้งสองคุยกันออกรส ซุนเกี๊ยนชักจะนั่งไม่ติด เขาฟังเรื่องตลกของซุนเจินไม่เข้าใจ มิรู้ว่ามีอะไรน่าขำ จึงเซ้าซี้ว่า "เรื่องขำที่เจินจือเล่ามีอะไรน่าขำเล่า? ไม่ขำ ไม่ขำ เจินจือ ท่านแพ้แล้ว ปรับท่านห้ามดื่มเหล้า เล่าอีกเรื่องหนึ่ง"
ซุนเจินไม่ถนัดทำนองนี้จริง ๆ สิบกว่าปีนี้เขาอ่านแต่คัมภีร์และพิชัยสงครามทั้งวัน จะเคยได้ยินเรื่องตลกอะไรเล่า? แม้จะมีก็เป็นอย่างเรื่องที่เล่าไปเมื่อกี้ที่แฝงนัยแบบบัณฑิตอยู่บ้าง มิเคยได้ยินเรื่องหยาบโลนอย่างที่โจโฉและซุนเกี๊ยนเล่ามาเลย นี่ก็เป็นข้อต่างประการหนึ่งระหว่างตระกูลบัณฑิตกับตระกูลยากไร้
จนปัญญา เขาจำต้องขบคิดหนัก ครุ่นค้นหาจากความทรงจำชาติก่อนสักเรื่อง แต่ด้วยห่างกันนานเกินไปนึกไม่ออก กว่าจะนึกออกได้สักเรื่องก็ยากเย็น จึงกล่าวว่า "ครอบครัวหนึ่งสามมื้อไม่มีอาหารกิน สองผัวเมียท้องว่างขึ้นเตียง เมียถอนใจไม่หยุด ผัวว่า 'คืนนี้ข้าจะทำกิจสามคราติด ๆ กัน ให้นับเป็นสามมื้อ' เมียก็ยอม รุ่งเช้าตื่นขึ้นมา หัวหมุนตาลาย ยืนไม่อยู่ บอกเมียว่า 'กิจนี้วิเศษนัก มิเพียงนับเป็นข้าวได้ ยังนับเป็นเหล้าได้ด้วย'" เรื่องตลกนี้เขาได้ยินมาจากเฉินเปา เป็นคำหยอกเย้ากันเล่นในหมู่คนยากไร้ตามชนบท
เรื่องตลกนี้ทำให้ซุนเกี๊ยนหัวเราะลั่นขึ้นมา โจโฉก็หัวเราะลั่น แล้วเอาหนวดจุ่มลงในน้ำแกงอีก เขาช้อนหนวดขึ้นตามสะดวก เอาแขนเสื้อเช็ดให้แห้ง ชี้ไปที่จอกเหล้าบนโต๊ะของซุนเจิน กล่าวหยอกล้อว่า "เจินจือ ท่านไม่ต้องเอากิจนั้นนับเป็นเหล้าดอก บนโต๊ะท่านก็มีเหล้าอยู่ ดื่มเสียเร็ว!" ซุนเจินยิ้มรับ ยกจอกเหล้าขึ้น เอาแขนเสื้อบังปาก ดื่มเหล้าลง
เล่าเรื่องตลกไปหลายเรื่อง สามคนต่างดื่มเหล้าไปหลายจอก
โจโฉคะยั้นคะยอเชิญดื่มอย่างเอาใจ เหล้าถึงขั้นเมาพอประมาณ
เบื้องบนเรือนเงาเทียนไหวแดงเรื่อ กลิ่นเหล้าตลบอบอวล เบื้องล่างเรือนนางงามฟ้อนรำขับร้อง รื่นรมย์เพลินตาเพลินใจ โจโฉหวนนึกถึงการรบดุเดือดกับปอไซเมื่อหลายวันก่อน มองดูซุนเจินกับซุนเกี๊ยนสองยอดคนที่นั่งอยู่ในเรือนของตน ก็เกิดอารมณ์กวีขึ้นมาโดยมิรู้ตัว ยันโต๊ะลุกขึ้น มือหนึ่งเกาศีรษะ มืออีกข้างเท้าเอว เดี๋ยวเงยหน้า เดี๋ยวก้มหน้า เดินไปมาอยู่หลายก้าว ได้กวีมาหลายวรรค กำลังจะร่ายขับ เหลือบเห็นซุนเจิน ก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งที่ได้ยินมาเมื่อวาน รีบกลืนกวีหลายวรรคที่จ่ออยู่ปลายลิ้นลงไป หัวเราะกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ ข้าได้ยินว่าหลายปีก่อนท่านเคยแต่งกวีบทหนึ่งในงานเลี้ยงตระกูลท่าน ชื่อว่า“ต้วนเกอสิง”(26)?"
ซุนเจินไม่ฟังเสียยังดี พอได้ยินคำนี้ของโจโฉ ทันใดก็หน้าแดงก่ำ รู้สึกอับอายเหลือเกิน กระดากใจยิ่งนัก ฝืนพยักหน้ากล่าวว่า "ใช่"
"ข้าได้ยินมาเพียงไม่กี่วรรค มิได้ยินครบทั้งบท บัดนี้มีเหล้า มีเพลง มีระบำ มีเรื่องขำขัน มีวีรบุรุษผู้ทรงคุณสองท่าน ไม่ขาดสิ่งใดแล้ว ขาดแต่กวีดีบทหนึ่งเท่านั้น ราตรีงามดื่มสำราญเช่นนี้ ขาดกวีมิได้ ขอฟังครบทั้งบทเถิด"
ซุนเจินบ่ายเบี่ยงปฏิเสธหลายครั้งมิได้ จำต้องทำหน้าหนา ขับอ่านอีกครั้งว่า "อายุคนสักเท่าใด ดื่มเหล้าควรขับขาน ดุจน้ำค้างยามเช้า วันคืนล่วงไปขมขื่นนัก" เป็นอาทิ
ขณะที่เขาขับอ่าน โจโฉก็ยืนอยู่ในเรือน ตั้งใจสดับ วรรคต้น ๆ เขาได้ยินมาแล้ว ตั้งแต่ "เขียวขจีปกเสื้อเจ้า" เป็นต้นไป ที่เหลือเขายังมิเคยได้ยิน พอฟังถึง "เพียงเพราะเหตุแห่งท่าน ครุ่นคำนึงจวบจนบัดนี้" เขาก็ตบมือชื่นชม กล่าวว่า "ดีจริง 'เพียงเพราะเหตุแห่งท่าน ครุ่นคำนึงจวบจนบัดนี้'! ท่านคิดถึงมิตรผู้ทรงคุณดุจกระหายน้ำ"
ขับอ่านต่อไปถึง "ข้ามีแขกผู้ทรงเกียรติ ดีดพิณเป่าขลุ่ย" โจโฉหัวเราะกล่าวว่า "คาดมิถึงว่ากวีของท่านก็แปลงใช้วรรคนี้ ต้องกับงานเลี้ยงสำราญค่ำคืนนี้พอดี"
ฟังต่อไปถึง "ความกังวลผุดจากกลางใจ มิอาจตัดขาดได้" โจโฉถอนใจยาว กล่าวว่า "ดูกวีก็รู้ปณิธานของท่าน ความห่วงใยบ้านเมืองห่วงใยราษฎรของท่านเห็นได้จากตรงนี้"
นางขับฟ้อนเบื้องล่างเรือนที่ได้รับความโปรดปรานจากบุนไท่โส่วก็ล้วนเป็นผู้รู้กวี ฟังออกว่ากวีบทนี้เป็นงานชั้นเยี่ยมที่หาชมได้ยาก อารมณ์ในกวีลึกซึ้งหม่นเศร้า การเล่าเรื่อง การพรรณนาอารมณ์ และการบรรยายทิวทัศน์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างเป็นธรรมชาติ จากกวีดุจเห็นภาพของผู้มีปณิธานที่ห่วงใยบ้านเมืองห่วงใยราษฎร กระหายหาเพื่อนผู้ทรงคุณ ฟังจนเคลิ้มหลง มิรู้ว่าเมื่อใดได้หยุดเครื่องดนตรี หยุดการขับร้องฟ้อนรำ เอียงหูสดับ ในเรือนเงียบสงัด นอกเรือนจันทร์กระจ่าง ซุนเจินขับอ่านถึงวรรคสุดท้ายว่า "วนรอบต้นไม้สามรอบ กิ่งใดเล่าให้พักพิง?" ทั้งในเรือนนอกเรือนล้วนเงียบกริบ มีแต่วรรคนี้ที่ทุ้มต่ำเปี่ยมนัยลังเลใจวนเวียนอยู่ในเรือน ในโสตของทุกผู้คน
โจโฉกำมือขวาแน่น สุดจะกลั้นอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาได้ ทุบฝ่ามือซ้ายซ้ำ ๆ ได้รับอิทธิพลจากกวีบทนี้ เขาหันกาย หันหน้าสู่ราตรีจันทร์นอกเรือน ต้นหวยในลานต้องลมราตรีฤดูใบไม้ผลิส่งเสียงซู่ซ่า กิ่งใบไหวเอน เขาถอนใจกล่าวว่า "'วนรอบต้นไม้สามรอบ กิ่งใดเล่าให้พักพิง'? 'วนรอบต้นไม้สามรอบ กิ่งใดเล่าให้พักพิง'?" อ่านซ้ำสองครั้ง แล้วลิ้มรสทั้งบทอีก รีบหันกายกลับ เร่งกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ นัยในกวีดูเหมือนยังมิจบ? เบื้องล่างยังมีอีกหรือไม่? ขอท่านขับอ่านให้ครบทั้งบท ให้โสตของโจอิ่มเอมเถิด" เบิกตากว้างมองซุนเจิน กระหายใคร่ฟังยิ่งนัก
อีกสี่วรรคเบื้องล่าง ซุนเจินมิกล้าขับอ่าน "จิวกงคายอาหารต้อนรับเมธี ใจคนทั้งหล้าจึงสวามิภักดิ์"(27) แปดคำนี้นัยใหญ่หลวงเกินไป เขาเป็นเพียงปิงเฉาเฉวียน(28)ของมณฑลคนหนึ่ง ฮ่องเต้ในราชสำนักก็มิได้ทรงพระเยาว์ มิกล้าเปรียบตนเป็นจิวกง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า "ไม่มีแล้ว"
โจโฉเดินไปมาในเรือนหลายก้าว ส่ายหน้ากล่าวว่า "มิใช่ มิใช่ เบื้องล่างต้องมีอีกแน่นอน! ต่อให้ตอนนี้ยังไม่มี ในภายหน้าก็ต้องมี! มิเช่นนั้น นัยในกวีจะไม่จบ ไม่จบ" ก้มหน้าครุ่นคิด ตรองอยู่หลายตลบ อยากช่วยซุนเจินต่อกวีบทนี้ให้ครบ คิดได้หลายวรรค แต่ด้วยท่วงทำนองเบื้องต้นหม่นเศร้าจริงจัง รู้สึกเองว่าวรรคที่คิดได้เหล่านี้คู่ควรมิได้ สุดท้ายก็จำต้องยอมแพ้อย่างเหี่ยวเฉา ยังคงไม่ยอมจำนน กล่าวว่า "ดุจล่องเรือตามน้ำ ใกล้จะถึงที่เร็วที่สุด น้ำตกแขวนอยู่หน้าเรือแล้ว แต่เรือกลับหยุดกึกลง เจินจือ ท่านนี่กำลังทรมานข้าอยู่นะ" เกริ่นนำมามากมายเพียงนั้น ทั้งที่ตอนจบควรพรั่งพรูระเบิดออกมา กลับหยุดกึกเสีย โจโฉรู้สึกดุจคันใจ อยากเกาแต่เกาไม่ถูกที่ ทรมานใจสุดทน แต่ก็จนปัญญา
ซุนเจินนึกในใจว่า "กวีบทนี้มีคนฟังมาไม่น้อย มีแต่โจโฉที่รู้สึกว่านัยในกวียังไม่จบ สมแล้วที่เป็นผู้แต่งกวีบทนี้" โจโฉบัดนี้แม้ยังห่างไกลจากการเป็นวีรบุรุษกังฉินแห่งภายภาคหน้านัก แต่อุปนิสัยและความชื่นชอบได้ก่อรูปขึ้นเป็นพื้นฐานแล้ว กวีบทนี้กระทบใจเขาอย่างยิ่ง เขาถอนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวแก่ซุนเจินว่า "เมื่อครู่ก่อนขอให้ท่านขับอ่านกวีบทนี้ ข้าได้กวีมาหลายวรรค เดิมตั้งใจจะขอให้ท่านกับท่านซือม่าวิจารณ์ บัดนี้ได้ฟังกวีของท่านแล้ว มิกล้าเอาออกมาอวดความด้อยแล้ว" ถอนใจยาว กล่าวว่า "ท่านองอาจไม่ธรรมดา มีวิชาประจำตระกูลลึกซึ้ง อีกทั้งมีพรสวรรค์ทางกวีถึงเพียงนี้ เฮ้อ เสียดายที่ได้พบท่านสายเกินไป"
ซุนเกี๊ยนลุกจากที่นั่ง พาฤทธิ์เหล้า กล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ กวีบทนี้ที่ดีที่สุดคือสี่วรรคแรก!" ก้มลงยกจอกเหล้าบนโต๊ะขึ้น ดื่มรวดเดียวหมด ทิ้งจอกเหล้า มือกุมกระบี่เดินมากลางเรือน ขับอ่านสี่วรรคแรกว่า "ดื่มเหล้าควรขับขาน อายุคนสักเท่าใด? ดุจน้ำค้างยามเช้า วันคืนล่วงไปขมขื่นนัก!" ชมไปหลายคำ แล้วขับอ่านซ้ำว่า "ดื่มเหล้าควรขับขาน อายุคนสักเท่าใด? ดุจน้ำค้างยามเช้า วันคืนล่วงไปขมขื่นนัก!" ชมอีกว่า "วรรคดี วรรคดี" เขาก็ดุจโจโฉ รู้สึกฮึกเหิมสุดจะกลั้น ชักกระบี่ที่เอวออกมา กล่าวว่า "คนเกิดมาในโลก ดุจน้ำค้างยามเช้า ยามเป็นพึงสำราญให้เต็มที่ ยามตายเป็นผีวีรบุรุษ เช่นนี้จึงนับเป็นชายชาตรีได้ ข้าจะรำกระบี่ให้ท่านทั้งสองชม!" โจโฉก็ชอบสี่วรรคแรกนี้ แต่ที่เขาชอบยิ่งกว่าคือวรรคหลัง ๆ ดังเช่น "ครุ่นคำนึงจวบจนบัดนี้" "กิ่งใดเล่าให้พักพิง" เป็นอาทิ ซุนเกี๊ยนไม่มีความละเอียดอ่อนแบบบัณฑิตเหมือนโจโฉ จึงมิได้สะเทือนใจกับวรรคหลัง ๆ ของซุนเจิน ชอบสี่วรรคแรกนี้ที่สุด ขับอ่านซ้ำไปมา พลางชักกระบี่ลุกขึ้นร่ายรำ
กลางเรือนเงาเทียนไหว เขาในเสื้อดำแขนกว้าง รำกระบี่ดุจแสงวาบ แม้มิได้สวมเครื่องรบ ก็มิได้กีดขวางการรุกถอยอันคล่องแคล่ว แข็งขันดุจพยัคฆ์พัดลมพัดพา
โจโฉถอยกลับมาหลังโต๊ะ ชมการรำกระบี่ของซุนเกี๊ยนพร้อมกับซุนเจิน ส่งเสียงสรรเสริญตบมือ ปรบมือร้องดี
โจโฉเป็นผู้มากความสามารถหลายแขนง มิเพียงเชี่ยวชาญกวีนิพนธ์ ยังนิยมดนตรีแต่เยาว์ รู้แจ้งทำนองเสียง เห็นซุนเกี๊ยนรำกระบี่ห้าวหาญเฉียบคม นึกถึงการศึกที่ใต้เมืองอู่หยาง ก็ฮึกห้าวขึ้นมา สั่งนางขับเบื้องล่างให้นำเครื่องดนตรีมา นางขับก้มกายย่อเข่า ประคองพิณเดินขึ้นมา โจโฉโบกมือกล่าวว่า "ท่านซือม่ารำกระบี่ฮึกเหิม นับเป็นยอดคน ไฉนจะเอาพิณของวิญญูชนมาคลอได้? เอาปี่หูเจียมา" หูเจีย(29)มาจากชนเผ่าซยงหนู เดิมใช้ในสนามรบ เสียงทุ้มลึกหดหู่ ต้องกับการรำกระบี่อันฮึกเหิมของซุนเกี๊ยนพอดี นางขับนำปี่หูเจียมาถวาย โจโฉวางไว้ที่ริมปาก แหงนหน้าเป่าขึ้น
เมื่อครู่นางขับดีดพิณดีดเซ่อขับร้องฟ้อนรำ แม้มิใช่เสียงเพลงเลิศเลอ ก็มีกลิ่นอายเครื่องหอมแป้งนวล ครานี้ซุนเกี๊ยนรำกระบี่คล่องแคล่ว โจโฉเป่าปี่หูเจีย กลางเรือนแสงกระบี่ดุจหิมะ เสียงปี่หูเจียทุ้มเศร้า ฮึกเหิมองอาจ ปัดเป่ากลิ่นอายเครื่องหอมอ่อนหวานเมื่อครู่ออกไปสิ้น ทำให้ซุนเจินรู้สึกดุจกลับไปอยู่ในสนามรบอีกครั้ง เสียงปี่และการรำกระบี่เช่นนี้เหมาะกับสามคนในเรือนยิ่งกว่าการขับฟ้อนเมื่อครู่นัก ซุนเกี๊ยนเหลือบมองอย่างองอาจรำกระบี่ โจโฉแหงนหน้าเป่าปี่หูเจีย
ดื่มเหล้ามาจนบัดนี้ ซุนเจินเมาไปครึ่งหนึ่งแล้ว มองทั้งสองคนหนึ่งเป่าปี่หูเจีย หนึ่งรำกระบี่ เงาเทียนแสงจันทร์ เสียงกระบี่เสียงปี่ ก็อดมิได้ที่จะหวนนึกถึงเรื่องราวของโจโฉ ซุนเกี๊ยนที่รู้มาจากชาติก่อน อีกทั้งนึกถึงว่าอีกไม่กี่ปีแผ่นดินก็จะวุ่นวายใหญ่หลวง วีรบุรุษพากันลุกฮือ อาศัยฤทธิ์เหล้า ความฮึกเหิมองอาจพรั่งพรูออกมาจากอกของเขา ได้รับอิทธิพลจากสองคนผู้ปลดปล่อยไม่ยึดติดจารีตนี้ มิได้คุกเข่านั่งตัวตรงบนแท่นอีก เอนกายพิงโต๊ะตบเข่า ขับขานคลอตามเสียงดนตรี การรำกระบี่ว่า "ชายชาตรีองอาจปานใด ลูกผู้ชายมุ่งบุกตะลุย ท่านซือม่ารำกระบี่เอยท่านตูเว่ยเป่าปี่ ค่ำคืนนี้ชุมนุมเอยเริงรมย์ถึงที่สุด เริงรมย์ถึงที่สุดเอยทุกข์โศกมากมาย หนุ่มฉกรรจ์สักกี่กาลเอยจะทำไฉนกับความชรา! หนุ่มฉกรรจ์สักเท่าใดเอย"
เพลงนี้เป็นเพลงที่เมื่อปีก่อนครั้งเขาเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ สวี่จ้ง เฉินเปา เฉิงเยี่ยน เป็นต้น ไปดื่มเหล้าที่บ้านเขา ผู้คนขับขานหลังเมาเหล้า ซุนเจินแก้คำไปบางคำ ต้องกับวงเลี้ยงค่ำคืนนี้พอดี
ในเสียงเพลง ซุนเจินนึกถึงค่ำคืนนั้น เขาลงครัวผัดกับข้าวด้วยตนเอง เฉิงเยี่ยน เฉินเปาช่วยเขา ในวงเลี้ยงเมาเหล้า บุนเพ่งรำกระบี่ ผู้คนขับขาน อดีตหวนคืนมิได้ ผู้จากไปก็จากไปแล้ว ส่วนวีรบุรุษนั้นอยู่ในภายภาคหน้า เขาวางความอาลัยอาวรณ์ต่อเฉิงเยี่ยนลง ขับขานเสียงดัง คลอตามเสียงปี่ของโจโฉ การรำกระบี่ของซุนเกี๊ยน
ค่ำคืนงามราตรีนี้ มารวมกันอีกมิรู้เมื่อใดเสียแล้ว ค่ำคืนนี้สามคนชุมนุมสำราญร่วมเรือนเดียวกัน อีกไม่กี่ปีต่อไปกลับมิรู้ว่าสามคนจะมีความสัมพันธ์เช่นไร?
ราตรีนั้นต่างสำราญจนเลิกรากันไป
โจโฉด้วยฝีก้าวที่ไม่มั่นคงหลังเมาเหล้า ส่งซุนเจินกับซุนเกี๊ยนออกมานอกประตู ถือจวีที่ซุนเจินมอบให้ คืนแก่ซุนเจินอีก นี่เป็นมารยาท มีแต่ขุนนางเข้าเฝ้านายเหนือหัวเท่านั้นที่ไม่ต้องคืน "จื้อ"(30) โจโฉจับมือทั้งสอง มือหนึ่งกุมมือซุนเจิน มืออีกข้างกุมมือซุนเกี๊ยน กล่าวแก่ทั้งสองว่า "หวังว่าอีกไม่นานจะได้พบท่านซือม่ากับเจินจืออีกครั้ง ณ นครหลวง"
ซุนเกี๊ยนเวลาเดินทางชอบรถเบาคนน้อย เขามาผู้เดียว ซุนเจินพาหยวนจงชิงกับจั่วปั๋อโหวส่งเขากลับที่พัก ประคองคนเมากลับเรือน
1. โจโฉ
ในตำราประวัติศาสตร์บันทึกเรื่องบทบาทของโจโฉในศึกโพกผ้าเหลืองไว้เพียงประโยคเดียวว่า "ปลายศักราชกวงเหอ โพกผ้าเหลืองก่อการ ได้รับแต่งตั้งเป็นฉีตูเว่ย ไปปราบโจรเองฉวน" ถัดมาก็คือ "เลื่อนเป็นนายกองเจ๊หลำ" จากนี้สันนิษฐานได้ว่า โจโฉคงเข้าร่วมเฉพาะการศึกปราบโพกผ้าเหลืองที่เองฉวนเท่านั้น
## เชิงอรรถ
1. จวินโฮ่ว — นายทหารบัญชาหน่วย "กองชวี่" ในแบบแผนกองทัพ ต่ำกว่าเกียวซิ้ว สูงกว่าถุนจ่าง เทียบยศราวหกร้อยสือ 2. จวี — ไก่ป่าตากแห้ง ใช้เป็นของกำนัลเมื่อบัณฑิตเข้าพบผู้มีศักดิ์ ตามจารีตของกำนัลตามฐานะที่ว่า "เจ้านครถือผ้าหนัง ขุนนางถือลูกแกะ ขุนนางผู้ใหญ่ถือห่าน บัณฑิตถือไก่ป่า ฯลฯ"; ไก่ป่าตายเอานัยว่า "ยอมพลีชีพเพื่อนายเหนือหัว" 3. หมิ่งชิง — ตำแหน่งสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ราชสำนักเป็นผู้แต่งตั้ง ดังเช่นเจ้าเมือง ไท่โส่วไม่มีอำนาจแต่งตั้งเอง 4. หลี่ — หน่วยชุมชนเมืองยุคฮั่นที่มีกำแพงและประตูรายล้อม มีผู้เฝ้าประตู ผู้คนเข้าออกต้องลงทะเบียน 5. ประสานมือก้มตัวคารวะ — กิริยา "อี" ประสานสองมือยกขึ้นแล้วโน้มกายลงต่ำขณะยืน เป็นกระบวนคารวะของบัณฑิต 6. จวิ้นซือม่า — ตำแหน่งฝ่ายทหารระดับมณฑล ซุนเกี๊ยนเคยดำรงเมื่อครั้งปราบกบฏพ่อลูกอวี๋ฉาง-อวี๋เสา 7. ลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ย — นายกองทิศเหนือแห่งนครลกเอี๋ยง (เว่ย คือนายอำเภอฝ่ายปราบโจร ลกเอี๋ยงแบ่งเป็นสี่ทิศ) ตำแหน่งราชการแรกของโจโฉ 8. กระบองเบญจรงค์ — กระบองห้าสีที่โจโฉตั้งไว้หน้าที่ว่าการลงทัณฑ์ผู้ละเมิดข้อห้าม จนโบยลุงของเกี้ยนสิดขันทีน้อยตาย 9. จวิ้นจู๋ — ทหารประจำมณฑล 10. ซื่ออี้วี๋สื่อ — ขุนนางตรวจการในสังกัดอวี้สื่อจงเฉิง มีสิบห้าคน มีอำนาจยกฟ้องการมิชอบ อำนาจรองจากซ่างซู 11. อิจิ๋วชื่อสื่อ — ข้าหลวงตรวจการมณฑลอิจิ๋ว 12. อวี้สื่อจงเฉิง — หัวหน้าฝ่ายตรวจการในราชสำนัก 13. ลิ่วหลงเซียนเซิน — สมญา "ปราชญ์หกมังกร" หมายถึงซุนซอง ท่านอาวงศ์ของซุนเจิน หนึ่งในแปดมังกรตระกูลซุน มหาบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์อี้ 14. โจวจวินซื่อ / โจวฉงสื่อ — ที่ปรึกษาราชการทัพของมณฑล ตำแหน่งที่อ้องอุ้นเรียกตัวซุนซองและขงหยงมาดำรง 15. ปั๋อสื่อ — ขุนนางผู้รู้ประจำราชสำนัก ทำหน้าที่สอนคัมภีร์ 16. คัมภีร์หลี่ ซือ ซ่างซู ชุนชิว — คัมภีร์ขงจื๊อทั้งสี่ ว่าด้วยจารีต กวี ประวัติศาสตร์ และพงศาวดารชุนชิวตามลำดับ 17. คัมภีร์อี้ — คัมภีร์อี้จิง ว่าด้วยการพยากรณ์และปรัชญาการเปลี่ยนแปลง เป็นวิชาประจำตระกูลซุน 18. ตั่งกู้ — คดีพรรคพวก การเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต้านขันที ผ่อนปรนในปีกวงเหอที่สาม 19. ซุน — พี่ร่วมตระกูลของซุนเจินอีกผู้หนึ่ง ต้นฉบับตกชื่อหลังแซ่ "ซุน" ไว้ 20. อี้ฉง — พลที่ผู้นำเกณฑ์มาเองโดยสมัครใจ มิใช่ทหารหลวงตามระเบียบ 21. เซ่อ — พิณโบราณชนิดหนึ่ง มีสายมาก 22. เซี้ยวเหลียน — การคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ ยกย่องผู้กตัญญูและซื่อตรง 23. มุกนี้ — กงเหย่ฉางเป็นลูกเขยของขงจื๊อ; จื่อจาง จื่อลู่ เอียนเอียน (หรือเอียนหุย) ล้วนเป็นศิษย์ขงจื๊อ มุกล้อว่ากงเหย่ฉางไร้ความสามารถแต่ได้รับยกเป็นเซี้ยวเหลียนเพราะพ่อตา (คือขงจื๊อ) หนุนหลัง 24. นายอำเภอตุ้นชิว — ตำแหน่งหกร้อยสือที่โจโฉได้ย้ายมาดำรงต่อจากลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ย 25. อี้หลาง — ขุนนางที่ปรึกษาราชสำนัก ทำหน้าที่ถวายความเห็นและร่างฎีกา 26. ต้วนเกอสิง — บทกวีของโจโฉ (ในเรื่องนี้ผู้แต่งคือซุนเจินผู้ข้ามภพมา) ซุนเจินเคยขับอ่านในงานเลี้ยงตระกูลซุน 27. จิวกงคายอาหารต้อนรับเมธี — จากวรรค "จิวกงคายอาหารต้อนรับเมธี ใจคนทั้งหล้าจึงสวามิภักดิ์" จิวกง เสนาบดีผู้สำเร็จราชการต้นราชวงศ์โจว ยอมคายอาหารที่เคี้ยวอยู่เพื่อรีบออกมาต้อนรับเมธีที่มาเยือน จนใจคนทั้งหล้าสวามิภักดิ์ ซุนเจินมิกล้าขับอ่านเพราะนัยใหญ่หลวงเกินฐานะตน 28. ปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารของมณฑล ตำแหน่งที่บุนไท่โส่วแต่งตั้งซุนเจินให้บัญชาทหารมณฑลแทนจวิ้นซือม่า 29. หูเจีย — ปี่ของชนเผ่าซยงหนู เสียงทุ้มเศร้าใช้ในสนามรบ 30. จื้อ — ของกำนัลที่แขกถวายเจ้าบ้าน ตามมารยาทเจ้าบ้านต้องคืนให้ มีแต่ขุนนางเข้าเฝ้านายเหนือหัวเท่านั้นที่นายมิคืน