# ตอนที่ 205 — ลวงยอมจำนน
ดังที่ซุนฮิวได้ว่าไว้ ครั้นบุนไท่โส่วฟังกลอุบายของซีจื้อไฉจบลง ก็ลังเลใจตัดสินไม่ตกจริงดังคาด สุดท้ายผู้ที่กล่อมจนเขาเชื่อได้นั้น หาใช่ซุนเจิน ไม่ใช่ซุนฮิวหรือซีจื้อไฉ หากแต่เป็นกุยโต๋
ตระกูลกัวเป็นตระกูลใหญ่แห่งเอี้ยงเต๊ก ตัวกุยโต๋เองก็มากความสามารถอยู่ ทั้งเชี่ยวชาญในการคาดคะเนใจผู้เป็นนาย ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นอินซิ่ว ไท่โส่วคนเก่า หรือบุนไท่โส่วคนปัจจุบัน ต่างก็พอใจในตัวเขา ไว้วางใจยิ่งนัก บุนไท่โส่วจึงเรียกตัวเขาลงมาจากเชิงกำแพงเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสอบถามความเห็น
ผิดความคาดหมายของซุนเจิน กุยโต๋กลับแสดงความเห็นพ้องด้วย
เขากล่าวว่า "ข้าน้อยได้รับบัญชาจากใต้เท้าให้คุมรักษากำแพงด้านตะวันตก ก็เห็นเช่นกันว่าการถอยทัพของพวกโจรย่อมอยู่ในวันสองวันนี้เอง ในยามนี้แล คือเวลาที่พวกเราจะแบ่งเบาความกังวลแทนพระเจ้าแผ่นดิน และแสวงยศถาบรรดาศักดิ์ในสมรภูมิ แม้ใต้เท้าไม่ได้เรียก ข้าน้อยก็กำลังจะมาขอเข้าพบใต้เท้าอยู่พอดี เพื่อขอให้ใต้เท้าส่งทหารออกตีโจร!"
"ถ้าเช่นนั้น ท่านก็เห็นพ้องกับกลอุบายของซีจงด้วยหรือ?"
"ข้าศึกมากเราน้อย หากจะเอาชัย ไม่อาจไร้กลอันแยบยล สิ่งที่ซีจงกล่าวนั้น ก็คือสิ่งที่ข้าน้อยคิดอยู่พอดี"
"ข้าศึกมากเราน้อย หากจะเอาชัย ไม่อาจไร้กลอันแยบยล" ในข้อนี้ ความเห็นของกุยโต๋กับซีจื้อไฉตรงต้องกัน
ซุนเจินคิดในใจว่า "กุยโต๋แม้ใจคอคับแคบ เห็นแก่ตัวยิ่งนัก เอาความเท็จมาประจบนาย หาใช่ขุนนางผู้ซื่อตรงเที่ยงธรรมไม่ ทว่าสายตาและความรู้เห็นก็ยังพอมีอยู่ อีกทั้งมีความกล้าและกลอุบาย แม้ไม่ใช่ยอดคน ก็นับเป็นผู้มีฝีมือคนหนึ่งในยุคสมัย สมแล้วที่วันหน้าเขาจะได้จารึกชื่อไว้ในพงศาวดาร"
กุยโต๋กับซุนเจินและจงฮิวมีเรื่องบาดหมางกันอยู่ แต่ครั้นเผชิญภัยอันร่วมกัน ก็อาจวางความหมางใจลงชั่วคราว ยืนเคียงข้างซุนเจินและจงฮิว ร่วมต้านศัตรูภายนอกได้ เพียงข้อนี้ข้อเดียว แม้เขาจะเห็นแก่ตัวเกินไป ก็ยังดีกว่าพวกคนหาประโยชน์ไม่ได้ที่รู้แต่จะชิงดีชิงเด่นกันเองอยู่มากนัก
ครั้งที่ซุนเจินกับพวกมานั้น บุนไท่โส่วกำลังนอนหลับอยู่ เขานึกว่าบนเชิงเทินเกิดเหตุร้ายประการใดขึ้น จึงลุกขึ้นมาอย่างรีบร้อน มวยผมยังไม่ทันมัดเรียบร้อย ผมขาวยุ่งเหยิงกระเซิง เขาเกาศีรษะอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็ตัดสินใจอย่างยากเย็นว่า "ดีแล้ว ในเมื่อก๋งจิกก็ว่าเช่นนี้ ก็จงทำตามนี้เถิด!"
…
ครั้นได้รับความเห็นชอบจากบุนไท่โส่ว ซุนเจิน ซีจื้อไฉ ซุนฮิว เป็นต้น ก็รีบกลับขึ้นเชิงเทินทันที
จงฮิวได้เกณฑ์ไพร่ราษฎรมารวมทั้งสิ้นกว่าหนึ่งพันคน เพราะกำแพงด้านตะวันออกเป็นทิศที่ทัพโพกผ้าเหลืองมุ่งตีหนักที่สุด ไพร่ราษฎรกว่าหนึ่งพันนี้จึงอยู่ที่กำแพงด้านตะวันออกเสียกว่าครึ่ง ครั้นซุนเจินกลับขึ้นกำแพง ก็สั่งให้คนไปปลุกไพร่ราษฎรเหล่านั้นขึ้นทันที
ว่าตามหลักแล้ว การขุดอุโมงค์เป็นงานที่ต้องอาศัยฝีมือเป็นอันมาก
ประการแรก ต้องกำหนดทิศทางการขุดและความลึกของอุโมงค์ให้แน่ ประการต่อมา ต้องรู้ว่าจะลำเลียงดินออกมาภายนอกอย่างไรจึงจะคล่องรวดเร็ว ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุด ต้องประกันความปลอดภัย ไม่ให้อุโมงค์ถล่มลงในขณะกำลังขุดอยู่
จะให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่อาจขาดผู้ชำนาญการเสียได้
ทว่าสำหรับในเมืองยามนี้ กลับไม่จำต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้น เพราะอุโมงค์ที่พวกเขาคิดจะขุดนี้สั้นนัก ขุดเริ่มจากด้านในกำแพงเมือง เพียงให้ทะลุผ่านกำแพงออกไป เปิดปากอุโมงค์ที่ด้านนอกกำแพงก็เป็นอันใช้ได้
กลอุบายนี้เป็นของซีจื้อไฉคิดขึ้น ซุนเจินจึงมอบหมายภารกิจขุดอุโมงค์ให้แก่เขา ให้เฝิงก่งกับเกาซู่สองคนช่วยกำกับ
ติดต่อกันมาหลายวัน ทุกครั้งที่ทัพโพกผ้าเหลืองเข้าตีเมือง ซีจื้อไฉล้วนอยู่บนเชิงเทินคอยสังเกตการรบ ต่อการจัดวางกำลังพลของทัพโพกผ้าเหลือง ตลอดจนว่าตรงไหนคนมากตรงไหนคนน้อย เขาก็รู้แจ้งอยู่ในใจ เมื่อคืนเขายังเฝ้าสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกทั้งคืน ภูมิประเทศนอกเมืองก็รู้ทะลุปรุโปร่ง จึงได้เลือกตำแหน่งที่เหมาะแก่การขุดอุโมงค์ที่สุดไว้แล้วสามแห่ง
ครั้นรับบัญชาจากซุนเจินแล้ว เขาก็แบ่งไพร่ราษฎรหลายร้อยคนออกเป็นสามหมู่ ให้เฝิงก่ง เกาซู่ และตัวเขาเองต่างคุมไปคนละหมู่ ลงมือพร้อมกัน
ในยามนี้ ฟ้าก็สางรำไรแล้ว
หวั่งโหลว (หอคอยตรวจการณ์)(1) ของทัพโพกผ้าเหลืองนั้น สร้างขึ้นอย่างรีบเร่ง จึงไม่สูงพอ ทั้งยังอยู่ห่างจากเมืองค่อนข้างมาก จากบนหวั่งโหลวอย่างมากก็มองเห็นได้แต่ในเมือง หาเห็นความเคลื่อนไหวด้านในกำแพงไม่ ด้วยเหตุนี้ แม้ฟ้าจะสว่างแล้ว ซุนเจิน ซีจื้อไฉ เป็นต้น ก็ไม่ได้เกรงว่าปอไซจะล่วงรู้การกระทำของพวกตน
ซีจื้อไฉ เฝิงก่ง เกาซู่ นำคนหลายร้อยขุดดินกันใต้เชิงกำแพงอย่างคึกคัก ฝ่ายซุนเจิน บุนเพ่ง ซุนฮิว สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น เล่าเติ้ง คนทั้งหลายยืนอยู่บนกำแพง รับลมยามรุ่งสาง อาศัยแสงฟ้าที่สว่างขึ้นก้มมองค่ายของทัพโพกผ้าเหลือง
ซุนเจินชี้ไปยังหวั่งโหลวสองหลังของทัพโพกผ้าเหลืองที่อยู่ห่างออกไปข้างหน้าหลายลี้ กล่าวแก่บุนเพ่ง สวี่จ้ง เป็นต้นว่า "ตงเงียบ จวินชิง วันหน้าหากมีโอกาสได้ยกทัพออกศึก พวกเจ้าพึงจำไว้ให้มั่น หวั่งโหลวต้องสร้างให้สูงพอ คำว่าหวั่งโหลวนั้น คือหอสำหรับมองการณ์ไกล ซุนจื่อ(2)กล่าวว่า 'รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่ายแพ้' ที่สร้างหวั่งโหลวขึ้นนั้น ก็เพื่อจะมองเห็นความจริงเท็จในเมืองได้ถนัด เพื่อจะ 'รู้เขา' นั่นเอง หากไม่อาจทำเช่นนี้ได้ ก็ดังเช่นยามนี้ พวกเราขุดอุโมงค์อยู่ในเมือง คนนอกเมืองกลับมืดมนไม่รู้สักนิด เช่นนั้นแล้วการสร้างหวั่งโหลวจะมีความหมายอันใดเล่า?"
บุนเพ่ง สวี่จ้ง เป็นต้น พยักหน้ารับว่าจริง
ในการรักษาเมืองหลายวันมานี้ ซุนเจินได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่ก่อนเขาเพียงอ่านตำราพิชัยสงครามมาบ้าง หามีประสบการณ์รบจริงไม่ การรักษาเมืองคราวนี้ และเป็นโชคดีที่คู่ต่อสู้ของเขาคือปอไซ ซึ่งก็ไร้ประสบการณ์เช่นกัน เขาจึงได้โอกาสนำสิ่งที่เคยอ่านมาใช้ให้เกิดผลจริง
บุนเพ่ง สวี่จ้ง เป็นต้น ก็ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่น้อยเช่นกัน พวกเขาเรียนรู้จากตัวซุนเจิน อาทิ "การรบก็คือการช่วงชิงความเป็นต่อในสมรภูมิ" ผู้ใดช่วงชิงความเป็นต่อได้ ผู้นั้นก็ครองความได้เปรียบในสนามรบ จะรุกจะถอยก็ได้ จะตีจะตั้งรับก็ได้ อีกอย่าง เมื่อข้าศึกก่อกวนยามค่ำคืน ก็อาจพลิกกลับจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุก ออกตีก่อนได้ และพร้อมกันนั้นก็แบ่งไพร่พลออกเป็นสองผลัด หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกัน อีกอย่าง ในการรบไม่อาจทุ่มกำลังพลทั้งหมดลงไปจนสิ้น ต้องเหลือกองหนุนไว้กองหนึ่งเสมอ เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินอันไม่ได้คาด อีกอย่าง ในยามคับขัน แม่ทัพต้องกล้ารุก ต้องนำหน้าไพร่พล ครั้นเสร็จศึกก็ต้องปลอบประโลมไพร่พล ร่วมสุขร่วมทุกข์กับไพร่พล ฯลฯ
เฉิงเยี่ยนถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "หากจะมองเห็นความจริงเท็จในเมืองให้ถนัด หวั่งโหลวอย่างน้อยก็ต้องสูงหลายจ้าง สูงถึงเพียงนั้น ไม่เพียงต้องใช้ไม้ ยังต้องใช้ช่างอีก หากไม้ไม่พอ หรือไม่มีช่าง สร้างไม่เป็น จะทำเช่นไรเล่า?"
ในฐานะฝ่ายรักษาเมือง ก่อนข้าศึกจะมาถึง แม่ทัพผู้ช่ำชองมักจะโค่นต้นไม้นอกเมืองให้เตียน ข้อหนึ่งเพื่อไม่ให้ข้าศึกหาไม้ใช้ได้ในที่นั้น ข้อสองก็เพื่อไม่ให้ต้นไม้บดบังทัศนวิสัยจากในเมือง
ซุนเจินเคยอ่าน "ม่อจื่อ"(3) หมวดว่าด้วยการรักษาเมืองมาก่อน
ม่อจื่อเป็นปรมาจารย์ด้านการตั้งรับ เชี่ยวชาญการป้องกันเมือง เหล่าศิษย์สำนักม่อมักช่วยเหลือบ้านเล็กเมืองน้อยให้ต้านการรุกรานของบ้านใหญ่เมืองโต
"หมวดว่าด้วยการรักษาเมือง" นั้น คือตำราพิชัยสงครามที่เขียนขึ้นเพื่อสอนคนให้รักษาเมือง มีทั้งสิ้นยี่สิบบท นับแต่ "เป้ยเฉิงเหมิน (บทเตรียมรับประตูเมือง)" จนถึง "เป้ยเกาหลิน (บทเตรียมรับการบุกจากที่สูง)" "เป้ยที (บทเตรียมรับบันไดปีนกำแพง)" "เป้ยเสวี่ย (บทเตรียมรับการขุดอุโมงค์)"(4) เป็นอาทิ ไม่เพียงไขกลวิธีเข้าตีเมืองทั้งสิบสองอย่างได้ทีละข้อ ทั้งยังพรรณนากฎทหาร การเลือกแม่ทัพ และกลยุทธ์ไว้อย่างละเอียด อีกทั้งบรรยายว่าในยามศึกควรจัดวางผู้คน จัดสรรเสบียงสัมภาระในเมืองอย่างไร กระทั่งควรควบคุมราษฎรในเมืองอย่างไรเพื่อกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นภายใน ก็มีพรรณนาไว้ครบถ้วน นับว่าละเอียดลออไม่ได้ตกหล่นแม้สิ่งเล็กน้อย กล่าวได้ว่า แม้เป็นผู้ที่ไม่รู้พิชัยสงครามเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงมีปัญญาอยู่บ้าง รักษาเมืองตามหมวดว่าด้วยการรักษาเมืองนี้ ก็ประกันได้ว่าเมืองจะไม่เสีย แน่ละ ข้อแม้ก็คือ ข้าศึกต้องไม่ใช่ยอดแม่ทัพ
ในหมวดว่าด้วยการรักษาเมืองนั้น ได้กล่าวไว้ว่า ก่อนข้าศึกจะมาถึง ต้องโค่นแผ้วป่าไม้นอกเมืองให้เตียนเสียก่อน
ครั้นซุนเจินรับบัญชาให้รักษาเมือง ก็ทำตามถ้อยคำในหมวดนี้ ส่งคนออกไปนอกเมืองโค่นต้นไม้ เสียดายแต่ว่าเวลากระชั้นนัก จึงโค่นได้เพียงต้นไม้ใกล้เมือง ไม่อาจโค่นป่าไม้ที่อยู่ไกลออกไปได้หมด
ซุนเจินหันกลับไปมองเฉิงเยี่ยนที่ยืนอยู่เบื้องหลังตน รู้สึกพอใจยิ่งที่เขาตั้งคำถามนี้ขึ้นมาได้
โพกผ้าเหลืองได้ก่อการขึ้นแล้ว แผ่นดินกำลังจะลุกเป็นไฟ ไม่ว่าจะเพื่อรักษาชีวิตให้รอดในยุคทมิฬ หรือเพื่อแสวงยศถาบรรดาศักดิ์ในสมรภูมิ เฉิงเยี่ยน สวี่จ้ง คนเหล่านี้ล้วนจะเป็นกำลังคนสนิทของเขาทั้งสิ้น เขาย่อมหวังให้พวกเขาเติบใหญ่ขึ้นได้เร็วสักหน่อย ไม่ต้องถึงกับเป็นแม่ทัพคุมศึกได้เองโดยลำพัง อย่างน้อยก็ขอให้ใช้การได้ในงานใหญ่ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่กลัวว่าพวกเขาจะถามมาก กลัวแต่ว่าพวกเขาจะไม่มีคำถาม
เขาตอบว่า "อาจก่อดินขึ้นเป็นภูเขาก็ได้"
"ก่อดินขึ้นเป็นภูเขา?"
"ดินนั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง ไม่มีไม้ ก็ขุดดินได้ ก่อขึ้นเป็นเนินดิน ให้สูงข่มเข้าไปในเมือง โดยเฉพาะยามล้อมเมืองเป็นเวลานาน วิธีนี้ใช้ได้ผลดีที่สุด"
บุนเพ่งถามว่า "เพราะเหตุใดเล่า?"
ซุนเจินถ่ายทอดสิ่งที่ตนได้อ่านมาจากตำราพิชัยสงคราม กล่าวว่า "เมื่อตั้งทัพใหญ่ไว้นอกเมือง ไม่เพียงเจ้าจะตีเมือง คนในเมืองก็อาจออกตีเจ้าได้เช่นกัน ฉะนั้น ในยามตีเมือง ไม่อาจคิดแต่จะตี ต้องคิดถึงการตั้งรับด้วย ต้องตั้งค่ายให้มั่น ต้องขุดสนามเพลาะรอบนอกค่ายเสมอ เพื่อป้องกันข้าศึกจู่โจม ดินที่ขุดจากสนามเพลาะนั้น พอดีใช้ก่อเป็นเนินดินได้ นี่แลคือได้สองต่อในคราวเดียว"
"ไม่อาจคิดแต่จะตี ต้องคิดถึงการตั้งรับด้วย ... เพื่อป้องกันข้าศึกจู่โจม"
ในการรักษาเมืองหลายวันมานี้ ซุนเจินได้นำคนออกนอกเมืองจู่โจมทัพโพกผ้าเหลืองถึงสองครั้ง ล้วนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ บุนเพ่ง สวี่จ้ง เฉิงเยี่ยน คนเหล่านี้จึงประทับใจในข้อนี้ลึกล้ำ ยามนี้ได้ฟังถ้อยคำของซุนเจิน ต่างก็เห็นพ้องอย่างยิ่ง บุนเพ่งกล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง!"
"นอกจากนี้ การก่อเนินดินยังมีข้อดีอยู่อีกหลายประการ"
"อือ? ดีอย่างไรเล่า?"
"ประการแรก เนินดินไม่เหมือนหวั่งโหลว ทำลายได้ยาก ประการต่อมา ครั้นก่อเนินดินขึ้นแล้ว อาจส่งเจวียจางซื่อ (พลธนูเหยียบขึ้นสาย)(5) กับพลธนูขึ้นไปบนเนิน อยู่สูงยิงลงต่ำ ระดมยิงลูกธนูเข้าในเมือง ประสานกับทหารราบเข้าตี ประการสุดท้าย หากเมืองมั่นยากตีลง อีกทั้งไพร่พลของเราก็มีมาก ยังอาจค่อย ๆ ต่อเนินดินยื่นยาวไปจนถึงเชิงกำแพงเมือง ให้ไพร่พลผ่านเนินดินบุกขึ้นตีเชิงเทินได้โดยตรง"
ไม่คาดว่าการก่อเนินดินสักลูกหนึ่งยังมีข้อพึงพิเคราะห์มากมายถึงเพียงนี้ บุนเพ่ง เฉิงเยี่ยน สวี่จ้ง คนเหล่านี้ต่างนับถือยิ่งนัก
เฉิงเยี่ยนกล่าวว่า "ยังดีที่ผู้เข้าตีเมืองเป็นเจ้าปอไซเด็กอ่อนนั่น ไม่ใช่ท่านซุน! ไม่เช่นนั้นแล้ว เอี้ยงเต๊กเกรงว่าคงเสียเมืองไปนานแล้ว"
ซุนเจินหัวเราะ ฮ่า ฮ่า กล่าวว่า "สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าอ่านมาจากตำราพิชัยสงครามทั้งนั้น เป็นเพียงการรบบนหน้ากระดาษเท่านั้นเอง" แล้วตบไหล่จงฮิวกับซุนฮิวที่ยืนอยู่ข้างกายเบา ๆ พลางชี้มือไปยังซีจื้อไฉที่กำลังขุดอุโมงค์อยู่ในเมือง กล่าวต่อว่า "ว่าด้วยการเอาชนะข้าศึกแล้ว ยังต้องหยวนฉาง ก๋งตัด จื้อไฉเป็นแน่!"
ซุนฮิวเฝ้าสังเกตค่ายของทัพโพกผ้าเหลืองมาตลอด ในยามนี้กล่าวขึ้นทันทีว่า "เจินจือ ทหารโจรกำลังจะรวมพลเข้าตีแล้ว"
นอกเมือง จากค่ายกลางของปอไซ มีทหารม้าหลายสิบควบออกมา ล้วนชูธงเล็ก แยกย้ายกันควบเข้าค่ายต่าง ๆ ของทัพหน้า ผ่านไปทางใด ไพร่โพกผ้าเหลืองที่เดิมนอนระเกะระกะอยู่บนพื้นพักผ่อนกันอยู่ ต่างก็ลุกขึ้นกันเป็นทิวแถว ไม่ช้า ทั่วทั้งค่ายก็พวยพุ่งควันหุงอาหารขึ้นหลายสิบสาย
ดูตามประสบการณ์การรักษาเมืองหลายวันมานี้ ครั้นพวกมันกินอาหารเช้าเสร็จ ก็จะเปิดการเข้าตีระลอกใหม่
ซุนเจิน ซุนฮิว จงฮิว สบตากันเหลือบหนึ่ง ทั้งสามพยักหน้าพร้อมกัน
"ก็คือเดี๋ยวนี้?"
"ก็คือเดี๋ยวนี้"
ซุนเจินหยิบ "หนังสือยอมจำนน" ที่เขียนเสร็จไว้แต่ครั้งอยู่ที่จวนไท่โส่วออกมาจากอก ส่งให้จงฮิว กล่าวว่า "หยวนฉาง ครั้งนี้บุกลึกเข้ารังโจร ต้องระมัดระวังให้จงหนัก!"
ตามกลอุบายของซีจื้อไฉ ก่อนอื่น "ลวงยอมจำนน" แล้วจึง "ออกตี" อีกทั้งการ "ลวงยอมจำนน" นั้นต้องกระทำก่อนที่ทัพโพกผ้าเหลืองจะเปิดการเข้าตี "ครั้งสุดท้าย" เพื่อบั่นทอนกำลังใจของพวกมัน เช่นนั้นแล้ว ยามนี้ก็คือเวลาแห่งการ "ลวงยอมจำนน" แล้ว
——
## เชิงอรรถ
(1) หวั่งโหลว คือหอสังเกตการณ์หรือหอคอยตรวจการณ์ ใช้สำหรับมองการณ์ไกล สอดส่องความเคลื่อนไหวของข้าศึก
(2) ซุนจื่อ คือปราชญ์พิชัยสงครามนามว่าซุนหวู่ ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ ถ้อยคำที่ยกมาว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่ายแพ้"
(3) ม่อจื่อ คือปราชญ์ผู้ก่อตั้งสำนักม่อ นามเดิมว่าม่อตี๋ เลื่องชื่อในการป้องกันเมือง คำสอนของสำนักม่อเน้นความรักอันเสมอภาคและการต่อต้านสงครามรุกราน
(4) เป้ยเฉิงเหมิน เป้ยเกาหลิน เป้ยที เป้ยเสวี่ย คือชื่อบทในหมวดว่าด้วยการรักษาเมืองของตำราม่อจื่อ หมายถึงบทเตรียมรับประตูเมือง บทเตรียมรับการบุกจากที่สูง บทเตรียมรับบันไดปีนกำแพง และบทเตรียมรับการขุดอุโมงค์ ตามลำดับ
(5) เจวียจางซื่อ คือพลธนูที่ใช้หน้าไม้หนักขนาดใหญ่ ต้องใช้เท้าเหยียบโก่งคันธนูขึ้นสายจึงจะง้างได้ ยิงได้ไกลและแรงกว่าหน้าไม้ธรรมดา