สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 273 บรรจบทัพใต้กำแพงเมือง (ตอนปลาย)

17 นาที· 4K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 273 — บรรจบทัพใต้กำแพงเมือง (ตอนปลาย)

อำเภอซีหัวแต่เดิมก็เป็นราชรัฐหนึ่งเช่นกัน พระเจ้ากวงอู่ฮ่องเต้ทรงสถาปนาเติ้งเฉินพี่เขยของพระองค์เป็นซีหัวโหว ภายหลังด้วยสิ้นทายาทจึงยุบราชรัฐ แล้วเปลี่ยนกลับเป็นอำเภอ

กล่าวถึงซีหัว มีบุคคลผู้หนึ่งซึ่งจะไม่กล่าวถึงเสียมิได้ ผู้นี้นามว่าไต้เฟิง ชาวอำเภอกังแห่งราชรัฐเจ้เป่ย เป็นคนยุครัชสมัยพระเจ้าฮั่นเหอตี้แห่งราชวงศ์นี้ ผู้นี้เป็น "วิญญูชนผู้สุดบริสุทธิ์ใจ" โดยแท้ เมื่อครั้งยังมิได้ออกรับราชการ พบโจรกลางทาง ทรัพย์สินถูกชิงเอาไปสิ้น เหลือแต่ผ้าเจียน(1) เจ็ดพับ โจรหามองเห็นไม่ ไต้เฟิงกลับวิ่งตามไปมอบให้ กล่าวว่า "รู้อยู่ว่าพวกท่านขัดสน จึงนำมามอบให้" โจรตกใจว่า "ผู้นี้เป็นวิญญูชนแท้" จึงคืนทรัพย์สิ่งของให้สิ้น ภายหลังออกรับราชการ ตอบข้อสอบราชการได้ที่หนึ่ง ได้รับยกย่องแต่งตั้งเป็นอี้หลาง(2) แล้วเลื่อนเป็นเจ้าอำเภอซีหัว ครานั้นแดนยีหลำและเองฉวนเกิดภัยตั๊กแตน เว้นแต่เขตซีหัวที่ตั๊กแตนมิได้เข้า ครั้นตูโหยวแห่งยีหลำออกตรวจอำเภอมาถึง ฝูงตั๊กแตนก็ตามมาประดังถึงด้วย เห็นจะทำให้ตูโหยวผู้นี้เสียหน้ายิ่งนัก วันนั้นจึงจากไปทันที พอเขาจากไป ตั๊กแตนก็พลันสิ้นไปด้วย ทั้งเขตต่างพิศวง ครานั้นเกิดภัยตั๊กแตนมักจะแล้งหนัก ปีนั้นก็มิได้เว้น ต้องประสบความแล้งใหญ่อีก ไต้เฟิงตั้งจิตอธิษฐานขอฝนก็มิได้ผล จึงสุมฟืนเป็นกองแล้วขึ้นไปนั่งบนกองฟืน เมื่อไฟลุกขึ้นฝนใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาทันที จากนั้นผู้คนทั้งใกล้ไกลต่างสรรเสริญยกย่อง ล้วนเห็นว่าเขาเป็นผู้มีคุณธรรม

เรื่องของไต้เฟิงนี้ ซุนเจินได้ฟังมาจากซุนฉวี ฟังแล้วก็อุทานชื่นชมพิศวงเช่นกัน เหตุใดจึงมีแต่ซีหัวที่ปราศจากตั๊กแตน เขาคิดมิตก แต่ฝนใหญ่ครานั้น เขาเชื่อแน่ว่ามาตกต้องจังหวะพอดี หากมาไม่ต้องจังหวะเล่า เขาในครานั้นใคร่จะถามซุนฉวีนักว่า "หากไต้เฟิงถูกไฟไหม้ตาย จะยัง 'เป็นที่สรรเสริญทั้งใกล้ไกล' อยู่อีกหรือ" สำนักหรูกล่าวเรื่อง "ฟ้ากับคนต้องกัน"(3) ว่า "บ้านเมืองแล้งหนัก ชะรอยจะเสียทั้งอาญาและคุณธรรมกระมัง" ด้วยเหตุแห่งพระเจ้ากวงอู่ฮ่องเต้ ในรัชสมัยนี้วิชาคำพยากรณ์เฉิ่นเหวย(4) จึงรุ่งเรือง คำว่าฟ้ากับคนต้องกันยิ่งเป็นที่ศรัทธาของบัณฑิตสำนักหรูแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นข้อนี้ในที่สุดซุนเจินก็มิได้เอ่ยถามออกไป

ตั้งทัพอยู่เชิงเมืองซีหัว ซุนเจินก็อดมิได้ที่จะหวนรำลึกถึงเรื่องเล็กน้อยตอนหนึ่งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อครั้งเขายังเล่าเรียนอยู่ สองวันติดต่อกัน เขาตามฮองฮูสงออกจากค่ายขึ้นที่สูง เฝ้าสังเกตการป้องกันของเมืองซีหัวและความเคลื่อนไหวในค่ายทหารนอกเมือง ครั้นล่วงไปห้าวัน จูฮีและซุนเกี๊ยนก็นำทัพมาถึง เตียวเขียมไท่โส่วแห่งยีหลำตามทัพมาด้วย เตียวเขียมมีอายุสี่สิบเศษ ระยะนี้เขารบแพ้ติด ๆ กัน หลบหนีซุกซ่อนไปมา ทหารเมืองในบังคับล้มตายเกือบหมดสิ้น สิบไม่เหลือหนึ่ง วันคืนผ่านไปอย่างยากเข็ญ สีหน้าหมองคล้ำยิ่งนัก ซุนเจินเข้าพบเขา คำนับด้วยมารยาทอย่างชั้นบุตรหลาน ทั้งนำคำฝากถามทุกข์สุขของซุนซองมามอบให้

ครั้นได้ยินคำฝากถามทุกข์สุขของซุนซอง เตียวเขียมก็รู้สึกไร้หน้า ถอนใจครวญคราง ลูบเครายาว ยิ้มอย่างขมขื่นกล่าวว่า "รบแพ้ติด ๆ กัน ทั้งเมืองตกอยู่ในเงื้อมมือโจร ราษฎรล้มตายระทมทุกข์ ข้าพเจ้าละอายต่อความหวังอันใหญ่หลวงของฮ่องเต้ ไม่มีหน้าจะอยู่ในโลกนี้อีกแล้ว" เตียวเขียมเป็นชาวเมืองสู่จวิน สำเนียงหนักมาก วงศ์ตระกูลของเขาเป็นขุนนางสืบทอดกันมาหลายชั่วคน เตียวเจี้ยปู่ของเขารับราชการมาห้ารัชกาล คือพระเจ้าฮั่นอันตี้ ฮั่นซุ่นตี้ ฮั่นชงตี้ ฮั่นจื้อตี้ และฮั่นฮวนเต้ เคยดำรงทั้งซือคง ซือถู และไท่เว่ย เตียวเตี่ยนลุงของเขาได้เข้าอยู่ใน "แปดอัจฉริยะ" เคียงคู่หลี่อิง ซุนอวี้ เป็นต้น ดำรงยศสองพันสือมาหลายตำแหน่ง ในศักราชเหยียนซีปีที่เก้า ได้เสนอชื่อซุนซองว่าเป็นยอดกตัญญู เตียวเวินน้องชายของเขามีปณิธานยิ่งใหญ่ในอก แรกเป็นจิงเจ้าจวิ้นเฉิง(5) ถอนใจกล่าวว่า "ชายชาตรีพึงผงาดบิน ไฉนจะยอมหมอบดั่งตัวเมีย" รังเกียจว่าตำแหน่งจวิ้นเฉิงต่ำต้อย จึงทิ้งตำแหน่งกลับบ้านไป

ฮองฮูสงปลอบเขาว่า "แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาของนักการทหาร โจรยีหลำมีถึงสองแสน ท่านใช้ทหารเมืองอันน้อยนิดประคองมาได้จนบัดนี้ก็ยากนักหนาแล้ว พวกเรามิคุ้นเคยภูมิประเทศยีหลำ ท่านมีชื่อเสียงบริสุทธิ์มาแต่เดิม เป็นที่นิยมศรัทธาของราษฎรยีหลำลึกซึ้ง การจะตีโจรปราบความวุ่นวายให้สงบ ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือของท่านอีกมาก"

เตียวเขียมกล่าวว่า "ทั้งสิ้นจักเป็นไปตามคำบัญชาทหารของแม่ทัพ"

ครั้นจูฮีมาถึง สองทัพชุมนุมเข้าด้วยกัน ฮองฮูสงเมื่อหลายวันก่อนได้ลองวัดกำลังรบของโพกผ้าเหลืองยีหลำแล้ว ทั้งในหลายวันมานี้ก็ได้สังเกตการวางกำลังป้องกันของโพกผ้าเหลืองทั้งในและนอกเมืองจนทั่ว จึงเปิดศึกเข้าตีเมืองได้

ให้ทัพจูฮีพักฟื้นหนึ่งวัน วันรุ่งขึ้น ก็ยกทัพหมื่นเศษเข้าโจมตี โดยใช้ทัพฮองฮูสงเป็นทัพหลัก ทัพจูฮีเป็นปีกข้าง

อันจะตีเมืองให้แตก ก่อนอื่นต้องทำลายค่ายโพกผ้าเหลืองนอกเมืองเสียก่อน มิฉะนั้นเวลาตีเมืองจะถูกตีกระหนาบทั้งหน้าหลัง แม่ทัพใหญ่ประจำค่ายโพกผ้าเหลืองนอกเมืองคือเล่าผี รองแม่ทัพคืองอป้า เมื่อเผชิญการโจมตีของทัพฮั่น ทั้งสองก็นำทหารออกจากค่ายเข้าประจัญรบ บนเชิงเทินเมืองซีหัว เผงทัว กงตู เหอหงี เหล่าแม่ทัพต่างมาพร้อมกัน เฝ้ามองการศึก เพื่อป้องกันมิให้พวกนี้ยกออกเมืองมาตีโฉบ ฟู่เซี่ยจึงนำทหารห้าพันคุมอยู่นอกเมือง ตั้งกระบวนเข้มงวดคอยท่า

เป็นจริงดังที่ฮองฮูสงและตันเต้าว่าไว้ เล่าผีและงอป้านี้ห้าวหาญยิ่งนักจริง ๆ เมื่อเผชิญการโจมตีของทัพฮั่นหมื่นเศษ ทั้งสองมิได้ครั่นคร้ามแม้แต่น้อย เล่าผีนำพลเข้าประจัญหน้าด้วยตนเอง บุกนำหน้าทหาร ขับม้าฟุ้งฝุ่น กุมทวนรบสุดกำลัง ตวาดร้องมิขาดปาก งอป้านำทหารม้าห้าร้อยอยู่วงนอกคอยขานรับเป็นทัพพลิกแพลง ทุกคราวที่กองเล่าผีถูกทัพฮั่นตีจนเป็นช่อง เขาก็จะนำพลเข้าตีอย่างฉับไว ผลักทัพฮั่นให้ถอยกลับไป ทัพหลักทัพพลิกแพลงประสานกัน รับมือยากเย็นยิ่งนัก รบกันแต่บ่ายจนพลบค่ำ ทัพฮั่นมิอาจได้เปรียบสิ่งใด ทัพโพกผ้าเหลืองก็มิได้ชัยชนะ ต่างถอนทัพกลับค่าย วันรุ่งขึ้นรบกันอีก ก็เหมือนวันก่อน ทัพฮั่นเข้าตีหนักหลายครั้งก็มิอาจทำลายกระบวนได้ กลับถูกเล่าผีและงอป้าฉวยช่องตีตอบเสียสองครั้ง

วันนี้เสร็จศึกถอนทัพแล้ว เหล่าแม่ทัพมาชุมนุมกันในกระโจมของฮองฮูสง ปรึกษาการศึก

ฟู่เซี่ยขมวดคิ้วกล่าวว่า "กำลังโจรกำเริบ เล่าผีงอป้าล้วนเป็นขุนพลกล้า ทัพเราเร่งรีบยากจะเอาชนะ สู้ค่อยคิดอ่านเอาช้า ๆ มิได้"

วาจาคำเดียวทำให้คนหนึ่งในกระโจมโกรธขึ้นมา ผู้นี้ตัวสูงคิ้วขมวด กล่าวเสียงดังว่า "การศึกอยู่ที่ความรวดเร็วดุจเทพ ไฉนจะค่อยคิดเอาช้า ๆ เล่า"

ทุกคนมองดู กลับเป็นซุนเกี๊ยน ซุนเกี๊ยนนำทัพมาจากทางใต้ เช่นเดียวกับซุนเจิน เขาเป็นทัพหน้าของจูฮี ตลอดทางตีได้ไม่มีพ่าย ตีคืนอำเภออู๋ฝาง อำเภอหยาง อำเภอซ่างไช่ ติดต่อกันไป ทั้งรับเตียวเขียมไท่โส่วแห่งยีหลำมา แล้วก็สมทบทัพกับจูฮีเข้าตีผิงอวี๋ลงได้ในทันที ความชอบในศึกล้ำหน้าซุนเจินไปไกล รบชนะติด ๆ กัน กำลังเป็นยามที่ห้าวหาญเหิมเกริม เขาถือดีว่าตนรบชนะเป็นนิจ จะยอมถอยหลีกได้อย่างไร

ฟู่เซี่ยขมวดคิ้วกล่าวว่า "ที่ซุนซือหม่ากล่าวมาก็ชอบอยู่ ขัดแต่ว่ากำลังโจรมากมาย ขุนพลโจรห้าวหาญดุร้าย จะเอาชนะได้อย่างไรเล่า"

ซุนเกี๊ยนยันกระบี่เชิดหน้ากล่าวแก่ฮองฮูสงและจูฮีว่า "วันพรุ่งนี้ขอให้ข้าพเจ้าเป็นทัพหน้า จะตีค่ายโจรให้แตกให้จงได้" สองวันที่รบกับเล่าผีงอป้านี้ ซุนเกี๊ยนและซุนเจินต่างมิได้ออกรบ ฮองฮูสงเห็นใจกล้าหาญของเขา ทั้งรู้ว่าเขาเป็นขุนพลกล้าอันดับหนึ่งใต้บังคับจูฮี จึงรับคำในทันที

วันรุ่งขึ้น ซุนเกี๊ยนจัดทัพออกจากค่าย ฮองฮูสงและจูฮีส่งทหารกล้าหมื่นนายไว้ข้างหลังเขา เป็นทัพหลังคอยขานรับ

ฮองฮูสงกับพวกขึ้นบนหอสังเกตการณ์ คอยดูเขาบุกตี ซุนเจินมิได้ขึ้นหอ หากแต่ขอคำสั่งด้วยตนเอง นำพลในบังคับมาหยุดตั้งอยู่นอกประตูค่าย เป็นกองหนุนคุ้มแนวให้แก่ซุนเกี๊ยนและเหล่าแม่ทัพ หากเผชิญภัยขึ้นมา เขาจะได้เข้าช่วยทันที

ซุนฮิว ซีจื้อไฉ เหล่าบัณฑิตมิได้ออกจากค่าย ด้วยในสนามรบดาบหอกไม่มีตา ซุนเจินเกรงว่าพวกเขาจะพลั้งพลาด จึงให้อยู่ในค่าย สวี่จ้ง เล่าเติ้ง ซุนเฉิง เจียงฉิน เป็นต้น ต่างนำพลราบในกองต่าง ๆ ยืนอยู่ด้านซ้าย ซินอ้ายนำทหารม้ายืนอยู่ด้านขวา ซุนเจินอยู่ท่ามกลางการห้อมล้อมอารักขาของเตียนอุย ตันเต้า หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว เป็นต้น ยืนอยู่ระหว่างพลราบและพลม้า ทอดสายตามองไกลสุดลูกหูลูกตา ดูซุนเกี๊ยนออกศึก

ยามนั้นเป็นเวลาบ่าย แสงตะวันสว่างจ้า ฟ้าใสไร้เมฆเป็นหมื่นลี้ ทุ่งเขียวขจีทั้งใกล้ไกล มีลำน้ำสายหนึ่งไหลผ่านทางเหนือของซีหัว

ค่ายทหารฮั่นกับค่ายทหารโพกผ้าเหลืองห่างกันราวเจ็ดแปดลี้ มองจากที่ที่ซุนเจินยืนอยู่นี้ ด้วยแสงฟ้ากำลังพอเหมาะ จึงมองเห็นหอสังเกตการณ์สูงตระหง่านในค่ายข้าศึก ธงทิวสะบัดพลิ้วต้องลม และพลโพกผ้าเหลืองที่ยกออกจากค่ายมาประจัญรบดุจพญามังกรยาวเหยียด กลองศึกในค่ายทั้งสองฝ่ายดังมิขาดสาย

เขาถอนสายตาที่มองไกลกลับมา มองไปเบื้องหน้า

เห็นแต่ทัพซุนเกี๊ยนออกจากค่ายไปได้หนึ่งลี้ก็หยุดลง ภายใต้การบัญชาของจวินโฮ่ว ถุนจ่าง เป็นต้น พลพันเศษตั้งเป็นกระบวนสี่เหลี่ยม โล่อยู่หน้า ธนูหน้าไม้อยู่กลาง ทวนและจี่อยู่หลัง ครั้นตั้งกระบวนแล้ว ก็เคลื่อนหน้าเข้าหาข้าศึกอย่างช้า ๆ ตามจังหวะเสียงกลองศึก

ซุนเกี๊ยนขี่ม้าชิงชง(6) สวมเกราะถือทวน นำเหล่าแม่ทัพคือโจเมา งอเก๋ง ฮันต๋ง เทียเภา ออกหน้าไปก่อน

ถัดจากนั้น เป็นทหารกล้าหมื่นนายที่ฮองฮูสงและจูฮีส่งออกมา ทหารกล้าหมื่นนายนี้ตามทัพซุนเกี๊ยนออกจากค่าย ครั้นทัพซุนเกี๊ยนตั้งกระบวนเสร็จเคลื่อนหน้าไป ก็เคลื่อนตามไปด้วย แต่เคลื่อนไปเพียงสองลี้ก็หยุดลง มิได้เดินหน้าต่อ หากแต่ตั้งกระบวนคอยท่า หากซุนเกี๊ยนตีข้าศึกแตก พวกเขาก็จะกรูเข้าตี ฉวยชัยเข้าตีค่าย หากซุนเกี๊ยนเสียที พวกเขาก็จะรับซุนเกี๊ยนกลับค่าย

การรบกำลังจะเปิดฉาก เสียงกลอง เสียงเขาสัตว์ และความเคลื่อนไหวของพลโพกผ้าเหลืองในค่ายไกลที่ทยอยออกจากค่ายเป็นสาย ทั้งฝุ่นที่ฟุ้งตลบ ทำให้บรรยากาศอึดอัดอยู่บ้าง หยวนจงชิงแหงนหน้ามองดวงตะวัน ปาดเหงื่อบนหน้าผาก กล่าวว่า "นี่เพิ่งเดือนสี่เท่านั้น ฟ้าก็ร้อนถึงเพียงนี้แล้วหรือ" อดมิได้ที่จะถามซุนเจินว่า "ท่านซุน วันนี้ซุนซือหม่าจะตีโจรแตกหรือไม่"

ซุนเจินคิดในใจว่า "ข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า"

การรบสองวันก่อนเขามิได้เข้าร่วม ได้แต่ยืนดูอยู่บนหอสังเกตการณ์ กำลังรบของโพกผ้าเหลืองยีหลำสร้างความประทับใจอันลึกซึ้งแก่เขา แข็งกล้ากว่าโพกผ้าเหลืองเองฉวนมากจริง ๆ เล่าผีถือทวนสวมเกราะขับม้า ห้าวหาญไร้ผู้เทียบ หลายครั้งนำพลเข้าโจมตีด้วยตนเอง ที่ใดที่เขาไปถึง ทัพฮั่นไม่มีไม่แหลกลาญ ทัพฮั่นหมื่นเศษมิเพียงตีกระบวนเขาไม่แตก ยังเกือบถูกเขาตีกระบวนแตกเสียอีก งอป้าไปมาดุจสายลม รุกรานดุจเปลวเพลิง นำทหารม้าห้าร้อยของเขาควบขับไปมาในสนามรบได้ดังใจ ทุกคราวที่ทัพฮั่นเริ่มได้เปรียบ เขาก็จะพุ่งตะลุยเข้าตี ทุกครั้งล้วนผลักการรุกของทัพฮั่นให้ถอยกลับ พลิกการณ์ให้กลับคืน ซุนเจินคำนวณคร่าว ๆ สองวันนี้พลทหารฮั่นที่ถูกเล่าผีงอป้าฆ่าตายด้วยมือทั้งสองมีไม่ต่ำกว่าห้าสิบ ในนั้นมีจวินโฮ่วหนึ่งนาย ถุนจ่างสองนาย เป็นขุนพลเสือสมศักดิ์ศรีถึงสองคน

ในค่ายโพกผ้าเหลืองกลองศึกดังทึบ ๆ มีทหารทยอยออกจากค่ายมิขาด ตั้งกระบวนอยู่หน้าค่าย ชะรอยจะมองออกว่าทัพฮั่นคราวนี้คิดจะใช้พลกล้าจำนวนน้อยนำหน้าบุกกระบวน เล่าผีงอป้าก็แบ่งทหารที่ออกจากค่ายเป็นสองส่วน ทัพหน้าจำนวนน้อยกว่า ราวสามพันคน ส่วนมากสวมเกราะ เห็นได้ชัดว่าเป็นพลกล้า ทัพหลังเป็นกำลังหลัก ดูจากธงทัพ ความยาวและความหนาของกระบวน ซุนเจินกะคร่าว ๆ ว่ามีราวหมื่นคน

ทางด้านหลังเยื้องข้างของทัพหน้ามีทหารม้าหลายร้อย หัวหน้าเป็นพลม้าสวมเกราะดำถือทวนผู้หนึ่ง ผู้นี้แลคืองอป้า

ซุนเจินคิดในใจว่า "งอป้าดูจะถนัดการจู่โจม ดูจากตำแหน่งที่เขาตั้งกระบวน คงจะเหมือนสองวันก่อน หากเหวินไถได้เปรียบ เขาก็จะบุกจู่โจมจากปีกข้างอีกครั้ง" ด้วยระยะห่างไกลเกินไป จึงมิอาจหาธงทัพของเล่าผีพบ บางทีเขาอาจยังมิได้ออกจากค่าย หรือไม่ก็อยู่ในทัพหลัง

ทัพทั้งสองตั้งกระบวนเสร็จ ชูทวนหันเข้าหากันเคลื่อนหน้าไป เสียงกลองครืนครั่น ต่างเข้าใกล้กันยิ่งขึ้นทุกที เมื่อห่างกันราวร้อยก้าว ในค่ายทัพฮั่นก็ตีกลองดังกระหึ่มขึ้นมาทันใด ซุนเจินฟังจังหวะเสียงกลองเงียบ ๆ กลับเป็นว่าฮองฮูสงออกคำบัญชาทหาร สั่งให้ซุนเกี๊ยนบุกจู่โจม

ในเสียงกลอง ซุนเจินเห็นซุนเกี๊ยนหันหน้ามาทางหลังร้องตะโกนสิ่งใดสักอย่าง จากนั้นก็ขับม้าชูทวน บุกตะลุยเข้าใส่กระบวนข้าศึก

## เชิงอรรถ

(1) ผ้าเจียน — ผ้าแพรเนื้อละเอียดทอด้วยเส้นไหมสีอ่อน ใช้เป็นของมีค่าและเครื่องแลกเปลี่ยนในยุคฮั่น

(2) อี้หลาง — ขุนนางที่ปรึกษาราชสำนัก มีหน้าที่ถวายความเห็นและร่างฎีกา ศักดิ์เทียบหกร้อยสือ

(3) ฟ้ากับคนต้องกัน — แนวคิดของสำนักหรู (สำนักขงจื๊อ) ว่าการกระทำของมนุษย์โดยเฉพาะของผู้ปกครองย่อมส่งผลสะเทือนถึงฟ้าดิน ฟ้าจึงตอบสนองด้วยมงคลหรืออัปมงคล

(4) เฉิ่นเหวย — วิชาคำพยากรณ์และคัมภีร์ลี้ลับที่อ้างนิมิตสวรรค์ทำนายความเป็นไปของบ้านเมือง รุ่งเรืองมากในยุคฮั่นตะวันออก

(5) จิงเจ้าจวิ้นเฉิง — ตำแหน่งรองเจ้าเมืองแห่งเขตจิงเจ้า (เขตเมืองหลวง) เป็นตำแหน่งผู้น้อย

(6) ม้าชิงชง — ม้าพันธุ์ดีขนสีเทาปนขาว

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป