# ตอนที่ 202 — ชนะอีกครา
บุนเพ่งเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าสู่กลางหมู่เจี๋ยสื่อ (ทหารหุ้มเกราะ)(1) โพกผ้าเหลือง คนที่สองที่ตามเข้าไปคือเล่าเติ้ง
ส่วนซุนเจินกลับถูกคนทั้งสองทิ้งให้อยู่รั้งท้ายเสียเอง
คนทั้งสองนั้น ผู้หนึ่งขี่ม้า ผู้หนึ่งรบเท้า ผู้หนึ่งใช้ทวนยาวแทงทิ่ม ผู้หนึ่งใช้จี่สั้นฟันฟาด พอเข้าสู่กลางหมู่ ก็ดุดันราวเสือราวหมาป่าทั้งคู่
แม้เจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองจะเป็นกำลังหลักของทัพโพกผ้าเหลือง เป็นชายชาตรีที่ปอไซกับปอเหลียนสองพี่น้องคัดเลือกมาด้วยความพิถีพิถันตลอดหลายปี ส่วนใหญ่เป็นนักเลงบ้านนอก แต่ถึงกระนั้นก็ยังขาดการฝึกฝน ขาดการประสานสอดรับกัน ครั้นถูกคนทั้งสองพุ่งเข้าจู่โจมเช่นนี้ รูปขบวนก็ชักจะปั่นป่วนไปบ้าง
ฝ่ายบุนเพ่งนั้นยังพอว่า แม้ขี่ม้าอยู่ จะว่าไปก็ได้เปรียบเล่าเติ้ง ทว่าครั้นพุ่งเข้าสู่กลางหมู่แล้ว สี่ด้านล้วนเป็นผู้คน เปรียบดั่งติดอยู่กลางหล่มโคลน ม้าเร่งฝีเท้าขึ้นไม่ได้ ไม่ช้าก็สิ้นกำลังพุ่งทะยานไม่หยุดยั้งดังในตอนแรกไปเสีย ฝ่ายเล่าเติ้งนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่
เล่าเติ้งเดิมทีก็เป็นคนถนัดรบเท้าอยู่แล้ว ไม่ได้เชี่ยวชาญวิชาขี่ม้านัก ไม่ขี่ม้ากลับห้าวหาญยิ่งกว่าขี่ม้าเสียอีก
เขาสวมเกราะหนัก สองมือกุมจี่สั้นอันหนักที่หล่อจากเหล็กกล้าร้อยหลอม(2) ข้างละเล่ม จะแทงก็ได้ จะฟันก็ได้ จะสับก็ได้ จะทุบก็ได้ ตวาดคำรามก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยฝีก้าวใหญ่ ข้าศึกที่ประจันหน้า แทบไม่มีผู้ใดต้านได้แม้เพลงเดียว ชั่วพริบตาเดียวก็บุกลึกเข้าสู่กลางหมู่ข้าศึกไปกว่าสี่สิบก้าวแล้ว
การรบประชิดในสนามรบ โดยเฉพาะยามที่กองทัพโดดเดี่ยวบุกลึกเข้าไป สี่ด้านแปดทิศล้วนเป็นข้าศึกนั้น ไม่ต้องพิถีพิถันถึงชั้นเชิงลวดลายการต่อสู้อันใด ผู้ใดแรงมากห้าวหาญผู้นั้นชนะเท่านั้นเอง
โดยเฉพาะในยามนี้ ต่างฝ่ายต่างก็มีเกราะป้องกันกาย เจ้าแทงทวนมาที แม้แทงถูกตัวอีกฝ่าย หากแรงไม่พอ ก็ยากจะทำร้ายข้าศึกให้สาหัสได้ ในทางกลับกัน หากแรงมากพอ ดังเช่นเล่าเติ้ง พอทุบจี่สั้นลงไปที ไม่ทุบจนข้าศึกอาเจียนเลือด ก็ทุบจนข้าศึกเอ็นขาดกระดูกหัก ต่อให้มีเกราะป้องกันก็หาเป็นประโยชน์ไม่
ไปมาอยู่เช่นนี้ บุนเพ่งที่ขี่ม้ากลับถูกเล่าเติ้งที่รบเท้าทิ้งไว้รั้งหลัง
ในหมู่เจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองก็มีพวกไม่กลัวตายอยู่เหมือนกัน อาศัยเกราะที่ป้องกันตัว ขืนพุ่งเข้ามาถึงหน้าม้าของบุนเพ่ง สองสามคนช่วยกันสังหารม้าที่เขาขี่ลง เพิ่งบุกเข้าหมู่ไปไม่ถึงสามสิบก้าว บุนเพ่งก็จำต้องกระโจนลงจากหลังม้า เปลี่ยนมารบเท้าดังเล่าเติ้งเช่นกัน
ซุนเจินเป็นห่วงว่าเล่าเติ้งกับบุนเพ่งจะพลาดท่า รีบเร่งขับม้ารุดขึ้นหน้า โผนข้ามโล่และข้าศึกที่ล้มตายบาดเจ็บอันขวางอยู่เบื้องหน้า โดยมีสวี่จ้ง ซินอ้าย เป็นต้นคอยคุ้มกันและรบสอดรับกัน ก็สังหารเข้าสู่กลางหมู่ด้วยเช่นกัน
คบเพลิงทำให้แสงจันทร์จางลง เลือดสดกระเซ็นกระจายอยู่บนทุ่งนาหลังหิมะอันเปียกแฉะ
ชั่วครู่นั้น ดาบทวนกระทบกัน เลือดเนื้อกระจุยกระจาย ม้าร้องคนตะโกน รบพุ่งกันชุลมุนเป็นกลุ่ม
หากมองลงมาจากบนฟ้า บนผืนสนามรบเล็ก ๆ แห่งนี้ ฝ่ายซุนเจินก็เปรียบดั่งกริชเล่มหนึ่งที่แทงทะลวงเข้าไปในโล่อันคือหมู่เจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองนี้ อย่างยากลำบากแต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ บนเชิงเทินเมือง และในค่ายหลวงของปอไซที่อยู่ไกลออกไป เสียงกลองศึกครืนครั่นดังกึกก้อง ต่างปลุกขวัญกำลังใจให้แก่ฝ่ายของตน
เมื่อไม่กี่วันก่อน ไพร่พลโพกผ้าเหลืองยังเป็นชาวนาเสียเป็นส่วนมาก แม้จะผ่านการรบเข้าตีเมืองมาหลายครั้ง แต่การเข้าตีเมืองกับการรบกลางแจ้งนั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
บางทีในสายตาของทหารเฒ่าแล้ว ในบางคราว การเข้าตีเมืองอาจโหดเหี้ยมยิ่งกว่าการรบกลางแจ้งเสียอีก ทว่าในสายตาของทหารใหม่ การเข้าตีเมืองแม้จะโหดเหี้ยม แต่ผู้ที่ขึ้นถึงเชิงเทินได้ก็มีเพียงส่วนน้อย ส่วนมากนั้นเพียงคอยมองอยู่แต่ไกล อย่างไรเสียทหารรักษาเมืองก็ไม่อาจกระโจนลงจากเชิงเทินมาสังหารถึงตัวได้ จึงรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าอยู่บ้าง อีกประการหนึ่ง ในฐานะฝ่ายเข้าตี ทางใจก็ต่างจากฝ่ายตั้งรับ ด้วยกุมความได้เปรียบไว้ ในใจลึก ๆ ย่อมคิดว่า อยากตีก็ตี อยากถอยก็ถอย
แต่การรบกลางแจ้งนั้นต้องประจันหน้ากัน ฟันลงไปที ไม่เจ้าตายก็ข้ารอด อีกทั้งเป็นการรบในระยะประชิด ใครเล่าจะรู้ว่าข้าศึกจะสังหารมาถึงหน้าเจ้าเมื่อใด ครั้นสังหารมาถึงตัวแล้ว จะหนีก็หนีไม่พ้น
ด้วยเหตุนี้ ครั้นเห็นการประจัญอันดุเดือดโหดเหี้ยมเช่นนี้ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พากันถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว ต่างมองหน้ากันด้วยความตระหนกตกใจ
ได้ยินในหมู่เจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองมีผู้หนึ่งร้องตะโกนลั่น ไพร่พลโพกผ้าเหลืองรอบข้างจำนวนไม่น้อยพากันเพ่งมองไปดู เห็นว่าคือเล่าเติ้ง
พวกมันไม่รู้จักชื่อเล่าเติ้ง ด้วยมีโต้วโหมว (หมวกเกราะ)(3) บังหน้าไว้ จึงมองไม่เห็นโฉมหน้าเล่าเติ้ง ทว่ามีบางคนจำอาวุธของเล่าเติ้งได้
ในหมู่ปินเค่อ (บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ) ใต้บังคับซุนเจิน ผู้ที่ถนัดใช้จี่สั้นคู่อันเป็นอาวุธรบประชิดเช่นนี้ มีเล่าเติ้งเพียงผู้เดียว
มีผู้ร้องขึ้นว่า "เคยได้ยินว่าใต้บังคับของอดีตตูโหยวฝ่ายเหนือ(4) มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ถนัดใช้จี่คู่ มีฉายาว่า 'นั่งห้องเหล็ก'(5) นี่จะใช่ผู้นั้นหรือไม่หนอ"
แต่ปางก่อน ซุนเจินสังหารเสิ่นสวิ่นด้วยมือตน ราษฎรทางเหนือและใต้ของเขตจวิ้นล้วนรู้เรื่องนี้กันมาก พลอยทำให้สวี่จ้งกับเล่าเติ้งสองคนที่ติดตามซุนเจินบุกเข้าบ้านตระกูลเสิ่นในครานั้นมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเขตจวิ้นด้วย ฉายา "ปิดประตูไม้"(6) และ "นั่งห้องเหล็ก" ผู้คนในเขตจวิ้นล้วนรู้กัน
"อ๊ะ หากผู้นี้คือ 'นั่งห้องเหล็ก' แล้วไซร้ ขุนโจรที่ออกเมืองมาในค่ำคืนนี้จะไม่ใช่ซุนหรู่หู่ (ซุนลูกเสือ)(7) หรอกหรือ"
ซุนเจินก็เช่นเดียวกับเล่าเติ้ง บนโต้วโหมวมีที่บังหน้าด้วย ไพร่พลโพกผ้าเหลืองรู้แต่ว่าเขาคือ "ขุนโจร" ที่ออกตีในยามค่ำคืนคราวนี้ แต่หารู้ไม่ว่าเขาเป็นผู้ใด ครั้นได้รับการเตือนจากเล่าเติ้ง คนเป็นอันมากก็พลันคิดถึงข้อนี้ขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ไกลไม่ต้องเอ่ย เอ่ยแต่เรื่องใกล้ก็พอ คือสองอำเภอเองอิมกับเอี้ยงเต๊กนั้น เพราะซุนเจินคนเดียว ในสองวันก่อนหน้าก็เลือดนองท้องนา สานุศิษย์ลัทธิไท่ผิงในอำเภอล้มตายบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ต่อมาในศึก "บุกคฤหาสน์ยามค่ำหิมะตก" ซุนเจินก็ตีปอไซแตกยับอีก เล่าเติ้งจู่โจมตัดหัวปอเหลียน เพียงสองเรื่องนี้ซุนเจินก็ฝังรอยลึกไว้ในใจไพร่พลโพกผ้าเหลือง ก่อรูปเป็นภาพ "ห้าวหาญดุร้าย" ขึ้นมา
ยังมีผู้หนึ่งชี้ไปยังซุนเจินกลางหมู่ กล่าวด้วยเสียงสั่นว่า "เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเราเพิ่งมาถึงใต้กำแพงเมือง ในเมืองก็ออกคนม้ามากองหนึ่ง สังหารพวกเราไปหลายร้อยคน ครานั้นข้าก็อยู่ในที่นั้น ขุนโจรที่นำหน้าคนนั้นดูเหมือนจะสวมเกราะชุดนี้เหมือนกัน"
"ดังนี้แล้ว ที่ออกเมืองมาทั้งคราวก่อนและคราวนี้ก็คือซุนหรู่หู่ทั้งนั้นน่ะหรือ"
ชื่อของคนเปรียบดั่งเงาของต้นไม้ บัดนี้ซุนเจินมีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่วเขตจวิ้น ครั้นถูกเดาออกว่าเป็นผู้ใด ไพร่พลโพกผ้าเหลืองรอบข้างก็ยิ่งครั่นคร้ามหนักขึ้น ถึงกับมีบางคนทิ้งอาวุธ หันหลังวิ่งหนีเพื่อให้ห่างจาก "ลูกเสือ" ผู้นี้
ความปั่นป่วนวุ่นวายระลอกแล้วระลอกเล่านี้ส่งผลกระทบไปถึงเหล่าเจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลือง
เจียงฉินที่คุมกองหลังอยู่ มองสี่ทิศ ฟังแปดทาง สังเกตเห็นความปั่นป่วนที่อยู่ไม่ไกล แม้ไม่รู้สาเหตุ แต่ก็รู้ว่าเป็นคุณแก่ฝ่ายตน จึงร้องตะโกนสุดเสียงว่า "ฆ่า ฆ่า ฆ่า!"
ที่จริงเขาอยากจะตะโกนว่า "อดีตตูโหยวฝ่ายเหนืออยู่ที่นี่" หลายครั้งดังคืน "บุกคฤหาสน์ยามค่ำหิมะตก" คราวนั้น แต่พลิกความคิดดูแล้ว ค่ำคืนนี้กับคืนนั้นการณ์ต่างกัน คืนนั้นพวกเขามากหลายมีกำลังคนเหนือกว่า ค่ำคืนนี้พวกเขากองเดียวโดดเดี่ยวบุกลึกเข้ามา เกรงกลับจะล่อพวกที่ดุร้ายไม่กลัวตายในหมู่ข้าศึกให้เข้ามา ทำให้ซุนเจินตกอยู่ในอันตราย จึงล้มเลิกความคิดนี้เสีย เอาเป็นว่ากล่าวสั้นได้ใจความ เพียงร้องตะโกนคำว่าฆ่าก็พอ
ปินเค่อหลายสิบคนพากันร้องตะโกนตามเขาว่า "ฆ่า ฆ่า ฆ่า!"
คนทั้งปวงตามติดซุนเจินไปอย่างกระชั้น ผู้มีม้าก็ขี่ม้า ผู้ที่ม้าถูกสังหารหรือบาดเจ็บก็ทิ้งม้าเดินเท้า ต่างห้าวหาญชิงรุดหน้า ละอายที่จะรั้งหลัง ทวนยาวของข้าศึกจ่อถึงตัว ก็ไม่มีสีหน้าครั่นคร้าม รบพลางรุดหน้าพลาง บุกตะลุยลึกเข้าไป ผ่านไปแห่งใดก็ทิ้งซากศพและท่อนแขนขาเกลื่อนพื้นไว้ตลอดทาง
เจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองเสียเปรียบตรงที่ประสานสอดรับกันไม่ดี โล่ที่อาศัยต้านข้าศึกก็ถูกตีแตกเสียแล้ว ครั้นต้องตกอยู่ในการรบประชิดด้วยอาวุธคมเปล่า ก็ไม่อาจเทียบกับเหล่าปินเค่อที่ผ่านการฝึกฝนมานาน ช่ำชองในวิถีการประสานสอดรับได้เลย
ฝ่ายหนึ่งแม้คนมากแต่กลับเอาแต่อวดความกล้าแบบชายเดี่ยว อีกฝ่ายหนึ่งแม้คนน้อยกว่าแต่ต่างประสานสอดรับกันได้กลมเกลียว ใครชนะใครแพ้ ใครแกร่งใครอ่อน หาต้องกล่าวก็รู้ได้
รบกันไม่ถึงสองเค่อ (ราวครึ่งชั่วยาม)(8) เจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองก็ล้มตายบาดเจ็บไปเกือบครึ่ง รูปขบวนถูกตีแตกไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เล่าเติ้งบุกอยู่หน้าสุด สังหารเจี๋ยสื่อข้าศึกไปต่อเนื่อง จนคมจี่รูปจันทร์เสี้ยวบนจี่สั้นถูกฟันหักไปเสีย
บุนเพ่งค่อนไปทางรั้งหลัง เผลอไผลไปหน่อยก็ถูกข้าศึกฉุดทวนยาวไว้ ล้มลงกับพื้น ทวนหัก กลับแทงสวนถูกข้อศอกของตน เลือดอาบเกราะ เขาไม่แยแสความเจ็บปวดอันแสนสาหัส ทิ้งทวนเสีย ชักดาบหวนโฉ่ว(9) ออกจากใต้กาย ฟันสับอย่างสุดกำลัง ฟันบาดเจ็บคนข้าศึกไปหลายคนทั้งที่หงายหน้าอยู่ ดาบที่เขาใช้เป็นดาบเหล็กกล้าร้อยหลอม อาวุธของเจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองไม่อาจเทียบได้
ซุนเจินอยู่หลังบุนเพ่งอีกที สองคนห่างกันราวสิบสองสิบสามก้าว ครั้นเห็นเขาล้มลงประสบภัย ก็ตกใจสุดขีดในใจ คิดจะรุดเข้าไปช่วย ทว่ากลับถูกเจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองสี่ห้าคนอันห้าวหาญดุร้ายล้อมไว้ ชั่วเวลาสั้น ๆ ยากจะตีฝ่าออกไปได้ เขาร้องตะโกนซ้ำ ๆ ว่า "อาจ้ง อาจ้ง!" นี่เป็นการเรียกสวี่จ้ง ยามปกติเขาเรียกสวี่จ้ง ไม่เรียกจวินชิงก็เรียกพี่จ้ง ครานี้ด้วยใจร้อนรน จึงเรียก "อาจ้ง" ออกมา
สวี่จ้งรู้น้ำใจเขา รู้ว่าเขากำลังสั่งให้ตนเข้าไปช่วยบุนเพ่ง แต่กลับไม่ได้ตอบ เพียงเงียบกริบเฝ้าอยู่ใต้ม้าของเขา ไม่ยอมห่างแม้สักครึ่งก้าว คอยปกป้องด้านหลังและด้านข้างของเขาไว้อย่างมั่นคง ไม่ให้เจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองที่ล้อมตีเขาเข้าใกล้ได้
ไม่ใช่ว่าสวี่จ้งไม่รู้ว่าบุนเพ่งมีฐานะเช่นไรในใจซุนเจิน ที่ตอนนี้ปฏิเสธไม่รับคำสั่งนั้น เป็นเพราะในใจของเขา ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าซุนเจินได้เลย
นับแต่บุนเพ่งเข้าสู่กลางหมู่มา อย่างน้อยก็สังหารเจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองไปสิบกว่าคน เป็นที่จับตามองของข้าศึกมานานแล้ว คราวนี้พอล้มลงกับพื้น เหล่าเจี๋ยสื่อรอบข้างก็พุ่งเข้าใส่ทีละคนอย่างไม่อาลัยชีวิต ในนั้นมีชายฉกรรจ์สองคนเกราะดีกว่าผู้อื่น ดูเหมือนจะเป็นนายทหารชั้นเล็กจำพวกสือจ่าง (นายสิบ) หรืออู่จ่าง (นายห้า)(10) เห็นทีว่าเขาจะเอาชีวิตไว้ไม่ได้แล้ว ซุนเจินแม้ร้อนใจ ก็จนปัญญา
พอดีในยามนั้นเอง ม้าตัวหนึ่งสังหารฝ่าวงล้อม พุ่งออกมาจากด้านหลังซุนเจิน คนงามดั่งต้นหยก ม้าว่องไวดั่งมังกรเลื้อยน้ำ หลบหลีกการสกัดกั้นของข้าศึกหลายคนที่อยู่เบื้องหน้าได้ติด ๆ กัน ควบมาถึงใกล้บุนเพ่ง ทหารม้าบนหลังม้าพุ่งทวนยาวออกไป แทงทหารข้าศึกที่เข้าใกล้บุนเพ่งล้มไปคนหนึ่งเสียก่อน จากนั้นม้าไม่หยุดฝีเท้า วนรอบเจี๋ยสื่อหลายคนที่ล้อมบุนเพ่งไว้ ข้างหนึ่งก็หลบหลีกการแทงฟันของข้าศึกข้าง ๆ อย่างว่องไว ข้างหนึ่งก็หยิบธนูและลูกศรลงจากหลังม้า น้าวคันธนูพาดลูกศร ชั่วครู่เดียวก็ยิงออกไปติด ๆ กันสี่ห้าดอก ในระยะใกล้เพียงนี้ ลูกศรเข้าเป้าทุกดอก
ผ่านลูกศรหลายดอกไป วงล้อมที่รุมสังหารบุนเพ่งก็ปรากฏช่องว่างขึ้น ทหารม้าผู้นี้ทิ้งธนูชักกระบี่ ตวาดคำรามขับม้าพุ่งเข้าไป ครั้นถึงข้างบุนเพ่ง ก็ก้มกายลดมือต่ำ ฉวยแขนเขาไว้ สองคนออกแรงพร้อมกัน บุนเพ่งกระโจนขึ้นจากพื้น ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าของผู้นั้น นั่งอยู่ข้างหลัง
ทหารม้าผู้นั้นกุมบังเหียน ก้มกายแนบลงบนหลังม้า กระบี่ยาวกวาดขวาง ฟันเจี๋ยสื่อที่ขวางอยู่หน้าม้าล้มคว่ำไปคนหนึ่ง ขับม้าพุ่งฝ่าวงล้อมออกมา ตั้งแต่พุ่งทวน ยิงธนู เข้าวงล้อม ฉุดบุนเพ่งขึ้น จนถึงพุ่งฝ่าวงล้อมออกมา ท่วงท่าทั้งชุดนี้ ทหารม้าผู้นี้ทำได้ราวสายน้ำไหลเมฆลอย แม้จะเป็นการสังหารข้าศึกช่วยคน ทว่ากลับงดงามจนกล่าวไม่ถูก
เจียงฉินที่คุมกองหลังเห็นภาพนี้เข้า เขารู้ว่านี่คือโอกาสงามที่จะปลุกขวัญกำลังใจฝ่ายตน จึงร้องตะโกนเสียงดังว่า "ท่านซินช่างเป็นยอดแม่ทัพรูปงามแห่งเมืองของเราโดยแท้!" ผู้ที่ฝ่าวงล้อมเข้าช่วยคนนี้ก็คืออวี้หลาง (พ่อหนุ่มหยก) ซินอ้ายนั่นเอง
เล่าเติ้งห้าวหาญหาผู้ต้านไม่ได้ บุนเพ่งล้มลงแต่ไม่ตาย ซินอ้ายควบม้าช่วยคน สามคนนี้ ผู้รบเท้าผู้ขี่ม้า ผู้สังหารข้าศึกผู้เข้าช่วยคน อยู่ในกลางหมู่ข้าศึกราวกับไม่มีผู้คน ขวัญกำลังใจของเหล่าปินเค่อพุ่งทะยานขึ้น ส่วนขวัญกำลังใจของเจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลืองตกฮวบลง
ครั้นพบเจี๋ยสื่อโพกผ้าเหลือง ซุนเจินก็รู้แก่ใจแล้วว่า การจู่โจมยามค่ำคืนนี้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ พอเห็นบุนเพ่งได้รับการช่วยเหลือ ขณะที่ใจตกกลับสู่อก ก็คว้าจังหวะนั้น ร้องตะโกนว่า "ตีฝ่ากลับเข้าเมือง!"
——
## เชิงอรรถ
(1) เจี๋ยสื่อ คือทหารราบหุ้มเกราะหนัก สวมเกราะครบ ถืออาวุธหนักคมกล้า เช่น เกอ เกอะ และทวน เป็นกำลังหลักชั้นดีในกองทัพ
(2) เหล็กกล้าร้อยหลอม คือเหล็กกล้าชั้นเลิศ นำเหล็กดีมาพับตีซ้ำหลายครั้งจนเนื้อแกร่ง ยิ่งหลอมตีหลายหนเหล็กยิ่งดี
(3) โต้วโหมว คือหมวกเกราะเหล็กของทหาร บ้างมีแผ่นบังหน้า
(4) ตูโหยว คือเจ้าพนักงานตรวจการของเขตจวิ้น ซุนเจินเคยดำรงตำแหน่งตูโหยวฝ่ายเหนือมาก่อน
(5) "นั่งห้องเหล็ก" เป็นฉายาของเล่าเติ้ง ด้วยถนัดใช้จี่สั้นคู่อันเป็นอาวุธรบประชิด
(6) "ปิดประตูไม้" เป็นฉายาของสวี่จ้ง ด้วยถนัดใช้โล่เกี่ยวสำหรับปัดง้าวทวนยาว
(7) หรู่หู่ แปลว่าลูกเสือ เป็นฉายาที่ผู้คนตั้งให้ซุนเจิน หมายถึงเสือหนุ่มอันดุร้าย
(8) เค่อ (刻) หรือเรียกเต็มว่า เค่อจง (刻钟) เป็นหน่วยนับเวลายุคโบราณ หนึ่งเค่อราวสิบห้านาที สองเค่อจึงราวครึ่งชั่วยามเศษ
(9) ดาบหวนโฉ่ว คือดาบคมเดียวที่ปลายด้ามทำเป็นห่วงกลม เป็นอาวุธประจำกายทหารยุคฮั่น
(10) สือจ่าง คือนายสิบ หัวหน้าหน่วยสิบคน อู่จ่าง คือนายห้า หัวหน้าหน่วยห้าคน