# ตอนที่ 256 — ได้ยินข่าวกลางถนน หยามจวิ้นเฉิง (ตอนปลาย)
ครั้นอ้องอุ้นกับบุนไท่โส่วทักทายปราศรัยกันเสร็จสิ้นแล้ว บุนไท่โส่วก็เชื้อเชิญอ้องอุ้นเข้าสู่จวน ซุนเจินกับเหล่าขุนนางในมณฑลยืนเรียงแถวก้มกายคำนับรับอยู่สองข้างประตูจวน อ้องอุ้นมีฮองฮูสง จูฮี และคนอื่น ๆ แวดล้อมตามเข้าไปในจวน รอจนผู้คนเหล่านั้นเดินผ่านไปแล้ว ซุนเจินจึงก้าวออกจากแถว เข้าหมอบกราบลงข้างกายซุนซอง ฝ่ายซุนซองกำลังตามอ้องอุ้นเข้าไปในจวน จู่ ๆ ถูกซุนเจินกราบเช่นนั้นก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วจึงนึกขึ้นได้ หยุดฝีเท้าลงทันที ปล่อยให้ขงหยงกับคนอื่นเข้าไปก่อน แล้วถามว่า "เจ้าคือซุนเจินหรือ" ซุนเจินหมอบกราบกับพื้น ตอบอย่างนอบน้อมว่า "เจินขอคารวะท่านลุงผู้ใหญ่"
"ลุกขึ้น ลุกขึ้นเถิด" ซุนซองสั่งให้ซุนเจินลุกขึ้น พินิจดูอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้าอย่างพอใจ ใบหน้าฉายรอยยิ้ม แต่มิได้กล่าวคำใด เพียงบอกว่า "ตามท่านฟางปั๋อ(1) ท่านเจ้าเมือง และแม่ทัพทั้งสองขึ้นเรือนไปก่อน ค่อยมาสนทนากับเจ้าทีหลัง"
ครั้งที่ซุนซองจากบ้านไปนั้น ซุนเจินยังเป็นเพียงเด็กน้อย บัดนี้เติบใหญ่บรรลุวัยฉกรรจ์แล้ว รูปลักษณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก ซุนเจินเองก็เกือบจำท่านมิได้ ส่วนท่านยิ่งจำซุนเจินมิได้ ที่จำมิได้แต่เดาออกนั้น ก็เพราะระหว่างทางมายังเองฉวน อ้องอุ้นได้เล่าให้ท่านฟังว่ามีบุตรหลานตระกูลซุนผู้หนึ่งรับราชการเป็นขุนนางอยู่ที่เองฉวน ครั้นมาถึงเองฉวน ได้พบกับอ้องหลานจู่ปู้แห่งเมืองเองฉวน อ้องหลานก็เล่าถึงคุณงามความชอบในการศึกของซุนเจินให้ฟังเป็นพิเศษ จึงเดาได้ว่าชายหนุ่มผู้หมอบกราบด้วยความเคารพยิ่งผู้นี้น่าจะเป็นซุนเจิน
ครั้นเข้าไปในจวนแล้ว บุนไท่โส่ว ฮองฮูสง จูฮี นายอำเภอเอี้ยงเต๊ก ซุนซอง ขงหยง และคนอื่น ๆ ขึ้นเรือนนั่งประจำที่ เฟ่ยช่าง หานเลี่ยง จงฮิว อ้องหลาน และเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ในมณฑลนั่งเป็นเพื่อน ซุนเจินเป็นเพียงขุนนางกรมประจำมณฑล แต่เดิมหามีฐานะพอจะนั่งร่วมด้วยไม่ ทว่าประการหนึ่งเพราะเขาตั้งความชอบใหญ่หลวงในการปราบโพกผ้าเหลืองที่เองฉวน อีกประการหนึ่งเพราะเป็นหลานในตระกูลของซุนซอง ด้วยเหตุนี้จึงได้นั่งร่วมที่ปลายแถว ส่วนตู้อิ้ว กุยโต๋ และผู้อื่นนั้นหามีฐานะเช่นนี้ไม่ ต้องยืนเฝ้าอยู่ในลานนอกเรือน แม้ซุนเจินได้นั่งร่วม แต่บนเรือนหามีโอกาสให้เขาเอ่ยปากไม่ อ้องอุ้น บุนไท่โส่ว และคนอื่นสนทนากัน เขาได้แต่นั่งฟัง
อ้องอุ้นถามถึงเรื่องราวการปราบโพกผ้าเหลืองที่เองฉวนสองสามคำก่อน ชมเชยความชอบในการศึกของฮองฮูสง จูฮี และบุนไท่โส่ว แล้วจึงถามถึงมาตรการปลอบขวัญราษฎรของบุนไท่โส่ว ครั้นเปลี่ยนเรื่อง ก็โยงไปถึงกองทัพโพกผ้าเหลืองตามแถบยีหลำและแคว้นเฉิน(2) ถามฮองฮูสงกับจูฮีว่าจักยกทัพออกเมื่อใด
ฮองฮูสงกับจูฮีตอบว่า "กำหนดวันยกทัพยังมิได้ตกลง กำลังคอยพระราชโองการอยู่"
อ้องอุ้นกล่าวว่า "ก่อนข้าพเจ้าจะออกจากพระนคร พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ข้าพเจ้าช่วยแม่ทัพทั้งสองปราบโจรขจัดความวุ่นวาย แม่ทัพทั้งสองมีสิ่งใดต้องการ จงบอกมาเถิด ข้าพเจ้าจักช่วยเหลือเต็มกำลัง"
ฮองฮูสงกล่าวว่า "สิ่งอื่นมิได้ขาด ขาดแต่เสบียงกับลูกธนูเท่านั้น"
อ้องอุ้นถามว่า "ขาดไปเท่าใด"
ฮองฮูสงบอกตัวเลขมาสองจำนวน อ้องอุ้นกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจะรีบจัดส่งมาเติมให้โดยเร็ว" คำพูดนี้รับเหมาเสียทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าจะเข้าก้าวก่ายกิจการบ้านเมืองท้องถิ่นแล้ว ทว่าสีหน้าบุนไท่โส่วหาได้เปลี่ยนแปลงไม่ บุนไท่โส่วเป็นผู้นิยมกุมอำนาจที่สุด แต่ขัดสนตรงที่ขณะนี้เอาตัวแทบไม่รอด อย่าว่าแต่อ้องอุ้นถือพระราชโองการมาเลย ต่อให้ไม่มีพระราชโองการ บัดนี้เขาก็ไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องเหล่านี้แล้ว
อ้องอุ้นเอาใจใส่ข้าศึกตามแถบยีหลำและแคว้นเฉินยิ่งนัก สนทนากับฮองฮูสงและจูฮีอยู่นานมาก จนสิ้นแสงตะวันมืดสนิทดี จึงได้ลาไปยังเรือนพักรับรอง
บุนไท่โส่วได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับล้างฝุ่นให้แก่เขา แต่เขาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไป บุนไท่โส่วชวนให้พักในจวนไท่โส่ว เขาก็บ่ายเบี่ยงเสียอีก โดยอ้างตามแบบแผนของราชสำนัก ยืนกรานจะไปพักที่เรือนไปรษณีย์ในเขตอำเภอ จนหมดทางขัด บุนไท่โส่วจำต้องใช้ตูโหยวในมณฑลสองนายส่งเขาไปยังสถานีไปรษณีย์ ตูโหยวนั้นเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสถานีไปรษณีย์ ซุนเจินก็ติดตามไปด้วย
คณะของอ้องอุ้นมีรถม้าและคนติดตามหลายสิบ ดีที่ฮองฮูสง จูฮี และคนอื่นมิได้พักในสถานีไปรษณีย์ อีกทั้งเพิ่งเสร็จศึก ในสถานีไม่มีผู้ใดพักอาศัย จึงพอจัดที่ให้พวกเขาพักได้อย่างขัดสน
ตูโหยวทั้งสองอำลากลับไป ซุนเจินยังคงอยู่มิได้ไป
เหล่าขุนนางและทหารผู้ติดตามของอ้องอุ้นต่างจูงม้า แก้รถ วุ่นวายสับสนกันไปหมด ทำให้สถานีไปรษณีย์ที่เดิมเงียบเหงาภายใต้แสงสนธยานั้นกลับคึกคักขึ้นมา อ้องอุ้นยืนเอามือไพล่หลังอยู่กลางลาน มองดูพวกเขาทำงานกันอยู่ คอยให้ผู้คนในสถานีจัดห้องหับ พลันเห็นซุนเจินอยู่ลำพังมิได้ไปไหน จึงกล่าวยิ้ม ๆ แก่ซุนซองว่า "ท่านอาจารย์ หลานในตระกูลของท่านความชอบในการศึกเกริกไกรนัก ข้าเห็นรูปลักษณ์ของเขาสุภาพอ่อนโยนดั่งบัณฑิต ทว่าได้ยินอ้องหลานบอกว่ายามเข้าตะลุมบอนตัดสินศึกนั้นกล้าหาญองอาจเป็นเลิศ นับเป็นผู้กล้าที่มีทั้งความรู้และฝีมือทัพ" เมื่อครู่ในจวนเจ้าเมือง ซุนเจินได้นั่งร่วมที่ปลายแถว อ้องอุ้นจึงรู้จักเขาแล้ว
ซุนซองยิ้มอย่างถ่อมตนสุภาพ กล่าวว่า "การที่โจรเองฉวนสงบลงได้นั้น เบื้องบนเพราะพระบารมีพระเจ้าอยู่หัว เบื้องล่างอาศัยกำลังของแม่ทัพฮองฮู แม่ทัพจู และท่านเจ้าเมืองบุน ผู้อย่างเจินนั้นเป็นเพียงเด็กรุ่นเล็ก จะมีความชอบอันใดเล่า"
"เอ๊ะ จะกล่าวเช่นนั้นมิได้ มีความชอบก็คือมีความชอบ จะเพราะเป็นบุตรหลานของท่านแล้วไม่นับความชอบนั้นไม่ได้ดอก" อ้องอุ้นเรียกซุนเจินเข้าไปใกล้ ยืนตรงเอามือกุมกระบี่ ชมเชยความชอบของเขาสองสามคำ ซุนเจินถ่อมตัวมิหยุด อ้องอุ้นให้ความรู้สึกแก่คนว่าเป็นผู้แข็งกร้าวยิ่งนัก แม้ยามชมคนก็ยังทำให้รู้สึกแข็งกระด้าง
ฝ่ายขงหยงกำลังบัญชาเหล่าขุนนางและเสมียนขนถ่ายสัมภาระ เห็นอ้องอุ้นสนทนากับซุนเจิน ก็ค่อย ๆ เดินทอดน่องเข้ามา กวาดสายตาพิจารณาซุนเจินขึ้นลง แล้วถามด้วยความใคร่รู้ถึงเรื่องราวศึกปราบโพกผ้าเหลืองที่เองฉวนซึ่งเขาเคยร่วมรบมาก่อน โดยเฉพาะซักไซ้อย่างละเอียดถึงศึกสองครั้งคือคราวช่วยซุนเกี๊ยนริมตลิ่ง กับคราวตีปอไซแตกที่ด้านใต้เมืองอู่หยาง
ศึกสองครั้งนี้ของซุนเจินนั้น อ้องหลานเคยเล่าให้พวกเขาฟัง แต่กล่าวไว้มิแจ่มแจ้ง คราวนี้ครั้นได้ฟังคำตอบโดยละเอียดของซุนเจิน ขงหยงดวงตาเป็นประกาย กล่าวชมไม่ขาดปาก ตบแขนซุนเจิน กล่าวว่า "ผู้กล้าหาญองอาจ ผู้กล้าหาญองอาจหนอ!" แล้วกล่าวแก่ซุนซองว่า "บุตรหลานในตระกูลของท่านองอาจหาผู้เทียบมิได้ เป็นยอดผู้นำรุ่นหลังแห่งเองฉวน อีกสิบปีข้างหน้า ท่านกับข้าก็ต้องหลีกที่ให้เขาแล้ว!"
ขงหยงมีนิสัยเป็นนักอักษรอยู่มาก ใคร่รู้ใคร่เห็นแปลกใหม่ บางทีอาจเพราะตนไม่มีฝีมือขี่ม้ายิงธนู จึงชอบผู้คล่องแคล่วว่องไวเป็นพิเศษ อีกทั้งเป็นคนใจกว้างมีความริษยาน้อย ชอบชักจูงส่งเสริมคนรุ่นหลัง ด้วยเหตุนี้ครั้นได้ฟังความชอบในการศึกอันองอาจของซุนเจินจึงชมเชยอย่างยิ่ง ซุนซองรู้จักนิสัยของเขาเป็นอย่างดี ครั้นได้ฟังถ้อยคำชมเชยซุนเจินก็ยิ้มน้อย ๆ
อ้องอุ้นสนทนากับซุนเจินก็เพราะเขาเป็นบุตรหลานตระกูลซุนเป็นสำคัญ ยืนสนทนาอยู่สองสามคำ จื้อเซ่อฟู(3)แห่งสถานีไปรษณีย์ก็เดินกระหืดกระหอบยิ้มกว้างวิ่งกระย่องกระแย่งเข้ามา บอกว่าจัดห้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว อ้องอุ้นจึงกล่าวแก่ซุนซองว่า "ท่านอาจารย์จากบ้านมาหลายปี วันนี้ได้พบบุตรหลานในตระกูล ย่อมมีเรื่องจะพูดคุยกันมากมาย ข้ากับบุ๋นกื้อ(4)จะมิรบกวนแล้ว" แล้วเรียกขงหยง สองคนพากันจากไปเข้าห้อง
ห้องที่ซุนซองพักก็จัดเรียบร้อยแล้ว ในลานผู้คนและม้าวุ่นวาย หาเป็นที่สนทนาได้ไม่ ซุนซองจึงกล่าวแก่ซุนเจินอย่างนุ่มนวลว่า "เจ้าตามข้าเข้าไปในห้องเถิด"
ซุนเจินรับคำอย่างเคารพ ในห้องจุดเทียนไว้แล้ว ครั้นจากลานอันมืดสลัวเข้ามาในห้อง ตาก็สว่างขึ้น รอจนซุนซองนั่งประจำที่ ซุนเจินจึงยืนเฝ้าอยู่ตรงข้าม ซุนซองยิ้มพลางชี้ไปที่ที่นั่งด้านข้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "เจ้ากับข้าเป็นคนตระกูลเดียวกัน ไม่ต้องถือพิธีรีตอง เจ้านั่งลงด้วยเถิด"
"ขอรับ"
แม้กิริยาวาจาของซุนซองจะเคร่งครัดยึดถือธรรมเนียมอย่างเข้มงวด แต่หาทำให้ผู้คนรู้สึกว่าจงใจไม่ ดุจสายเมฆไหลธารน้ำเลื่อนอย่างเป็นธรรมชาติ เสียงของท่านใสนุ่ม ถ้อยคำอ่อนโยน เป็นผู้เฒ่าที่สุภาพอ่อนโยนมีอัธยาศัย หากจะว่าอ้องอุ้นให้ความรู้สึกแก่ซุนเจินดั่งกระบี่เล่มหนึ่ง ซุนซองก็ดั่งเปลวเทียนบนโต๊ะนี้ อบอุ่นสว่างไสว ทว่ามิร้อนแรง
ซุนเจินนั่งลง นึกในใจว่า "สวี่จื่อเจียงแห่งยีหลำวิจารณ์ซุนซองกับซุนจิ้งไว้ว่า 'สองท่านล้วนเป็นดั่งหยก ฉือหมิงผ่องใสภายนอก ซูฉือชุ่มฉ่ำภายใน'(5) คำวิจารณ์นี้นับว่าแม่นยำเที่ยงตรงนัก" ซุนจิ้งคือพี่คนที่สามของซุนซอง ชื่อรองว่าซูฉือ มีคุณธรรมล้ำเลิศ ปลีกตัวซ่อนกายตลอดชีวิต อายุห้าสิบก็สิ้นไปเสียแล้ว ในบรรดาแปดมังกรตระกูลซุน ซุนซองมีชื่อเสียงมากที่สุด รองลงมาก็คือซุนจิ้ง
ซุนซองถอนใจกล่าวว่า "ข้าจากบ้านมาสิบกว่าปี ยามจากบ้านเจ้ายังเป็นเด็กผมจุก บัดนี้เจ้าเข้าพิธีสวมกวานบรรลุวัยฉกรรจ์ ชื่อขจรไปทั่วมณฑลแล้ว 'ขงจื๊อยืนอยู่ริมธารกล่าวว่า สิ่งที่ล่วงไปก็ดั่งสายน้ำนี้แล'(6) ชีวิตคนเรานั้นดั่งม้าขาววิ่งผ่านช่องแคบ(7) วสันต์คิมหันต์ผ่านไปรวดเร็ว ไม่ทันรู้ตัวข้าก็แก่หง่อมเสียแล้ว!"
"'ขงจื๊อกล่าวว่า ครั้นถึงยามหนาวเหน็บ จึงรู้ว่าสนกับไป๋(8)เป็นไม้ที่ใบร่วงทีหลังสุด' ท่านลุงอายุยังไม่ถึงหกสิบ หานับว่าแก่ไม่"
ซุนซองยิ้มออกมา กล่าวว่า "หกสิบยังนับว่าไม่แก่อีกหรือ ทว่าเห็นความสำเร็จของเจ้าในวันนี้ ข้าก็ปลื้มใจยิ่งนัก บิดามารดาของเจ้าสุขสบายดีอยู่หรือ"
"ครั้งศักราชเอี๋ยนซี(9)ในรัชกาลก่อน เกิดโรคระบาดที่เองฉวน บิดามารดาของข้าพเจ้าล้วนสิ้นไปในคราวโรคระบาดนั้น"
"อ๊ะ สิ้นไปในคราวโรคระบาดหรือ" ซุนซองตกใจยิ่ง พลอยเศร้าสลด กล่าวว่า "แต่ก่อนยามข้าอยู่บ้าน หมกมุ่นอยู่ในตำราคัมภีร์ ไปมาหาสู่กับบิดาผู้ล่วงลับของเจ้าไม่มากนัก ทว่าก็รู้ว่าบิดาของเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์เมตตา น่าเสียดายที่จากไปเสียเร็ว ไม่อาจพบกันได้อีก เฮ้อ จากบ้านมาสิบกว่าปี สิ่งยังอยู่แต่ผู้คนเปลี่ยนไปเสียแล้ว ศักราชเอี๋ยนซีนั้น มิเท่ากับว่าตอนนั้นเจ้ายังอายุไม่ถึงสิบขวบหรอกหรือ"
"ขอรับ"
"แล้วพี่ ๆ ของเจ้าเล่า"
"ก็สิ้นไปในคราวโรคระบาดด้วยกันทั้งสิ้น"
"ปีเหล่านี้เจ้าใช้ชีวิตมาอย่างไร"
"โชคดีที่มีลุง ๆ ในตระกูลคอยดูแล เจินจึงมีกินมีใช้ไม่ขัดสน อีกทั้งโชคดีที่มีพี่จงทง(10)อบรมสั่งสอน เจินจึงได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์"
"เจ้าลำบากมาแล้ว เฮ้อ 'เมื่อฟ้าจะมอบภารกิจใหญ่หลวงแก่ผู้ใด ย่อมต้องให้จิตใจเขาทุกข์ทรมานก่อน ให้กระดูกเอ็นของเขาตรากตรำ ให้ท้องผิวของเขาหิวโหย ให้ตัวเขายากแค้นขัดสน ให้การงานที่เขากระทำติดขัดวุ่นวาย ทั้งนี้เพื่อปลุกใจให้เขาอดทนหนักแน่น เพิ่มพูนสิ่งที่เขายังทำไม่ได้'(11) นี่เป็นคำที่ท่านเมิ่งจื่อ(12)กล่าวไว้ เจ้าจงจำให้มั่น"
"ขอรับ"
"แต่งงานแล้วหรือยัง"
"แต่งงานเมื่อเดือนแปดปีกลาย"
"ได้ลูกสาวบ้านใดมาเล่า"
"ลูกสาวตระกูลตันแห่งอำเภอสวี่"
"ตระกูลตันแห่งอำเภอสวี่หรือ ดี ดีนัก ท่านไท่ชิว(13)อักษรเป็นแบบฉบับแห่งคุณธรรม ความประพฤติเป็นแบบอย่างแห่งบัณฑิต เป็นผู้เฒ่าผู้ทรงคุณแห่งมณฑลเรา รู้แจ้งในหลักการถ่อมตนถอยให้ ลูกสาวบ้านนั้นย่อมเป็นคู่ครองที่ดีของเจ้าแน่แท้" ครั้นได้ยินว่าซุนเจินได้ภรรยาดี ซุนซองก็ยินดีจากใจ หัวเราะออกมาด้วยความเบิกบาน
ซุนเจินกล่าวว่า "วันนี้ค่ำแล้ว รอถึงวันพรุ่งนี้ ข้าพเจ้าจะพานางมาคารวะท่านลุง"
"ดี ดีนัก"
จากบ้านมาสิบกว่าปี เดิมนึกว่าจะไม่มีโอกาสได้พบญาติในตระกูลอีกแล้ว ไม่คาดว่าไม่เพียงได้พบญาติ ทั้งพอกลับมาก็ได้พบบุตรหลานผู้เป็นเลิศอย่างซุนเจิน อีกทั้งได้ทราบว่าเขาได้ภรรยาดี ซุนซองดีใจถึงที่สุด หัวเราะอยู่นานจึงสงบเสียงลง แล้วถามอีกว่า "ลุง ๆ ในตระกูลของเจ้าสุขสบายดีอยู่หรือ"
ซุนเจินรู้ว่าซุนซองกำลังถามถึงพี่น้องของท่าน จึงตอบว่า "ลุง ๆ ล้วนสุขสบายดี ลุงคนที่สองอายุมาก ปีหลัง ๆ นี้ออกอาการชราแล้ว ทว่าจิตใจยังดีอยู่" ลุงคนที่สองนั้นก็คือซุนกุน ซุนซองถอนใจกล่าวว่า "พี่รอง(14)แก่กว่าข้าสิบกว่าปี ยามข้าเป็นเด็ก ท่านกับพี่ใหญ่เป็นผู้สอนหนังสือให้ข้า พี่ใหญ่จากไปเสียเร็ว บัดนี้พี่รองก็แก่ลงแล้ว" กล่าวมาถึงตรงนี้ก็ยิ้มอย่างปลงตก "แม้แต่ข้ายังแก่ นับประสาอะไรกับพี่รอง" แล้วยิ้มกล่าวแก่ซุนเจินว่า "อนาคตของตระกูลเราตกอยู่บนบ่าของพวกเจ้าแล้ว เมื่อครู่เจ้าว่าปีเหล่านี้เจ้าเรียนหนังสือกับซุนฉวีหรือ"
"ขอรับ"
"ซุนฉวียังเป็นคนนิสัยอย่างเดิมอยู่หรือ" แม้ซุนซองจากบ้านมาหลายปี ก็ยังจำได้ว่าซุนฉวีเป็นคนปล่อยตัวปล่อยใจ จึงถามเช่นนี้
"เดือนก่อนโพกผ้าเหลืองที่เองฉวนก่อกบฏ ระรานไปทั่วมณฑล ครั้นพี่จงทงได้ข่าว ก็ฮึดสู้ลุกขึ้น มุ่งมั่นปราบโจรปกป้องเขตแดนคุ้มครองราษฎร มิใช่อย่างเก่าก่อนแล้ว"
"เช่นนี้ก็ดี เช่นนี้ก็ดีนัก!"
พอเอ่ยถึงซุนฉวี ซุนซองก็อดนึกถึงบิดาและอาของซุนฉวีไม่ได้ พลอยสะเทือนใจถอนใจกล่าวว่า "บิดากับอาของซุนฉวีนั้น พี่น้องล้วนมีความสามารถเป็นเลิศ ตั้งใจขจัดขันที ร่วมคิดกับโต้วอู่(15)อดีตแม่ทัพใหญ่ปราบขันที น่าเสียดายที่แผนรั่ว อวี้สิ้นชีพพร้อมหลี่หยวนหลี่(16) ส่วนถานก็ถูกห้ามรับราชการ ซุนฉวีรับการกระทบกระเทือนเช่นนี้ จึงปล่อยตัวปล่อยใจมานับแต่นั้น บัดนี้เขาวางอดีตลงได้ในที่สุด ลุกขึ้นมาเข้มแข็งใหม่ หากผู้ตายมีวิญญาณรับรู้ได้ พี่น้องถานกับอวี้คงจะยินดียิ่งนัก"
บิดาของซุนฉวีคือซุนถาน อาคือซุนอวี้ ทั้งสองเป็นบุตรของพี่ชายซุนซก เป็นลูกพี่ลูกน้องของซุนซอง ทั้งสองมีอายุมากกว่าซุนซองมาก และมีชื่อเสียงก่อนหน้ามากด้วย ซุนถานเคยเป็นไท่โส่วแห่งกังเหลง ซุนอวี้เคยเป็นนายกองแคว้นพ่าย(17) ซุนอวี้ชื่อรองว่าปั๋อซิว มีชื่อเสียงเทียบเท่าหลี่อิง ตู้มี่ เตียวเตี่ยน ติดอยู่ในกลุ่มแปดอัจฉริยะ อันที่จริงในยุคต้นนั้น บุตรสองคนของพี่ชายซุนซกมีชื่อเสียงมากกว่าบุตรแปดคนของซุนซกเสียอีก
ซุนซองกล่าวว่า "ปั๋อซิวชอบคบหาวีรชนทั่วแผ่นดิน คบมิตรกว้างขวาง คนยุคนั้นเรียกขานว่า 'ผู้คบมิตรเลิศในหล้า'(18) เจินเอ๋ย เจ้ากับปั๋อซิวก็มีส่วนคล้ายกันอยู่บ้าง ข้าได้ยินว่าครั้งเจ้าเป็นเซ่อฟูชั้นมีศักดิ์อยู่ตำบลตะวันตก ได้คบหากับเหล่าผู้กล้าหาญดุดันไว้ไม่น้อยใช่ไหม"
ซุนเจินตอบว่า "ขอรับ"
ซุนซองครุ่นคิดกล่าวว่า "ที่เรียกว่าผู้กล้าหาญนั้น ชั้นต่ำก็เป็นโจรขโมย ชั้นกลางมีคุณธรรมสัจจะอยู่ในใจ ชั้นสูงก็ช่วยกู้ภัยของบ้านเมืองและเกื้อกูลพวกพ้อง บัดนี้โจรลุกขึ้นทั่วทุกทิศ เป็นยามที่ผู้กล้าจะได้ใช้กำลังพอดี ผู้กล้าหาญที่เจ้าคบหานั้นใช้การได้ ทว่ารอจนปราบโจรสงบลง กวาดล้างไอพิษร้ายในราชสำนัก ปลอบขวัญราษฎรในแคว้นมณฑลแล้ว ก็ยังต้องอาศัยความเพียรของเหล่าบัณฑิต ภายหน้าเจ้ายังต้องคบหากับบัณฑิตให้มากขึ้น"
ซุนซองปีนี้อายุห้าสิบเจ็ดแล้ว ใกล้หกสิบเข้าไป มีชื่อเสียงแต่หนุ่ม ผ่านชีวิตอันขรุขระมาครึ่งค่อนชีวิต บัดนี้แก่หง่อมลงแล้ว มิใคร่สนใจการบ้านการเมืองนัก ขณะนี้ท่านก็คล้ายกับซุนกุน สิ่งที่ห่วงใยที่สุดคือการเติบโตและความสำเร็จของบุตรหลานในตระกูล บุตรหลานคืออนาคตของตระกูล ตราบใดที่บุตรหลานเป็นเลิศ ตระกูลก็จะรุ่งเรืองเจริญงอกงาม ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสั่งสอนซุนเจินอย่างจริงจัง
ซุนเจินรู้ว่าท่านมีเจตนาดี ไม่โต้แย้ง รับคำอย่างนอบน้อม
ซุนซองจากบ้านมาหลายปี คิดถึงผู้คนในบ้านยิ่งนัก จึงถามถึงซุนเยว่ ซุนเฉิง ซุนฮิว(19)และคนอื่น ๆ อีก คนเหล่านี้ล้วนเป็นดาวรุ่งในตระกูล ซุนเจินเล่าความเป็นไปล่าสุดของแต่ละคนให้ซุนซองทราบทีละคน ในที่สุดกล่าวว่า "ซุนเฉิง ซุนฮิว ขณะนี้อยู่ในค่ายนอกเมือง มิฉะนั้น รอถึงวันพรุ่งนี้ ข้าพเจ้าจะเรียกเขามาคารวะท่านลุง"
"ไม่ต้องดอก กิจการศึกสำคัญกว่า ไม่อาจเอาเรื่องส่วนตัวมาทิ้งเรื่องส่วนรวมได้ บัดนี้คดีพรรคพวก(20)ผ่อนคลายลงแล้ว คราวนี้ข้ากลับมาก็ไม่คิดจะไปไหนอีก โอกาสพบหน้าลูกหลานยังมีอีกมาก" คราวนี้ซุนซองกลับมาด้วยตั้งใจจะกลับมาตายรัง หากมิใช่เพราะโพกผ้าเหลืองที่อิจิ๋ว(21)ระรานหนัก ท่านคงไม่รับการเรียกตัวของอ้องอุ้นด้วยซ้ำ ถามถึงคนในตระกูลแล้ว ท่านก็ถามถึงว่าในอำเภอและที่เกาหยางหลี่มีความเปลี่ยนแปลงอันใดบ้าง
ซุนเจินตอบตามจริงว่า "เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก" แล้วนึกในใจว่า "ดูท่าทางซุนซองคิดถึงบ้านยิ่งนัก" คงคิดถึงบ้านเป็นแน่ ซุนซองออกรับราชการเมื่ออายุสามสิบเก้า ปีนั้นเองก็ประสบคดีพรรคพวก ต้องหลบลี้ซ่อนกายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฮั่นสิบกว่าปี ห่างไกลถิ่นฐาน อาศัยอยู่ต่างแดน มิอาจพบหน้าครอบครัว จะมิให้คิดถึงบ้านได้อย่างไร พอราชสำนักผ่อนปรนคดีพรรคพวก คราวกลับมณฑลนี้ท่านแทบอยากเหาะกลับบ้านในทันที เพียงแต่ยังมีภาระราชการติดตัว แม้โพกผ้าเหลืองที่เองฉวนสงบแล้ว แต่โพกผ้าเหลืองตามแคว้นมณฑลในอิจิ๋วอย่างยีหลำเป็นต้นยังมิได้ปราบราบ จึงยังมิอาจกลับไปโดยพลัน
ครั้นถามถึงคนและเรื่องในบ้านแล้ว ซุนซองก็หันมาถามซุนเจินว่า "คราวนี้เจ้าปราบโจรที่เองฉวนตั้งความชอบไว้บ้าง ภายหน้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป" ซุนเจินเป็นบุตรหลานรุ่นเล็กในตระกูลซุนเพียงผู้เดียวที่บัดนี้มีตำแหน่งราชการ ซุนซองขณะนี้เป็นเปี๋ยเจี้ยฉงซื่อ(22) ในแคว้นมณฑลก็พอมีปากมีเสียง ที่ถามคำนี้ก็หมายจะดูว่าตนพอจะช่วยเหลือเขาได้ตรงไหนบ้าง
ซุนเจินตอบว่า "แม่ทัพฮองฮูอยากให้ข้าพเจ้าตามท่านออกไปปราบโจรนอกมณฑล เสนอชื่อข้าพเจ้าเป็นจั่วจวินซือหม่า(23)แล้ว"
"จั่วจวินซือหม่าหรือ"
ซุนซองลูบหนวดครุ่นคิดอยู่ครู่ กล่าวว่า "แม้เป็นขุนนางฝ่ายทหาร แต่ว่ากันตามขณะนี้ก็ยังพอใช้ได้" คนฮั่นแม้มิได้นิยมบุ๋นเหยียดบู๊เหมือนคนยุคหลัง บัณฑิตส่วนมากมีทั้งความรู้และฝีมือทัพ แต่บัณฑิตที่มีทั้งบุ๋นทั้งบู๊กับนักรบที่มีแต่กำลังกล้านั้นยังต่างกัน บัณฑิตมักดูแคลนขุนนางทหารที่มีแต่กำลังกล้า ดังเช่นซุนเกี๊ยน เขาไม่มีชื่อเสียงวงศ์ตระกูล มิได้แตกฉานในคัมภีร์ขงจื๊อ บัณฑิตทั้งหลายจึงมิใคร่ยกย่อง ดูแคลนเอามาก ทว่าว่ากันตามขณะนี้ ศึกยังไม่สงบ การออกเป็นขุนนางทหารก็ยังพอรับได้ ออกไปรบนอกมณฑลก็มีโอกาสตั้งความชอบในการศึกอีก ตั้งความชอบในการศึกอีกก็ได้เลื่อนตำแหน่งอีก
ซุนซองกำชับซุนเจินว่า "แม่ทัพฮองฮูเสนอเจ้าเป็นจั่วจวินซือหม่า ให้เจ้าตามท่านออกไปปราบโจรนอกมณฑล นี่เพราะเห็นความสามารถของเจ้า เจ้าอย่าได้เกียจคร้าน อย่าได้เพียงเพราะตั้งความชอบไว้บ้างแล้วลำพองใจ"
"ขอรับ"
"ตามที่ข้าคาดเดา ก้าวต่อไปแม่ทัพฮองฮูน่าจะไปปราบโจรที่ยีหลำ ครั้นถึงยีหลำแล้ว เจ้าได้พบเตียวเขียม(24)ไท่โส่วยีหลำ จงคารวะถามทุกข์สุขท่านแทนข้า ข้าได้ยินว่าโจรที่ยีหลำกำลังกล้าแข็ง เตียวเขียมพ่ายแพ้ติด ๆ กัน เจ้าจงช่วยท่านสุดกำลัง"
"ขอรับ"
อาของเตียวเขียมคือเตียวเตี่ยนติดอยู่ในกลุ่มแปดอัจฉริยะ มีชื่อเสียงเทียบเท่าซุนอวี้ เป็นมิตรเก่าของตระกูลซุน อีกทั้งเป็นผู้เสนอชื่อซุนซองด้วย ครั้งศักราชเอี๋ยนซีปีที่เก้าในรัชกาลก่อน เตียวเตี่ยนซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งไท่ฉาง(25)เสนอชื่อซุนซองว่าเป็นยอดกตัญญู ซุนซองจึงได้เข้ารับราชการในราชสำนัก ได้รับแต่งตั้งเป็นหลางจง ซุนเจินรู้เรื่องนี้ดี จึงเข้าใจว่าเหตุใดซุนซองจึงสั่งความเช่นนี้
สนทนามาถึงตอนนี้ เทียนบนโต๊ะไหม้ไปได้ค่อนเล่มแล้ว ขงหยงผลักประตูเข้ามา กล่าวยิ้ม ๆ ว่า "เปี๋ยเจี้ยมัวแต่สนทนากับหลานในตระกูล จนลืมแม้แต่ท้องไส้ตนเองแล้วหรือ ครัวทำอาหารเสร็จแล้ว ท่านอ้องให้ข้ามาเชิญเปี๋ยเจี้ยไปร่วมโต๊ะ" แล้วกล่าวยิ้ม ๆ แก่ซุนเจินว่า "เจ้าก็มาด้วยกัน!" ซุนเจินเป็นขุนนางมณฑลชั้นร้อยสือ รู้อยู่ว่าคำของขงหยงนี้เป็นเพียงคำเกรงใจ จึงรีบบ่ายเบี่ยงปฏิเสธ
ซุนซองลุกขึ้น กล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจ้ากลับไปก่อนเถิด ดึกแล้ว ตามทางค่อย ๆ ไป อย่าควบม้าบนถนนให้ตกใจราษฎร"
"ขอรับ"
ซุนเจินเคารพตามซุนซองกับขงหยงออกจากห้อง ส่งทั้งสองไปยังนอกห้องที่อ้องอุ้นพัก ครั้นจะกราบลาไป ซุนซองก็เรียกเขาไว้อีก ยิ้มมองเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ระหว่างแนวรบ คือที่ตั้งศพคน เจ้าฆ่าโจรเพื่อบ้านเมือง ทำได้ดียิ่ง แต่ก็จงระวังความปลอดภัยของตัวเอง อย่าได้ถือความชอบหยิ่งผยอง ประมาทขาดการระวัง คัมภีร์อี้(26)กล่าวว่า 'วิญญูชนเพียรพยายามตลอดวัน ยามค่ำยังหวั่นเกรงดั่งเผชิญภัย ก็จะไร้โทษ'"
ซุนเจินรับคำ
ครั้นออกจากลานสถานีไปรษณีย์ จั่วปั๋อโหวกับหยวนจงชิงที่คอยอยู่นอกลานก็จูงม้าเข้ามา ซุนเจินขึ้นม้า ค่อย ๆ ชักบังเหียน เดินช้า ๆ บนถนน อาบแสงจันทร์ราตรีวสันต์ คิดในใจว่า "แปดมังกรตระกูลซุน ชื่อเสียงหาเกินจริงไม่ ซุนกุน ซุนซองล้วนเป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำ โดยเฉพาะซุนซอง มีกิริยาอ่อนน้อมสุภาพอ่อนโยนของบัณฑิตขงจื๊อ สนทนากับท่าน…" แหงนมองดวงจันทร์กระจ่างกลางฟ้าราตรี นึกในใจว่า "ก็ดั่งอาบแสงจันทร์ราตรีวสันต์นี้ ช่างเป็นผู้เปี่ยมปัญญาและถ่อมตนยิ่งนัก" แล้วนึกอีกว่า "นิสัยของซุนซองในวันนี้เกรงว่าคงเกี่ยวกับชะตากรรมที่ท่านผ่านมา ท่านแก่แล้ว อีกทั้งผ่านความยากลำบากมา จึงอ่อนโยนสุภาพ ไม่รู้ว่ายามท่านยังหนุ่ม ครั้งที่มีกิตติศัพท์ลือเลื่องว่า 'แปดมังกรตระกูลซุน ฉือหมิงไร้คู่เทียม' นั้น จะมีลีลาน่าเงยหน้าแหงนชมเพียงใดหนอ" แล้วนึกถึงมังกรที่สามซุนจิ้งซึ่งมีชื่อเสียงเทียบเท่าซุนซอง นึกในใจว่า "ไม่รู้ว่ามังกรที่สามจะเป็นคนเช่นไร 'ซูฉือชุ่มฉ่ำภายใน' น่าเสียดายที่ท่านจากไปเสียเร็ว ไร้วาสนาได้พบ"
…
ครั้นกลับถึงเรือนพักขุนนางกรมทหาร เฉินจื่อออกมาต้อนรับเข้าห้อง ถามว่า "เหตุใดจึงกลับมาดึกนัก"
"อ้องอุ้นข้าหลวงมณฑลมาถึงวันนี้ ท่านลุงของข้าคือท่านมังกรหก(27)ถูกท่านเรียกตั้งเป็นเปี๋ยเจี้ยฉงซื่อ จึงตามมาด้วย ข้ากับท่านลุงไม่ได้พบกันหลายปี จึงสนทนากันเสียนาน"
"ท่านมังกรหกกลับมาแล้วหรือ"
"ใช่แล้ว วันพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปคารวะท่าน"
แม้เฉินจื่อจะมีคุณธรรม แต่ก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบกว่าขวบ ครั้นได้ยินซุนเจินบอกว่าจะพานางไปคารวะซุนซอง ผู้ใหญ่ในตระกูลที่ชื่อก้องทั่วแผ่นดินซึ่งนางไม่เคยพบ ก็ใจเต้นตึก ๆ ในทันที ทั้งเขินอายทั้งตื่นเต้น มือก็ลูบมวยผมและจัดเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "พรุ่งนี้ค่อยพาเจ้าไปคารวะ เจ้าจะเก็บงำให้เรียบร้อยตั้งแต่ตอนนี้ ตั้งใจจะไม่นอนทั้งคืนหรือ ท่านลุงของข้าเป็นคนใจดีมีเมตตามาก เจ้าอย่าได้ตื่นเต้นไป โอย หิวจะแย่อยู่แล้ว รีบไปยกข้าวมาเร็วเข้า" เฉินจื่อหน้าแดงด้วยความอาย รับคำแล้วรีบไปยกข้าวมา
กินข้าวเสร็จก็เข้านอน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ซุนเจินก็ถูกเสียงเฉินจื่อแต่งเนื้อแต่งตัวเลือกเสื้อผ้าปลุกให้ตื่น หันไปมองที่หน้าต่าง ฟ้าเพิ่งสาง
เขาทั้งขำทั้งจนใจ แต่ก็รู้ว่านี่เพราะซุนซองมีชื่อเสียงใหญ่หลวงเหลือเกิน เฉินจื่อเกรงว่าจะเตรียมการตรงไหนไม่พร้อม จะทำให้ท่านไม่พอใจ ความเรียบร้อยของกิริยาก็เป็นคุณธรรมข้อหนึ่งของสตรีเช่นกัน
อย่างไรเสียก็นอนไม่หลับแล้ว ซุนเจินจึงเอามือยันคาง นอนตะแคงอยู่บนเตียง มองนางแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน
ยามเช้าวสันต์ได้ชมหญิงงามแต่งกาย ก็นับเป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งในชีวิตเช่นกันกระมัง
เฉินจื่อแต่งกายเสร็จ จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าซุนเจินมองนางอยู่ ใบหน้าผ่องก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที
ซุนเจินหัวเราะออกมา กำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงคนเข้ามาในลาน ผู้นี้ฝีเท้าเร็วยิ่ง แทบจะวิ่งมาถึงหน้าประตู ร้องว่า "ท่านซุน ไม่ดีแล้ว!" หาใช่ใครอื่น คือจั่วปั๋อโหว
"มีเรื่องอันใดถึงตื่นตูมตามนัก"
จั่วปั๋อโหวเป็นคนหนักแน่นมั่นคง แต่คราวนี้กลับร้อนใจจนพูดติดขัดไม่เป็นภาษา กล่าวว่า "เล่าเติ้งกับเกาซู่สองคนนั้น สองคนนั้น…"
"สองคนนั้นทำไม"
"สองคนนั้นกำลังรุมตีเฟ่ยช่างจวิ้นเฉิง(28)อยู่กลางถนน!"
## เชิงอรรถ
(1) ฟางปั๋อ — คำยกย่องเรียกข้าหลวงมณฑล (อ้องอุ้นได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงมณฑลอิจิ๋ว) หมายถึงผู้เป็นใหญ่ปกครองหัวเมืองภาคหนึ่ง
(2) แคว้นเฉิน — แคว้นในเขตอิจิ๋ว ใกล้กับยีหลำ
(3) จื้อเซ่อฟู — หัวหน้าสถานีไปรษณีย์/แวะพัก (สถานีจื้อ) ผู้ดูแลงานประจำวันของสถานี
(4) บุ๋นกื้อ — ชื่อรองของขงหยง
(5) สวี่จื่อเจียง — นักวิจารณ์บุคคลผู้ยิ่งใหญ่แห่งยีหลำ เจ้าของเวทีวิจารณ์ "เยว่ตั้นผิง" คำวิจารณ์เดิมว่า "สองท่านล้วนเป็นดั่งหยก ฉือหมิงผ่องใสภายนอก ซูฉือชุ่มฉ่ำภายใน" — ฉือหมิงคือชื่อรองของซุนซอง ซูฉือคือชื่อรองของซุนจิ้ง
(6) วลีจากคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื๊อ "สิ่งที่ล่วงไปก็ดั่งสายน้ำนี้แล ไม่หยุดยั้งทั้งวันทั้งคืน" เปรียบกาลเวลาที่ผ่านไปไม่หวนคืน
(7) ม้าขาววิ่งผ่านช่องแคบ — สำนวนเปรียบชีวิตคนสั้นชั่วพริบตา ดั่งเงาม้าขาวที่ปราดผ่านรอยแยกของผนัง
(8) ไป๋ — ต้นไป๋ (ไม้สนชนิดหนึ่ง ใบเขียวตลอดปี) วลีจากคัมภีร์หลุนอวี่ "ครั้นถึงยามหนาวเหน็บ จึงรู้ว่าสนกับไป๋เป็นไม้ที่ใบร่วงทีหลังสุด" เปรียบวิญญูชนที่คงมั่นในคราวยากลำบาก
(9) ศักราชเอี๋ยนซี — รัชศกหนึ่งในรัชกาลพระเจ้าฮั่นฮวนเต้
(10) จงทง — ชื่อรองของซุนฉวี ญาติผู้พี่และอาจารย์ของซุนเจิน
(11) วลีจากตำราเมิ่งจื่อ ว่าด้วยฟ้ามอบภารกิจใหญ่แก่ผู้ใด ย่อมทดสอบให้ผ่านความทุกข์ยากเสียก่อน
(12) เมิ่งจื่อ — ปราชญ์ใหญ่สำนักขงจื๊อ (เม่งจื๊อ)
(13) ท่านไท่ชิว — คือตันเทียว ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเองฉวน เคยเป็นนายอำเภอไท่ชิว เป็นหนึ่งใน "สี่ผู้เฒ่าแห่งเองฉวน" บรรพชนตระกูลตันแห่งอำเภอสวี่
(14) พี่รอง — คือซุนกุน พี่ลำดับสองในแปดมังกร บิดาของซุนฮก
(15) โต้วอู่ — อดีตแม่ทัพใหญ่ผู้คบคิดกับซุนถาน-ซุนอวี้ปราบขันที ทว่าแผนรั่ว
(16) หลี่หยวนหลี่ — คือหลี่อิง (ชื่อรองหยวนหลี่) ผู้นำกลุ่มแปดอัจฉริยะ สิ้นชีพในคดีกวาดล้างบัณฑิต อวี้ในที่นี้คือซุนอวี้ ส่วนถานคือซุนถาน
(17) นายกองแคว้นพ่าย — ตำแหน่งผู้ปกครองแคว้นพ่าย ที่ซุนอวี้เคยดำรง
(18) ผู้คบมิตรเลิศในหล้า — สมญาที่คนยุคนั้นยกย่องซุนอวี้ ผู้ชอบคบหาวีรชนทั่วแผ่นดิน
(19) ซุนเยว่ ซุนเฉิง ซุนฮิว — บุตรหลานรุ่นหลังในตระกูลซุน
(20) คดีพรรคพวก — การเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต่อต้านขันที ผ่อนปรนลงในศักราชกวงเหอ
(21) อิจิ๋ว — มณฑลที่เองฉวนและยีหลำสังกัด
(22) เปี๋ยเจี้ยฉงซื่อ — ตำแหน่งขุนนางผู้ช่วยใกล้ชิดของข้าหลวงมณฑล ได้ชื่อเช่นนี้เพราะนั่งรถแยกขบวนจากข้าหลวงเวลาออกตรวจการ ถือเป็นภาระหนักครึ่งหนึ่งของข้าหลวงมณฑล
(23) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าผู้ช่วยทัพ นายทหารฝ่ายบัญชาการ
(24) เตียวเขียม — ไท่โส่ว (เจ้าเมือง) แห่งยีหลำ
(25) ไท่ฉาง — หนึ่งในเก้าเสนาบดี ดูแลพิธีบูชาฟ้าและศาสนพิธี
(26) คัมภีร์อี้ — คัมภีร์อี้จิง (ตำราว่าด้วยการแปรเปลี่ยน) วลีนี้มาจากบทเฉียน
(27) ท่านมังกรหก — สมญาเรียกซุนซอง ผู้เป็นมังกรลำดับหกใน "แปดมังกรตระกูลซุน"
(28) จวิ้นเฉิง — รองเจ้าเมือง (ผู้ช่วยเจ้าเมือง) ตำแหน่งของเฟ่ยช่าง