สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 289 รับพระราชโองการปราบตังกุ๋น ออกจากยีหลำ (ตอนต้น)

24 นาที· 5.5K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 289 — รับพระราชโองการปราบตังกุ๋น ออกจากยีหลำ (ตอนต้น)

พระราชโองการบัญชาให้ฮองฮูสงกับจูฮีแบ่งกำลังออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งไปปราบตังกุ๋น อีกทางหนึ่งไปปราบเมืองน่ำเอี๋ยง แม้พระราชโองการลงมาแล้ว ทว่าก็มิอาจถอนค่ายยกออกได้ในทันที ด้วยยังมีกิจอันต้องสะสางอีกมาก

กองทหารเมืองยีหลำบาดเจ็บล้มตายเกือบสิ้น เตียวเขียมผู้เป็นไท่โส่วเวลานี้แทบไม่มีไพร่พลในมือ จำต้องช่วยเขาตั้งกองทหารเมืองขึ้นใหม่ มิฉะนั้น ครั้นฮองฮูสง จูฮี ยกจากไปแล้ว ยีหลำก็อาจกลับลุกเป็นจลาจลอีก

พึงรู้ว่ากองโพกผ้าเหลืองยีหลำกว่าสิบหมื่นนั้น ที่ถูกฆ่าฟันและจับเป็นเชลยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีอีกไม่น้อยที่แตกกระจัดกระจายหนีไปยังถิ่นอื่น หรือซ่อนตัวปะปนอยู่ในหมู่ราษฎร พวกนี้ยังกระสับกระส่ายคิดก่อการ หากไม่มีไพร่พลพอที่จะข่มขวัญไว้ ก็มีหวังจะก่อความวุ่นวายขึ้นอีก เพื่อมิให้ความเป็นไปในยีหลำพลิกผันกลับไปกลับมา ฮองฮูสงกับจูฮีจึงแบ่งเกราะและศัสตราวุธที่ยึดมาได้ให้เตียวเขียมส่วนหนึ่ง อันยีหลำนั้นเดิมก็มีคลังศัสตราวุธเช่นเดียวกับเองฉวน ตั้งอยู่ที่ผิงอวี๋อันเป็นเมืองหลวงของแคว้น ทว่าถูกกองโพกผ้าเหลืองปล้นเกลี้ยงไปแต่แรกแล้ว

ครั้นได้รับศัสตราวุธและเกราะที่ฮองฮูสงกับจูฮีช่วยเหลือมา เตียวเขียมก็ออกประกาศป่าวร้องเกณฑ์ทหารทั่วทั้งแคว้นในทันที

ความจลาจลของพวกโพกผ้าเหลืองทำให้ราษฎรยีหลำมิครอบครัวแตกสลายล้มตาย ก็พลัดที่นาคาที่อยู่ ราษฎรเร่ร่อนจึงมีมาก เพื่อหากินประทังปากท้อง ครั้นประกาศป่าวร้องลงมา ภายในสามวันก็มีคนมาสมัครหลายพัน เตียวเขียมสั่งให้เสมียนในแคว้นคัดเลือกอย่างถี่ถ้วน เลือกเอาแต่บุตรในตระกูลดี มิใช้พวกนักเลงอันธพาล โดยเฉพาะให้ระวังคัดกรองสานุศิษย์ลัทธิไท่ผิงกับทหารโพกผ้าเหลืองยีหลำที่หลุดรอดมา ในที่สุดคัดได้สามพันคน ตั้งเป็นกองทหารเมืองขึ้นใหม่กองหนึ่ง

ครั้งที่ฮองฮูสง จูฮี ซุนเจิน ซุนเกี๊ยน ฟู่เซี่ย แบ่งกำลังตีอำเภอต่าง ๆ ลงได้นั้น บรรดาคหบดีและตระกูลใหญ่ในแต่ละอำเภอก็ถือโอกาสรวมตัวกันตั้งกองกำลังท้องถิ่นขึ้น มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน บ้างหลายร้อยคน บ้างร้อยกว่าคน มีอยู่ทุกอำเภอ กองกำลังเหล่านี้รวมกันเข้าก็ได้ราวสี่ห้าพันคน ดังนี้ ในแคว้นมีกองทหารเมืองสามพัน ตามอำเภอมี "ทหารอำเภอ" ของแต่ละอำเภอ ขานรับกันบนล่าง ก็พอจะรักษาความสงบไว้ได้ชั่วคราว

หลังศึกสงคราม เมืองยีหลำตกอยู่ในความขัดสนยิ่ง มิเพียงไร้ศัสตราวุธ ทั้งยังไร้เงินทอง ไร้เสบียง ด้วยเสบียงและเงินที่เก็บไว้ในคลังแต่ก่อนถูกพวกโพกผ้าเหลืองยีหลำปล้นไปเสียสิ้น ฮองฮูสงกับจูฮีจึงส่งพระให้ถึงตะวันตก ช่วยเหลือเตียวเขียมด้วยเงินทองและเสบียงเพิ่มอีกบ้าง อันที่จริง ของที่ช่วยเหลือเตียวเขียมไปนี้ ไม่ว่าศัสตราวุธก็ดี เงินทองเสบียงก็ดี ล้วนเป็นของเมืองยีหลำเองทั้งสิ้น เพียงแต่ถูกพวกโพกผ้าเหลืองยีหลำปล้นไป แล้วฮองฮูสงกับจูฮีตีคืนมาได้อีกเท่านั้น ถึงกระนั้นของเหล่านี้บัดนี้ก็นับเป็นของที่ยึดมาได้ทั้งนั้น ฮองฮูสงกับจูฮีคุมทหารฮั่นหลายหมื่นเข้าทำศึกก็ต้องอาศัยการลำเลียงเสบียงเช่นกัน ครั้งอยู่ที่เองฉวน เพราะอำเภอทางเหนือของเองฉวนยังมิเสียแก่ข้าศึก บุนไท่โส่วแห่งเองฉวนยังจัดกำลังราษฎรส่งเสบียงให้ได้ ครั้นเข้ายีหลำแล้ว แม้บุนไท่โส่วจะรับพระบรมราชโองการส่งเสบียงให้ต่อไป ทว่าทางไกลโพ้น สูญเสียระหว่างทางมาก ไม่เพียงพอเลย เสบียงของทัพฮองฮูสงกับจูฮีจึงต้องหามาเองเป็นส่วนมาก จะหามาแต่ใด ฮองฮูสงเป็นยอดแม่ทัพ ถนอมเกียรติยศ ปกครองทหารเข้มงวดยิ่ง ย่อมไม่ทำการปล้นชิงราษฎรเป็นอันขาด ดังนั้นเสบียงส่วนใหญ่จึงมาจากที่ยึดได้จากพวกโพกผ้าเหลืองยีหลำ การที่แบ่งให้เตียวเขียมได้บ้างก็นับว่ามิใช่ง่ายเลย เตียวเขียมจึงสำนึกในบุญคุณฮองฮูสงกับจูฮียิ่งนัก

อันบุ๋นและบู๊ในสมัยสองราชวงศ์ฮั่นนั้น แม้แยกทางกันแล้ว เกิดมีตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋นที่เล่าเรียนคัมภีร์ขงจื้อสืบกันมา และตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊ที่เป็นตระกูลทหารสืบกันมา ทว่าก็ยังมิแบ่งแยกชัดเจนดุจราชวงศ์ชั้นหลังบางสมัย ด้วยยังคงมีกลิ่นอายแห่งราชวงศ์ฉินก่อน คือที่ว่า "ออกศึกเป็นแม่ทัพ เข้าวังเป็นเสนาบดี" ครั้นมีศึกก็คุมทหารออกรบ ครั้นรบเสร็จก็เข้าราชสำนักเป็นอัครมหาเสนาบดี ด้วยเหตุนี้ ฮองฮูสงกับจูฮีแม้เป็นแม่ทัพคุมทหาร แต่ก็อยู่ร่วมกับเตียวเขียมซึ่งเป็นไท่โส่วฝ่ายบุ๋นได้ดีพอควร อันที่จริงเตียวเขียมก็มิใช่บัณฑิตที่อ่อนปวกเปียกไร้แรงมัดไก่ ด้วยไท่โส่วมีอีกนามว่าจวินเจี้ยง (แม่ทัพเมือง) เป็นแม่ทัพของแคว้นหนึ่ง เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องออกสนามรบเช่นกัน แต่ก่อนเมื่อรบกับพวกโพกผ้าเหลืองยีหลำ แม้เขาจะรบแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็มิได้หลบอยู่เบื้องหลัง หากได้บุกตะลุยแนวรบมาแล้วเช่นกัน

จะว่าไปตามจริง ซุนเจินชอบครรลองเช่นนี้ของยุคสมัยมาก กลิ่นอายฮั่นนั้นเรียบง่ายแข็งแกร่ง ต้องอัธยาศัยเขายิ่งนัก หากแต่นับแต่ยุคใกล้มานี้ บางทีอาจเพราะความแข็งคลายเป็นความอ่อน หรือเพราะหยางสิ้นยินเกิด นอกเหนือกระแสหลักอันเรียบง่ายแข็งแกร่งนี้ ก็ผุดกระแสนิยมอย่างหนึ่งขึ้น คือการอบกายด้วยเครื่องหอมและประพรมแป้ง ดังเช่นซุนฮกก็ชอบอบเครื่องหอม กระแสเช่นนี้ผนวกกับวาทะวิจารณ์อันแพร่หลายในกาลนี้ พัฒนาต่อมาภายหลังก็กลายเป็นความสำราญแห่งราชวงศ์เว่ยจิ้น อันมีการเจรจาอันว่างเปล่าพล่ามถึงสิ่งลี้ลับ จัดแต่งกิริยาให้งดงาม ราชวงศ์เว่ยจิ้นนั้นสำราญก็จริง การทำตามใจตามนิสัยพอรับได้อยู่ ทว่าความนิยมงามอันค่อนไปทางเป็นหญิงและวาทะอันว่างเปล่าโอ่อ้างเช่นนี้ ช่างทนรับมิได้จริง ๆ ต่อกระแสใหม่นี้ ซุนเจินมิสู้จะชอบ ทว่าเวลานี้เขายังต่ำต้อยถ้อยคำมิมีน้ำหนัก ก็มิอาจจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ เห็นขัดหูขัดตาก็ได้แต่ขัดหูขัดตาไปเท่านั้น

ทั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องนอกประเด็น กลับมาว่าถึงเรื่องเฉพาะหน้า ขณะที่เตียวเขียมตั้งกองทหารเมืองขึ้นใหม่นั้น ฮองฮูสง จูฮี ก็กำลังจัดระเบียบและฝึกฝนทหารฮั่นเสียใหม่เช่นกัน

ฮองฮูสงกับจูฮีรับเชลยโพกผ้าเหลืองมาเกือบหมื่น จำต้องจัดระเบียบและฝึกฝนให้เหมาะสม

ใบบัญชาฉบับแรกของฮองฮูสงที่ซุนเจินได้รับก็คือ ให้ทุกกองจัดระเบียบใหม่และรวมพลฝึกซ้อม

กองของซุนเจินได้เชลยมาสองพัน เมื่อได้เชลยเหล่านี้มาแล้ว เขาก็จัดวางกำลังให้พวกนั้นไว้แต่แรก นอกจากบรรจุเข้ากองหลักของตนสามร้อยคนแล้ว ที่เหลืออีกพันเก้าร้อยให้ตั้งเป็นกองต่างหาก เขาตั้งชื่อให้ว่า "กองยีหลำ" พวกที่เหอหงีคุมเก้าร้อยคนเป็น "กองยีหลำฝ่ายซ้าย" พวกที่สวี่จ้ง เล่าเติ้ง หยวนพ่าน คุมพันคนเป็น "กองยีหลำฝ่ายขวา" นับแต่นั้นมา ใต้บัญชาซุนเจินจึงมีสามกอง แบ่งใช้เป็นสามทัพได้ ทัพกลางก็คือกองหลักของเขาเอง ทัพซ้ายขวาก็คือกองยีหลำฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา

ครั้นได้รับใบบัญชาให้จัดระเบียบและรวมพลฝึกของฮองฮูสงแล้ว เขาก็คลุกอยู่ในค่ายทั้งวัน จัดระเบียบกองยีหลำฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาให้ละเอียดยิ่งขึ้นอีก

คนที่เขาใช้การได้ในมือมีไม่มาก แม้จะมีพวกนักเลงใจห้าวและชาวบ้านตำบลตะวันตกอยู่มาก ทว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานและกำลังหลักของกองตน มิอาจโยกย้ายไปกองยีหลำฝ่ายซ้ายขวาทั้งหมดได้ ทัพกลางอันเป็นกำลังรบของกองหลักนั้นต้องมาเป็นที่หนึ่ง แทนที่จะให้กำลังรบของทั้งสามกองเสมอกัน สู้คงความน่าเชื่อถือและกำลังรบของกองหลักไว้ก่อนมิได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมิได้ดึงคนจากกองหลักมามากนัก ดึงมาเพียงหลายสิบคน แล้วบรรจุคนหลายสิบนี้เข้ากองยีหลำฝ่ายขวาทั้งหมด เพื่อเสริมอำนาจควบคุมกองยีหลำฝ่ายขวาของสวี่จ้ง เล่าเติ้ง หยวนพ่าน ส่วนกองยีหลำฝ่ายซ้ายนั้นเขามิได้ใส่คนเข้าไปแม้แต่ผู้เดียว ปล่อยให้เหอหงีจัดวางกำลังเองทั้งสิ้น

เมื่อจัดระเบียบอย่างละเอียดแล้ว คนสามพันใต้บัญชาเขาก็ก่อรูปเป็นการณ์ดังนี้ ทัพกลางเป็นแกนหลัก ภักดีน่าเชื่อถือ กำลังรบแกร่งที่สุด ทัพขวารองลงมา มิอาจรับรองว่าภักดียิ่ง แต่อย่างน้อยก็คุมไว้อยู่ ทัพซ้ายรองลงไปอีก ความภักดีและกำลังรบล้วนขึ้นอยู่กับเหอหงีทั้งสิ้น

การจัดระเบียบเช่นนี้ดูประหนึ่งปล่อยเหอหงีตามใจ แต่ที่จริงกลับเป็นทางเลือกเดียวและดีที่สุดในยามนี้ คือที่ว่า "ลำต้นแข็งกิ่งก้านอ่อน" อันเป็นวิธีที่พระเจ้ากวงอู่ตี้ทรงใช้หลังฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ทรงคุมเบาด้วยหนัก ใช้กองทหารรักษาพระองค์ส่วนกลางบังคับหัวเมืองทั่วแผ่นดิน(1)

ทัพกลางน่าเชื่อถือ กำลังรบแกร่ง ศัสตราวุธก็ดีที่สุด มีกำลังเช่นนี้อยู่ในมือ ต่อให้เหอหงีคิดก่อกบฏขึ้นก็มิพอวิตก สวี่จ้ง เล่าเติ้ง หยวนพ่าน คุมทัพขวาไว้ได้ คนพันนี้ต่อให้พลอยก่อความวุ่นวายก็ยังมีเวลาตั้งหลัก ด้วยกำลังทัพกลางพันสองร้อยคน ย่อมปราบกบฏของเหอหงีได้ราบคาบในห้วงเวลานั้น

อันที่จริง "เหอหงีก่อกบฏ" นี้เป็นเพียงข้อสมมติที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น ฮองฮูสงเป็นยอดแม่ทัพก้องแผ่นดิน ในเมื่อตัดสินใจรับและปรับเปลี่ยนเชลยโพกผ้าเหลือง ก็แสดงว่ามั่นใจพอจะรับประกันได้ว่าเชลยเหล่านี้จะมิก่อความวุ่นวาย

เหตุผลนั้นง่ายนัก ยีหลำเป็นแคว้นใหญ่ มีถึงสามสิบเจ็ดอำเภอ ราษฎรกว่าสองล้านคน ด้านหนึ่งทำให้กองโพกผ้าเหลืองยีหลำมีคนมากกำลังกล้า จำนวนมากกว่ากองโพกผ้าเหลืองเองฉวนยิ่งนัก อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ภายในกองโพกผ้าเหลืองยีหลำแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกระเกะระกะ มีก๊กเหล่ามากกว่ากองเองฉวนยิ่งเช่นกัน เมื่อมีพรรคพวก มีก๊กเหล่า ต่างก็ย่อมมีความขัดแย้งกัน เมื่อมีความขัดแย้งก็อาศัยประโยชน์ได้ เชลยโพกผ้าเหลืองที่ฮองฮูสงรับมาปรับใช้นี้ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างถี่ถ้วน ไม่มีสานุศิษย์ลัทธิไท่ผิงที่มั่นคงแน่วแน่แม้แต่คนเดียว ส่วนใหญ่เป็นพวกฉวยน้ำขุ่นจับปลา และเชลยสองพันที่จัดสรรให้ซุนเจินนี้ยิ่งเป็นพรรคพวกเก่าของเผงทัว กงตู เสียเป็นส่วนมาก พรรคพวกเก่าของเหอหงีมีน้อยนัก ไพร่พลของหัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านถิ่นเดียวกับตน เผงทัว กงตู เหอหงี มิใช่คนถิ่นเดียวกัน เหอหงีย่อมมิคุ้นเคยกับไพร่พลของเผงทัว กงตู ไพร่พลของเผงทัว กงตู ก็มิคุ้นเคยกับเหอหงี ดังนี้ก็มิจำต้องวิตกว่าพวกนั้นจะรวมตัวเป็นปึกแผ่นได้ในทันที

ตราบใดที่พวกนั้นยังมิรวมตัวเป็นปึกแผ่นในทันที ด้วยกลอุบายของซุนเจินก็มีความมั่นใจพอจะแยกสลายและชักจูงพวกนั้นได้ ในหมู่เชลยมีนายกองน้อยของโพกผ้าเหลืองเดิมอยู่ไม่น้อย ในช่วงหลายวันแห่งการจัดระเบียบและฝึกซ้อมนี้ ซุนเจินก็เกลี้ยกล่อมคนเหล่านี้อย่างเต็มที่ ทั้งใช้กลที่ว่า "ถอดเสื้อตนให้สวม ยกอาหารตนให้กิน นอนร่วมแคร่เดียวกัน" จัดเลี้ยงสุรา เอาใจใส่ในเรื่องเล็กน้อย และให้สัตย์สัญญาแก่พวกนั้นว่า ขอเพียงพวกเจ้าสู้รบด้วยความภักดี มิคิดสองใจ ฮองฮูสงจะกราบบังคมทูลขอราชสำนักอภัยโทษให้ และให้สัตย์ว่า ขอเพียงพวกเจ้าสร้างความชอบในศึก ควรปูนบำเหน็จเงินทองก็จะให้เงินทอง ควรปูนยศก็จะให้ยศ

นายกองน้อยเหล่านี้เดิมก็มิใช่สานุศิษย์ลัทธิไท่ผิง เหตุที่ลุกขึ้นเข้าร่วมก่อจลาจลก็เพราะเหตุเดียวกับเหอหงี เพียงโลภในทรัพย์สินและสตรีเท่านั้น บัดนี้รบแพ้ตกเป็นเชลย รอดชีวิตได้ก็นับเป็นโชคใหญ่อันน่ายินดียิ่งแล้ว ครั้นยังได้รับการปฏิบัติอย่างเปิดใจจากซุนเจินเช่นนี้ และได้รับสัตย์สัญญา แม้แต่ผู้ที่ตอนแรกยังหวั่นใจอยู่บ้างก็ค่อยวางใจลง

ซุนฮิวกับซีจื้อไฉยังให้สัญญาณแก่สวี่จ้ง เล่าเติ้ง หยวนพ่าน ให้คอยทำเป็นเหมือนพูดเปรย ๆ ในยามปกติ เล่าเรื่องราวและความชอบในศึกของซุนเจินแต่ก่อนให้มาก ทั้งเรื่องที่ซุนเจินรักษาสัจวาจาหนักแน่นดั่งทองคำ พูดจริงทำจริง และชื่อเสียงเกียรติคุณของเขาที่เองฉวน

เมื่อทำสองทางควบคู่กันไปเช่นนี้ ก่อนที่ฮองฮูสงกับจูฮีจะตัดสินใจถอนค่ายยกออก เชลยโพกผ้าเหลืองยีหลำสองพันที่จัดสรรให้ซุนเจินนี้ แม้ยังกล่าวมิได้ว่าใจน้อมมายังซุนเจินทั้งหมด แต่อย่างน้อยกว่าหกในสิบก็อยู่ในกองทัพอย่างสบายใจแล้ว สิ้นความลังเลแคลงใจ อันธรรมชาติของใจคนนั้น ขอเพียงตั้งมั่นลงแล้ว มิหวาดหวั่นแคลงใจอีก จะปลุกปั่นให้ก่อความวุ่นวายก็ยากแล้ว

ผ่านการจัดระเบียบและรวมพลฝึกซ้อมห้าวัน ขันทีผู้เชิญพระราชโองการเร่งรัดครั้งแล้วครั้งเล่า ฮองฮูสงกับจูฮีจึงมิยืดเวลาอีก ในวันที่ยี่สิบห้าเดือนสี่นี้ ทั้งสองต่างไปยังค่ายของตน รวมพลกองหลัก กลองและแตรประสานเสียง ธงทิวกับทวนจี่สลับกันไปมา ทัพทั้งหมดหลายหมื่นคนยกออกจากค่ายจากด่าน

จูฮีไปยังน่ำเอี๋ยงแห่งเกงจิ๋ว ออกจากผิงอวี๋แล้วมุ่งลงใต้ ผ่านหยางอาน หลางหลิง เดินทางร้อยกว่าลี้ก็ถึงเขตแดนเมืองน่ำเอี๋ยง ฮองฮูสงไปยังตังกุ๋นแห่งกุนจิ๋ว ออกจากผิงอวี๋แล้วมุ่งขึ้นเหนือ หนทางก็ไกลออกไป ต้องผ่านแคว้นเฉินก่อน แล้วผ่านเฉินหลิว จากนั้นจึงถึงตังกุ๋น ระยะทางทั้งสิ้นราวห้าร้อยลี้ ในแคว้นเฉินกับเฉินหลิวสองแคว้นมิมีกองโพกผ้าเหลืองใหญ่เคลื่อนไหว แต่ก็มีกลุ่มโจรเล็ก ๆ อยู่ หนทางนี้ทั้งต้องเดินทัพ ทั้งต้องปราบโจร นับเป็นเส้นทางที่เหน็ดเหนื่อยอยู่ ซุนเกี๊ยนตามจูฮีไป ซุนเจินกับฟู่เซี่ยตามฮองฮูสงไป

เตียวเขียมนำขุนนางเมืองยีหลำกับผู้เฒ่าผู้แก่ชาวผิงอวี๋ส่งทัพทั้งสองออกจากค่าย ขันทีผู้เชิญพระราชโองการ กับขุนนางราชสำนักที่ตามขันทีมา รวมทั้งสหายผู้นั้นของฮองฮูสง ก็ออกจากเมืองมาส่งด้วย ครั้นส่งทัพทั้งสองไปแล้ว คนเหล่านี้จึงจะกลับสู่ลกเอี๋ยง

ทหารฮั่นเกือบห้าหมื่นยกออกจากค่ายอย่างเอิกเกริก แบ่งกำลังเป็นสองทาง ทางหนึ่งมุ่งเหนือ ทางหนึ่งมุ่งใต้

ซุนเกี๊ยนพาโจเมา งอเก๋ง ฮันต๋ง เทียเภา เป็นต้น คอยซุนเจินอยู่ริมทางเป็นพิเศษ สองคนอำลากันด้วยความอาลัยอาวรณ์

ซุนเกี๊ยนมองดูไพร่พลของซุนเจินที่ทยอยมุ่งเหนือไปไม่ขาดสาย หัวเราะแล้วกล่าวว่า "เจินจือ ครั้งมายีหลำ กองของท่านมีเพียงพันกว่าคนก็สร้างความชอบใหญ่หลวงได้ บัดนี้มีไพร่พลถึงสามพัน คราวไปตังกุ๋นนี้ ย่อมสร้างความชอบได้มากยิ่งขึ้นแน่ ข้าจะรอข่าวดีของท่านอยู่ที่น่ำเอี๋ยง"

ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "ใต้บัญชาท่านพี่เวลานี้ก็มีทหารกล้าสามพันมิใช่หรือ ท่านพี่ เตียวมั่นเฉิงแห่งน่ำเอี๋ยงมีสมญาว่า 'เสินซ่างสื่อ' (ทูตเบื้องบน)(2) คุมไพร่พลสิบหมื่น แสนยานุภาพเกรียงไกร ตีเมืองใดได้เมืองนั้น ไม่เคยพ่าย แม้แต่อ้วนเซียก็ถูกเขาตีแตก เป็นโจรใหญ่มหาภัยเช่นเดียวกับปอไซแห่งเองฉวนและเผงทัวแห่งยีหลำ ท่านพี่ไปน่ำเอี๋ยงคราวนี้ จงระวังตัวให้มาก อย่าได้รบอย่างประมาท"

หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองแห่งตังกุ๋นนามว่าปู่จี่ ใต้บัญชาแม้มีไพร่พลสองสามหมื่นเช่นกัน แต่เทียบกับปอไซ เผงทัว เตียวมั่นเฉิงแล้วยังห่างไกลนัก ซุนเจินตามฮองฮูสงไปตังกุ๋น อย่างมากก็เพียงหนทางไกลสักหน่อย เดินทัพเหนื่อยสักหน่อย แต่จะเอาชนะปู่จี่ได้นั้นไม่เป็นปัญหาแน่ ส่วนเตียวมั่นเฉิงนั้นต่างออกไป น่ำเอี๋ยงเป็นแคว้นใหญ่ ราษฎรมาก ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ เขาเรียกร้องครั้งเดียวก็มีคนขานรับร้อยพัน รากฐานมั่นคงลึกซึ้ง คุมไพร่พลสิบหมื่น แสนยานุภาพเกรียงไกร อีกทั้งกำลังอยู่ในยามรบชนะติดต่อกัน มิอาจดูแคลนได้ ซุนเกี๊ยนหัวเราะก้องแล้วกล่าวว่า "ดีแล้ว ขอบใจน้องที่ห่วงใย"

แม้เขาจะรับปาก แต่ดูจากสีหน้าที่มิได้ใส่ใจของเขาก็พอเห็นได้ว่าที่จริงมิได้เอาคำกำชับของซุนเจินใส่ใจเลย ก็มิแปลก ด้วยตัวเขาเป็นผู้ห้าวหาญเก่งกล้าโดยกำเนิด ศึกซีหัวแม้จะเสียท่าอยู่บ้าง ต้องบาดเจ็บสาหัส แต่ก็จับเผงทัวได้ในทันที ความชอบยังเป็นที่หนึ่งในหมู่แม่ทัพทั้งปวง ในเมื่อปราบเองฉวนกับน่ำเอี๋ยงทั้งสองแคว้นมาแล้ว ความชอบก็เป็นที่หนึ่งถึงสองครั้ง ย่อมมิเอาเตียวมั่นเฉิงแห่งน่ำเอี๋ยงมาใส่ใจเป็นธรรมดา

ซุนเจินเห็นเขาไม่ใส่ใจ ก็มีอันวิตกอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่านิสัยเดิมของซุนเกี๊ยนเป็นเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ก็มิใช่ไม่เคยเตือน เตือนไปก็ไร้ผล จึงคิดในใจว่า "ช่างเถิด คนยุคหลังมีวาทะว่า 'นิสัยกำหนดชะตา' คำนี้มิผิดเลย บุ๋นไท่มีนิสัยเช่นนี้แต่กำเนิด ข้าพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ...ข้าจำได้ว่าเขาสิ้นชีพในสนามรบหลังศึกปราบตั๋งโต๊ะ บัดนี้ตั๋งโต๊ะยังมิได้เข้าเมืองหลวง เขาไปน่ำเอี๋ยงคราวนี้คงไม่เป็นไร" จึงมิเตือนอีก

สองคนอำลากัน โจเมา งอเก๋ง ฮันต๋ง เทียเภา เป็นต้น ทำคารวะแก่ซุนเจิน แล้วบ่ายหน้าม้ากลับ ตามซุนเกี๊ยนไปสมทบกองหลัก

ซุนเจินส่งสายตามองพวกนั้นจากไปไกล แล้วกล่าวแก่ซุนฮิว ซีจื้อไฉ ซวนคาง หลี่ปั๋อ เป็นต้นว่า "พวกเราก็ไปกันเถิด"

คนทั้งหลายต่างพร้อมกันขึ้นม้า บ่ายหน้าม้ากลับสู่เส้นทาง ตามไพร่พลกองหลักของตน เข้าสมทบในกองทัพใหญ่กว่าสองหมื่นของฮองฮูสง คนกว่าสองหมื่นออกจากค่าย ทั้งคน ทั้งม้า ทั้งสัมภาระ ยาวเหยียดสิบกว่าลี้ ธงทิวดั่งป่า ทวนและดาบดั่งภูเขา เลียบตามทางหลวงคดเคี้ยวมุ่งสู่แคว้นเฉิน ซุนเจินเดินทางไปได้พักหนึ่ง หันหน้ากลับไปมอง เห็นเตียวเขียมกับคนทั้งหลายกลับเข้าเมืองไปแล้ว เมืองผิงอวี๋ก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ค่อยห่างไกลออกไปทุกที

แผ่นดินยังมิสงบ ฝุ่นศึกยากระงับ เพิ่งรบกันได้ไม่กี่เดือน ซุนเจินก็รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ความทุกข์แห่งการศึกหาได้รื่นรมย์เร้าใจดั่งที่นั่งคิดในห้องไม่ มิต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงการเดินทัพนี้ วันแล้ววันเล่า น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก ขี่ม้าศึกอยู่นานต้นขาก็ถลอกเจ็บปวด นี่ยังนับว่าดี พวกทหารที่เดินเท้าทั้งต้องแบกอาวุธและเกราะ ทั้งต้องนำเสบียงแห้งไปด้วย เดินวันละหลายสิบลี้ลงมา ทั้งตัวเปื้อนฝุ่น ฝ่าเท้าพอง เหนื่อยล้าจนสุดทน เดินทัพหยุดลงทุกวันยังต้องตั้งค่ายปักด่านอีก ยิ่งเหน็ดเหนื่อยหนักขึ้น

บัดนี้เดือนสี่ ต้นฤดูใบไม้ผลิย่างเข้าต้นฤดูร้อน อากาศยังนับว่าดี หากเปลี่ยนไปเป็นกลางฤดูหนาวเหน็บหรือคราวร้อนระอุ ยิ่งจะต้องทนทุกข์ทรมานหนักขึ้น

ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงความเหนื่อยและความทุกข์ ครั้นพบข้าศึก ขึ้นสนามฆ่าฟันกัน ยังต้องเสี่ยงชีวิตอยู่ทุกขณะ ตายในสนามรบยังนับว่าแล้วกันไป ที่น่ากลัวที่สุดคือบาดเจ็บ เจ็บเล็กน้อยยังดี เจ็บปวดอยู่ไม่กี่วันก็หาย แต่หากแขนขาด้วนขาด ตายมิได้ทันที แต่สิบรายก็เก้ารายที่รักษาไม่รอด ได้แต่นั่งมองบาดแผลเน่าเปื่อยต่อหน้าต่อตา ไข้สูงทนทุกข์ เจ็บปวดเข้ากระดูก นอนรอความตาย นั่นแลคือการทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง

รบมาเพียงไม่กี่เดือน ซุนเจินก็เริ่มทนชีวิตเช่นนี้มิไหวแล้ว ทว่าแผ่นดินนี้เพิ่งจะเริ่มเกิดจลาจล ความวุ่นวายใหญ่หลวงยังอยู่เบื้องหลังนี่เอง

## เชิงอรรถ

(1) ลำต้นแข็งกิ่งก้านอ่อน — แบบแผนการปกครองที่ให้กำลังส่วนกลางเข้มแข็งเหนือกำลังหัวเมือง พระเจ้ากวงอู่ตี้ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ทรงใช้กองทหารรักษาพระองค์ส่วนกลางคุมหัวเมืองทั่วแผ่นดินมิให้แข็งข้อ

(2) เสินซ่างสื่อ — สมญาของเตียวมั่นเฉิง หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองแห่งน่ำเอี๋ยง มีความหมายว่า "ทูตแห่งเบื้องบน" หรือ "ผู้แทนเทพ"

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป