# ตอนที่ 252 — ครั้นพบวิญญูชน ความสุขจักเป็นไฉน
ครั้นกลับเข้าเมือง ฮองฮูสง จูฮี โจโฉ เว่ยเกียวซิ้ว และคนอื่น ๆ ล้วนมีบุนไท่โส่ว(1)จัดที่พักให้เรียบร้อย ซุนเจินตามส่งพวกเขาไปจนถึงจวนไท่โส่วแล้วก็ทูลลาจากไป มุ่งหน้าสู่เรือนเจ้ากรมปิงเฉา(2) ด้วยบุนไท่โส่ว ฮองฮูสง และจูฮีทราบว่าเขามีบาดแผลติดตัว จึงมิได้รั้งไว้ บุนไท่โส่วอนุญาตให้เขาหยุดพักหลายวัน ให้กลับไปรักษาตัวที่เรือน โจโฉกับซุนเกี๊ยนตามส่งเขาออกมาถึงประตูจวน
ที่หน้าประตูจวน โจโฉหัวเราะกล่าวว่า "เจินจือ เจ้าจงรักษาแผลให้ดี รออีกสองสามวัน ข้าจะเลี้ยงสุราเจ้า"
ซุนเจินยิ้มพยักหน้ารับว่าดี
โจโฉหันไปกล่าวแก่ซุนเกี๊ยนอีกว่า "ถึงคราวนั้น ท่านซือหม่า(3)ก็ต้องมาด้วยนะ!"
ในศึกล้างผลาญปอไซคราวนี้ โจโฉได้เห็นความเหี้ยมหาญดุดันของซุนเกี๊ยนกับตา ก็มีใจอยากคบหา ครั้นรู้ว่าเขาสนิทสนมกับซุนเจิน จึงถือโอกาสชวนเขาไปด้วยตามน้ำ ซุนเกี๊ยนมิได้ปฏิเสธ รับคำอย่างเต็มใจ
ลาจากโจโฉและซุนเกี๊ยนแล้ว ซุนเจินกับซีจื้อไฉก็พาซินอ้าย จั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง และคนอื่น ๆ ที่คอยอยู่นอกจวน ควบม้ามุ่งสู่เรือนเจ้ากรมปิงเฉาแห่งมณฑล
เรือนเจ้ากรมปิงเฉาอยู่ใกล้เรือนตูโหยว(4)มาก เลยมุมถนนไปไม่ไกลก็ถึง
ขณะนั้น ราษฎรที่ออกมานอกเมืองรับทัพฮั่นมีชัยกลับมา ต่างทยอยกลับบ้านไม่ขาดสาย พบซุนเจิน ซินอ้าย และพวกบนถนน ก็อดมิได้ที่จะแห่ห้อมล้อมต้อนรับอีกครั้ง ซุนเจินมีกิริยาสุภาพอ่อนน้อม ยิ้มรับน้ำใจอันอบอุ่นของพวกเขา ใกล้จะถึงมุมถนนอยู่แล้ว ก็มีผู้สะพายกระบี่คนหนึ่งโผล่พรวดออกมาจากริมทาง จั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง และพวกตกใจ ชักดาบออกจากฝักดังกริ๊ก รีบเร่งม้าควบไปอยู่หน้าซุนเจิน คุ้มกันเขาไว้ทั้งซ้ายขวา
ทุกคนเพ่งมองดู เห็นผู้ที่โผล่ออกมานี้สูงราวหกฉื่อ(5) ใบหน้ายังอ่อนเยาว์ เป็นเพียงเด็กรุ่น
หยวนจงชิงนิสัยใจร้อน ไม่สบอารมณ์ กระโดดลงจากหลังม้า คว้าตัวเด็กผู้นั้นไว้ ด่าว่า "วิ่งพล่านอะไรกัน! หากชนถูกม้าของท่านซุน เจ้าจะรับโทษไหวหรือ"
เด็กผู้นั้นดิ้นรนร้องว่า "ข้ารู้จักท่านซุน ข้ารู้จักท่านซุน! ข้านี่แหละมาตามหาท่านซุน!"
"เจ้ารู้จักท่านซุนรึ" หยวนจงชิงหันไปมองซุนเจิน
ซุนเจินพยักหน้า ออกอาการให้ปล่อยเด็กผู้นั้นลง กวักมือเรียกให้เข้ามาใกล้ ยิ้มถามว่า "เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใด" เด็กผู้นี้คือชีฮก ชีฮกไม่สนใจสิ่งใด ทรุดตัวลงหน้าม้าซุนเจิน คุกเข่าก้มกราบ ร้องว่า "ข้าอยากเข้าทัพ! ข้าอยากตามท่านซุนไปฆ่าโจร!" ซุนเจินอดหัวเราะออกมามิได้ นึกในใจว่า "เจ้าชีฮกนี่!" นี่มิใช่ครั้งแรกที่ชีฮกมาขอเข้าทัพ เป็นครั้งที่สามแล้ว
ซินอ้าย จั่วปั๋อโหว และพวก มองดูร่างของชีฮกที่ยังไม่โตเต็มที่ แล้วก็มองกระบี่เหล็กยาวเฟื้อยบนหลังเขา รู้สึกขบขัน พากันหัวเราะคิกคัก
หยวนจงชิงเดินไปข้างหลังชีฮกที่ก้มกราบหมอบอยู่กับพื้น เอาเท้าเขี่ยก้นที่งอนขึ้นของเขา หัวเราะเยาะว่า "เด็กรุ่นก็อยากเข้าทัพรึ ตัวยังไม่สูงเท่ากระบี่เลย จะไปฆ่าโจรได้อย่างไร รอให้เจ้าสิ้นขนอ่อน เปลี่ยนเสียงเป็ดแก่เสียก่อนเถอะ แล้วค่อยมาขอท่านซุน"
ชีฮกอายุสิบห้าสิบหก กำลังเป็นวัยเสียงแตกพอดี ก็เป็นจริงดังหยวนจงชิงว่า เสียงแหบดั่งเป็ดผู้ ทว่าครั้นได้ยินคำของหยวนจงชิง ชีฮกกลับโกรธจัด กระโดดลุกขึ้นจากพื้น จ้องตาเขม็งใส่หยวนจงชิง ด่าว่า "เจ้าน่ะไม่ใช่เสียงเป็ดแก่ก็จริง แต่เจ้าจะสูงกว่าข้าสักกี่มากน้อยเล่า ว่าข้าเตี้ยกว่ากระบี่ แล้วเจ้าสูงกว่ากระบี่หรือไง"
หยวนจงชิงนั้นเหมือนสวี่จ้งกับงักจิ้น ตัวไม่สูงนัก ราวเจ็ดฉื่อเศษ ครั้นถูกชีฮกด่าถูกปมด้อย ก็โกรธจนหน้าแดงด้วยความอับอาย ยื่นมือจะเข้าตีเด็ก ซุนเจินตวาดห้ามไว้ กล่าวตำหนิว่า "เจ้าเป็นชายชาตรีลูกผู้ชายแท้ ๆ ไฉนจะไปถือสาเด็กรุ่นเล่า" หยวนจงชิงนับแต่ติดตามซุนเจินรบชนะทัพโพกผ้าเหลืองมาต่อเนื่อง ก็มิใช่ราษฎรในหมู่บ้านฝานหยางถิงแห่งเซียงตะวันตกอีกต่อไป มีอาการหยิ่งผยองอยู่ในตัว ครั้นถูกซุนเจินตำหนิ จึงเพิ่งสงบเสงี่ยมลง ซุนเจินให้เขาถอยไปยืนข้าง ๆ ลูบเคราหัวเราะกล่าวแก่ชีฮกว่า "เจ้ายังมิได้เข้าพิธีสวมกวาน ยังเป็นเด็กรุ่นอยู่ จะออกศึกฆ่าโจรได้อย่างไร"
"ท่านทำได้ ไฉนข้าจะทำไม่ได้ ข้าแม้อายุน้อย ก็เป็นชายชาตรีลูกผู้ชายเหมือนกัน!"
มองดูสีหน้าของชีฮกที่แสร้งทำเป็นองอาจดั่งจอมยุทธ์ตามอย่างที่ลอกเลียนมาจากพวกนักเลงตลาดล่าง ที่ไหนเลยจะมีท่วงทีของชีซี(6)ผู้ลือนามในกาลภายหน้า ซุนเจินแทบจะแคลงใจว่าเขาหาคนผิดเสียแล้วหรือไม่ ถึงแม้จะหาผิด ซุนเจินก็ยอมรับ ซุนเจินรู้จักชีฮกมานานพอควร แต่ก่อนยังเคยส่งนักเลงไปคอยเฝ้าดูพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเขา ฉะนั้นแม้พบหน้ากันไม่บ่อย แต่ก็เข้าใจนิสัยของเด็กหนุ่มผู้นี้ดี รู้ว่าแม้เขาอายุน้อยก็ลอกเลียนนิสัยนักเลงมา เที่ยวเกะกะระรานในตลาดเสมอ ทว่านั่นเป็นเพียงการดื้อต่อต้านและอวดดีตามประสาเด็กหนุ่ม มิได้ทำความชั่วร้ายแรงสิ่งใด เขาปรนนิบัติมารดาด้วยความกตัญญูยิ่ง สันดานแท้ไม่เลว
ซุนเจินตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็นชีซีในกาลภายหน้าหรือไม่ ก็จะไม่ทอดทิ้งเขาเป็นแน่ เขาหัวเราะกล่าวว่า "เจ้าว่าเจ้าเป็นชายชาตรีลูกผู้ชาย ถ้าเช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าหน้าที่ของชายชาตรีลูกผู้ชายคืออันใด"
"ฆ่าโจรตอบแทนบ้านเมือง นี่แลคือหน้าที่ของชายชาตรีลูกผู้ชาย"
"กล่าวได้ดี ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเจ้าอีก การฆ่าโจรตอบแทนบ้านเมืองนั้นเพื่อสิ่งใด"
ชีฮกชะงักงัน พูดย้ำคำของซุนเจินว่า "เพื่อสิ่งใดรึ"
"นั่นน่ะสิ เพื่อสิ่งใดเล่า"
"เพื่อ เพื่อ… เพื่อเบื้องบนตอบแทนพระเจ้าแผ่นดิน เบื้องล่างทำให้ราษฎรเป็นสุข"
"ถูกแล้ว การทำให้ราษฎรเป็นสุขนั้นเพื่อสิ่งใด"
"การทำให้ราษฎรเป็นสุขนั้น เพื่อให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ประกอบสัมมาชีพ ไม่ต้องรับภัยศึกสงคราม"
"กล่าวถูกต้อง ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเจ้าอีก ราษฎรคือใคร"
"ราษฎรคือใครรึ"
"คนแก่ คนอ่อนแอ สตรี และเด็กเล็ก นับเป็นราษฎรหรือไม่"
"นับสิ!"
"ถ้าเช่นนั้น ชีฮกเอ๋ย ตัวเจ้าเป็น 'เด็กเล็ก' หรือไม่"
ชีฮกมิได้คาดคิดว่าซุนเจินจะมีคำถามเช่นนี้ ถึงกับตะลึงงัน "อันนี้ อันนี้…"
"ชายชาตรีลูกผู้ชายฆ่าโจรก็เพื่อให้คนแก่ คนอ่อนแอ สตรี และเด็กเล็ก ไม่ต้องรับภัยศึก ส่วนตัวเจ้านั้นก็คือ 'เด็กเล็ก' ในเมื่อเจ้าเป็น 'เด็กเล็ก' แล้ว จะเป็นชายชาตรีลูกผู้ชายได้อย่างไรเล่า"
ชีฮกอ้าปากค้าง หน้าแดงหูร้อน จนปัญญาจะตอบ ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "เจ้าจงกลับบ้านไป ขบคิดคำถามของข้าให้แจ่มแจ้งก่อนแล้วค่อยมาหาข้า!" ควบม้าจะอ้อมผ่านชีฮกไป แล้วกลับหยุด เอาแส้ม้าเคาะบนหัวชีฮกสองที หัวเราะกล่าวว่า "เจ้าเด็กรุ่นนี่ อายุไม่มากแต่ความคิดไม่น้อย! วันนี้แม่ทัพมีชัยกลับมา เจ้าไม่ไปหาข้านอกเมือง กลับมาคอยข้าอยู่หน้าเรือนเจ้ากรมปิงเฉา เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าวันนี้ข้าจะกลับเรือน หากข้าไม่กลับ เจ้าจะทำอย่างไร" ชีฮกเงยหน้าตอบว่า "หากท่านไม่กลับ พรุ่งนี้ข้าก็มาใหม่! วันใดไม่ได้พบท่าน ข้าก็จะไม่ยอมเลิกราในวันนั้น"
"เฮอะ ๆ เป็นเด็กรุ่นที่มีปณิธานอยู่ดอก เจ้าก็อย่าเพิ่งไม่ยอมเลิกราเลย จงขบปัญหาของข้าให้แตกฉานก่อน แล้วค่อยมาพบข้า" ซุนเจินควบม้าผ่านข้างชีฮกไป ซินอ้าย จั่วปั๋อโหว และพวกตามหลัง หยวนจงชิงก็กระโดดขึ้นม้าเร่งตามไป เมื่อผ่านชีฮก เขาทำหน้าตาล้อเลียนใส่ชีฮก เยาะเย้ยว่า "ท่านซุนถามเจ้าแค่ปัญหาเดียวเจ้ายังตอบไม่ได้ ยังอยากเข้าทัพฆ่าโจรอีกรึ ฮ่า ๆ"
ชีฮกมองหยวนจงชิงเร่งม้าควบผ่านไปด้วยความแค้นเคือง อ้าปากจะด่า ก็กลืนฝุ่นที่กีบม้าตวัดขึ้นเข้าเต็มปาก
ซุนเจินกับพวกควบม้าเลี้ยวผ่านมุมถนนไป
ครั้นฝุ่นจางลง เขาก็ยืนสะพายกระบี่ยาวอยู่ริมถนน หน้าตามอมแมมด้วยฝุ่น มองไปยังทิศที่ซุนเจินกับพวกจากไป กำมือชูขึ้นแกว่งครั้งหนึ่ง ดั่งจะกล่าวแก่ซุนเจิน และดั่งจะปลุกใจตนเอง ร้องเสียงดังว่า "ปัญหาของท่าน ข้าต้องคิดคำตอบออกให้ได้! รอข้าคิดคำตอบออกแล้ว ท่านเป็นผู้สูงศักดิ์ จะกลืนน้ำลายผิดสัจจะมิได้นะ!" ผู้สัญจรไปมาเห็นกิริยาประหลาดของเขา ก็เมียงมองชายตาผ่านไป
…
ครั้นถึงนอกประตูเรือนเจ้ากรมปิงเฉา ซุนเจินกล่าวแก่ซินอ้ายว่า "อวี้หลาง เจ้าตามข้าออกตีโจร จากบ้านมาหลายวัน บิดามารดาของเจ้าย่อมคิดถึงเป็นแน่ วันนี้มีชัยกลับมาแล้ว เจ้าจงกลับบ้านไปเถิด เมื่อพบบิดามารดาของเจ้า ฝากถามทุกข์สุขแทนข้าด้วย" มารดาของซินอ้ายเป็นสตรีตระกูลซุน เป็นน้องสาวของซุนฉวี เป็นอาของซุนฮิว และเป็นพี่สาวต่างสายของซุนเจิน ตามลำดับชั้นแล้ว ซินอ้ายควรเรียกซุนเจินว่า "ลุงน้าตระกูล" สักคำ ทว่าเพราะทั้งสองอายุไล่เลี่ยกัน ซินอ้ายจึงไม่เคยเรียกเช่นนั้น เรียกเพียง "ท่านซุน" มาตลอด ซินอ้ายขานรับ พาพลม้าติดตามของตนทูลลาจากไป
ซุนเจินกล่าวแก่ซีจื้อไฉอีกว่า "จื้อไฉ เจ้าก็รีบกลับบ้านไปเถิด! เมื่อครู่ตอนเราเข้าเมือง ข้าเห็นพี่สะใภ้อยู่ในหมู่ราษฎรที่มารับเรานอกเมือง ป่านนี้นางคงคอยอยู่ที่บ้านด้วยความร้อนใจแล้ว!" ซีจื้อไฉกับภรรยารักใคร่กันยิ่งนัก จากกันมาหลายวัน เขาก็คิดถึงภรรยานัก ก่อนลาซุนเจิน เขากล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ ฝูจวินให้เจ้าหยุดพักหลายวัน สองสามวันนี้เจ้าจงพักรักษาแผลในเรือนให้ดี ฝ่ายปิงเฉานั้นเจ้าไม่ต้องห่วง มีข้ากับจวินชิงอยู่แล้ว" วันนี้สวี่จ้งมิได้เข้าเมือง อยู่บัญชาไพร่พลตั้งค่ายนอกเมืองกับซุนฮิว ซุนเฉิง เจียงฉิน และพวก
ซุนเจินพยักหน้า กล่าวว่า "ดี"
ครั้นซินอ้ายกับซีจื้อไฉทยอยจากไป หยวนจงชิงเข้าไปเคาะประตู ภายในเรือนมีชางโถว(7)และนางบ่าวที่จวนมณฑลจัดส่งมา พอได้ยินเสียงเคาะประตู ชางโถวก็ออกมาเปิด เห็นซุนเจินกลับมาก็รีบหมอบกราบต้อนรับ ซุนเจินสั่งให้ลุกขึ้น ลงจากม้า ส่งบังเหียนให้หยวนจงชิง ก้าวเข้าประตูไป ชางโถวลุกขึ้นจากพื้น ไม่ทันปัดฝุ่น รีบวิ่งตามซุนเจิน กล่าวว่า "ท่านซุน ภรรยาของท่านมาแล้ว"
"ภรรยาข้ามาแล้วรึ อยู่ที่ไหน"
"อยู่ที่ลานหลัง"
ซีจื้อไฉคิดถึงภรรยา ซุนเจินก็คิดถึงเฉินจื่อ เขากับเฉินจื่อเป็นคู่สมรสใหม่ แต่งงานยังไม่ถึงครึ่งปี เขาก็ถูกบุนไท่โส่วเรียกตัวมาเอี้ยงเต๊กต้านทัพโพกผ้าเหลือง ชั่วพริบตาก็ผ่านไปเดือนสองเดือนแล้ว ในห้วงรบทัพจับศึก เขาคิดถึงภรรยาสาวคนนี้อยู่บ่อยครั้ง พอได้ยินว่านางมาแล้วก็รีบไปยังลานหลัง
ครั้นเข้าถึงลานหลัง มีสตรีรูปร่างเล็กผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องกลาง ใบหน้างามหมดจด สองแก้มเรื่อแดง พอเห็นซุนเจิน ดวงตาก็ฉายแววยินดี ครั้นแล้วเห็นผ้าพันแผลที่แขนของซุนเจิน ก็แสดงอาการตื่นตระหนกขึ้น แต่ไม่ว่าจะยินดีหรือตื่นตระหนก นางก็ข่มใจไว้ มิได้รี่เข้ามาในทันที หากแต่รวบแขนเสื้อ ก้มกายลงคารวะอย่างนุ่มนวล กล่าวว่า "'หางปลาฟั่งแดงก่ำ ราชสำนักดั่งเพลิงผลาญ'(8) สามีตรากตรำในการสงคราม วันนี้ยินดีที่มีชัยกลับมา หม่อมฉัน(20)ขอต้อนรับด้วยความเคารพ"
เฉินจื่อแต่งงานกับซุนเจินเมื่อเดือนแปดปีกลาย ขณะนั้นอายุสิบหก ผ่านการชื่นชุ่มฉ่ำของชีวิตคู่ใหม่ ใบหน้าค่อยลบเลือนความอ่อนเยาว์แบบสาวรุ่นไปทีละน้อย เริ่มมีความผ่องใสแบบสตรีมีเหย้า แต่ถึงกระนั้นก็ยังเยาว์อยู่ บัดนี้เกล้ามวยอย่างสตรีมีเหย้า สวมเสื้อกระโปรงอย่างสตรีมีเหย้า ทำคารวะอย่างสำรวม ตกเข้าในสายตาซุนเจินทั้งรู้สึกขบขันและซาบซึ้งใจ
"หางปลาฟั่งแดงก่ำ ราชสำนักดั่งเพลิงผลาญ" มาจากบท《ซือจิง·หรู่เฝิน》(9) บท《หรู่เฝิน》พรรณนาถึงความยินดีของภรรยาที่สามีผู้ไปทัพไกลได้กลับคืน คำแปดอักษรนี้มีความว่า ปลาฟั่งมีหางสีแดงก่ำ ดั่งราชสำนักถูกเพลิงเผาผลาญ หมายถึงบ้านเมืองมีภัย ข้างหลังยังมีอีกสองวรรคว่า "แม้ลุกเป็นเพลิง บิดามารดาอยู่ใกล้ยิ่ง" "ใกล้ยิ่ง" หมายถึงอยู่ใกล้มาก ความว่า บ้านเมืองแม้มีภัย แต่ท่านกลับมาแล้ว บิดามารดาก็อยู่ใกล้กันแล้ว วรรค "บิดามารดาอยู่ใกล้ยิ่ง" นี้กล่าวอย่างแยบยลอ้อมค้อม มิได้บอกว่าภรรยาคิดถึงสามี หากแต่บอกว่าได้พบบิดามารดา ความสุขจากการที่คู่สามีภรรยาได้พบหน้ากันก็แฝงอยู่นอกถ้อยคำนั่นเอง
ซุนเจินอ่านกวีตำราแต่เยาว์ ย่อมรู้ความหมายแห่งคำแปดอักษรนี้ มีใจอยากตอบนางด้วยกวีจาก《ซือจิง》สักวรรคหนึ่งว่า "ครั้นพบวิญญูชน ความสุขจักเป็นไฉน"(10) แต่รู้ว่าเฉินจื่อได้รับการอบรมจากตระกูลแต่เยาว์ ยึดมั่นในจารีตสตรี หากกล่าวถ้อยคำหยอกล้อเช่นนี้พรวดออกไปเกรงจะระคายเคืองนางผู้งาม จึงกลืนวรรคนี้ลงไป คารวะตอบว่า "ข้าออกศึกอยู่นอกบ้าน ดูแลทางบ้านมิได้ ทำให้ภรรยาข้าต้องลำบาก"
คารวะเสร็จ ทั้งสองก็ลุกขึ้นยืน
ซุนเจินถามว่า "มาถึงเมื่อไร"
เฉินจื่อตอบว่า "คืนก่อนได้ข่าวชัยจากอู่หยาง ทราบว่าท่านจะกลับมณฑล จึงออกเดินทางมาเมื่อเช้าวานนี้ ถึงเอาตอนบ่าย"
ได้ข่าวชัยเมื่อคืนก่อน เช้าวานก็ออกเดินทางมา ซุนเจินซาบซึ้งใจยิ่ง พลางต่อว่านางว่า "ความวุ่นวายของโจรเพิ่งสงบ หนทางยังไม่สงบเรียบร้อย เจ้าเป็นสตรีจะเดินทางไกลเช่นนี้ได้อย่างไร"
"มิใช่หม่อมฉันมาผู้เดียว ยามมาก็มีเด็กหนุ่มในตระกูลคอยส่ง"
"อ้อ คนเล่าอยู่ไหน"
"เพราะในเรือนพักไม่พอ พวกเขาจึงกลับไปเมื่อคืนแล้ว"
คนในห้องข้างที่อยู่ติดกันได้ยินความเคลื่อนไหวในลาน ก็ผลักประตูออกมา
ซุนเจินหันไปมอง เห็นเป็นถังเอ๋อร์กับนางจี นางจีก็คือนางระบำขับร้อง(11)ที่อินซิ่วประทานให้ซุนเจินเมื่อครั้งเป็นไท่โส่ว เดิมเป็นของนายอำเภอเอี๋ยงเฉิงแซ่กว๋อ เฉินจื่อเป็น "แม่นาง" ของบ้าน เมื่อนางมาเอี้ยงเต๊ก ถังเอ๋อร์กับนางจีก็ย่อมต้องติดตามมา ถังเอ๋อร์เห็นซุนเจิน ยังไม่ทันแสดงความยินดีก็เห็นบาดแผลของซุนเจินเสียก่อน ขอบตาก็แดงขึ้นทันที วิ่งกระย่องกระแย่งเข้ามา ค่อย ๆ สัมผัสแขน หน้าอก และหน้าท้องของเขาด้วยความระมัดระวัง ถามด้วยความสงสารว่า "เจ็บไหม" ซุนเจินหัวเราะว่า "ล้วนเป็นแผลเบา บาดเจ็บไม่หนัก หายเจ็บนานแล้ว" จับมือถังเอ๋อร์ เช็ดน้ำตาให้นาง
เฉินจื่อยึดมั่นในจารีต กลั้นใจไว้นานแล้ว คราวนี้เห็นถังเอ๋อร์เข้าไป จึงรีบถือโอกาสเดินเข้ามาใกล้ ลูบบาดแผลของซุนเจินบ้าง ดูเหมือนไม่กล้ามอง มองเพียงแวบเดียวก็รีบหันหน้าหนี กล่าวว่า "สามีว่าหม่อมฉันลำบาก แท้จริงสามีต่างหากที่ลำบาก!"
"แผลเล็กน้อยเช่นนี้จะนับเป็นอะไร เอ้อ พวกเจ้าอย่าทำเช่นนี้สิ พบข้าแล้วควรจะดีใจถึงถูก ไฉนกลับร้องไห้เล่า ชายชาตรีออกศึก ที่ไหนเลยจะไม่บาดเจ็บ พวกเจ้าหารู้ไม่ ในกองทัพยิ่งบาดเจ็บมากยิ่งได้รับการยกย่อง คราวนี้ทหารที่ตามข้าออกศึก กว่าครึ่งล้วนมีบาดแผล" พูดมาถึงตรงนี้ ซุนเจินนึกถึงเฉิงเยี่ยน สีหน้าก็หม่นหมองลง ถอนใจเฮือกหนึ่ง กล่าวว่า "อาเหยี่ยนตายในสนามรบแล้ว"
ถังเอ๋อร์รู้จักเฉิงเยี่ยนมาแต่เดิม ครั้นเฉินจื่อแต่งกับซุนเจิน เฉิงเยี่ยนในฐานะคนติดตามของซุนเจิน นางก็รู้จัก อีกทั้งยังมีความประทับใจในตัวเฉิงเยี่ยนดี เฉิงเยี่ยนแม้เป็นคนหยาบ แต่ต่อเฉินจื่อและถังเอ๋อร์ก็รักษามารยาทยิ่ง เคารพนบนอบอย่างที่สุด ถังเอ๋อร์ถามว่า "อาเหยี่ยนตายในสนามรบแล้วรึ"
"ใช่แล้ว ในศึกล้างผลาญปอไซ เขาตายในสนามเพื่อปกป้องข้า"
มักว่ากันว่าชายชาตรีมีน้ำตาแต่ไม่หลั่งง่าย เพียงเพราะยังไม่ถึงคราวเศร้าโศกเท่านั้น พอกล่าวถึงเรื่องเศร้าใจ ซุนเจินก็อดมิได้ที่จะรันทดสะเทือนใจขึ้นมาอีก แต่ก่อนทุกครั้งที่กลับมาบ้านหรือกลับมาเรือน เฉิงเยี่ยนย่อมต้องคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย แต่บัดนี้กลับไม่อาจเห็นเขาได้อีก เรือนเจ้ากรมปิงเฉานี้ ซุนเจินมิได้อยู่นานนัก แต่ก็เคยอยู่หลายครั้ง หันไปมองต้นทับทิมและโต๊ะหินในลาน นึกถึงเมื่อก่อนตอนอยู่ที่นี่ เฉิงเยี่ยนวิ่งหน้าวิ่งหลังคอยปรนนิบัติ เห็นสิ่งของก็สะเทือนใจ น้ำตาไหลริน
ถังเอ๋อร์เห็นเขาเศร้าโศก ก็รีบกอดแขนข้างที่ไม่บาดเจ็บของเขาไว้ ปลอบโยนเขาอย่างเช่นเคย
ซุนเจินกลั้นน้ำตา ฝืนยิ้มกล่าวว่า "พอเห็นต้นไม้กับโต๊ะหินในลาน ก็อดนึกถึงเฉิงเยี่ยนยามยังอยู่มิได้ ข้าผิดเอง เมื่อครู่ข้ายังพูดว่าเราพบหน้ากันควรจะดีใจถึงถูก ช่างเถิด ช่างเถิด ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว"
เฉินจื่อแม้รู้สึกว่าเฉิงเยี่ยนเป็นคนดี แต่รู้จักเฉิงเยี่ยนเป็นเวลาสั้น จึงไม่ค่อยเศร้าโศกต่อการตายของเขาเท่าใด กล่าวว่า "เขาตายในสนามเพราะช่วยท่านรึ"
"ใช่" ซุนเจินเล่าเหตุการณ์ที่เฉิงเยี่ยนตายในสนามให้ฟังโดยย่อ
เฉินจื่อเกิดความเคารพนับถือขึ้นในใจ กล่าวว่า "แต่ก่อนหม่อมฉันรู้สึกเพียงว่าเฉิงเยี่ยนหยาบกระด้าง หารู้ไม่ว่าเขาจงรักภักดีและองอาจถึงเพียงนี้ สามี ในเมื่อเขาตายเพราะช่วยท่าน ท่านก็ควรดูแลครอบครัวของเขา จะรับบิดามารดาภรรยาของเขามาเอี้ยงเต๊กมิดีกว่าหรือ… เขามีบุตรหรือไม่"
"ไม่มี" ซุนเจินกล่าว "ข้าก็คิดเช่นนี้พอดี"
เกาซู่เคยบอกว่าจะดูแลมารดาและภรรยาของเฉิงเยี่ยน ขณะนั้นซุนเจินมิได้ว่าอะไร แต่เฉิงเยี่ยนตายเพื่อเขา ไฉนจะปล่อยให้เกาซู่ดูแลเล่า เขากล่าวแก่เฉินจื่อว่า "ในเรือนอาเหยี่ยนนอกจากมีมารดาแก่ ภรรยาแล้ว ยังมีพี่ชายพี่สะใภ้ พรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปรับพวกเขาทั้งหมดมาเอี้ยงเต๊ก คราวนี้ที่ตายในสนามยังมีจัวเยว่อีก ข้าตั้งใจจะรับบิดามารดาภรรยาของเขามาด้วย จัดซื้อเรือน ที่ดิน และบ่าวไพร่ให้พวกเขา เลี้ยงดูพวกเขาแทนอาเหยี่ยนกับจัวเยว่ เจ้าเห็นเป็นอย่างไร" เฉินจื่อกล่าวว่า "เฉิงเยี่ยนจงรักภักดีองอาจ จัวเยว่ทำหน้าที่เต็มกำลัง สมควรเลี้ยงดูครอบครัวเขาอย่างเต็มที่"
ว่าแล้วก็ลงมือทันที ซุนเจินเรียกจั่วปั๋อโหวกับหยวนจงชิงมาในทันที สั่งให้สองคนไปหาซุนเฉิงกับเริ่นตู๋ ที่ดูแลสัมภาระและเงินทองในค่ายนอกเมือง เบิกเงินมาบ้าง พรุ่งนี้จะได้จัดซื้อเรือนและที่นาในอำเภอ ทั้งให้หยวนจงชิงไปรับครอบครัวของเฉิงเยี่ยนกับจัวเยว่ที่เซียงตะวันตกด้วยตนเอง ครอบครัวของเฉิงเยี่ยนและจัวเยว่ล้วนยากจน คนในครอบครัวย่อมไม่ปฏิเสธน้ำใจของซุนเจินเป็นแน่
จั่วปั๋อโหวกับหยวนจงชิงรับคำสั่งแล้วก็ออกไป พ้นจากประตูเรือน จั่วปั๋อโหวถอนใจกล่าวว่า "ท่านซุนมีน้ำใจมีคุณธรรม พวกเรานับว่าเลือกนายถูกคนแล้ว" หยวนจงชิงก็เห็นพ้องด้วย
ครั้นสั่งการเรื่องนี้เสร็จ ฟ้าก็ใกล้ค่ำแล้ว เฉินจื่อรวบแขนเสื้อ พาถังเอ๋อร์กับนางจีไปเรือนครัวทำอาหารให้ซุนเจิน ส่วนพลองครักษ์ทหารคนสนิทที่ลานหน้านั้น ให้ชางโถวและนางบ่าวในเรือนคอยปรนนิบัติ
ยามสนธยาคล้ำลง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นในลานหลัง
เฉินจื่อทำอาหารเสร็จ ใส่ในกล่องอาหาร ยกขึ้นเสมอคิ้ว เชิญออกมาวางบนโต๊ะในห้อง เรียนเชิญซุนเจินเข้านั่งรับประทาน ซุนเจินเรียกนางให้นั่งร่วมโต๊ะด้วยกัน เฉินจื่อไม่ยอม คุกเข่านั่งทางซ้ายมือซุนเจิน ถือตะเกียบและทัพพี คอยตักกับข้าวให้เขาเป็นระยะ ทั้งสองต่างเงยหน้ามองกันเป็นครั้งคราว ครั้นสายตาประสานกันก็ยิ้มเข้าใจกัน ลัทธิหยูเน้นว่ายามกินมิให้สนทนา แม้พูดไม่ได้ แต่รอยยิ้มก็เพียงพอที่จะถ่ายทอดความรักได้แล้ว
…
หลังอาหาร ทั้งสองนั่งเล่นอยู่ในลาน ซุนเจินถามถึงความเป็นไปของเองอิม(12)และที่บ้าน
เฉินจื่อตอบว่า "เองอิมไม่มีภัย ที่บ้านก็ไม่มีภัย บุ๋นเยียกแต่ก่อนป่วย บัดนี้หายป่วยแล้ว ส่วนพี่รอง (ซุนฉวี) กลับป่วยอีก เห็นจะเพราะหลายวันมานี้เข้านอนดึกตื่นเช้า เหน็ดเหนื่อยตรากตรำ"
"พี่รองป่วยรึ หนักไหม"
"ไม่หนัก เชิญหมอมาดูแล้ว"
"ออกศึกมาเดือนครึ่ง ในที่สุดก็ปราบโจรเองฉวนลงได้ ข้าต้องเขียนจดหมายกลับไปบ้านหลายฉบับ"
ซุนเจินจูงมือเฉินจื่อเข้าไปในห้อง จุดเทียนขึ้น
เฉินจื่อหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึกมาให้อย่างว่าง่าย ซุนเจินคลี่พู่กันเขียนจดหมาย เขียนทั้งสิ้นสามฉบับ ฉบับหนึ่งถึงซุนกุน ฉบับหนึ่งถึงซุนฉวี ฉบับหนึ่งถึงซุนฮก
จดหมายถึงซุนกุนเล่าเรื่องราวการปราบปอไซและเหอมั่น(13) จดหมายถึงซุนฮกแรกถามถึงอาการป่วยของเขา ต่อมาเล่าเรื่องการปราบโจรโดยย่อ แล้วเล่าถึงการตายในสนามของเฉิงเยี่ยน สุดท้ายบอกว่าตนอีกไม่กี่วันอาจจะยกทัพลงใต้ออกศึกอีก บัดนี้เองฉวนสงบแล้ว จึงถามซุนฮกว่ายินดีจะตามเขาลงใต้หรือไม่ จดหมายถึงซุนฉวีแรกถามอาการป่วย ต่อมากล่าวเป็นใจความสำคัญว่าบัดนี้โพกผ้าเหลืองเองฉวนสงบลงแล้ว ทั้งการห้ามคบหาพรรคพวก(14)ก็คลายแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่วันเขาจะถูกราชสำนักหรือรัฐมณฑลเรียกใช้เป็นแน่ จึงตักเตือนให้เขาดูแลสุขภาพ
เขียนจดหมายเสร็จ ซุนเจินวางพู่กัน เรียกคนมาเอาจดหมายไป พรุ่งนี้จะได้ส่งไปเองอิม บิดขี้เกียจยืดตัว สะเทือนถูกบาดแผลที่บั้นเอวและท้อง ก็สูดลมหายใจด้วยความเจ็บปวด
เฉินจื่อรีบประคองเขานั่งลง กล่าวว่า "บาดแผลของสามีพันไว้เมื่อไร ต้องเปลี่ยนยาหรือไม่"
ซุนเจินหัวเราะว่า "เพิ่งเปลี่ยนยาเมื่อวานนี้เอง วันนี้ไม่ต้องรบกวนภรรยาแล้ว"
"คลายออกให้หม่อมฉันดูสักหน่อย"
ซุนเจินถอดเสื้อนอกออก เผยร่างท่อนบน ภายใต้แสงเทียน เฉินจื่อเห็นบนแขน บนอก หน้าท้อง และสีข้างทั้งสองของเขา มีรอยแผลเต็มไปหมด แผลเก่าสี่ห้าแห่ง แผลใหม่หกแห่ง สงสารยิ่งนัก ในห้องหับที่ไม่มีคนนอก มีแต่สามีภรรยาสองคนนี้ ในที่สุดนางก็เผยน้ำใจแท้จริงออกมา ทุกครั้งที่ลูบบาดแผลแห่งหนึ่งก็หลั่งน้ำตาใสลงสองสามหยด
จากกันชั่วระยะหนึ่งกลับชื่นเหมือนแต่งงานใหม่ ราตรีนี้แท้จริงควรเปี่ยมไปด้วยความรักทั้งห้อง แต่เพราะบาดแผลของซุนเจิน ทั้งสองจึงได้แต่กอดกันหลับ
…
เพราะได้รับอนุญาตจากบุนไท่โส่ว ซุนเจินไม่ต้องไปจวนมณฑล เพียงพักรักษาแผลในเรือน ดังนั้นในหลายวันต่อมาเขาจึงปิดประตูไม่ออกนอก บ้างก็สอนพิชัยสงครามให้ทหารคนสนิท เล่าเรื่องศึกหลายวันมานี้ บ้างก็หาความสำราญในห้องหับกับเฉินจื่อและถังเอ๋อร์ บ้างก็นั่งฟังนางจีขับร้องฟ้อนรำ หลังจากศึกหนัก นับเป็นความสงบที่หาได้ยาก ด้วยถังเอ๋อร์และเฉินจื่อช่วยปลอบโยน เขาจึงค่อย ๆ คลายจากความเศร้าโศกที่เฉิงเยี่ยนตายในสนาม
พักผ่อนในเรือนได้สองวัน หยวนจงชิงก็กลับมา มารดา พี่ชายพี่สะใภ้ และภรรยาของเฉิงเยี่ยน กับครอบครัวของจัวเยว่ ถูกเขารับมาทั้งหมด
จั่วปั๋อโหวสองวันนี้วิ่งหลายแห่งในอำเภอ เลือกได้เรือนงามสองหลัง ซื้อเอาไว้ ที่นาก็ซื้อหลายร้อยหมู่ บ่าวไพร่ก็ซื้อเจ็ดแปดคน ที่ทำเรื่องได้ราบรื่นเช่นนี้ก็เพราะภัยศึกทั้งนั้น ครั้งปอไซตีเอี้ยงเต๊ก ในอำเภอและนอกอำเภอมีคนตายไม่น้อย เรือนและที่นาที่ว่างลงจึงมีมาก ส่วนบ่าวไพร่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนยากจนมีมากมาย ไม่ว่ายามใดก็หาซื้อได้
ซุนเจินรับครอบครัวของเฉิงเยี่ยนกับจัวเยว่ด้วยตนเอง พอพบหน้าก็กล่าวแก่มารดาแก่ของเฉิงเยี่ยนและบิดามารดาของจัวเยว่ว่า "อาเหยี่ยนกับอาเยว่ตายเพื่อข้า ข้าทำผิดต่อพวกท่าน นับแต่นี้ไปข้าจะเลี้ยงดูพวกท่านแทนอาเหยี่ยนกับอาเยว่!" เขาเป็นบุตรหลานตระกูลซุน เป็นเจ้ากรมปิงเฉาแห่งมณฑล แต่กลับให้ความเคารพคนเฒ่าชนบทไม่กี่คนนี้ถึงเพียงนี้ ทำให้มารดาแก่ของเฉิงเยี่ยนและบิดามารดาของจัวเยว่ทั้งโศกเศร้าและซาบซึ้งใจ
ซุนเจินกล่าวแก่ภรรยาของเฉิงเยี่ยนอีกว่า "บัดนี้อาเหยี่ยนตายแล้ว หากเจ้าอยากกตัญญูปรนนิบัติมารดาแก่แทนเขา ค่าใช้จ่ายในบ้านข้าจะออกให้ทั้งสิ้น หากเจ้าอยากออกเรือนใหม่ ข้าจะจัดเตรียมสินสอดให้"
ครั้งฮั่นมิได้มีจารีตเหนี่ยวรั้งมากเท่าชั้นหลัง การที่หญิงม่ายออกเรือนใหม่เป็นเรื่องธรรมดายิ่ง ภรรยาของเฉิงเยี่ยนเป็นคนงาม มิเช่นนั้นก็คงไม่ทำให้เกาซู่ลุ่มหลง คราวก่อนเมื่อซุนเจินพบนาง แม้นางแต่งกายเรียบง่าย ปักผมด้วยปิ่นไม้ นุ่งกระโปรงผ้าหยาบ บนเสื้อกระโปรงมักมีรอยปะ ทว่าเสื้อผ้าอันเรียบง่ายก็มิอาจปกปิดความงามอันเปล่งปลั่งของนางได้ วันนี้เห็นนางอีก เห็นแต่ดวงตาทั้งคู่บวมแดง สีหน้าซูบเซียว
นางร้องไห้สะอึกสะอื้น น่าสงสารยิ่งนัก ตอบว่า "แต่ก่อนทางบ้านเป็นหนี้สิน ได้ท่านช่วยเหลือ บัดนี้อาเหยี่ยนตายในมือโจร ยังได้รับพระคุณจากท่านอีก หม่อมฉันมิรู้จะตอบแทนอย่างไร" นางมิได้โทษว่าเฉิงเยี่ยนตายเพื่อซุนเจิน กลับสำนึกในบุญคุณซุนเจิน นี่ก็เพราะนางเป็นคนรู้คุณ แต่ก็ทำให้ซุนเจินรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย เขากล่าวว่า "นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำ"
เขาหยุดครู่หนึ่ง หันไปกล่าวแก่มารดาเฉิงเยี่ยนและบิดามารดาของจัวเยว่ว่า "ข้าได้จัดหาที่นาเรือนและบ่าวไพร่ให้พวกท่านแล้ว พวกท่านตามข้าไปดูเถิด หากพอใจก็อยู่ไป หากไม่พอใจ ข้าจะสั่งคนไปเปลี่ยนให้" ว่าแล้วพาพวกเขาไปดูเรือนที่ซื้อมาด้วยตนเอง ส่งครอบครัวจัวเยว่ก่อน แล้วจึงส่งครอบครัวเฉิงเยี่ยน พอส่งคนถึงที่ ก็เรียกบ่าวไพร่ที่ซื้อมาให้รู้จักนาย แล้วมอบโฉนดเรือนและโฉนดที่นาให้พวกเขา
มารดาเฉิงเยี่ยน ภรรยาเฉิงเยี่ยน และครอบครัวจัวเยว่ยังพอทำเนา ส่วนพี่ชายพี่สะใภ้ของเฉิงเยี่ยน พอเห็นเรือนหลังใหญ่โตเช่นนี้ เห็นบ่าวไพร่มารู้จักนาย แล้วยังเห็นโฉนดเรือนโฉนดที่นา แรกทีก็ยังฝืนข่มความรู้สึกไว้ลำบาก ต่อมาก็กลั้นไว้ไม่อยู่ ดีใจจนปากหุบไม่ลง กล่าวขอบคุณซุนเจินครั้งแล้วครั้งเล่า เอ่ยซ้ำว่า "อาเหยี่ยนพบผู้สูงศักดิ์แล้ว! อาเหยี่ยนพบผู้สูงศักดิ์แล้ว!"
เฉิงเยี่ยนกับพี่ชายพี่สะใภ้มิได้กลมเกลียวกันนัก หลายปีก่อน ภรรยาของเขาเกือบถูกเกาซู่ชิงตัวไป ก็เพราะพี่ชายของเขาเป็นหนี้ ตอนซุนเจินตัดสินใจรับครอบครัวเฉิงเยี่ยนมา เคยลังเลว่าจะรับพี่ชายพี่สะใภ้ของเฉิงเยี่ยนหรือไม่ แต่ภายหลังคิดได้ว่า เฉิงเยี่ยนไม่มีบุตร ต้องหาบุตรบุญธรรมสืบสกุลให้เขา จึงรับพี่ชายพี่สะใภ้ของเฉิงเยี่ยนมาด้วย บัดนี้เห็นท่าทางของพี่ชายพี่สะใภ้เฉิงเยี่ยนเช่นนี้ เขาก็เก็บความไม่พอใจไว้ในอก กล่าวแก่พี่ชายของเฉิงเยี่ยนว่า "อาเหยี่ยนไม่มีบุตร เจ้าเป็นพี่ใหญ่ของเขา วันหลังหากมีบุตร ต้องยกให้เป็นบุตรของอาเหยี่ยนคนหนึ่ง"
พี่ชายของเฉิงเยี่ยนรับปากเต็มปากว่า "ได้ ได้!" อย่าว่าแต่ยกบุตรให้เฉิงเยี่ยนคนหนึ่งเลย มีเรือนหลังนี้ มีที่นาบ่าวไพร่เหล่านี้แล้ว ต่อให้ให้เขาเป็นบุตรเฉิงเยี่ยนเสียเองเขาก็คงรับ
ซุนเจินทนดูสีหน้าน่ารังเกียจของเขาต่อไปมิได้ จึงลามารดาและภรรยาเฉิงเยี่ยน กล่าวว่า "อีกสองสามวันข้าอาจต้องออกศึกอีก หากทางบ้านมีเรื่อง พวกท่านไปหาจงกงเฉา(15)ที่จวนมณฑลได้ หรือไปหาท่านตู้แห่งเจ๋อเฉาเฉวียน(16) หรือท่านกัวแห่งจวี๋เฉาเฉวียน(17) ก็ได้ ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นสหายข้า ข้าจะสั่งความพวกเขาไว้"
พี่ชายของเฉิงเยี่ยนได้ยินคำนี้ยิ่งดีใจหนักขึ้น กงเฉาแห่งมณฑล เจ๋อเฉาเฉวียนแห่งมณฑล จวี๋เฉาเฉวียนแห่งมณฑล ล้วนเป็นขุนนางใหญ่แห่งจวนมณฑลทั้งสิ้น เป็นคนที่แต่ก่อนฝันก็ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสรู้จัก จึงขานรับว่าดีไม่ขาดปาก
มารดาและภรรยาเฉิงเยี่ยนก้มกราบ ส่งซุนเจินออกประตู
จั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง และพวก ก็ทนดูสีหน้าพี่ชายเฉิงเยี่ยนไม่ได้เช่นกัน กล่าวแก่ซุนเจินว่า "ท่านซุน อาเหยี่ยนซื่อตรงเรียบง่าย ไฉนกลับมีพี่ชายร่วมท้องเช่นนี้ ต่างกันราวฟ้ากับดิน"
ซุนเจินส่ายหน้า มิได้กล่าวสิ่งใด
จัดการเรื่องครอบครัวของเฉิงเยี่ยนและจัวเยว่เรียบร้อย ก็คลายเรื่องค้างคาใจไปเรื่องหนึ่ง
เขากลับมาถึงเรือน มีจวินโฮ่ว(18)ระดับเทียบหกร้อยสือผู้หนึ่งคอยอยู่ที่ลานหน้า เห็นเขากลับมาก็เข้ามาต้อนรับ หัวเราะกล่าวว่า "ท่านซุน ตูเว่ย(19)นายข้าถามว่าแผลของท่านหายดีหรือยัง" ที่แท้คือโจโฉส่งคนมาเชิญ
## เชิงอรรถ
1. บุนไท่โส่ว — เจ้าเมือง (ไท่โส่ว) แห่งเองฉวน แซ่บุน ผู้เรียกตัวซุนเจินมาต้านทัพโพกผ้าเหลือง 2. เจ้ากรมปิงเฉา (ปิงเฉาเฉวียน) — ขุนนางหัวหน้าฝ่ายทหารประจำมณฑล ตำแหน่งที่ซุนเจินดำรงอยู่ 3. ซือหม่า — ตำแหน่งฝ่ายทหารระดับมณฑล (จวิ้นซือม่า) ที่ซุนเกี๊ยนดำรง ณ ขณะนั้น 4. ตูโหยว — เสมียนสืบสวนตรวจการณ์อำเภอต่าง ๆ ในสังกัดมณฑล 5. ฉื่อ — หน่วยวัดความยาวยุคฮั่น 1 ฉื่อ ราว 23 เซนติเมตร หกฉื่อจึงราวสูงพอประมาณวัยรุ่น 6. ชีซี — ในต้นฉบับคือชื่อภายหลังของชีฮก กล่าวกันว่าชีฮกฆ่าคนแล้วเปลี่ยนชื่อหันมาเล่าเรียน กลายเป็นกุนซือผู้ลือนามในกาลภายหน้า 7. ชางโถว — บ่าวรับใช้ในเรือน (เดิมหมายถึงบ่าวที่โพกผ้าสีเทาเขียว) 8. "หางปลาฟั่งแดงก่ำ ราชสำนักดั่งเพลิงผลาญ" — ปลาฟั่งคือปลาชนิดหนึ่ง ยามตรากตรำหางจะแดงก่ำ เปรียบดั่งบ้านเมืองมีภัยดั่งถูกเพลิงเผา 9. ซือจิง·หรู่เฝิน — บทกวีบทหนึ่งใน《ซือจิง》(คัมภีร์กวี) หมวดหรู่เฝิน พรรณนาความยินดีของภรรยาเมื่อสามีกลับจากศึกไกล 10. "ครั้นพบวิญญูชน ความสุขจักเป็นไฉน" — วรรคกวีจาก《ซือจิง》สื่อความยินดีของภรรยายามได้พบสามี เป็นที่มาของชื่อตอนนี้ 11. นางระบำขับร้อง (หนี่ว์เยว่) — สตรีที่ฝึกขับร้องฟ้อนรำไว้ปรนนิบัติในงานเลี้ยง 12. เองอิม — อำเภอบ้านเกิดตระกูลซุน (คือเมืองสวี่ชางในปัจจุบัน) 13. เหอมั่น — หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองอีกผู้หนึ่งที่ถูกปราบในศึกครั้งนี้ 14. การห้ามคบหาพรรคพวก (ตั่งกู้) — แบบแผนของราชสำนักฮั่นที่ห้ามเหล่าบัณฑิตฝ่ายต่อต้านขันทีรับราชการ ภายหลังกบฏโพกผ้าเหลืองจึงผ่อนคลายลง 15. จงกงเฉา — จงฮิว ผู้ดำรงตำแหน่งกงเฉา (หัวหน้าฝ่ายบุคคล/มือขวาเจ้าเมือง) แห่งมณฑล 16. เจ๋อเฉาเฉวียน (ท่านตู้) — ขุนนางแซ่ตู้ ดำรงตำแหน่งเจ๋อเฉาเฉวียน (เจ้ากรมโจร ฝ่ายสืบจับปราบโจร) แห่งมณฑล สหายของซุนเจิน 17. จวี๋เฉาเฉวียน (ท่านกัว) — ขุนนางแซ่กัว ดำรงตำแหน่งจวี๋เฉาเฉวียน (เจ้ากรมอาญา ฝ่ายพิพากษาคดีอาญา) แห่งมณฑล สหายของซุนเจิน 18. จวินโฮ่ว — นายทหารระดับเทียบหกร้อยสือใต้บังคับบัญชาในทัพ 19. ตูเว่ย — ในที่นี้หมายถึงโจโฉ ผู้ดำรงตำแหน่งฉีตูเว่ย (นายกองทหารม้า)
20. หม่อมฉัน — แปลจาก 妾/贱妾 สรรพนามถ่อมตนของภรรยา (เฉินจื่อ) เมื่อพูดกับสามี มิใช่ราชาศัพท์ แต่เป็นคำสุภาพสตรีในสำนวนพงศาวดาร