บิฮองเดินทางมาถึงจวนเจ้าเมือง เข้าคารวะซุนเจิน มิเพียงถวายโรงทำเกลือของตระกูลตน ยังนำหีบของขวัญใหญ่หลายใบมาวางถวายหน้าที่นั่ง
ซุนเจินเห็นบิฮองมารับตำแหน่งที่จวน ทั้งยังถวายโรงทำเกลือตระกูลบิ ก็ยินดียิ่งนัก ลอบคิดว่า “บิจื้อจ้งเป็นผู้ที่ปลงทรัพย์ได้อย่างแท้จริง นับว่าเป็นผู้รู้จักกาลเทศะ”
เขาลุกขึ้นทันที ประคองบิฮองซึ่งกำลังหมอบคารวะอยู่กลางโถงให้ลุกขึ้น กล่าวยิ้ม ๆ กับเขาว่า “ยามนี้แว่นแคว้นขาดแคลนงบประมาณจำต้องดำเนินนโยบายผูกขาดเกลือ บุรุษทำคุณไม่จำเป็นต้องมาจากสนามรบแต่เพียงหนทางเดียว กำลังพลออกรบอาจเรียกได้ว่าทำคุณในสนามรบ บัดนี้เจ้าผูกขาดเกลือสามเมืองจะเรียกได้ว่าทำคุณในสมรภูมิเกลือ ครั้นการสำเร็จลุล่วง ความดีความชอบนั้นยิ่งกว่าตีเมืองได้เสียอีก! ครั้งอดีตเจี่ยฟู่ขออาสาไปปราบโจรที่หยาน ฮ่องเต้เกาจู่ทรงแย้มแล้วตรัสว่า ‘จือจินอู่ไปตีหยาน เรายังต้องกังวลอะไรอีก’ วันนี้ข้ามอบหมายภาระนี้แก่เจ้า ก็ไม่ต้องกังวลอีกเช่นกัน”
บิฮองกล่าวว่า “ข้าน้อยจะถวายความจงรักภักดีอย่างถึงที่สุด ทำงานถวายในสมรภูมิเกลือด้วยสุดปัญญา!”
ซุนเจินให้เฉินอี๋ร่างหนังสือแต่งตั้ง
เฉินอี๋ตวัดพู่กันราวมังกรเลื้อย งูเลื้อย เสร็จในพริบตา ส่งถวายซุนเจิน
ซุนเจินตรวจดู เห็นเขียนว่า “กว่านจ้งจื่อวางนโยบายการค้าทรัพยากรเกลือปลา เพื่อจุนเจือผู้ยากไร้ ตอบแทนผู้มีปรีชา ชาวฉีต่างล้วนยินดี หลังจากศึกสงครามราษฎรในแว่นแคว้นยากแค้นทุกข์ยาก การดำเนินการปกครองตามแบบนักปราชญ์โบราณมิเหมาะดอกหรือ! บิฮองมีปัญญาล้ำลึก สามารถแบกรับภาระได้ แต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการผูกขาดเกลือ (ซือหยานตูเว่ย)” อ่านจบแล้วรู้สึกต้องใจยิ่ง เว้นก็แต่อีกจุดหนึ่ง จึงกล่าวกับเฉินอี๋ว่า “เพิ่มอีกประโยคหนึ่งว่า ‘ให้อำนาจสั่งการตามสมควร ไม่จำต้องรายงานล่วงหน้า’”
