# ตอนที่ 30 — กลับบ้าน
ซูหูและอีกสองคนจากไปนานพอสมควรแล้ว ซุนเจินยังตั้งสติไม่ติด
ด้านหนึ่งนั้น เขารู้สึกขบขันซูหู
แรกเริ่มสิบห้าคน ต่อมายี่สิบห้าคน สุดท้ายสามสิบคน แรกเริ่มไม่มีข้าวเปลือกแม้แต่เม็ดเดียว ต่อมาสิบสือ แล้วเป็นยี่สิบสือ สุดท้ายสามสิบสือ ค่อย ๆ คายออกมาทีละนิด ราวกับรีดของออกจากหลอด จนถึง "ขีดสุด" ที่อ้างนั่น หัวหน้าหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ผู้นี้ก็นับว่าเป็นคนมีน้ำใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว
อีกด้านหนึ่งนั้น เขาตื่นตะลึงในบารมีของสวี่จ้ง
สวี่จ้งจากไปอยู่เอี้ยงเต๊กแล้ว เพียงส่งน้องชายผู้ยังไม่เจริญวัยของตนออกหน้าแทน ไปกลับชั่วเวลาเพียงครึ่งมื้ออาหาร ก็จัดการเรื่องที่ฝานซ่างทำไม่สำเร็จให้ลุล่วงได้ พึงรู้ว่า ฝานซ่างนั้นไม่เพียงเป็น "พลศาลาประจำศาลานี้" หากยังเป็นคนพื้นถิ่นด้วย ส่วนสวี่จ้งเป็นเพียงราษฎรสามัญ ทั้งยังไม่ใช่คนถิ่นนี้เสียอีก
เขานึกอยู่ว่าตนประเไม่นกำลังบารมีของสวี่จ้งไว้สูงแล้ว แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เขากลับถอนใจอยู่ในใจว่า "บารมีของคน ๆ เดียวยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้! ข้ายังประเไม่นสวี่จ้งต่ำไปเสียอีก ……ไม่น่าเล่าเขาจึงกล้าบุกศาลาของข้าแต่เพียงลำพัง"
ตู้หม่าย ฮองตงและทุกคนยังอยู่ในลาน วิพากษ์กันถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
ฮองตงยิ้มพูดว่า "ซูหูขึ้นเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่เมื่อสามปีก่อนใช่ไหม? ……ไอหยา สามปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเขาใจกว้างถึงเพียงนี้! ถึงกับยอมออกคนสามสิบ ข้าวเปลือกอีกสามสิบสือ" แล้วยกย่องสวี่จี้ "ท่านสวี่ คราวนี้ล้วนต้องพึ่งท่านแล้ว!"
สวี่จี้หน้าแดงเรื่อ พูดว่า "ข้าน้อยก็ไม่ได้ทำสิ่งใดเลย"
เฉิงเยี่ยนใจร้อนพูดว่า "ท่านรีบเล่าเหตุการณ์ที่ไปเป่ยผิงหลี่ให้พวกเราฟังสักหน่อยเถิด! พวกท่านไม่เห็นหรือ ตอนซูหูจากไปหน้าตาเศร้าหมองดังจะร้องไห้ แต่ก็ยังฝืนยิ้ม ราวกับถูกเชือดเนื้อให้เลือดไหล ฮ่า ๆ สาแก่ใจยิ่งนัก!"
สวี่จี้เล่าว่า "ข้ากับท่านเฉินไปถึงเป่ยผิงหลี่ ประตูหมู่บ้านปิดเสียแล้ว ท่านเฉินตะโกนเรียกให้เปิดประตู พอดีหลี่เจียนเหมิน(1)รู้จักข้า ข้าก็บอกเขาว่ามาตามคำสั่งของแม่ เขาก็นำทางพาข้าไปพบท่านซูคนพี่กับท่านซูคนน้อง ท่านซูคนพี่กับท่านซูคนน้องก็ไปตามหัวหน้าหมู่บ้านในทันที ไม่ทราบว่าทั้งสองพูดอันใดกับหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านท่านซูก็ตามข้ากับท่านเฉินกลับมาด้วย"
เขาพูด "ท่านซูคนพี่" บ้าง "ท่านซูคนน้อง" บ้าง "หัวหน้าหมู่บ้านท่านซู" บ้าง ราวกับท่องคำพันลิ้น แต่ดีที่ทุกคนประจำอยู่ในศาลามานาน รู้ว่า "ท่านซูคนพี่-คนน้อง" และ "หัวหน้าหมู่บ้านท่านซู" ที่เขาพูดถึงคือผู้ใด จึงไม่สับสนงุนงงไป
ซุนเจินถามว่า "ท่านซูคนพี่ ท่านซูคนน้อง ก็คือสองคนที่มาพร้อมหัวหน้าหมู่บ้านท่านซูเมื่อครู่นั้นหรือ?"
สวี่จี้พยักหน้า ตอบว่า "ขอรับ"
ตั้งแต่พวกซูหูมา จนพวกซูหูจากไป "ท่านซูคนพี่-คนน้อง" สองคนนั้นไม่ได้พูดสักคำ ซุนเจินเคยถามชื่อทั้งสอง ทั้งคู่ก็ได้แต่ยิ้ม ไม่ยอมตอบ บอกเพียงว่า "ท่านซุนเรียกคนไปป้องกันโจร พี่น้องพวกข้าถึงคราวก็ต้องมาเป็นแน่"
เฉินเปาพูดว่า "ท่านซูคนพี่ท่านซูคนน้องสองพี่น้องนี้ พี่ชายชื่อซูเจ๋อ น้องชายชื่อซูเจิ้ง อย่าดูว่าอายุยังน้อย แต่ลำดับอาวุโสในตระกูลสูง หัวหน้าหมู่บ้านซูหูยังต้องเรียกทั้งสองว่าท่านอา ยิ่งไปกว่านั้น สองพี่น้องยังกล้าหาญเกินคน ปีก่อน ๆ เวลาหมู่บ้านนั้นตีกับหมู่บ้านอื่นแย่งน้ำแย่งที่ดิน ก็มักเป็นสองคนนี้ที่โถมนำหน้า ยามปกติก็ชอบวิ่งเข้าช่วยเหลือผู้ตกยาก จึงเป็นที่ไว้วางใจของคนในตระกูล โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มมีบารมีไม่น้อย ……บางทีก็เพราะสองเหตุนี้ ซูหูจึงเปลี่ยนใจ"
จากการที่พี่น้องตระกูลซูกล้าร่วมล้อมศาลา ก็พอเห็นได้ว่าทั้งสองเปี่ยมความกล้าและมีน้ำใจนักเลง มีความกล้า มีน้ำใจ ทั้งยังชอบช่วยเหลือผู้ตกยาก บารมีในตระกูลย่อมสูงเป็นธรรมดา
แม้ว่าผู้เป็น "หัวหน้าหมู่บ้าน" ส่วนใหญ่จะคัดจากผู้ "ปากกล้าแข็งขัน" และซูหูก็ "ปากกล้าแข็งขัน" จริง ถึงกับกล้าปฏิเสธคำขอของนายกองศาลา แต่ดังคำที่ว่า "เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนแกร่งยังมีคนแกร่งกว่า" ครั้นมีผู้แข็งแกร่งกว่าปรากฏตัวขึ้น เขาก็ได้แต่ยอมก้มหัวอดกลั้น
"ถุย!"
เฉิงเยี่ยนถ่มน้ำลายลงพื้น พูดอย่างดูแคลนว่า "ไอ้ซูหูลูกบ่าวไพร่นั่น! ตอนแรกยโสโอหังถึงเพียงนั้น พอหันหลังกลับก็ยอมก้มหัวต่ำลงสามชั้น สิ้นไร้สัจจะศักดิ์ศรี จะนับเป็นลูกผู้ชายได้อย่างไร!"
ซุนเจินส่ายหน้า ยิ้มพูดว่า "จะพูดเช่นนั้นไม่ได้ คนที่ออกมานั้นเป็นคนในหมู่บ้าน หาใช่คนในบ้านของซูหูเองไม่ ข้าวเปลือกที่ออกมา คาดว่าก็คงเป็นครัวเรือนมั่งมีในหมู่บ้านช่วยกันรวบรวม ไม่ใช่ซูหูออกเอง ที่ซูหูตอนแรกบอกปัดพวกเรา ไม่ยอมออกคนเพิ่ม ก็เพราะเห็นแก่ราษฎรในหมู่บ้านของตนอยู่เหมือนกัน!"
"ถ้าอย่างนั้นเขาก็เป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่ดีน่ะสิ?"
"นั่นเป็นธรรมดา ……ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ตั้งแต่ข้ามาประจำศาลา พวกเราไม่เคยได้พักผ่อนเลย เจ้าฝานน้อย ข้าจำได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนเจ้ายังอยากขอลากลับบ้าน ตอนนั้นยุ่งอยู่ ข้าจึงยังไม่อนุญาต บัดนี้ธุระที่ควรทำก็ทำเกือบเสร็จสิ้นแล้ว เพียงรอให้แต่ละหมู่บ้านส่งคนมา ก็จะเริ่มฝึกปรือป้องกันโจร อาศัยช่วงว่างนี้ พรุ่งนี้พวกเราหยุดพักสักวัน กลับไปเยี่ยมบ้านกันเถิด เป็นอย่างไร?"
เฉิงเยี่ยนดีใจพูดว่า "จริงหรือ? ไอหยา ในที่สุดก็ได้กลับบ้านเสียที นับไปก็สิบกว่าวันไม่ได้กลับแล้ว ไม่รู้ว่าแม่จะคิดถึงข้าบ้างไหม"
เฉินเปาหยอกเฉิงเยี่ยนว่า "แม่ท่านจะคิดถึงท่านหรือไม่ พวกข้าไม่รู้ แต่ท่านจะคิดถึงเมียท่านหรือไม่ พวกข้ารู้ดีแน่!"
เฉิงเยี่ยนหน้าแดงก่ำขึ้นทันที ทั้งอายทั้งโกรธว่า "ข้าจะคิดถึงเมียข้าหรือไม่ เกี่ยวอะไรกับเจ้า! ต่อให้ข้าคิดถึงขึ้นมา เจ้าจะทำอะไรข้าได้?"
เฉินเปายิ้มพูดว่า "จะทำอะไรได้เล่า? ก็แค่เรื่องบนเตียงนั่นไม่ใช่หรือ? คงไม่ถึงกับให้ข้าทำแทนกระมัง? ข้าน่ะรับไม่ไหวดอก"
เฉิงเยี่ยนโกรธจัด เอื้อมมือไขว่คว้าเฉินเปา เฉินเปาหลบหลีกอย่างว่องไว กระโดดไปอีกข้าง ร้องว่า "ท่านไม่อยากให้ข้าทำแทน ก็บอกตรง ๆ สิ! จะลงไม้ลงมือทำไม? เอาอย่างไรกันแน่? หรือว่าอยากให้ข้าขึ้นเตียงด้วย? ข้าน่ะรับไม่ไหวจริง ๆ ดอก"
ทุกคนพากันหัวเราะลั่น แม้แต่เฉิงเยี่ยนเองก็อดหัวเราะไม่ได้
ซุนเจินยิ้มพูดว่า "อย่าเพิ่งวุ่นวายกันก่อน ในศาลาต้องมีคนเฝ้ารักษาไว้ จะให้ไปกันหมดพร้อมกันทีเดียวไม่ได้ พวกเจ้าผู้ใดยอมอยู่เฝ้า? ผู้ที่อยู่เฝ้าจะได้พักช้าไปวันหนึ่ง เลื่อนไปหยุดวันมะรืนแทน"
พี่น้องตระกูลฝานไม่ยอมอยู่ เฉิงเยี่ยนก็ไม่ยอม ส่วนตู้หม่ายที่บ้านมีลูกเล็ก ก็อยากกลับไปดูแลด้วย สุดท้ายจึงมีแต่ฮองตงกับเฉินเปาที่ยอมอยู่เฝ้า
"ก็ตกลงตามนี้ ฮองตง อาเปา ขอให้ลำบากไปอีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้เช้า ตู้หม่าย อาเยี่ยน ท่านทั้งสองก็กลับได้แล้ว ……อย่าลืม อีกสองวันอย่ากลับมาสายนัก"
ทุกคนรับคำพร้อมกัน
ซุนเจินกับสวี่จี้เดินกลับลานหลัง พอผ่านตู้หม่าย ก็หยุดเอ่ยด้วยความห่วงใยว่า "ตู้หม่าย วันนี้วิ่งมาทั้งวัน คงเหนื่อยล้าเต็มที รีบพักผ่อนเสียเถิด!" แล้วปลดจี้หยก(2)จากเอวมอบให้ ยิ้มพูดว่า "ข้าได้ยินอาเปาบอกว่า อีกไม่กี่วันก็เป็นวันเกิดของหลานน้อยข้า พรุ่งนี้ข้าต้องเข้าเมือง ไม่อาจไปเยือนถึงบ้านด้วยตนเอง จี้หยกชิ้นนี้ก็ขอมอบเป็นของกำนัลแทนแล้วกัน"
"นี่ ……นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!"
ซุนเจินไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธ ยัดใส่มือเขาจนได้ แล้วเดินกลับลานหลัง
ตู้หม่ายยืนอยู่ท่ามกลางความมืดยามค่ำของลานหน้า กำจี้หยกไว้ในมือ มองตามแผ่นหลังของเขา สีหน้าซับซ้อนยากหยั่ง
……
รุ่งขึ้นเช้าตรู่ ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ซุนเจินก็ตื่นขึ้นแล้ว ชำระล้างเสร็จก็จูงม้าออกจากศาลา ย่ำแสงอรุณมุ่งหน้าเข้าเมือง
— ตู้หม่าย เฉิงเยี่ยน พี่น้องตระกูลฝาน ตื่นเช้ากว่าเขา ทั้งออกเดินทางก่อนเขาเสียอีก
เมื่อคืนตอนกลับลานหลัง เขาได้ถามแม่เฒ่าสวี่เป็นพิเศษว่าอยากไปเมืองด้วยกันหรือไม่ แม่เฒ่าสวี่อายุมากแล้ว ไม่อยากเคลื่อนไหวไปไหน ในเมื่อนางไม่ไป สวี่จี้ก็ต้องอยู่ดูแลนาง ไปด้วยไม่ได้เช่นกัน เขาจึงควบม้าไปลำพัง ต้องสายลมฤดูสารทยามเช้า รู้สึกกระชุ่มกระชวยใจ เร่งม้าฝีเท้าจัดไปตลอดถนนหลวง เพียงชั่วยามเศษ(3)ก็แลเห็นประตูเมืองเองอิมแล้ว
เองอิมเป็นอำเภอใหญ่ เส้นรอบเมืองเจ็ดแปดลี้ ก่อนเกิดโรคห่า ในเมืองมีราวหมื่นครัวเรือน สี่หมื่นกว่าคน ครั้นเกิดโรคห่าก็ล้มตายไปไม่น้อย คราวสำรวจสำมะโนราษฎรเดือนแปดปีนี้ นับได้ว่ายังเหลือราษฎรอยู่สามสี่หมื่นคน
กำแพงเมืองก่อด้วยดินอัดแน่น สูงราวห้าจั้ง หนากว่าสามจั้ง เปิดประตูเมืองสี่ด้าน หอมุม เชิงเทินหน้ากำแพง และเครื่องป้องกันต่าง ๆ ล้วนครบครันบริบูรณ์ นอกเมืองมีลำน้ำ เหนือลำน้ำมีสะพานหิน ซุนเจินลงจากม้าที่เชิงสะพาน จูงม้าข้ามไป
น้ำในคูเมืองลึก คลื่นเขียวระยับ เดินอยู่บนสะพาน ไอน้ำโชยกระทบหน้า ชวนให้รู้สึกเยือกเย็น
เพราะเขากลับจากศาลามาแต่เช้า ยามนี้บนสะพานจึงยังมีผู้สัญจรไม่มากนัก สตรีนางหนึ่งแต่งกายเรียบง่ายอย่างชาวบ้าน บางทีอาจเข้ามาเยี่ยมญาติในเมือง เดินอยู่ข้างหน้า มือข้างหนึ่งหิ้วกระจาดไม้ไผ่ที่มีผ้าคลุมไว้ อีกมือหนึ่งจูงเด็กผมจุกอายุราวห้าหกขวบ
เสียงกีบม้ากระทบดังจนเด็กสะดุ้ง เดินไปสองก้าวก็หันมองครั้งหนึ่ง อมนิ้วเพ่งดูซุนเจินกับม้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น สตรีนั้นกระชับมือเด็กไว้แน่น หันมามองซุนเจินอย่างรวดเร็ว แล้วก้มหน้ากระซิบกับเด็กสักคำ ก่อนหลีกไปยังข้างสะพาน แม้ซุนเจินจะหน้าตาหมดจดงดงาม แต่จูงม้า พกอาวุธ ที่สำคัญที่สุดคือโพกผ้าเจ๋อจิน(4)สีแดง ย่อมไม่ใช่ราษฎรสามัญแน่ อย่างน้อยก็ต้องเป็นขุนนางเจ้าหน้าที่ การหลีกทางให้ไว้ก่อนย่อมไม่ผิด
เดิมซุนเจินตั้งใจจะรอให้สองคนนั้นข้ามสะพานไปก่อนแล้วค่อยข้าม แต่เมื่อสตรีนั้นหลีกทางให้แล้ว เขาก็ไม่ใช่คนชอบเล่นตัว จึงก้าวผ่านไปทางด้านข้างอย่างเร็ว สตรีนั้นก้มหน้าไม่กล้ามอง ส่วนเด็กนั้นใจกล้า พอม้าเดินผ่าน ก็ยื่นมือออกมาอยากลูบ ม้าตัวนั้นแม้เป็นม้าแก่ ไม่ใช่ม้าศึก แต่ก็มีศักดิ์ศรีในตัว ไหนเลยจะยอมให้เด็กลูบเล่นได้? จึงพ่นลมจมูกฟี้ จนเด็กตกใจรีบหดมือกลับ
ซุนเจินกล่าวขอขมาว่า "ม้าเลวนิสัยร้าย ทำให้เจ้าตกใจ ขอโทษด้วย"
สตรีนั้นกระอึกกระอักไม่กล้าตอบ พอกล่าวขอขมาเสร็จ ซุนเจินกำลังจะก้าวต่อ ก็ได้ยินเสียงผู้หนึ่งหัวเราะดังว่า "นี่ไม่ใช่ท่านซุนหรอกหรือ?" เขาหยุดเท้าหันมอง เห็นเกวียนเทียมวัวค่อย ๆ ขึ้นสะพานหินมา
บนเกวียนมีผู้คุกเข่านั่งอยู่คนหนึ่ง อายุสามสิบกว่า หน้าขาวหนวดยาว คือเซ่อฟู(5)ประจำตำบลนี้ นามเซี่ยอู่
ซุนเจินปล่อยบังเหียน คำนับลึกพูดว่า "เจิน(6)ขอคารวะท่านเซี่ย"
เซี่ยอู่วางมือบนคานไม้หน้าเกวียน ลุกขึ้นยืน เอนกายรับคำนับ ยิ้มพูดว่า "ท่านกลับมาแล้วหรือ?"
"วันนี้หยุดพัก จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน"
"บังเอิญเสียจริง! วันนี้ข้าก็หยุดพัก เห็นว่าอากาศแจ่มใส จึงเข้ามาเดินเล่นในเมือง"
ขณะพูดกันอยู่ เกวียนวัวก็ใกล้มาถึงด้านหน้า ถนนบนสะพานกว้างอยู่ แต่เกวียนของเซี่ยอู่เทียมวัวสองตัว รวมกับความกว้างของตัวเกวียน อีกทั้งด้านข้างยังมีสตรีกับเด็กนั้นอยู่ จึงดูคับแคบไปหน่อย ซุนเจินรีบจูงม้าเดินไปข้างหน้า หลีกทางให้
เซี่ยอู่เหลือบเห็นสตรีกับเด็กนั้นแวบหนึ่ง ก็ยิ้มบอกซุนเจินว่า "ท่านซุนสุภาพถ่อมตน อ่อนโยนหนักแน่น แม้แต่เด็กเล็กก็ไม่ดูแคลน ยังกล่าวขอขมาให้ มีกิริยาอันเป็นแบบฉบับของตระกูลผู้ดี สมเป็นบุตรตระกูลซุนจริง ๆ"
"เด็กตกใจเพราะม้าของข้า ความผิดแม้อยู่ที่ม้า แต่ข้าเป็นเจ้าของ จะกล่าวขอขมาก็เป็นการสมควรอยู่เอง"
ลงสะพานแล้ว เกวียนกับม้าเดินเคียงกันไป เซี่ยอู่นั่งลงบนเกวียนตามเดิม ถามว่า "ท่านซุนกลับถึงบ้านแล้วพอจะมีเวลาว่างไหม? ออกมาข้างนอกได้หรือไม่?"
"ท่านเซี่ยมีบัญชาอันใด?"
"ข้าไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของท่าน ท่านก็ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า จะมีบัญชาอันใดกันเล่า! ข้าคิดจะแวะไปเยือนเล่าก๋งเหวินสักหน่อย หากท่านซุนสนใจ ก็ไปด้วยกันสิ! ที่บ้านเล่าก๋งเหวินมีสาวใช้คนหนึ่ง ขับร้องเพลงได้ไพเราะนัก น้ำเสียงใสกังวาน ดังจะพุ่งเสียดเมฆสะกดให้นกหยุดบิน เลื่องชื่อกันว่า 'ไม่แพ้ฉินชิง'(7) สหายสักสามห้าคน สนทนาถึงบัณฑิตผู้มีนาม ดื่มสุราคลอเสียงเพลง รื่นรมย์ไม่ใช่น้อย!"
เล่าก๋งเหวิน ก็คือเล่าหยู ผู้ที่เคยมาศาลาพร้อมฉินกานครั้งก่อน
"วันนี้ท่านเล่าก็หยุดด้วยหรือ?"
เล่าหยูเป็นเสมียนอำเภอ หากยังไม่ถึงวันหยุดก็กลับบ้านไม่ได้ ตามปกติต้องพำนักในหอพักของที่ว่าการอำเภอ เซี่ยอู่ยิ้มพูดว่า "เขาได้รับบัญชาจากท่านนายอำเภอ ไปปฏิบัติราชการที่เอี้ยงเต๊ก จัดการเรื่องได้เรียบร้อยดี ท่านนายอำเภอพอใจยิ่งนัก จึงอนุญาตให้พักอยู่บ้านได้อีกหลายวัน"
"ข้ากลับถึงบ้านต้องไปคำนับผู้ใหญ่ในตระกูลก่อน เกรงว่าจะไม่มีโอกาสฟังเสียงเพลงของสาวใช้ท่านเล่าเสียแล้ว"
"อ้อ? ก็จริง จากบ้านมาหลายวัน สมควรไปคำนับ"
พูดกันไปก็ถึงประตูเมือง สองคนจึงแยกทางกัน
ในเมืองมีผู้คนบนถนนมากกว่านอกเมืองมาก บ้างโพกผ้าเจ๋อจิน บ้างปล่อยมวยผม บ้างสวมเสื้อสั้นกางเกงผ้า บ้างสวมชุดหยาบสะพายดาบ บางคราก็มีบัณฑิตสวมหมวกทรงสูง เสื้อแขนกว้างเดินผ่านมา ผู้คนไปมา แม้ไม่ถึงกับอึกทึก แต่ก็นับว่าคึกคักอยู่
เกวียนวัวคันนั้นของเซี่ยอู่ เทียมวัวสองตัว ดูแปลกตาน่าสะดุดตายิ่ง ซุนเจินมองส่งจนมันปะปนเข้าไปในกระแสผู้คน แล้วก็จูงม้ากลับบ้าน
……
บ้านของเขาอยู่ที่เกาหยางหลี่ ทางด้านตะวันตกของเมือง
เกาหยางหลี่ เดิมชื่อ "ซีห่าวหลี่" ด้วยเหตุที่บุตรแปดคนของซุนซก อันได้นามว่า "แปดมังกรตระกูลซุน" ล้วนมีชื่อเสียงเลื่องลือ อวี้นคางผู้เป็นนายอำเภอเองอิมในเวลานั้นจึงถือเอาว่า "ครั้งโบราณกาลตระกูลเกาหยางมีบุตรผู้มีความสามารถแปดคน บัดนี้ตระกูลซุนก็มีบุตรแปดคนเช่นกัน" แล้วเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านนั้นเป็น "เกาหยางหลี่"
เขาเติบโตมาในเมืองนี้ รู้เส้นทางดี จากถนนใหญ่เลี้ยวลงตรอกเล็ก แล้วจากตรอกเล็กขึ้นถนนใหญ่ วกซ้ายวกขวาตัดลัดทาง ไม่ช้าก็ถึงหน้าหมู่บ้าน "หลี่" ในเมืองก็เหมือนในชนบท มีทั้งกำแพงและประตูหมู่บ้านเช่นกัน
หลี่เจียนเหมิน(1)ผู้เฝ้าประตูนั้นแซ่เติ้ง อายุราวสี่สิบห้าสิบ ขาเป๋ข้างหนึ่ง เห็นซุนเจินจูงม้าเข้าประตูก็รีบออกจากเรือนข้างมาต้อนรับว่า "ท่านซุนกลับมาแล้ว!"
ราษฎรในเกาหยางหลี่ครึ่งหนึ่งแซ่ซุน นอกนั้นยังมีแซ่เติ้งกับแซ่หูอีกสองตระกูลต่างแซ่ ตระกูลซุนมีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วแผ่นดิน ตระกูลเติ้งและตระกูลหูจึงคารวะนับถือบุตรหลานตระกูลซุนทุกคน ซุนเจินยิ้มพยักหน้า พูดว่า "วันนี้หยุดพัก จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน"
"ท่านซุนเพิ่งรับตำแหน่งนายกองศาลา ห่างบ้านไปห้าหกสิบลี้ จากไปตั้งหลายวัน ที่ศาลาเป็นอย่างไรบ้าง? พบเจอเรื่องยุ่งยากอะไรหรือไม่?"
"ทุกอย่างเรียบร้อยดี ขอบคุณท่านเติ้งที่เป็นห่วง"
หลี่เจียนเหมินแซ่เติ้งมองตามแผ่นหลังซุนเจินที่เดินจากไป ส่ายหน้าพลางเอ่ยชมพลางว่า "บุตรหลานตระกูลซุนที่โดดเด่นก็มีมากมาย แต่หากพูดถึงเรื่องมารยาทแล้ว ไม่มีใครเทียบท่านซุนได้เลย!" เขาเห็นจะชอบส่ายหน้าเป็นนิสัย ส่ายหน้าไปพลาง มองตามแผ่นหลังซุนเจินไปพลาง จนเงาลับหายไปแล้ว จึงค่อยหวนกลับเข้าเรือนข้างประตูด้านใน
---
## เชิงอรรถ
(1) หลี่เจียนเหมิน — ยามเฝ้าประตูหมู่บ้าน
(2) จี้หยก — เครื่องประดับห้อยเอวทำจากหยก เป็นเครื่องประดับชั้นสูงสำหรับผู้มีการศึกษา
(3) ชั่วยาม — หนึ่งยามเท่ากับ 2 ชั่วโมง กว่าหนึ่งชั่วยาม หมายถึงราว 1-1.5 ชั่วโมง
(4) เจ๋อจิน — ผ้าโพกศีรษะ ใช้สวมแทนหมวกมงกุฎ สีแดงหรือสีต่าง ๆ บ่งบอกตำแหน่ง
(5) เซ่อฟู — หัวหน้าปกครองระดับตำบล
(6) เจิน — ซุนเจินเรียกตัวเองด้วยชื่อต้น แสดงความอ่อนน้อมต่อผู้มีอาวุโสกว่า
(7) ฉินชิง — ครูเพลงชื่อก้องยุคโบราณ ว่ากันว่าเสียงร้องเพลงของท่านพาดยอดไม้สกัดนกบิน กลายเป็นสุภาษิตหมายถึงเสียงเพลงที่ไพเราะยิ่ง