# ตอนที่ 290 — รับพระราชโองการปราบตังกุ๋น ออกจากยีหลำ (ตอนปลาย)
ราชวงศ์ฮั่นทั้งสอง(1) สืบทอดถนนหลวงสำหรับรถม้ามาแต่ครั้งราชวงศ์ฉินก่อนหน้า อีกทั้งในชั่วหลายร้อยปีก็ได้บูรณะสร้างเส้นทางหลายครั้ง ถนนหลวงจึงสร้างไว้ดีนัก ออกจากผิงอวี๋ เดินไปตามถนนหลวง มีอยู่สองสายที่จะไปถึงแคว้นเฉินได้ สายหนึ่งเฉเฉียงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงหนานตุ้น แล้วจึงเข้าเขตแคว้นเฉิน อีกสายหนึ่งมุ่งตรงขึ้นเหนือ ถึงหรูหยาง แล้วจึงเข้าเขตแคว้นเฉิน สองเส้นทางนี้ สายตะวันออกเฉียงเหนือพุ่งตรงเข้าใจกลางแคว้นเฉิน ส่วนสายหรูหยางนั้นทะลุไปยังภาคตะวันตกของแคว้นเฉิน
เฉินอ๋องเล่าฉ่งช่ำชองการยิงหน้าไม้และเชี่ยวการศึก ชื่อเสียงเลื่องลือทั้งในและนอก ชาวแคว้นเฉินจึงมิกล้าก่อความวุ่นวาย ฝ่ายโพกผ้าเหลืองจากเมืองอื่นเล่า ลำพังเมืองตนก็ยังยุ่งจนมิทันการ ชั่วครานี้ยังหามีว่างที่จะรุกล้ำเข้าเขตแคว้นเฉินไม่ ด้วยเหตุนี้ในเขตแคว้นเฉินจึงปราศจากกองโพกผ้าเหลืองเคลื่อนไหว หาจำต้องใช้ "ทัพหลวง" ไปปราบปรามไม่ ฉะนั้นเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง ฮองฮูสงจึงเลือกมุ่งตรงขึ้นเหนือ เดินทางวันละห้าสิบลี้ ออกจากผิงอวี๋ พอวันที่สองยามโพล้เพล้ก็ถึงหรูหยาง
เพื่อมิให้รบกวนราษฎรในอำเภอ ฮองฮูสงมิได้เข้าเมือง ตั้งค่ายพักนอกกำแพงเมือง
ซุนเจินลงจากม้าริมทาง มองไปยังกำแพงเมืองหรูหยางแต่ไกล มิรู้ตัวก็นึกถึงโจวซวิ่นขึ้นมา จึงเรียกตันเต้ามา ถามว่า "ค่ำนี้ทัพเราจะพักแรมที่นี่สักคืนหนึ่ง ซกจี้ เจ้าจะไปเยี่ยมโจวซวิ่นบ้างหรือไม่"
ตันเต้ามิทันคิด ก็ส่ายหน้าทันที กล่าวว่า "ท่านซุน เมื่อท่านสั่งให้ข้าน้อยรับช่วงหน้าที่ของท่านสวี่ ตั้งข้าน้อยเป็นนายกองพิชิตศัตรู(2) ท่านได้กล่าวแก่ข้าน้อยว่า 'อันผู้เป็นแม่ทัพมิอาจละทิ้งทแกล้วทหารง่าย ๆ พึงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเหล่าทหาร จึงจะได้รับการถวายชีวิตจากไพร่พล' บัดนี้เป็นยามศึก อีกทั้งอยู่ในกองทัพ ทหารในกองของข้าน้อยล้วนกำลังตั้งค่ายปักหลัก ข้าน้อยจะเอาเรื่องส่วนตัวมาละทิ้งราชการ ลอบออกจากค่ายไปเยี่ยมท่านโจวที่หรูหยางได้อย่างไรเล่า"
ครั้นได้ฟังคำตอบเช่นนี้ ซุนเจินก็ชื่นใจยิ่งนัก นึกในใจว่า "ซกจี้นี้เป็นคนหนักแน่นมั่นคงแท้"
เขากับตันเต้ารู้จักกันมิช้านัก หากกล่าวอย่างเคร่งครัดยังไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ แต่ทว่าได้อยู่ร่วมกันเช้าค่ำ ก็พอรู้จักตันเต้าอยู่บ้าง ตันเต้าผู้นี้กล้าหาญในการรบและสุขุมหนักแน่น ในสนามรบนั้นห้าวหาญมิอาลัยชีวิต นอกสนามรบกลับระวังตัวสุขุมเยือกเย็น ซุนเจินผ่านการสังเกตในช่วงเวลานี้มาแล้ว เห็นว่าผู้นี้ควรแก่ภาระอันใหญ่หลวง อาจใช้การได้มาก ครั้นได้ฟังคำของตันเต้าเช่นนี้ เขาจึงกล่าวว่า "ดีแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็รอคราวหน้ามีโอกาสค่อยไปเยี่ยม 'เพื่อนเก่า' ของเจ้าผู้นี้เถิด" ตันเต้ารับคำลาจากไป กลับไปบัญชาทหารในกองของตนตั้งค่าย
มองดูเขาจากไป ซุนเจินก็เกิดความฉงน มิรู้ตัวก็นึกถึงความสงสัยอันหนึ่งเมื่อก่อนขึ้นมาอีก นึกในใจว่า "ชื่อตันเต้านี้ ข้าดูเหมือนจะเคยได้ยินมาจริง ๆ แต่กลับนึกไม่ออกว่าผู้นี้เป็นขุนพลในสังกัดผู้ใด อีกทั้งมีวีรกรรมอันใดบ้าง" ในเมื่อเคยได้ยินชื่อตันเต้า ตันเต้าก็มิควรเป็นคนไร้ชื่อ อีกทั้งเขายังเป็นคนกล้าหาญใจเด็ดในการศึก ทั้งระวังตัวสุขุมหนักแน่นเช่นนี้ คาดว่าในประวัติศาสตร์เดิมก็คงมีคุณงามความดีอยู่ไม่น้อย คาดว่าน่าจะได้ดำรงตำแหน่งสูง แต่ไฉนจึงนึกถึงวีรกรรมของเขามิออกเลย
"นึกไม่ออกก็ไม่เป็นไร ไม่ว่าผู้นี้ในประวัติศาสตร์เดิมจะอยู่ใต้บัญชาผู้ใด อย่างไรเสียบัดนี้ก็มาขึ้นกับข้าแล้ว"
การตั้งค่ายเป็นงานที่ต้องพิถีพิถัน เป็นเรื่องที่มีหลักวิชายิ่งนัก หาใช่ว่าใครสักคนจะบัญชาไพร่พลตั้งค่ายได้ตามอำเภอใจไม่ หากมิเคยร่ำเรียนมา ค่ายที่ตั้งออกมาอย่างมากก็เป็นได้เพียงเหมือนค่ายที่เล่าผีกับงอป้าตั้งไว้นอกเมืองครั้งศึกซีหัว มีแต่รูปทรงโดยปราศจากเนื้อแท้ ตันเต้ามิเคยร่ำเรียนพิชัยสงคราม ตั้งค่ายไม่เป็น ซุนเจินบัดนี้ไม่มีเวลาสอนเขา จึงส่งหลี่ปั๋อไปช่วยเหลือ ให้เขาลงมือทำไปด้วยและเรียนรู้ไปด้วย ทางฝ่ายเตียนอุยก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่เปลี่ยนเป็นให้ซวนคางไปช่วยแทน
หลี่ปั๋อกับซวนคางติดตามซุนเจินมาหลายปี ยามปกติก็ได้ฟังซุนเจินบรรยายการศึกอยู่มิใช่น้อย อีกทั้งยังตามซุนเจินออกรบมาหลายครั้ง จึงคุ้นเคยกับการตั้งค่ายอยู่มาก หากจะว่าไป หลี่ปั๋อกับซวนคางติดตามซุนเจินมาวันคืนก็มิใช่สั้น ทว่าซุนเจินกลับมิได้ปล่อยทั้งสองออกไป มอบโอกาสให้บัญชากองหนึ่งหรือหน่วยหนึ่งสักครั้ง ประการหนึ่งเพราะใต้บัญชาของเขามีเสมียนฝ่ายอักษรไม่มากนัก ขาดสองคนนี้ไปมิได้ อีกประการหนึ่งเพราะซวนคางยังพอว่า ด้วยยังหนุ่มแน่นแข็งแรง อีกทั้งรู้การยิงธนูขี่ม้าและฝีมือต่อสู้อยู่บ้าง แต่หลี่ปั๋อกลับเป็นบัณฑิตเต็มตัว ทำการบุกตะลุยข้าศึกในแนวรบเช่นนี้มิได้
ซุนเจินมองไปยังกำแพงเมืองผิงอวี๋อยู่ครู่หนึ่งอีก เงาสนธยาค่อย ๆ คล้ำลง กำแพงเมืองมืดมิด ค่อย ๆ จมหายเข้าไปในเงาสนธยา แลเห็นไม่ชัดทีละน้อย กองคนและม้าหมู่หนึ่งออกมาจากกองกลางของฮองฮูสงแต่ไกล ย่ำเงาสนธยามุ่งเข้าไปยังในเมือง กองคนม้าหมู่นี้คือเจ้าเมืองอำเภอผิงอวี๋ เสมียนอำเภอ และเหล่าผู้เฒ่าในอำเภอ ที่ตั้งใจมาคารวะฮองฮูสงโดยเฉพาะ คราวนี้เห็นจะพบกันเสร็จแล้ว จึงพากันกลับเข้าเมืองไป
ซุนเจินหันไปมองกองของตน ทุกค่ายล้วนกำลังตั้งค่ายปักหลัก เขากล่าวแก่ซุนฮิวและซีจื้อไฉว่า "ก๋งตัด จื้อไฉ ไปตรวจดูตามค่ายต่าง ๆ กันเถิด"
ทั้งสองรับคำ
นับแต่คราวก่อนได้พบสวี่เส้าแล้ว ในระยะนี้ซีจื้อไฉก็กลายเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อยลงไป บางครั้งก็จะเหม่อมองท้องฟ้า ซุนเจินเคยพบว่าในดวงตาที่เหม่อมองฟ้าครามของเขานั้นเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่นอันแน่วแน่อยู่ชัดเจน บางทีอาจเป็นเพราะได้รับการกระทบใจจึงได้ตัดสินใจทำสิ่งใดลงไปก็เป็นได้ ซุนเจินกับซีจื้อไฉโดยนามเป็นนายกับข้า แต่แท้จริงเป็นเพื่อนรัก ดังที่ซีจื้อไฉเข้าใจเขาฉันใด เขาก็เข้าใจซีจื้อไฉอย่างยิ่งฉันนั้น มิต้องถามก็เดาได้ว่าซีจื้อไฉตัดสินใจสิ่งใดลงไป ก็คงไม่พ้น "สักวันหนึ่งข้าจักต้องโด่งดังก้องแผ่นดิน ให้วีรชนในแผ่นดินได้รู้จักซีจงแห่งเอี้ยงเต๊กผู้นี้" เพียงแต่ในระหว่างเพื่อนกัน บางเรื่องก็ได้แต่มองทะลุ มิอาจมองทะลวง(3) ฉะนั้นเขาจึงแม้รู้แต่ก็มิถาม
ทว่าในเมื่อซีจื้อไฉได้ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่เช่นนี้แล้ว เขาในฐานะเพื่อน ในฐานะนาย ก็ย่อมต้องช่วยให้สมหมาย
"เพียงแต่ว่า จื้อไฉเดิมทีก็เป็นอัจฉริยบุรุษผู้มีชื่อสืบไปชั่วลูกหลานอยู่แล้ว แม้ปราศจากข้าช่วย เขาก็สามารถสมปณิธานอันยิ่งใหญ่ของเขาได้"
…
ซุนเจิน ซุนฮิว และซีจื้อไฉตรวจตราตามค่ายต่าง ๆ พอถึงค่ายของเหอหงี เหอหงีก็ออกมาต้อนรับ
ซุนเจินลงจากม้า พยุงเขาขึ้น หัวเราะว่า "เจ้าทำงานของเจ้าไปเถิด ออกมาทำไมเล่า ไม่ต้องมาทำพิธีรีตองเปล่า ๆ เหล่านี้หรอก"
ระยะนี้ซีจื้อไฉกลายเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย ส่วนเหอหงีในระยะนี้ก็กลับยิ่งระมัดระวังตัวรอบคอบขึ้น มิต้องสงสัยเลย นี่ย่อมเป็นผลจากที่ฮองฮูสงและจูฮีได้ดัดสันดานเขาเสียยกหนึ่งนั่นเอง อายุของเขาแก่กว่าซุนเจินมาก ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าซุนเจินกลับยิ้มประจบกล่าวว่า "ซือหม่าตรวจค่าย ข้าน้อยย่อมต้องออกมาต้อนรับ" ซุนเจินหัวเราะก้าก โยนบังเหียนให้หยวนจงชิง กล่าวว่า "ไปเถิด ไปดูในค่ายของเจ้ากัน"
ต่อแม่ทัพที่ยอมจำนนอย่างเหอหงีนี้ ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าใหญ่ฝ่ายหนึ่ง บัดนี้มาก้มหัวอยู่ใต้คนอื่น จะต้องผูกใจไว้ แต่ก็จะตามใจมากเกินไปไม่ได้ คำที่ว่า "มีแต่คนต่ำช้ากับสตรีเท่านั้นที่เลี้ยงยาก ใกล้เข้าก็ลำพอง ห่างออกก็เคืองแค้น"(4) คำนี้ก็ใช้ได้กับแม่ทัพที่ยอมจำนนอย่างเหอหงีเช่นกัน หากสนิทสนมเกินไป ตามใจมากเกินไป มิแน่อาจทำให้เขาดูถูกตน จึงเกิดความคิดอื่นขึ้นมา แต่ถ้าห่างเหินเกินไป เอาแต่ทำหน้าตึงใส่อยู่ร่ำไป เขาก็จะเกิดความเคืองแค้นเป็นแน่ ไม่แน่สักวันหนึ่งอาจแทงเจ้าสักดาบ รวมความว่าก็เป็นเรื่องของความพอดี ต้องกะให้เหมาะ
เหอหงีนำทางอยู่ข้างหน้า ซุนเจินกับคณะก้าวเข้าไปในค่าย
ทหารในกองของเหอหงีกำลังขนหิน ขุดดิน วางผังพื้นที่ ปักเสากระโจม ครั้นเห็นซุนเจินมาถึง ต่างก็พากันวางงานในมือลง หมอบกราบลงกับพื้น ซุนเจินกล่าวแก่เหอหงีว่า "บอกให้พวกเขาต่างคนต่างทำงานของตนเถิด ไม่ต้องทำความเคารพ" เหอหงีรับคำ ร้องดังว่า "ซือหม่าเอ็นดูพวกเจ้า สั่งให้พวกเจ้าเว้นการคารวะ ต่างคนต่างไปทำงานของตนเถิด" เหล่าทหารต่างขอบพระคุณแล้วลุกขึ้น แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเมื่อครู่ต่อไป
ซุนเจินตรวจตราไปพลาง สนทนากับเหอหงีไปพลาง กล่าวว่า "พรุ่งนี้ก็จะออกจากยีหลำ เข้าแคว้นเฉินแล้ว ในเขตแคว้นเฉินแม้ไม่มีกองโจรใหญ่ แต่โจรกองเล็ก ๆ ก็ยังพอมีอยู่ พอเข้าเขตแคว้นเฉินแล้ว เจ้าจงเป็นกองหน้าให้แก่กองของข้าเถิด ระหว่างทางหากพบโจร คนมากก็รอข้าช่วยเจ้า คนน้อยเจ้าก็ปราบมันเสียให้ราบก็แล้วกัน"
เหอหงีรับคำด้วยความนอบน้อม
ซุนเจินมองเขาทีหนึ่ง แล้วถามอีกว่า "ในค่ายมีสิ่งใดขาดแคลนหรือไม่"
เหอหงีตอบด้วยเสียงนอบน้อมว่า "อันสิ่งของที่ซือหม่าจัดสรรลงมา ท่านหลี่กับท่านซวนทั้งสองล้วนรีบส่งคนมาเรียกข้าน้อยไปรับในทันที สิ่งของต่าง ๆ หามีขาดแคลนไม่" เดิมทีซุนเฉิงเป็นผู้ดูแลกองสัมภาระของกองซุนเจิน ก่อนหน้านี้ซุนเจินได้ย้ายซุนเฉิงไปเป็นนายกองทหารเสือ ภาระเรื่องเสบียงสัมภาระจึงตกเป็นของหลี่ปั๋อกับซวนคางสองคนรับผิดชอบควบกัน
ซุนเจินพยักหน้า กล่าวว่า "เช่นนี้ก็ดี" แล้วถามเขาอีกว่า "เมื่อวันก่อนตอนจะออกจากผิงอวี๋ ข้าสั่งให้เจ้ากลับบ้านไปร่ำลาครอบครัวและผู้เฒ่าในตระกูล เจ้ากลับไปแล้วหรือไม่ ครอบครัวและวงศ์ตระกูลของเจ้ายังสบายดีอยู่หรือ คุ้นเคยกับบ้านใหม่ของพวกเขาแล้วหรือยัง"
เหอหงีถึงกับน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง กล่าวว่า "ล้วนเป็นพระคุณของซือหม่าทั้งสิ้น บัดนี้ครอบครัวและวงศ์ตระกูลของข้าน้อยล้วนสบายดี เรือนใหม่ยังดีกว่าเรือนเก่าของข้าน้อยเสียอีก ที่นาที่ซือหม่าและท่านเจ้าเมืองประทานลงมาก็ล้วนเป็นนาดีอุดมสมบูรณ์ บิดาแก่ของข้าน้อยกำชับให้ข้าน้อยรู้จักเห็นคุณค่าของโอกาสนี้ ถวายชีวิตให้แก่ซือหม่า เพื่อตอบแทนพระคุณที่ซือหม่ามิได้ฆ่า ทั้งตอบแทนที่ซือหม่าให้โอกาสข้าน้อยได้ไถ่โทษด้วยความชอบ"
ครั้งที่ซุนเจินพาเหอหงีมายังผิงอวี๋ เพื่อให้ควบคุมเขาได้ดียิ่งขึ้น จึงอ้างความห่วงใยเป็นเหตุ สั่งให้เขาอพยพครอบครัววงศ์ตระกูลทั้งหมดมายังผิงอวี๋ มาไว้ใต้สายตาของเตียวเขียม ในเรื่องนี้เหอหงีหามีจิตขัดขืนไม่ เขาเป็นแม่ทัพที่ยอมจำนน ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว หากซุนเจินมิทำเช่นนี้ เขากลับจะรู้สึกไม่สบายใจ อนึ่งซุนเจินก็ดีต่อครอบครัวเขายิ่งนัก ให้เงินทองแก่เขาไม่น้อย ให้เขาจัดหานาเรือนให้แก่ครอบครัวและวงศ์ญาติ เตียวเขียมเห็นแก่หน้าซุนซองก็ช่วยซุนเจินอยู่บ้าง ยกที่นาที่ไร้เจ้าของเพราะภัยสงครามให้แก่ครอบครัวเหอหงีไปบ้าง
ซุนเจิน "อืม" เสียงหนึ่ง กล่าวว่า "แต่กล่าวกลับไป บ้านเจ้าเดิมก็เป็นตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น มีชื่อเสียงวงศ์สกุลอันบริสุทธิ์ วันคืนก็ผ่านไปอย่างผาสุกดีอยู่แล้ว เจ้าก็มิใช่ผู้ศรัทธาลัทธิโพกผ้าเหลือง ไฉนจึงต้องไปเข้ากับโจรเล่า ศึกซีหัวคราวนั้น เจ้าก็ได้ประจักษ์พระเดชานุภาพแห่งทัพหลวงแล้ว ในชั่วครึ่งเดือน โจรแปดหมื่นก็ถูกกวาดล้างจนสิ้น พวกเจ้าที่อวดอ้างว่ากล้าหาญรู้การศึกทั้งหลาย ดังเช่นเผงทัว กงตู เล่าผี งอป้า ล้วนถูกตัดหัวสิ้น ก็นับว่าเจ้ายังโชคดีที่ข้าจับเป็นไว้ได้ ข้าเป็นคนไม่ชอบฆ่าฟันสัตว์ตัดชีวิต อีกทั้งบุญที่ได้แม่ทัพฮองฮูและจูทั้งสองท่านเมตตา เจ้าจึงได้รักษาชีวิตไว้รอด เจ้าจงคิดให้ดี ๆ อย่าได้ทำเรื่องไร้พ่อไร้นาย ทรยศก่อกบฏอีก หากยังจะก่อความวุ่นวายอีก ต่อให้ข้าอยากไว้ชีวิตเจ้า แม่ทัพฮองฮูก็ไว้ชีวิตเจ้ามิได้ ใช่แต่ตัวเจ้า บิดามารดาบุตรภรรยา วงศ์ตระกูลทั้งผู้เฒ่าผู้เยาว์ของเจ้า เกรงว่าก็จะพลอยต้องโทษไปด้วย เบาก็เนรเทศ หนักก็ประหารกลางตลาด"
เหอหงีรับคำด้วยความนอบน้อม
"ทว่ากล่าวกลับมา บัดนี้เจ้าได้ชำระจิตใจกลับตัวเป็นคนใหม่ แก้ไขความผิดแต่หนหลังแล้ว เรื่องที่เคยเข้ากับโจรนับแต่นี้ก็ไม่ต้องเอ่ยถึงอีก แต่ไหนแต่ไรมาผู้ที่ไถ่โทษด้วยความชอบจนทำการใหญ่สำเร็จก็มีอยู่มิใช่น้อย เจ้าจงถือคนเหล่านั้นเป็นแบบอย่าง ขอเพียงมีใจภักดีต่อราชสำนัก ทำราชการด้วยความซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง ข้าก็จะไม่ทำให้เจ้าต้องผิดหวัง ลองคิดดูเถิด ถึงคราวนั้น เจ้าคล้องตราประจำตำแหน่งสวมอาภรณ์ดำ ขี่ม้าสูงใหญ่ คืนสู่บ้านเกิดด้วยเสื้อแพร บิดามารดาของเจ้าจะปลื้มปีติและภาคภูมิใจสักเพียงใดเล่า"
เหอหงีรับว่า "ขอรับ"
ตรวจค่ายเหอหงีเสร็จออกมา ซุนเจินถามซุนฮิวว่า "เป็นอย่างไรบ้าง"
ซุนฮิวกล่าวว่า "เหล่าทแกล้วทหารในค่ายเหอหงีเมื่อเห็นท่านแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนหวาดหวั่นนอบน้อม ไร้สีหน้าเสแสร้ง ข้ามิได้พบผู้ใดที่มีสีหน้าอาฆาตแค้นเลย"
"แล้วเหอหงีเล่า"
"ครอบครัววงศ์ตระกูลของเขาล้วนย้ายมายังผิงอวี๋แล้ว ในไพร่พลของเขาบัดนี้ก็แทบไม่มีลูกน้องเก่าของเขาเลย ท่านก็ผูกใจเขาด้วยคุณธรรม ข่มเขาด้วยแสนยานุภาพ ใช้ทั้งพระคุณและพระเดชควบกัน คาดว่าเขาคงจะไม่คิดทรยศแล้ว"
ซุนเจินพยักหน้า กล่าวว่า "เช่นนี้ ค่ายนี้ก็พอใช้การได้แล้ว"
ตรวจค่ายเหอหงีเสร็จ ก็ตรวจค่ายสวี่จ้งและเล่าเติ้งต่อ แล้วจึงตรวจกองกลาง ตรวจครบสามค่าย ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว พ่อครัวหุงข้าวเสร็จ ทหารตามค่ายต่าง ๆ จุดกองไฟ อาศัยแสงไฟกินข้าว กินเสร็จ คงทหารเฝ้ายามไว้ ที่เหลือต่างเข้าไปพักผ่อนในกระโจม
ซุนเจินกลับยังพักผ่อนมิได้ ถูกฮองฮูสงเรียกตัวพร้อมฟู่เซี่ยและคนอื่นไปยังกองกลาง เพื่อปรึกษาการศึกที่ใกล้จะมาถึง
การศึกในแคว้นเฉินไม่มีอะไรต้องปรึกษา การศึกในเมืองเฉินหลิวก็ไม่มีอะไรต้องปรึกษา ที่สำคัญคือปรึกษาการรบหลังจากไปถึงตังกุ๋นแล้ว
ฮองฮูสงได้ส่งหน่วยสอดแนมไปสืบยังตังกุ๋นเสียแต่เนิ่น ๆ คนแม้ยังมิทันถึงตังกุ๋น ทัพใหญ่แม้ยังมิทันออกจากยีหลำ แต่ความเป็นไปของตังกุ๋นก็เข้าใจถ่องแท้แล้ว ในจุดนี้ของฮองฮูสง ซุนเจินได้เรียนรู้ไว้ด้วยใจอันถ่อมตน พิชัยสงครามว่าไว้ว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมิพ่ายแพ้"(5) หลักการนี้ใคร ๆ ก็เข้าใจ แต่ครั้นจะทำให้ได้ก็ยากนัก ทัพฮั่นรบชนะติดต่อกันมา ปราบสองเมืองได้เรียงราย หากเปลี่ยนเป็นแม่ทัพที่หยิ่งทะนงอวดดี สิบครั้งคงไม่ส่งคนไปสืบราชการศึกถึงตังกุ๋นก่อนออกเดินทาง แต่ฮองฮูสงกลับทำเช่นนี้ แต่ก่อนเมื่อปราบโพกผ้าเหลืองที่เองฉวนได้แล้ว ฮองฮูสงก็ยังมิทันออกจากเองฉวน ก็ส่งคนไปสืบยังยีหลำก่อน คราวนี้ก็เป็นเช่นกัน ความรอบคอบเช่นนี้ควรค่าแก่การเรียนรู้
ทว่าแม้จะเข้าใจราชการศึกของตังกุ๋นแล้ว แต่ท้ายที่สุดทัพใหญ่ยังมิทันไปถึง เนื้อหาที่ปรึกษากันจึงไม่อาจละเอียดลออได้ ตกลงกันไว้แต่คร่าว ๆ ว่า รอออกจากตังกุ๋น เข้าเมืองเฉินหลิวแล้ว ก็จะแบ่งทัพออกเป็นสองสาย สายหนึ่งฮองฮูสงนำกำลังหลักไปทางสายกลางมุ่งสู่ตังกุ๋น อีกสายหนึ่งให้ซุนเจินนำกองแยกไปทางสายตะวันออกมุ่งสู่ตังกุ๋น(6)
ซุนเจินเป็นเพียงจั่วจวินซือหม่า ตามหลักแล้วหาคุณสมบัติที่จะนำทัพแยกตามลำพังไม่ แต่ก่อนหน้านี้ที่เมืองยีหลำเมื่อตีซีหัวแตกแล้ว ฮองฮูสงก็สั่งให้เขาแยกเป็นสายหนึ่งตามล่าเหอหงี บัดนี้ก็ยังตัดสินใจให้เขานำสายหนึ่งตามลำพังอีก นี่เป็นการชูชุบเอ็นดูอย่างเห็นได้ชัด เป็นการมอบโอกาสให้เขาสร้างความชอบ การนำทัพสายหนึ่งตามลำพังแม้กดดันหนัก แต่เมื่อได้ซึ้งถึงความตั้งใจดีของฮองฮูสงแล้ว ซุนเจินก็ย่อมไม่มีข้อขัดข้องใด
วันรุ่งขึ้นฟ้าสาง ทั้งทัพถอนค่าย เดินไปข้างหน้าสี่ห้าลี้ ก็ออกจากเมืองยีหลำ เข้าสู่เขตแคว้นเฉิน
พอเข้าเขตแคว้นเฉินมิไกล ก็เห็นข้างหน้ามีกองคนม้ากองหนึ่งหยุดจอดอยู่กลางทาง
## เชิงอรรถ
(1) ราชวงศ์ฮั่นทั้งสอง — หมายถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและฮั่นตะวันออก
(2) กองพิชิตศัตรู (โพตี๋ชวี่) — ชื่อกอง (ชวี่ หน่วยทหาร) ในบัญชาซุนเจิน เป็นกองพลง้างหน้าไม้ เดิมนำโดยสวี่จ้ง (เจียงเสี่ยน)
(3) มองทะลุ มิอาจมองทะลวง — สำนวนหมายว่า รู้ความในใจกันแล้วแต่มิควรพูดเปิดเผยออกมาให้กระจ่าง
(4) "มีแต่คนต่ำช้ากับสตรีเท่านั้นที่เลี้ยงยาก ใกล้เข้าก็ลำพอง ห่างออกก็เคืองแค้น" — วาทะของขงจื๊อในคัมภีร์หลุนอวี่
(5) "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมิพ่ายแพ้" — วาทะจากพิชัยสงครามซุนจื่อ (ต้นฉบับใช้ว่า "รบร้อยครั้งมิพลั้งพลาด")
(6) สายตะวันออก — กองแยกของซุนเจินไปทางสายตะวันออก ส่วนทัพหลักของฮองฮูสงไปทางสายกลาง