ครั้นตื่นขึ้น ซุนเจินจดจำได้เลือนรางว่าเมื่อคืนคล้ายฝันเห็นภาพฝันสวาท ในฝันนั้นช่างสุขสมยิ่งนัก
เขาลืมตาขึ้น นอกหน้าต่างยามสายแล้ว แสงแดดเจิดจ้าสาดลอดผ่านกระดาษหน้าต่างทอดเงาบนใบหน้า ให้ทั้งรู้สึกแสบตา ทั้งอบอุ่นเสียจนไม่อยากขยับกาย เขาพลิกตัวหมายจะหลบแสงแดดยามสายของปลายฤดูใบไม้ร่วงนี้ ทว่ามวยผมยุ่งเหยิงดำขลับของใครบางคนกลับแล่นเข้าสู่ดวงตา เขาชะงักไปชั่วครู่ ยื่นมือไปดึงศีรษะของนางที่หมอบอยู่บนเตียงให้หันมา พลางคิดว่า “อูเฟยหรือนี่?”
ภาพต่างๆ จากฝันเมื่อคืนหลั่งไหลทะลักเข้าสมองในบัดดล เขาพลันตระหนักได้ว่า หาใช่ความฝันไม่
อู๋เฟิงหลับตาสนิท ใบหน้างดงามเปื้อนน้ำตาดุจดอกสาลี่ต้องฝน(1) หยาดน้ำตาไหลรินลงจากหางตา เมื่อมองจากใบหน้าเปื้อนน้ำตาลงไป เสื้อชั้นในบางเฉียบถูกทึ้งขาดวิ่นไปแล้ว บนแผ่นหลังเรียบลื่น นอกจากรอยแส้ที่ถูกโบยเมื่อวันก่อน ยังมีรอยรักจากเมื่อคืนเพิ่มขึ้นมาอีก สะโพกกลมกลึงที่ตั้งเด่นขึ้นตามธรรมชาติโดยมิได้จงใจเชิดขึ้น ปรากฏแนวรอยแดงเป็นทาง ซึ่งเป็นรอยนิ้วมือของซุนเจิน ล้วนเกิดขึ้นเมื่อคืนทั้งสิ้น เมื่อมองลึกลงไปในร่องก้น ใต้พงหญ้าหนาทึบ กลับเห็นดอกเบญจมาศสีแดงเรื่อ ซุนเจินเลือนรางจำได้ว่า เมื่อคืนใน 'ความฝัน' เขารู้สึกสุขสมถึงที่หมายถึงสามสี่ครั้ง มีอยู่สองหนดูเหมือนจะจบลงที่ทางด้านหลัง เมื่อคิดดูในตอนนี้ ไม่ว่าจะผ่านทางสายน้ำหรือทางบนบก ก็ล้วนเป็นอู๋เฟิงที่รับเอาทั้งสิ้น
แม้จะเป็นเรื่องของเมื่อคืน กลิ่นอายแห่งความเสเพลหลังจากรักสวาทยังมิได้จางหายไปเสียทีเดียว ยังลอยอ่อนๆ เข้าสู่จมูกของซุนเจิน
"นี่มัน..."
ซุนเจินค่อนข้างลำบากใจ เขาลอบคิดว่า "นับแต่ยกทัพมา มิได้ใกล้ชิดสตรีมาเกือบปีแล้ว เมื่อคืนถูกกามราคะครอบงำจนมิอาจยับยั้ง ถึงขั้นต้องปลดปล่อยหลายครั้ง ที่แท้ก็ข่มกลั้นไว้นานเกินไป" เขาเอื้อมมือลูบคราบน้ำตาบนใบหน้าอู๋เฟิงออก แล้วลอบคิดอีกว่า "นางไม่ได้นอนทั้งคืนร้องไห้มาจนยามนี้กระมัง?"
