# ตอนที่ 192 — ออกเมืองรบพุ่ง
ครั้นข้ามคูเมือง บุกทะลวงเข้าไปในขบวนทัพโพกผ้าเหลืองแล้ว ด้วยซุนเจินสวมเกราะครบครัน ทั้งยังขี่ม้า แรกเริ่มจึงรู้สึกสบายมือ ไม่ได้รู้สึกกดดันแต่อย่างใด ไม่ต้องออกแรงสักนิดก็ตีแนวป้องกันของเหล่าสานุศิษย์ลัทธิภูตหลายร้อยคนที่อยู่นอกคูเมืองแตกกระจาย คนเหล่านี้ว่าเป็นทหารก็จริง แต่แท้แล้วล้วนเป็นชาวนาทั้งสิ้น
เขาออกเมืองมาก็เพื่อปลุกขวัญทหารมณฑล แน่ละย่อมจะหยุดเพียงเท่านี้หาได้ไม่ จึงเร่งม้าควบไปข้างหน้า บุกตะลุยต่อไปอีก
บุกไปได้ไม่ไกลนัก ทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่ห่างออกไปก็วิ่งกรูเข้ามาล้อม ดาบกระบี่หอกเกอ จอบเสียมไม้พลอง อาวุธนานาชนิดระดมฟันเข้ามาอย่างไม่เป็นทิศเป็นทาง
ซุนเจินไม่ได้มีประสบการณ์รบบนหลังม้ามากนัก การศึกครั้งใหญ่เช่นนี้ยิ่งเป็นครั้งแรก พื้นดินยังมีหิมะกองสุมอยู่ ค่อนข้างลื่น เกรงว่าหากยังควบเร็วต่อไป ม้าจะหกล้มหรือถูกผู้คนทำให้สะดุดล้ม จึงผ่อนฝีเท้าม้าลงเล็กน้อย เหยียบโกลนให้มั่นเท้าหนึ่ง หนีบสองขาแนบท้องม้า ปล่อยบังเหียน แล้วกวัดแกว่งทวนยาวจากที่สูงลงต่ำ สะบัดเสียมเหล็กที่ฟาดมายังม้าตัวก่อนออกไป มือไม่ได้ลดละความปรานี ฉวยจังหวะนั้นแทงเข้ากลางอกทหารโพกผ้าเหลืองผู้นี้
ทหารผู้นี้อายุยังน้อย อย่างมากก็สักยี่สิบปี ใบหน้าคล้ำดำ เมื่อครู่ที่เงื้อเสียมฟันฟาดนั้นหามีกระบวนท่าใดไม่ เพียงแกว่งไปแกว่งมาส่งเดช คาดว่าก่อน "ตามโจร" คงเป็นชาวนาธรรมดาผู้หนึ่ง ที่บุกอยู่หน้าสุดของขบวน ก็ไม่พ้นเพราะคนมากใจกล้า อีกทั้งวัยยังหนุ่ม ดุจลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ แต่หาคาดไม่ว่าเพิ่งออกอาวุธ ยังไม่ทันถึงหนึ่งเพลง ก็ถูกแทงกลางอกเสียแล้ว
วันที่หนาวเหน็บถึงเพียงนี้ เขาสวมเพียงเสื้อผ้าป่านหยาบตัวเดียว ปลายทวนอันคมกริบจึงทิ่มเข้าในทรวงอกของเขาโดยง่ายดาย เลือดสดพวยพุ่งบาน เขาก้มมองบาดแผลด้วยความไม่อยากเชื่อ ซุนเจินชักทวนยาวกลับ เลือดสดพุ่งกระฉูด เขาพยายามเอามือปิดบาดแผลโดยไม่รู้ตัว ดาบยาวเล่มหนึ่งก็ฟันเข้าที่คอเขาจากด้านข้าง เขาอยากหันไปดูว่าผู้ใดฟันตน หน้ายังไม่ทันบิดหัน ก็สิ้นแรงล้มลงกับพื้นเสียแล้ว
ผู้ที่ถือดาบฟันเขาคือสวี่จ้ง นับแต่ออกเมืองมา เขาก็ติดตามอยู่ข้างม้าซุนเจินตลอดมา
ซุนเจินกับสวี่จ้งไม่ได้เหลียวมองชาวนาหนุ่มผู้นั้นอีกเลย ควบม้าผ่านศพที่ล้มลงข้างกายเขาไป
แม้ซุนเจินจะเห็นใจทหารโพกผ้าเหลืองที่ลุกขึ้นต่อสู้ ทว่าบัดนี้อยู่ในสนามรบ ทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน เป็นความเป็นความตาย ความสงสารนั้นมีไว้ไม่ได้ อนึ่ง ความสำเร็จของแม่ทัพหนึ่งย่อมแลกด้วยกระดูกหมื่นซาก ศึกครั้งใดเล่าจะไม่มีคนตาย ในเมื่อขึ้นสนามรบแล้ว ก็ต้องเตรียมใจว่าอาจตายในศึก ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ขุนนางผู้สูงศักดิ์ หรือชาวนาราษฎรสามัญ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นทหารเฒ่าที่ผ่านศึกมานาน หรือทหารใหม่ที่เพิ่งขึ้นสนามรบครั้งแรก เมื่ออยู่ในสนามรบก็เหมือนกันทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดจะมาสงสารเจ้า
ซุนเจินควบม้านำหน้า กวัดแกว่งทวนจ้วงแทง สวี่จ้งฟันซ้ายฆ่าขวา ห้าวหาญไร้เทียมทาน เล่าเติ้งมือหนึ่งชูธงแดงสูง อีกมือหนึ่งยังมีเรี่ยวแรงเหลือ ถือทวนฟาดฟัน สามคนนำหน้า บริวารร้อยเศษบุกตะลุยไปไม่มีผู้ใดต้านอยู่ ไม่ช้าก็ฆ่าทหารโพกผ้าเหลืองที่กรูเข้ามาล้อมระลอกแรกแตกกระจัดกระจาย กองทัพโพกผ้าเหลืองมีผู้คนมากมาย ฆ่าแตกไประลอกหนึ่ง ก็มีอีกระลอกหนึ่งกรูเข้ามา บุกฝ่าผู้ที่เข้ามาสกัดล้อมติดต่อกันสามระลอก ซุนเจินก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า
ผู้หนึ่งด้านหน้าเยื้องทางซ้ายเงื้อดาบฟันเข้ามา ซุนเจินไม่หลบไม่หลีก อาศัยว่าทวนยาวกว่า จึงแทงผู้นี้ล้มลงก่อนดาบหวนโฉ่วจะฟันถึง แล้วรีบหันตัวกลับให้ตรง กวัดทวนกวาดขวาง กันทวนยาวเล่มหนึ่งที่แทงตรงหน้าเข้ามาออกไปอีก จากนั้นก็กระโจนม้าบุกไปข้างหน้า ตวาดเสียงดังลั่น กำด้ามทวนแน่น ออกแรงแทงไปข้างหน้า แทงผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้ล้มลงอีกผู้หนึ่ง ม้าไม่หยุดฝีเท้า เหยียบย่ำผ่านร่างผู้นี้ไป
คนกับม้ารวมกันหนักหลายร้อยชั่ง ผู้นี้หลบหลีกไม่ทัน ได้แต่เบิกตามองกีบม้าเหยียบลงบนต้นขาของตน พร้อมกับเสียง "กรอบ" ดังกรอบแกรบ กระดูกขาก็ถูกเหยียบหัก เขาร้องครวญด้วยความเจ็บปวด
เสียงร้องยังไม่ทันขาด ม้าของเล่าเติ้งและม้าของเหล่าบริวารเบื้องหลังก็เหยียบย่ำผ่านร่างเขาไปติด ๆ กัน
เลือดสีแดงสดกระเซ็นกระจายไปทั่ว สาดลงบนหิมะที่กองสุม สาดลงบนม้าและเสื้อผ้าของเหล่าบริวารตำบลตะวันตกกับทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่ใกล้ เสียงร้องอันน่าสยดสยองของเขาก็เงียบหายไปฉับพลัน
วิธีตายเช่นนี้โหดร้ายเกินไปนัก ทหารโพกผ้าเหลืองส่วนมากเป็นชาวนา เห็นเข้าก็ใจคอหวั่นไหวขนหัวลุก พวกเขาไม่เคยผ่านการศึก ที่รวมหมู่เข้าล้อมฆ่าซุนเจินกับพวก แต่เดิมก็เป็นเพียงความวู่วามชั่ววูบ ครานี้ความกล้าฝ่อลง ผู้คนไม่น้อยทิ้งอาวุธ หันหลังวิ่งหนี
ซุนเจินฉวยโอกาสเหลียวมองไปข้างหลัง ไม่ทันรู้ตัว พวกเขาก็ห่างจากคูเมืองมาสองสามลี้แล้ว แลเห็นแต่ไกลว่าบนเชิงเทินมีธงปลิวไสว ได้ยินแต่ไกลว่าในเมืองเสียงกลองดังไม่ขาด ท่ามกลางธงทิวและเสียงกลองนั้น มีผู้คนมากมายขึ้นกำแพงเมืองชมการรบ ส่วนมากเป็นทหารรักษาเมืองที่สวมเกราะถือทวน บุนไท่โส่ว ซุนฮิว ซีจื้อไฉ จงฮิว เฟ่ยช่าง เป็นต้น ก็อยู่ในนั้นด้วย เพียงแต่เพราะระยะห่างไกลเกินไป จึงแยกไม่ออกว่าผู้ใดเป็นผู้ใด
เขาหันหน้ากลับมา เชิดทวนกวาดตามองรอบด้าน ทหารโพกผ้าเหลืองกลุ่มที่ล้อมอยู่ข้างกายนี้แม้จะวิ่งหนีไปทั้งสี่ทิศ ทว่าที่ไม่ไกลนักกลับมีทหารโพกผ้าเหลืองอีกมากมายกรูกันวิ่งเข้ามา
เจียงฉินถือทวน วิ่งเท้าเปล่ามาถึงหน้าม้าเขา ร้องว่า "ท่านซุน ห่างจากเมืองไกลแล้ว จะตีฝ่ากลับไปหรือไม่" บนใบหน้าและเกราะของเขาล้วนเปื้อนคราบเลือด
"บาดเจ็บหรือ"
"ล้วนเป็นเลือดของพวกโจรทั้งสิ้น"
"ม้าของเจ้าเล่า"
"ตอนบุกเข้าขบวนนั้น ม้าตื่นตกใจ ไม่ยอมเดินไปข้างหน้า สุดจะทำอย่างไรได้ ก็จำต้องลงม้ามาด้วยเท้าเปล่า"
ซุนเจินเหลียวมองอีกครั้ง จึงเพิ่งเห็นว่าไม่ใช่แต่เจียงฉินเท่านั้น เหล่าบริวารที่บุกฆ่าตามเขามา ก็มีหลายคนเปลี่ยนจากขี่ม้ามาเดินด้วยเท้าเปล่า
การปะทะในสนามรบนั้นย่อมต่างจากการจับโจรผู้ร้าย ดังเช่นในเวลานี้ นอกเมืองมีคนกว่าสองหมื่น พวกเขาร้อยเศษคนตกอยู่ท่ามกลาง รอบข้างทั้งหน้าหลังซ้ายขวาล้วนเป็นศัตรูที่ดุร้ายราวภูตพราย ทวนหอกกระบี่ง้าวพุ่งฟันเข้ามาหนาแน่นดุจป่าไม้ เสียงตะโกนร้องสะเทือนไปทั่วทุ่ง หากไม่ใช่ม้าศึกที่ผ่านการฝึกปรือมา ก็ทนต่อขบวนทัพอันน่าครั่นคร้ามเช่นนี้ไม่ได้จริง ๆ
คราวนี้ผู้ที่ตามซุนเจินออกเมืองมาร้อยคนล้วนขี่ม้าทั้งสิ้น บัดนี้กวาดตามองดู ที่ยังอยู่บนหลังม้านั้นมีเหลือเพียงราวครึ่งหนึ่ง
อย่างไรก็ดี แม้ผู้คนกึ่งหนึ่งจะทิ้งม้าไป แต่ด้วยเหล่าบริวารล้วนสวมเกราะ ทั้งล้วนเป็นนักเลงมาแต่เดิม อีกทั้งผ่านการฝึกปรือมานาน จึงล้มตายบาดเจ็บไม่มากนัก อนึ่ง แม้พวกเขาจะเปื้อนคราบเลือดทั้งตัวเช่นเดียวกับเจียงฉิน ทว่าน้ำใจกำลังขวัญก็ยังดีอยู่
ซุนเจินคิดในใจว่า "บริวารหลายร้อยคนนี้คือต้นทุนที่ข้าใช้ตั้งเนื้อตั้งตัว วันนี้ปะทะกับโพกผ้าเหลืองเป็นครั้งแรก ไม่ควรสูญเสียมากเกินไป ครั้นมีม้าก็ยังบุกเข้าขบวนต่อไปได้ บัดนี้กึ่งหนึ่งเปลี่ยนมาเดินเท้า หากตกในวงล้อมหนาแน่นเมื่อใด ต่อให้ตีฝ่าออกมาได้ การล้มตายก็ย่อมมาก ไม่คุ้มกับที่เสียไป"
พวกเขาบุกเข้าขบวนมาจนถึงเวลานี้ ทุกแห่งที่ผ่าน กองทัพโพกผ้าเหลืองไม่มีที่ใดไม่แตกพ่าย ได้ปลุกขวัญทหารมณฑลให้ฮึกเหิมขึ้นมากแล้ว แท้จริงก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงภัยต่อไปอีก ในเวลานี้ ก็ได้ยินเสียงกลองดังขึ้นชุดหนึ่งแต่ไกล ซุนเจินมองตามเสียงไป เห็นว่าดังมาจากที่รถศึกของปอไซ ตามเสียงกลองนั้น เหล่าทหารม้าหลายร้อยกับทหารหุ้มเกราะหลายร้อยที่เดิมยืนอยู่ข้างปอไซก็เริ่มเคลื่อนตัว ทิศทางที่เคลื่อนนั้นชัดเจนว่ามุ่งตรงมายังที่ซึ่งเขาอยู่
ซุนเจินรู้แก่ใจว่า นี่ย่อมเป็นเพราะปอไซเห็นพวกเขาห้าวหาญไร้เทียมทาน เกรงว่าทหารโพกผ้าเหลืองจะเสียกำลังใจ จึงเคลื่อนกำลังหลักอันคัดสรรมาแล้วเข้าโอบล้อมปราบปราม
เขาคิดในใจว่า "ทหารม้ากับทหารหุ้มเกราะที่ขบวนใหญ่ของปอไซนั้น มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่เหมือนทหารโพกผ้าเหลืองธรรมดา หากถูกพวกเขาล้อมเข้าก็จะลำบาก" จึงตัดสินใจฉับพลัน แหงนหน้าหัวเราะดังลั่น
เจียงฉินถามว่า "ท่านซุนหัวเราะอะไร"
"ลัทธิไท่ผิงใช้วาจาภูตยุยงปลุกปั่นใจราษฎร รวบรวมพวกชายโง่หญิงเขลาได้สักหน่อยก็สำคัญตนว่ามีกำลังมาก บังอาจก่อกบฏ ไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย กล้ามาล้อมที่ว่าการมณฑลของเรา ข้าแต่เดิมนึกว่าพวกมันจะเก่งกาจสักเพียงใด ที่ไหนได้ บัดนี้พวกเราเพียงร้อยคนออกเมืองมาก็ตีพวกมันจนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ไม่เห็นเป็นกระไรเลย ศัตรูเช่นนี้ยังสู้ฝูงโจรที่พวกเราปราบปรามครั้งอยู่ศาลาฝานหยางไม่ได้ ฆ่าก็ไร้รส ชนะก็ไม่สมศักดิ์" แล้วออกคำสั่งว่า "กลับเข้าเมือง"
เจียงฉินรู้น้ำใจเขา จึงหัวเราะรับเข้ากับเรื่องว่า "ก็จริงอย่างว่า พวกนักพรตภูตช่างไร้เดียงสา ไม่รู้จักความสูงต่ำของฟ้าดิน ว่าก่อกบฏมาล้อมเมือง สู้ว่ามาส่งตัวให้ตายเองไม่ได้ ช่างน่าขันแท้ ๆ" แล้วร้องสั่งเสียงดังว่า "คำสั่งท่านซุน โจรอ่อนแอเช่นนี้ ฆ่าก็ไร้รส ให้หันกลับเข้าเมือง"
ซุนเจินสั่งให้เจียงฉินอยู่คุมท้ายขบวน แล้วชักม้าหันหัว พาสวี่จ้ง เล่าเติ้ง และองครักษ์คนสนิทควบม้ามายังกองหลัง เปลี่ยนกองหลังเป็นกองหน้า สั่งให้เล่าเติ้งชี้ธงแดงไปยังประตูเมือง ร้องตะโกนว่า "ตีฝ่ากลับเข้าเมือง"
พวกเขาออกจากเมืองมาก็ฆ่าฟันมาตลอดทาง ทหารโพกผ้าเหลืองตามรายทางที่ผ่านส่วนมากถูกพวกเขาฆ่าแตกกระจายไปแล้ว ทางกลับเมืองนี้จึงเดินสะดวกกว่าตอนมา หากไม่คาดว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
เดินไปได้ไม่ไกล ทหารโพกผ้าเหลืองสองคนไม่อาลัยชีวิต กวัดแกว่งดาบยาวฟันใส่ม้าซุนเจิน
ซุนเจินอาจเพราะใช้แรงไปมากเกินไป กันไว้ได้เพียงเล่มเดียว อีกเล่มหนึ่งกันไม่ทัน ขาหน้าของม้าจึงถูกฟันบาดเจ็บ
ยังดีที่เขาไหวตัวเร็ว ในชั่วขณะที่ม้าทรุดขาคะมำไปข้างหน้า ก็สลัดโกลนกระโจนตัวลงมา ขณะกระโจนลงนั้น ปลายทวนในมือเขาชี้ขึ้น ด้ามทวนชี้ลง หันปลายทวนไม่ทัน จึงใช้ด้ามทวนฟาดออกไปอย่างห้าวหาญ ฟาดโดนทหารโพกผ้าเหลืองที่ฟันขาหน้าม้าเขา ถูกใต้คางพอดี แล้วกลับมือแทงผู้อีกคนหนึ่งตาย หาคาดไม่ว่าทหารโพกผ้าเหลืองที่ถูกฟาดใต้คางผู้นั้นห้าวหาญดุดันยิ่งนัก ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะมีญาติเพิ่งถูกซุนเจินฆ่าตายระหว่างทางหรืออย่างไร นัยน์ตาพ่นเปลวโทสะแห่งความแค้น ไม่อาทรว่าลิ้นถูกฟันขบไว้ จ้องเขม็งมายังซุนเจิน ร้องอืออือ เลือดไหลออกตามมุมปาก ก็ยังเงื้อดาบกระโจนเข้ามา
ดาบยาวไม่เท่าทวน รบกันไกลย่อมเสียเปรียบ รบประชิดประจัญด้วยอาวุธสั้นย่อมได้เปรียบ
ซุนเจินรีบชักทวนยาวกลับ ถอยหลังสองก้าว หมายจะถ่างระยะให้ห่างจากผู้นั้น คมดาบก็มาถึงตรงหน้าเสียแล้ว
สวี่จ้งกับเล่าเติ้งอยู่ห่างหลังซุนเจินไปหลายก้าว ช่วยไม่ทัน
สวี่จ้งโกรธจนเบิกตาแทบแตก เปล่งเสียงคำรามครั้งแรกนับแต่ออกศึกวันนี้ ออกแรงเหวี่ยงดาบในมือพุ่งออกไป ดาบหมุนคว้างปัดคมดาบที่ฟันลงมายังซุนเจินออกไป เล่าเติ้งโห่ร้องเสียงดัง ก็พุ่งทวนยาวออกไปเช่นกัน ดุจดาวตกไล่จันทร์ ปลายทวนเสียบเข้าทรวงอกของทหารโพกผ้าเหลืองผู้นั้น ทะลุออกหลัง ทหารโพกผ้าเหลืองผู้นั้นถูกทวนยาวพาให้เซถอยไปหลายก้าว อยากจะรวบรวมความกล้าตะลุยเข้ามาอีก ก็สิ้นเรี่ยวแรงเสียแล้ว ถลึงตามองซุนเจินอย่างไม่ยอมจำนน มือกำดาบยาวอย่างหมดแรง ล้มลงกับพื้น
สวี่จ้งเร่งม้าควบมาถึง กระโจนลงมา กล่าวว่า "ท่านซุน ขึ้นม้าเถิด"
เล่าเติ้งก็แกว่งธงควบมาถึงเช่นกัน กลับมือชักดาบประจำกายออก วิ่งมาถึงหน้าซุนเจิน วนรอบซุนเจินครึ่งวง ฟันทหารโพกผ้าเหลืองที่ฉวยช่องบุกเข้ามาให้ถอยไปจนหมด
ครั้งข้ามเขตตีโจรที่ศาลาฝานหยาง ครั้งสังหารเสิ่นสวิ่นด้วยมือตนที่เอี้ยงเฉิง ซุนเจินก็ผ่านภัยอันตรายมาไม่น้อยแล้ว แต่ที่เฉียดความตายใกล้ถึงเพียงนี้ ครานี้เป็นครั้งแรก
ในยามคับขันเป็นตาย เขาตกใจจนเหงื่อกาฬแตกทั้งตัว ค้ำทวนยาวลงกับพื้น ยืนหยัดให้มั่น
เขาไม่รับบังเหียนที่สวี่จ้งยื่นมาให้ เงยหน้ากวาดตามองรอบ ที่ใกล้ ๆ ยังมีทหารโพกผ้าเหลืองราวเจ็ดแปดสิบคน แม้ถูกเล่าเติ้งฟันถอยไป แต่เพราะถูกชายฉกรรจ์ถือดาบผู้หนึ่งที่อยู่ห่างไปสามสี่สิบก้าวเร่งรัดไล่ต้อน จึงยังไม่แตกหนี กลับมีท่าทีว่าจะรวมตัวกันอีก เขาจึงชี้ทวนไปที่ผู้นั้น กล่าวว่า "นี่คือนายโจรน้อย" แล้วถามองครักษ์และบริวารที่ไล่ตามหลังสวี่จ้งกับเล่าเติ้งมาว่า "ผู้ใดจะไปฆ่ามันกับข้า"
สวี่จ้งไม่เอ่ยคำใด วางบังเหียนลง หยิบดาบหวนขึ้น กระโจนก้าวรุดไปข้างหน้า พุ่งเข้าในหมู่ทหารโพกผ้าเหลือง เหยียดตัวฟาดฟันอย่างห้าวหาญ ฆ่าติดต่อกันสี่ห้าคน บุกฝ่าหมู่คนไปถึงหน้าชายฉกรรจ์ผู้สวมเกราะนั้น เขาพุ่งไปรวดเร็วยิ่งนัก นับแต่กระโจนก้าวจนถึงหน้า ใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ชายฉกรรจ์ถือดาบผู้นั้นตกใจกลัวลานยิ่งนัก ไม่มีใจจะรับมือ หันหลังหมายจะหนี สวี่จ้งไล่ตามไปทัน ฉวยแขนเขาไว้ เตะเข้าที่ข้อพับขาเขาทีหนึ่ง
ชายฉกรรจ์ผู้นี้ทรงตัวไม่อยู่ หงายหลังล้มลง สวี่จ้งตัวเตี้ย จึงรองรับแผ่นหลังเขาไว้ วางดาบขวางไว้หน้าคอเขา แล้วชักกลับมาราวกับเชือดไก่ เฉือนขาดคอเขา
สวี่จ้งใช้ดาบเหล็กกล้าร้อยหลอมที่ซุนเจินมอบให้ คมกริบยิ่งนัก เชือดวนรอบคอชายฉกรรจ์ผู้นั้นรอบหนึ่ง ก็ตัดเอาศีรษะของเขาลงมา
ชายฉกรรจ์ผู้นี้สิ้นศีรษะ เหลือแต่ลำตัว เลือดสดพุ่งกระฉูดขึ้นฟ้าจากรอยขาดที่คอ
วิธีตายของคนนั้นมีหลายอย่าง หากว่าถูกกีบม้าเหยียบตายคือความโหดร้ายอย่างหนึ่ง การถูกเฉือนศีรษะก็เป็นการข่มขวัญผู้อื่นอย่างหนึ่ง ทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงไหนเลยเคยเห็นศพไร้ศีรษะ ครั้นเห็นนายโจรน้อยที่เมื่อครู่ยังสง่าน่าเกรงขามถูกสวี่จ้งฆ่าอย่างง่ายดายจนสิ้นศีรษะเช่นนี้ ก็ตกใจกลัวจนขวัญแตก ต่างเบียดเสียดกันร้องระงมหนีกระเจิดกระเจิง
เจียงฉินรับคำสั่งซุนเจินคุมท้ายขบวนอยู่ เมื่อครู่ไล่มาช่วยซุนเจินไม่ทัน ครานี้เห็นสวี่จ้งสง่าน่าเกรงขาม ทหารโพกผ้าเหลืองหวาดกลัว เขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง จึงฉวยโอกาสร้องตะโกนเสียงดังว่า "ข้าคือเจียงแปะฉินแห่งใต้เขต ท่านซุนอดีตตูโหยวฝ่ายเหนืออยู่ที่นี่ ผู้ใดจะมาส่งหัวให้ตาย"
ชื่อเสียงของเจียงฉินในเขตทางใต้นั้นใหญ่อยู่ ชื่อเสียงของซุนเจินทั่วทั้งเขตยิ่งใหญ่กว่า ทหารโพกผ้าเหลืองจึงเพิ่งรู้ว่าตนรบอยู่กับผู้ใด ก็ยิ่งวิ่งหนีเร็วขึ้น พวกที่มาจากข้างหลังไม่รู้รายละเอียด ยังคงรุดหน้าไล่ตามซุนเจินกับพวกอยู่ ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ชนกันยุ่งเป็นกลุ่มก้อน
ทหารที่วิ่งหนีรีบหนี ขณะที่ผลักดันคนที่มาจากข้างหลังเหล่านั้น พลางร้องว่า "ผู้ที่ออกเมืองมาคือซุนหรู่หู่ ผู้ที่ออกเมืองมาคือซุนหรู่หู่"
จากใกล้ไปไกล ชั่วครู่เดียว ทั้งใกล้ทั้งไกลหลายลี้ ทุกหนแห่งล้วนมีเสียงร้อง "ซุนหรู่หู่" "ซุนหรู่หู่" ระงมไปทั่ว
ทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่ใกล้ ที่อยู่ค่อนข้างไกล และที่อยู่ไกล รวมกันมีราวเกือบพันคน ในจำนวนพันคนเศษย่อมมีผู้กล้าอยู่บ้าง จึงมีผู้ที่ได้ยินว่าซุนเจินอยู่ที่นี่ ทะนงในความห้าวหาญของตน ไม่ถอยกลับรุกเข้ามา หมายจะบุกเข้าฆ่าเขาเอาความชอบ แต่ที่มีมากกว่ากลับเป็นพวกที่หรือหยุดฝีเท้าทันที หรือเข้าร่วมกับขบวนที่วิ่งหนี เจ้าชนข้า ข้าชนเจ้า อลหม่านไม่เป็นกระบวน
ซุนเจินแม้มีชื่อเสียงเลื่องลือก้องเกริก ทว่าคำว่า "อดีตตูโหยวฝ่ายเหนืออยู่ที่นี่" หากร้องออกมาตอนแรกออกเมือง ผลย่อมเทียบกับตอนนี้ไม่ได้แน่ ไม่ว่าจะอย่างไร ทหารโพกผ้าเหลืองนอกเมืองก็มีกว่าสองหมื่น ไม่เหมือนคืนที่หิมะตกบุกตีหมู่บ้านครั้งนั้น ซึ่งสานุศิษย์ลัทธิภูตในหมู่บ้านมีไม่มาก คนมากย่อมใจกล้า ชื่อเสียงของซุนเจินแม้ใหญ่เพียงใด ผู้ที่ตามเขาออกเมืองมามีเพียงร้อยกว่าคน ทหารโพกผ้าเหลืองหาจำต้องเกรงกลัวไม่ แต่บัดนี้กลับต่างออกไป เขาตีฝ่าออกมาจากในเมือง แล้วหวนกลับตามเส้นทางเดิม ไปกลับไม่มีผู้ใดต้านอยู่ ทหารโพกผ้าเหลืองแต่เดิมก็ตื่นกลัวอยู่แล้ว ครั้นได้ยินชื่อของเขาอีก ก็ดุจฟางเส้นสุดท้ายที่ทับหลังอูฐให้ทรุด เก้าในสิบของผู้คนสิ้นความกล้าที่จะขัดขวางเขา
ซุนเจินขึ้นม้าของสวี่จ้ง กวัดทวนบุกไปข้างหน้า
สวี่จ้งถือศีรษะนายโจรน้อยผู้นั้นกลับมา คุ้มกันด้วยเท้าเปล่า เล่าเติ้งใช้แขนซ้ายกอดธงใหญ่ มือขวาถือดาบ ตวาดฟาดฟันบุกไป ต้าซู เสี่ยวซู ต้าเกา เสี่ยวเกา เป็นต้น คุมอยู่ตรงกลาง เจียงฉินคุมท้ายขบวนอย่างมั่นคง
ผู้คนทั้งหลายฮึดฮัดแย่งกันรุกหน้า ร่วมแรงบุกไป ดุจไม้ไผ่ที่ผ่าทะลวง ถอยกลับมาถึงริมคูเมืองโดยราบรื่น แล้วข้ามสะพานเข้าเมืองภายใต้การนำของธงแดง
บนเชิงเทิน ในประตูเมือง เสียงกลองยังไม่หยุด เกาซู่กับเฝิงก่งคุมคนตีกลอง ทั้งสองเหนื่อยจนเหงื่อโซมหน้า บุนเพ่งก้าวรุดออกจากช่องประตู มาจูงม้าให้ซุนเจิน ผู้คนทั้งปวงพากันกลับเข้าเมือง
รวมซุนเจิน เล่าเติ้ง เป็นต้นด้วย ตอนออกเมืองมีร้อยเศษคน ตอนกลับเข้าเมืองหายไปเพียงสองคน ศึกครั้งนี้ ฆ่าและทำให้ทหารโพกผ้าเหลืองบาดเจ็บล้มตายหลายร้อย ฝ่ายตนเสียชีวิตในศึกสองคน บาดเจ็บไม่ถึงสิบคน
ประตูเมืองค่อย ๆ ปิดลง ซุนเจินหันหน้ากลับมอง มองผ่านช่องประตูเห็นว่าทหารม้าหลายร้อยกับทหารหุ้มเกราะหลายร้อยที่ปอไซส่งมาโอบล้อมปราบปรามพวกเขายังมาไม่ถึงริมคูเมือง
บุนไท่โส่วลดตัวลงมาด้วยตน นำจงฮิว ซีจื้อไฉ ซุนฮิว หานเลี่ยง เฟ่ยช่าง เป็นต้น ลงจากเชิงเทินมาต้อนรับด้วยตนเอง
บุนไท่โส่วยิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวว่า "หรู่หู่แห่งเองอิม ชื่อเสียงไม่เกินจริงเลย ได้ยินชื่อท่านมานาน วันนี้จึงรู้ความกล้าหาญของท่าน"
จงฮิว หานเลี่ยง และเหล่าเสมียนขุนนางในมณฑลต่างเผยสีหน้าชื่นชมยกย่อง
มีแต่เฟ่ยช่างจวิ้นเฉิงผู้เดียว ที่หน้าผากเหงื่อไหลซิก ขาสั่นเทา หลบ ๆ ซ่อน ๆ หดตัวอยู่หลังผู้คน ไม่กล้าเงยหน้ามองเขา
——
## เชิงอรรถ
(1) ดาบหวนโฉ่ว คือดาบคมเดียวด้ามปลายเป็นห่วงกลม เป็นอาวุธประจำกายทหารราบยุคฮั่น
(2) ลี้ เป็นหน่วยวัดระยะทางของจีน หนึ่งลี้ราวสี่ร้อยเมตรเศษ
(3) ดาบเหล็กกล้าร้อยหลอม คือดาบที่ตีจากเหล็กกล้าชั้นเลิศ ผ่านการตีพับซ้ำกันร้อยครั้งจนเนื้อเหล็กแกร่งและคมกริบยิ่งนัก ยิ่งหลอมมากเหล็กยิ่งดี
(4) หรู่หู่ แปลว่าลูกเสือหรือแม่เสือเลี้ยงลูก เป็นฉายาที่ใช้เรียกซุนเจินด้วยความยกย่องว่าเป็นผู้มีอนาคตและดุร้ายน่าเกรงขามในการรบ