สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 209 ตีข้าศึกแตก (ตอนกลาง)

25 นาที· 5.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 209 — ตีข้าศึกแตก (ตอนกลาง)

ผู้ที่จะแค้นเคืองซุนเจินกับเล่าเติ้งถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่ผู้ใดอื่นนอกจากปอไซ

ในบรรดาผู้คนบนเชิงเทินกำแพงเมือง มีผู้ที่รู้จักปอไซอยู่ไม่น้อย เจ๋าเฉาเฉวียน (เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนจับกุมคดี)(1) ตู้อิ้ว ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ทีแรกก็ได้เห็นกับตาในตอนที่ปอไซสวมเกราะกุมทวนต่อหน้าสามทัพทั้งฝ่ายเรือฝ่ายข้าศึกอย่างไม่นำพาผู้ใด ต่อมาก็ได้ยินกับหูในยามที่มันออกคำสั่ง "ตีเมืองแตกแล้วให้ฆ่าล้างเลือดนองเมือง" และ "ตั้งบำเหน็จซื้อหัวซุนเจินกับเล่าเติ้ง" ตู้อิ้วอดไม่ได้ ออกปากชมเชยพลางทึ่งว่า "สวมเกราะต่อหน้ากำแพงเมือง ตั้งบำเหน็จซื้อหัวท่านซุนเจ๋าเฉา ปอไซเอ๋ย ช่างเป็นคนกล้านัก มองพวกเราดุจไม่มีตัวตน องอาจห้าวหาญถึงเพียงนี้ ไม่เอาความดีความชอบไปสร้างที่ชายแดน กลับมาเข้ากับโจร น่าเสียดายนัก น่าเสียดายนัก"

"แต่ก่อนปอไซมักเอากำลังหลักไว้เป็นกองหนุนคุมแนวหลัง ครานี้กลับเอากำลังหลักมาเป็นทัพหน้า มันจะสู้เอาเป็นเอาตายกับพวกเราเสียแล้วละ"

กุยโต๋เก็บสายตากลับมา เอ่ยแก่ท่านไท่โส่วแซ่บุนอย่างนอบน้อมว่า "ศึกใกล้จะเริ่ม คมหอกคมดาบหาได้มีตาไม่ ข้าน้อยได้ยินมาว่า 'ผู้มีทรัพย์สมบัตินับพันชั่งทอง ย่อมไม่นั่งใต้ชายคา' ใต้เท้าเป็นถึงขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักศักดินาสองพันสือ ไม่ควรยืนอยู่ในที่อันตราย ขอเชิญลงจากกำแพงไปก่อนเถิด คอยฟังข่าวชัยจากข้าน้อยทั้งหลายเทอญ"

ท่านไท่โส่วแซ่บุนยังไม่ทันตอบ จวิ้นเฉิงเฟ่ยช่างก็รีบชิงพูดขึ้นก่อนว่า "ท่านกุยกล่าวชอบแล้ว ใต้เท้า ข้าน้อยจะตามใต้เท้าลงจากกำแพงไปด้วย"

ท่านไท่โส่วแซ่บุนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็เลือกเชื่อตามคำของกุยโต๋กับเฟ่ยช่าง ก่อนจะลงจากเชิงเทิน ถึงกับลดตัวลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เข้าจับมือซุนเจินไว้ กำชับว่า "ทัพโจรมีกำลังมากนัก ท่านซุนเจ๋าเฉาจงตั้งสติให้ดี อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด กองทหารบนเชิงเทินทั้งปวง ขอมอบให้ท่านเป็นผู้บัญชาการ เราจะคอยฟังข่าวชัยของท่านอยู่ใต้กำแพง"

ซุนเจินตอบสั้นกระชับได้ใจความว่า "ใต้เท้าโปรดวางใจเถิด" แล้วทำสัญญาณให้บุนเพ่ง เฉิงเยี่ยน และเสี่ยวเริ่น คุ้มกันท่านไท่โส่วแซ่บุนกับเฟ่ยช่างลงจากกำแพง

บรรดาขุนนางแคว้นที่ตามท่านไท่โส่วมานั้น อย่างอู่กวานเฉวียนหานเลี่ยง จู่ปู้อ้องหลาน ตลอดจนหัวหน้าและลูกหลานตระกูลคหบดีทั้งหลาย ต่างขลาดกลัวตื่นตระหนกมาแต่ต้น คิดจะหนีจากเชิงเทินไปหลบในที่ปลอดภัยอยู่แล้ว ครั้นเห็นท่านไท่โส่วลงจากกำแพง ก็รีบตามลงไปทันที

ขุนนางแคว้นในชุดดำคาดสายตรา กับเหล่าคหบดีในอาภรณ์แพรพรรณ พากันรุมล้อมท่านไท่โส่วและจวิ้นเฉิงเฟ่ยช่างไว้ เบียดเสียดยัดเยียดกัน วิ่งกระหืดกระหอบ ไปเร็วกว่าตอนที่มาเสียอีก ชั่วพริบตาเดียวก็ไปกันเสียจนเกลี้ยง

ในหมู่ขุนนางแคว้น คงเหลือก็แต่ซุนเจิน ซุนฮิว ซีจื้อไฉ จงฮิว ตู้อิ้ว และกุยโต๋อยู่ไม่กี่คน ส่วนในหมู่ลูกหลานคหบดี ก็มีแต่ซินอ้ายผู้เดียวที่ไม่ได้ไป

ครั้นมองส่งท่านไท่โส่วกับพวกลงจากเชิงเทินไปแล้ว ซุนเจินก็ถอนใจโล่งอก

ในใจเขามีคำหนึ่งที่ไม่ได้เอ่ยออกมา ว่า "ในที่สุดผู้ที่ควรไป ก็ไปกันเสียหมดแล้ว"

โดยเหตุผลแล้ว ท่านไท่โส่วเป็นไท่โส่วประจำแคว้น หากคงอยู่บนเชิงเทิน ย่อมช่วยปลุกขวัญทหารผู้รักษาเมืองได้อยู่บ้าง ทว่าเสียอยู่ที่เขาไม่รู้เรื่องการศึก หากบังเอิญ "อารมณ์มา" ขึ้น สั่งการมั่ว ๆ ไป กลับจะกลายเป็นผลเสีย บัดนี้เมื่อเขาไปเสียแล้ว ในบรรดาผู้ที่ยังอยู่บนเชิงเทิน ซุนเจินมีอำนาจบัญชาทหารสูงสุด ไม่ต้องพะวงว่าผู้ใดจะมาคอยขัดขวางอีก จึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันที เป็นธรรมดา

ซุนเจินเก็บความนึกคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ อัน "ไม่ควรเล่าให้คนนอกฟัง" เหล่านี้ไว้ แล้วหันสายตาลงมองเบื้องล่างกำแพง

กองทัพโพกผ้าเหลืองได้จัดกระบวนทัพเสร็จแล้ว

แถวหน้าสุดคือกำลังหลักภายใต้บัญชาของปอไซ พลราบหุ้มเกราะกว่าพันนายนั้น อยู่ห่างจากคูเมืองราวหนึ่งลี้เศษ

คนพันเศษนี้แบ่งออกเป็นหกกอง

ในจำนวนนั้น ห้ากองอยู่ข้างหน้า คนน้อยกว่า อีกหนึ่งกองอยู่ค่อนไปข้างหลัง คนมากกว่า

ห้ากองที่อยู่ข้างหน้าเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน แต่ละกองมีคนราวสองร้อยนาย ระหว่างกองแต่ละกองห่างกันหลายจ้าง

อีกหนึ่งกองที่อยู่ค่อนไปข้างหลังนี้มีราวสามสี่ร้อยนาย อยู่เยื้องไปทางหลังขวาของห้ากองหน้า ปอไซก็อยู่ท่ามกลางพลหุ้มเกราะกองนี้

การเข้าตีเมืองหลายครั้งก่อน ปอไซล้วนบัญชาอยู่ในกองกลาง ครานี้มันมาคุมทัพถึงแนวหน้าด้วยตนเอง

นอกจากพลหุ้มเกราะสามสี่ร้อยนายนั้นแล้ว เคียงข้างกายมันยังมีพลม้าอีกหลายร้อย ตำแหน่งของพลม้านี้อยู่ตรงข้ามประตูเมืองพอดี

ซุนฮิวตรองแล้วกล่าวว่า "ชัดเจนยิ่งแล้ว พลหุ้มเกราะห้ากองที่เรียงอยู่หน้าสุดนั้น ต้องเป็นทัพหน้าในการตีเมืองครานี้แน่ ส่วนพลหุ้มเกราะสามสี่ร้อยที่อยู่เยื้องหลังไปทางขวานั้น เห็นจะเป็นกองหนุนที่ปอไซกันไว้ ส่วนพลม้าหลายร้อยที่อยู่ตรงข้ามประตูเมืองนั้น คงเป็นกำลังที่ปอไซจัดไว้คอยป้องกันไม่ให้ทัพเราออกเมืองมาตีโต้เป็นพิเศษ … เจินจือ ดูทีการที่ท่านนำคนออกเมืองไปจู่โจมสองครั้งก่อน คงทิ้งเงาหวาดผวาไว้ในใจปอไซไม่น้อยทีเดียว"

พลหุ้มเกราะกับพลม้าที่ปอไซบัญชาด้วยตนเองคือขบวนสี่เหลี่ยมขบวนแรกของกองทัพโพกผ้าเหลือง

ถัดมาคือขบวนสี่เหลี่ยมที่สองของพวกมัน

ขบวนนี้ประกอบด้วยพลโล่ร้อยเศษ กับพลธนูพลหน้าไม้สี่ห้าร้อยนาย ห่างจากขบวนแรกราวห้าสิบก้าว

ถัดจากพลธนูพลหน้าไม้ไป คือขบวนสี่เหลี่ยมที่สามของกองทัพโพกผ้าเหลือง ห่างจากขบวนหน้าราวห้าสิบก้าวเช่นกัน

ขบวนนี้ประกอบด้วยพลราบเบาสองสามพันนาย

พลราบเบาเหล่านี้ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ แม้ไม่มีเกราะเหล็ก แต่ก็มีไม่น้อยที่สวมเกราะหนัง อาวุธที่ใช้บ้างเป็นดาบหวนโฉ่ว(2) บ้างเป็นหอกเหล็กยาว แม้จะไม่เป็นระเบียบแบบแผนนัก แต่ก็ดีกว่าอาวุธในมือไพร่โพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่ อย่างน้อยก็ไม่มีผู้ใดถือจอบหรือกำหลาวไม้ไผ่

ซุนฮิวกล่าวว่า "พลธนูพลหน้าไม้ไม่ต้องเอ่ยถึง เห็นได้ชัดว่ามีไว้กำบังให้พลหุ้มเกราะปีนกำแพง ส่วนพลราบเบาสองสามพันนายนั้น เห็นจะเป็นกำลังหลักในการตีเมืองของปอไซครานี้แล้ว"

ลำพังพลหุ้มเกราะพันเศษนั้นยากจะตีเมืองเอี้ยงเต๊กให้แตกได้ ครั้นพลหุ้มเกราะขึ้นถึงเชิงเทินแล้ว พลราบเบาสองสามพันนายก็ต้องตามขึ้นไป

ถัดจากพลราบเบาไป ก็คือกำลังพลส่วนใหญ่ของกองทัพโพกผ้าเหลือง

คนสามหมื่นเศษ แน่นขนัดเป็นพรืด รวมตัวกันเป็นขบวนสี่เหลี่ยมขบวนสุดท้าย

ในคนสามหมื่นเศษนี้ มีทั้งชายฉกรรจ์ มีทั้งคนแก่คนอ่อนแอ มีทั้งสตรี ล้วนนุ่งห่มขาดวิ่น กระทั่งมีไม่น้อยที่ผ้าผ่อนปิดกายไม่มิด เสื้อผ้ายังเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงอาวุธ นอกจากนายกองน้อยกับหัวหน้ากองแล้ว ก็ไม่มีกี่คนที่มีอาวุธเป็นชิ้นเป็นอัน ที่มีมากที่สุดคือจอบกับเสียมไม้ กำหลาวไม้ไผ่กับท่อนไม้ก็มีสัดส่วนมากอยู่ทีเดียว

ขบวน "สี่เหลี่ยม" ทั้งสี่ขบวนของกองทัพโพกผ้าเหลืองนี้ ขบวนพลหุ้มเกราะมีกระบวนเป็นระเบียบที่สุด พลธนูพลหน้าไม้มีคนไม่มากนัก กระบวนพอใช้ได้ พลราบเบาก็พอประมาณ ส่วนขบวน "สี่เหลี่ยม" ขบวนสุดท้ายนี้ คนสามหมื่นเศษ ที่ว่าเป็นขบวนสี่เหลี่ยมก็เพื่อสะดวกแก่การเรียกขานเท่านั้น อันที่จริงหาเป็นกระบวนรูปใดไม่ ระเกะระกะวุ่นวายไปหมด มองลงไปแต่ไกลจากบนกำแพง ดูประหนึ่งตลาดนัดใหญ่แห่งหนึ่งก็ไม่ปาน

ต่อขบวน "สี่เหลี่ยม" ขบวนสุดท้ายนี้ ซุนฮิวก็ทำเป็นมองไม่เห็นเสียเลย

ผู้มีตาแหลมคมย่อมมองออกได้ว่า ขบวน "สี่เหลี่ยม" นี้แม้มีคนมากที่สุด สามหมื่นเศษ แต่แท้จริงหาควรค่าแก่การเอ่ยถึงไม่ หากจะใช้คำของคนยุคหลังมาพรรณนา ก็เป็นเพียง "พลสังเวยศึก" เท่านั้น(3) ขอเพียงตีขบวนสี่เหลี่ยมข้างหน้าของกองทัพโพกผ้าเหลืองให้แตกได้ ขบวนสี่เหลี่ยมขบวนสุดท้ายนี้ก็จะแตกพ่ายเองโดยไม่ต้องรบ

ดวงตะวันค่อยคล้อยลงสู่ทิศตะวันตกอย่างช้า ๆ ครั้นใกล้ยามสนธยา กองทัพโพกผ้าเหลืองก็เตรียมการเสร็จสรรพในที่สุด แล้วเริ่มเข้าตี

จากขบวน "สี่เหลี่ยม" ขบวนสุดท้าย มีคนห้าหกร้อยออกมา หามเจี้ยเฉียว (สะพานพาดข้ามคู)(4) และหยุนทรี (บันไดปีนกำแพง)(5) ลอดช่องทางที่ขบวนสี่เหลี่ยมสามขบวนข้างหน้าเว้นไว้ให้ ตรงรี่ไปยังริมคูเมือง ผู้ที่หามสะพานพาดเร่งขึ้นหน้าไปก่อน พาดสะพานขวางข้ามคูเมือง รวมสะพานพาดสี่อัน นับรวมกับสะพานชักที่มีอยู่แต่เดิม เป็นห้าสะพานทั้งสิ้น

ครั้นพาดสะพานเสร็จแล้ว พลธนูพลหน้าไม้ในขบวนสี่เหลี่ยมที่สองก็รุดขึ้นหน้า ภายใต้การคุ้มกันของพลโล่ ข้ามคูไปก่อน หยุดอยู่ ณ ตำแหน่งใกล้ระยะยิงของหน้าไม้ เตรียมพร้อมจะยิงขึ้นสู่เชิงเทิน

บนเชิงเทินกำแพงเมือง

ซุนเจินคิดด้วยความเสียดายอยู่บ้างว่า "น่าเสียดายที่ในเมืองไม่มีโถวสือจี (เครื่องเหวี่ยงหิน)(6)! ไม่ฉะนั้น คนหลายร้อยเหล่านี้คงเป็นเป้าให้ยิงได้อย่างดีเชียว" แล้วก็ยกมือขึ้น ออกคำสั่งว่า "พลธนูพลหน้าไม้ ขึ้นหน้า"

พลธนูพลหน้าไม้ในหมู่ทหารแคว้นและในหมู่บริวารแต่ละตระกูล ต่างถือธนูจับหน้าไม้ ขึ้นยืนเหนือใบเสมาบนกำแพง กดข่มลงสู่เบื้องล่าง

ไพร่โพกผ้าเหลืองที่หามหยุนทรีก็ข้ามคูตามหลังพลธนูพลหน้าไม้มา พลโล่ที่ข้ามคูมาก่อนหน้าพวกมันได้แบ่งคนออกราวยี่สิบสามสิบนาย ชูโล่ขึ้นสูง คุ้มกันพวกมันเคลื่อนเข้าหากำแพงเมืองอย่างระมัดระวัง

ห่างจากกำแพงสามร้อยก้าว สองร้อยห้าสิบก้าว สองร้อยก้าว

ซุนเจินสั่งว่า "หน้าไม้สี่สือ ขึ้นสายพาดลูก"

ข้าศึกประชิดกำแพงหนึ่งร้อยแปดสิบก้าว

"ยิง!"

พลหน้าไม้สี่สือ(7) เล็งหน้าไม้ไปยังข้าศึกแต่แรกแล้ว ลูกหน้าไม้อันโตยี่สิบสามสิบลูกหลุดจากสายพุ่งออกไป ทะลวงอากาศพุ่งลงเบื้องล่าง

ได้ยินเสียง "ปุ ปุ ปุ" ดังทึบหลายครั้ง นอกจากลูกหน้าไม้ส่วนน้อยที่ยิงพลาดเป้าไป ที่เหลือล้วนยิงถูกเป้าหมายทั้งสิ้น

หน้าไม้แห่งสองยุคฮั่น อันที่แรงน้าวมากอาจถึงสิบสือ สิบห้าสือ ยี่สิบสือ หน้าไม้สี่สือเป็นของที่พบเห็นได้ทั่วไป หน้าไม้สี่สือมีระยะยิงเกินสองร้อยก้าว ในระยะสองร้อยก้าว แรงของมันอาจทะลวงโล่ใหญ่ได้ ลูกหน้าไม้ยี่สิบสามสิบลูกพุ่งออกไป โล่ของพลโล่โพกผ้าเหลืองแทบจะถูกเสียบทะลุไปจนหมด เพราะแรงเจาะทะลวงของลูกหน้าไม้แรงนัก โล่บางอันคุณภาพก็ไม่ดี ถึงขั้นไม่เพียงถูกเสียบทะลุ หากแต่ถูกผ่าแตกกระจายในทันทีก็มี

ครั้นโล่แตก ลูกหน้าไม้ก็ยังพุ่งต่อไปไม่หมดแรง ทะลวงเข้าสู่ร่างของพลโล่หรือไพร่โพกผ้าเหลืองที่แบกหยุนทรีอยู่ เลือดสาดกระเซ็น เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทันที ไพร่โพกผ้าเหลืองที่ถูกลูกหน้าไม้มีอยู่เจ็ดแปดคน ในจำนวนนั้นคนหนึ่งโชคร้ายที่สุด ลูกหน้าไม้ยิงถูกโคนขาพอดี ทะลุร่างปักตรึงเขาลงกับพื้น หัวลูกหน้าไม้มีเงี่ยงเกี่ยว จะถอนก็ไม่กล้าถอน จะขยับก็ไม่กล้าขยับ ไพร่ผู้นี้ได้แต่นอนแผ่อยู่กับพื้น เบิ่งตามองเลือดไหลพุ่งดั่งน้ำพุ เจ็บปวดเข้าถึงกระดูก คว้าเพื่อนทหารข้างกายร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ

ภาพเช่นนี้ เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายวันมานี้

ครั้งที่ปอไซตีเมืองหนแรก ลำพังลูกธนู ทหารผู้รักษาเมืองก็ตีทัพโพกผ้าเหลืองให้ถอยร่นได้แล้ว มาถึงวันนี้ ทั้งทหารผู้รักษาเมืองบนกำแพงและไพร่โพกผ้าเหลืองใต้กำแพงต่างก็เห็นจนชินตา ไม่รู้สึกแปลกอันใด ครั้นทิ้งผู้บาดเจ็บไว้ ไพร่โพกผ้าเหลืองที่เหลือก็เร่งฝีเท้า วิ่งตรงเข้าหากำแพงเมือง

"หน้าไม้สามสือ!"(8)

ลูกธนูอีกหลายสิบลูกพุ่งปราดออกไป

"ธนู!"

พลธนูบนเชิงเทินกำแพงเริ่มสำแดงฤทธิ์

พลหน้าไม้สี่สือ หน้าไม้สามสือ พาดลูกขึ้นใหม่ ลูกหน้าไม้ ลูกธนู ตกลงมาดั่งห่าฝน

พลธนูพลหน้าไม้ของกองทัพโพกผ้าเหลืองเคลื่อนขึ้นหน้า ยกธนู ยกหน้าไม้ขึ้น ระดมยิงโต้ตอบ

ยิงจากใต้กำแพงขึ้นสู่บนกำแพง ย่อมสู้ยิงจากบนกำแพงลงสู่ใต้กำแพงไม่ได้แน่ อีกทั้งหน้าไม้ของทัพโพกผ้าเหลืองก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นธนู ระยะยิงสั้น ถึงแม้ลูกธนูจะขึ้นถึงเชิงเทินได้ ก็อ่อนแรงตกลงมาแต่ไกลแล้ว ไม่เป็นภัยต่อทหารผู้รักษาเมืองมากนัก

ฝ่าห่าลูกธนูขึ้นมา ไพร่โพกผ้าเหลืองยอมสูญเสียไพร่พลล้มตายไปเกือบร้อยคน จึงพาดหยุนทรีรวมห้าอันขึ้นพิงเชิงเทินกำแพงได้สำเร็จ

นอกคูเมือง ปอไซลั่นกลองศึกขึ้น

พลราบหุ้มเกราะห้ากองที่อยู่ในขบวนสี่เหลี่ยมขบวนแรกหันรับแสงตะวันยามอัสดงที่คล้อยต่ำ ต่างวิ่งเข้าสู่สะพานพาดอันละกอง พลหุ้มเกราะกองละสองร้อยนาย รวมเป็นพันนาย พลหุ้มเกราะพันนายในเกราะดำ สวมโต้วโหมว (หมวกเกราะ)(9) กุมหอก กุมดาบ ครั้นวิ่งขึ้นมา เสียงดังครึกโครมยิ่งนัก

สะพานทุ่นลอยที่กว้างพอให้คนสองคนเดินเคียงกันได้ ถูกเหยียบจนโยกคลอนไหวเอน ดังเอี๊ยดอ๊าดไม่ขาดเสียง

พลหุ้มเกราะที่อยู่หน้าสุดลงจากสะพานทุ่นลอย เหยียบลงบนพื้นดินฟากในของคูแล้ว แต่พลหุ้มเกราะท้ายแถวยังไม่ทันขึ้นสะพานเลย เกราะหนักยิ่งนัก พลหุ้มเกราะแต่ละนายทั้งเสื้อเกราะทั้งอาวุธรวมน้ำหนักหลายสิบชั่ง ก้าวเท้าหนักอึ้งเหยียบลงบนพื้น เตะฝุ่นฟุ้งขึ้นเป็นสาย

ห้ากอง เปรียบดั่งงูดำห้าตัว ฝ่าห่าลูกธนูเสมอหน้าขึ้นพร้อมกัน พุ่งตรงเข้าหาหยุนทรีที่พิงอยู่กับกำแพงเมือง

บนเชิงเทินกำแพงก็ดังเสียงกลองศึกขึ้นเช่นกัน

ทั้งในเมือง ทั้งนอกเมือง เสียงกลองประดังกันก้องสนั่นหู

ไพร่โพกผ้าเหลืองหลายหมื่นยกอาวุธขึ้นร้องตะโกนลั่นว่า "ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!" ช่วยกระพือกำลังใจให้เหล่าพลหุ้มเกราะ ระยะหลายร้อยก้าวถึงในชั่วพริบตา เพราะพลหุ้มเกราะสวมเกราะแกร่งหุ้มกาย กำลังป้องกันดีกว่าพลโล่กับพลราบเบาก่อนหน้านี้มากนัก ลูกหน้าไม้ ลูกธนูจากบนกำแพงจึงไม่อาจทำร้ายได้มากนัก

พลหุ้มเกราะที่วิ่งนำหน้าแต่ละกองอยู่ไม่กี่นาย พอวิ่งถึงใต้หยุนทรี ก็คาบดาบหวนโฉ่วไว้ในปาก หรือไม่ก็หนีบหอกยาวไว้ใต้รักแร้ ก้มหน้าก้มตาปีนบันไดขึ้นไป

พลหน้าไม้บนกำแพงหันปากหน้าไม้เปลี่ยนทิศยิงเสียใหม่ จากบนยิงลงล่าง เล็งไปยังพลหุ้มเกราะที่กำลังปีนบันได น้าวสายปล่อยลูก ลูกหน้าไม้พุ่งดิ่งลงไป ประการหนึ่ง ระยะตอนนี้ใกล้กว่าเมื่อครู่ ประการหนึ่ง แรงสายบวกแรงดึงดูด อานุภาพยิ่งมากขึ้น จึงเริ่มมีพลหุ้มเกราะถูกลูกหน้าไม้ พลหุ้มเกราะที่ถูกยิงตรงจุดสำคัญร่วงตกจากบันได ที่ไม่ถูกจุดสำคัญก็ทนความเจ็บปีนต่อขึ้นไป

ซุนเจินสั่งว่า "พลธนูถอยชั่วคราว พลง่ามขึ้นหน้า!"

ต่อหน้าเกราะอันแกร่ง ธนูแทบไม่ได้ผลนัก พลธนูรับคำสั่งถอยลงไป ทหารแคว้นร่างสูงใหญ่กำยำสามสิบกว่านายถือง่ามเหล็กด้ามยาวขึ้นมารับช่วงแทน สามสิบกว่านายแบ่งเป็นห้าหมู่ ต่างรับหยุนทรีอันละหมู่ ใช้ง่ามเหล็กค้ำราวบันไดทั้งสองข้างของหยุนทรี ออกแรงดันอย่างแรง หมายผลักให้บันไดล้มลง

ในศึกรักษาเมืองหลายครั้งก่อน ทหารผู้รักษาเมืองใช้วิธีนี้ผลักหยุนทรีของทัพโพกผ้าเหลืองล้มไปได้มากมาย ทัพโพกผ้าเหลืองล้มทีหนึ่งฉลาดขึ้นทีหนึ่ง จึงปรับปรุงวิธีทำหยุนทรีเสียใหม่ เพิ่มฐานรองที่โคนบันได ค้ำยันไว้กับพื้นอย่างมั่นคง

— อันที่จริง หยุนทรีตามแบบแผนนั้นโคนบันไดมีฐานรองอยู่แต่เดิมแล้ว ใต้ฐานยังมีลูกล้อ อาจเข็นเคลื่อนที่ได้ ทัพโพกผ้าเหลืองแต่ก่อนไม่มีความชำนาญ ครั้นเสียทีแล้วจึงรู้คิด

ในที่สุดพลง่ามก็ไม่อาจผลักหยุนทรีล้มได้แม้สักอันเดียว ครั้นเห็นพลหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองปีนขึ้นมาถึงช่วงกลางของหยุนทรีแล้ว ซุนเจินก็สั่งอีกว่า "พลง่ามถอยลง เทน้ำเดือด!"

ชายฉกรรจ์ราษฎรจับกลุ่มกันกลุ่มละสองคน หามถังใบใหญ่คนละสองถังไปยังหน้าหยุนทรีทั้งห้าอัน ในถังบรรจุน้ำเดือด ทหารผู้รักษาเมืองยกถังเหล่านี้ขึ้นทีละใบ เทราดลงไปเบื้องล่าง น้ำร้อนหลั่งลงมา ไอร้อนกรุ่นคลุ้ง เกราะแกร่งของพลหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองกันลูกธนูได้ แต่กันน้ำร้อนไม่ได้

น้ำเดือดสาดต้องร่างพวกมัน ซึมผ่านรอยต่อของเสื้อเกราะและโต้วโหมวเข้าไปข้างใน น้ำเดือดอันร้อนระอุนั้นร้อนเพียงใดเล่า ราดลงต้องตัว ก็ดุจหนังลอกออกไปชั้นหนึ่ง พลหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองร้องโหยหวนไม่ขาดเสียง ทยอยกันร่วงตกลงใต้กำแพง

ลูกหน้าไม้และน้ำเดือดได้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น ครั้นเวลาผ่านไป ในที่สุดก็มีพลหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองปีนถึงปลายหยุนทรี มาถึงตั่วโข่ว (ช่องใบเสมา)(10) จนได้

พลหุ้มเกราะคนแรกที่ปีนถึงตั่วโข่วได้นั้นอยู่บนหยุนทรีอันที่สอง

ยามนั้น พลหน้าไม้ที่เฝ้าอยู่หน้าตั่วโข่วช่องนี้ถอยลงไปแล้ว เปลี่ยนเป็นพลทวนสี่ห้านายขึ้นมาแทน ทวนยาวแทงออกพร้อมกัน พลหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองผู้นี้ติดอยู่บนหยุนทรี ไม่มีทางหลบหลีก ถูกทวนแทงร่วงตกลงไป แต่ถัดมาในทันใด พลหุ้มเกราะคนที่สองก็โผล่หัวขึ้นมาอีก

ทวนแทงออกอีก

พลหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองคนที่สองนี้ใช้หอกยาว ตัวยังไม่ทันขึ้นมา หอกแทงออกมาก่อน ทว่าไม่อาจแทงถูกพลทวนที่ตั่วโข่ว ครั้นเห็นทวนยาวหลายเล่มแทงประจันหน้าเข้ามา รู้ตัวว่าหลบหลีกไม่พ้น ก็เลยไม่หลบ ในยามที่ถูกทวนแทงนั้นกลับยื่นมือออกมา ฉวยด้ามทวนเล่มหนึ่งไว้แน่น ทหารผู้รักษาเมืองที่ถือทวนเล่มนั้นตั้งตัวไม่ทัน ถูกมันฉุดลากร่วงตกลงใต้กำแพงไปด้วยกัน

พลหุ้มเกราะคนที่สามปีนขึ้นมาอีก

การเข้าตีของกองทัพโพกผ้าเหลืองไม่ได้ขาดสายเลย

มาถึงพลหุ้มเกราะคนที่หก พลทวนหมดแรงสิ้นเรี่ยว ไม่อาจต้านทานไว้ได้อีก พลหุ้มเกราะคนนี้ก็กระโจนขึ้นเชิงเทินกำแพงได้

หยุนทรีทั้งห้าอันนี้เป็นจุดที่ไพร่โพกผ้าเหลืองหลายหมื่นนอกเมืองจับตามองอยู่นานแล้ว ยามนี้ครั้นเห็นพลหุ้มเกราะคนนี้ขึ้นกำแพงได้ คนหลายหมื่นก็โห่ร้องขึ้นพร้อมกัน ปอไซย้ายกู่เชอ (รถกลองศึก)(11) ของกองกลางมาแนวหน้าจนหมดสิ้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง กลองศึกหลายสิบใบถูกตีกระหน่ำดังสนั่น ปลุกเลือดให้เดือดพล่าน

บนเชิงเทินกำแพง ซุนเจินกวาดสายตามองรอบด้าน พลหุ้มเกราะบนหยุนทรีอีกสี่อันของกองทัพโพกผ้าเหลืองยังคงต่อสู้กับพลทวนที่ตั่วโข่วอยู่ ที่ปีนขึ้นกำแพงมาได้มีแต่พลหุ้มเกราะบนหยุนทรีอันที่สองเท่านั้น ในศึกรับรุกหลายวันมานี้ ก็เคยถูกทัพโพกผ้าเหลืองฝ่าขึ้นกำแพงมาได้หลายครั้ง ซุนเจินไม่ได้ร้อนรน ออกคำสั่งอย่างใจเย็นว่า "พลดาบขวานขึ้นหน้า!"

ยังไม่ทันสิ้นคำสั่งของเขา ที่ตั่วโข่วหน้าหยุนทรีอันที่สอง พลดาบขวานเจ็ดแปดนายก็พุ่งเข้าล้อมพลหุ้มเกราะที่ขึ้นกำแพงมาคนนี้ไว้แล้ว

พลหุ้มเกราะผู้นี้คนเดียวสู้คนมากไม่ได้ ต้านทานอยู่สองสามที ก็ถูกฟันด้วยดาบหลายเล่มจนตาย

ที่ตั่วโข่ว พลทวนที่หมดแรงถอยลงไปพัก เปลี่ยนกำลังใหม่ที่สดขึ้นมาแทน

ขณะที่ซุนเจินกำลังจับตาดูความเป็นไปของศึกอย่างใกล้ชิด ทหารส่งสารสองนายก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึง

"กราบเรียน!"

"เป็นอย่างไรเล่า"

"ทัพโจรนอกกำแพงเมืองด้านตะวันตกและด้านใต้ก็เริ่มเข้าตีเมืองแล้ว"

ซุนเจินหันหัวมองไปทางทิศตะวันตก ตะวันยามอัสดงแดงดั่งเลือด ศึกกำลังคุกรุ่นเข้มข้น

——

## เชิงอรรถ

(1) เจ๋าเฉาเฉวียน คือเจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนจับกุมคดีของอำเภอ คำเต็มว่าเหมินเซี่ยเจ๋าเฉา

(2) ดาบหวนโฉ่ว คือดาบคมเดียว ปลายด้ามทำเป็นห่วงกลม เป็นอาวุธประจำของทหารยุคฮั่น

(3) "พลสังเวยศึก" ในต้นฉบับเป็นคำที่ผู้แต่งหมายเหตุว่าเป็นถ้อยคำของคนยุคหลัง ความหมายว่าไพร่พลที่ถูกส่งเข้าสมรภูมิเพื่อสังเวยแก่ข้าศึกโดยไม่ได้หวังให้รอด

(4) เจี้ยเฉียว คือสะพานพาดข้ามคูเมือง ทัพข้าศึกแบกมาพาดข้ามคูเพื่อบุกกำแพง

(5) หยุนทรี คือบันไดปีนกำแพงเมือง เป็นอุปกรณ์โจมตีเมือง

(6) โถวสือจี คือเครื่องเหวี่ยงหินสำหรับยิงข้าศึกในการศึก

(7) หน้าไม้สี่สือ คือหน้าไม้ที่มีแรงน้าวสายสี่สือ "สือ" เป็นมาตราวัดแรงน้าวสายยุคฮั่น หน้าไม้ยุคสองฮั่นมีตั้งแต่สี่สือถึงยี่สิบสือ ระยะยิงเกินสองร้อยก้าว แรงพอเจาะทะลวงโล่ใหญ่ได้

(8) หน้าไม้สามสือ คือหน้าไม้ที่มีแรงน้าวสายสามสือ ยิงในระยะถัดจากชุดหน้าไม้สี่สือ

(9) โต้วโหมว คือหมวกเกราะเหล็กที่ทหารหุ้มเกราะสวมป้องกันศีรษะ

(10) ตั่วโข่ว คือช่องใบเสมาหรือช่องเชิงเทินบนกำแพงเมือง เป็นช่องที่ข้าศึกปีนบันไดโผล่ขึ้นมาและพลทวนคอยสกัด

(11) กู่เชอ คือรถกลองศึก ใช้บรรทุกกลองตีปลุกขวัญทหารในสนามรบ

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป