# ตอนที่ 291 — เดินทัพพลางรบพลางห้าร้อยลี้ (ตอนต้น)
เพิ่งเข้าเขตแคว้นเฉินมายังไม่ทันไกล ก็แลเห็นเบื้องหน้ามีกองคนกองม้ากองหนึ่งหยุดยั้งอยู่กลางทาง
ฮองฮูสงออกคำสั่ง ให้ทัพทั้งหมดค่อย ๆ หยุดลง จากกองคนกองม้ากองนั้นมีคนหลายม้าออกมา ควบมาแต่ไกล
ซุนเจินอยู่ในกองทัพ มองออกไปแต่ไกล เห็นในบรรดาคนเหล่านี้ ผู้นำหน้าคนหนึ่งสวมเสื้อขุนนางสีดำ ศีรษะสวมมงกุฎสูง สายหนังคาดเอวห้อยตราเงินสายเขียว เหน็บกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง เป็นเครื่องแต่งกายของจวิ้นโฉ่ว(1) หรือเสนาบดีแคว้นชั้นสองพันสือ ซุนฮิวกล่าวว่า "ผู้นี้ต้องเป็นลั่วจวิ้นอัครเสนาบดีแคว้นเฉินเป็นแน่" ลั่วจวิ้นนั้นมีชื่อรองว่าเซี่ยวหยวน เป็นชาวเมืองไหวจี เป็นคนบ้านเดียวกันกับจูฮี
ซุนฮิวกล่าวว่า "โพกผ้าเหลืองก่อตัวขึ้นฉับพลัน แผ่นดินปั่นป่วน หัวเมืองทั้งหลายคือมณฑลอิจิ๋ว เกงจิ๋ว เอี๋ยนจิ๋ว และกิจิ๋ว ล้วนต้องภัยจากโจรหนักหนา หากแต่ข้าได้ยินว่าแคว้นเฉินรอดพ้นมาได้แต่ผู้เดียว ในนั้นแน่ละย่อมเป็นด้วยอานุภาพชื่อเสียงการยิงหน้าไม้อันลือลั่นของเฉินอ๋อง แต่ก็ยังเป็นด้วยคุณความดีในการปกครองราษฎรของคนผู้นี้ด้วย" ลั่วจวิ้นมีความสามารถทั้งทางบุ๋นและทางบู๊ เมื่อเยาว์วัยเป็นขุนนางผู้น้อยประจำเมือง ได้รับการคัดเลือกเป็นเซี้ยวเหลียน ภายหลังได้รับบรรจุเป็นซ่างซูหลาง(2) แล้วต่อมาก็ได้รับเลื่อนขึ้นเป็นเสนาบดีแคว้นเฉิน ปีนี้เขาเพิ่งจะอายุสามสิบเศษ ทว่าก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ชั้นสองพันสือเสียแล้ว
ซุนฮิวหยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปว่า "ผู้นี้ต้องเป็นด้วยทราบว่าทัพหลวงของเราเข้าเขตแดน จึงได้มารับเป็นพิเศษเช่นนี้"
ฮองฮูสงนำทัพหลวงผ่านเขตแดน แคว้นเฉินจะนิ่งเฉยมิไหวติงเลยมิได้ เฉินอ๋องเล่าฉ่งเป็นเชื้อสายชั้นที่หกของพระเจ้ากวงอู่ตี้ เป็นเชื้อพระวงศ์ราชสกุลฮั่น เป็นอ๋องเจ้าประเทศราช ฐานันดรสูงส่ง ไม่จำต้องเสด็จมารับฮองฮูสงด้วยพระองค์เอง ฝ่ายลั่วจวิ้นเป็นอัครเสนาบดีแคว้นเฉิน ตำแหน่งเสมอไท่โส่ว ให้เขาออกมารับจึงเหมาะสมที่สุด
ก็เป็นจริงดังที่ซุนฮิวว่า ไม่ช้าก็มีคนหลายม้าออกจากกองกลางทัพ ขึ้นไปรับ
คนหลายม้าที่ออกมานี้ที่จริงคือฮองฮูสงกับเกียวซิ้วสองนายในห้ากองทัพเหนือที่ตามทัพไปทำศึกที่ตังกุ๋น ฮองฮูสงดำรงยศจั่วจงหลางเจี้ยง(3) คุมทัพหลายหมื่น ถือชวด เป็นจอมทัพแม่ทัพใหญ่ ตามทำนองแล้วตำแหน่งสูงกว่าลั่วจวิ้น เพียงให้เกียวซิ้วนายหนึ่งออกไปรับก็ได้อยู่แล้ว แต่เขากลับออกจากกองกลางทัพไปพบลั่วจวิ้นด้วยตนเอง มิได้วางท่ามาดเลยแม้น้อย ข้อนี้ทำให้ซุนเจินนับถือยกย่องนัก
ฮองฮูสงออกมาจากกองกลางทัพ สองฝ่ายมาพบกันกลางทาง ต่างลงจากม้า คำนับซึ่งกันและกัน เพราะระยะไกล จึงไม่ทราบว่าเขาทั้งสองกล่าวสิ่งใดบ้าง เห็นแต่เพียงว่าทั้งสองสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง ลั่วจวิ้นหันหลังกลับ โบกมือให้แก่ขบวนที่หยุดยั้งอยู่กลางทาง ชายฉกรรจ์หลายร้อยคนหาบคอนบ้าง เข็นรถบ้าง ไล่ต้อนวัวบ้าง ออกมาจากขบวน ฝ่ายฮองฮูสงก็โบกมือให้กองกลางทัพ จี้ซื่อเฉวียน(4) ในกองและซือม่าผู้คุมเสบียงสัมภาระคนหนึ่งนำคนออกมา รับชายฉกรรจ์หลายร้อยคนนั้น ไม่ต้องกล่าวก็รู้ว่าหาบที่ชายฉกรรจ์เหล่านี้หาบมาในนั้นย่อมเป็นเสบียงอาหารเป็นแน่ ส่วนวัวนั้นก็ย่อมเป็นของกำนัลแก่ฮองฮูสงไว้เลี้ยงทัพ ส่วนของในรถที่ชายฉกรรจ์เข็นมานั้นกลับไม่ทราบว่าบรรจุสิ่งใด ด้วยมีผ้าสักหลาดคลุมปิดไว้
พิธีรับและเลี้ยงทัพนี้ใช้เวลาไม่นาน ประการหนึ่งลั่วจวิ้นเป็นอัครเสนาบดีแคว้น และบัดนี้แผ่นดินปั่นป่วนใหญ่หลวง แม้แคว้นเฉินจะรอดพ้นมาได้แต่ผู้เดียว แต่อัครเสนาบดีก็มิอาจจากเมืองหลวงของแคว้นไปนานได้ อีกประการหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ เพราะเหตุที่แคว้นเฉินรอดพ้นมาได้แต่ผู้เดียว ราษฎรเมืองข้างเคียงจึงพากันอพยพหนีร่อนเร่มาที่นี่เป็นอันมาก บัดนี้ในเขตแคว้นเฉินมีราษฎรพลัดถิ่นอยู่หลายหมื่นคน คนเหล่านี้ล้วนต้องจัดที่ทางให้อยู่อาศัยโดยควร ลั่วจวิ้นเจียดเวลาออกมารับฮองฮูสงได้สักหน่อยก็นับว่ายากแล้ว ย่อมไม่อาจเนิ่นช้าอยู่นานได้ ในทางกลับกัน ฮองฮูสงมีพระราชโองการติดตัว จะไปปราบโพกผ้าเหลืองที่ตังกุ๋น ก็มิอาจหยุดอยู่ในแคว้นเฉินนานได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นพิธีรับและเลี้ยงทัพของทั้งสองฝ่ายนี้จึงเป็นเพียงพอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่ช้าฮองฮูสงก็ประสานมือก้มตัวคารวะ ลาลั่วจวิ้น กลับสู่กองกลางทัพ
ลั่วจวิ้นพาคนของตนหลีกทางให้ ยืนส่งพวกเขาเคลื่อนทัพจากไปอยู่ริมทาง
กองคนกองม้าของซุนเจินนี้ตามอยู่ติดหลังกองกลางทัพ เมื่อผ่านลั่วจวิ้น ก็เจาะจงหันหน้าไปมองดูครู่หนึ่ง เห็นเขาอายุราวสามสิบ มีหนวดยาวสามเส้น รูปร่างผอมบาง เห็นจะเป็นด้วยช่วงวันก่อน(5) ตรากตรำหนักเกินไป สีหน้าจึงค่อนข้างซีดเซียวโทรม หากแต่ระหว่างคิ้วและตาให้ความรู้สึกเด็ดเดี่ยวมั่นคง เขาจูงม้ายืนอยู่ริมทาง หลังตั้งตรงเป็นปล้อง ดุจดั่งต้นไผ่เขียวต้นหนึ่ง จูฮีก็ให้ความรู้สึกเด็ดเดี่ยวเช่นกัน แต่ความเด็ดเดี่ยวของจูฮีนั้นแสดงคมกล้าออกมา ดุจดั่งกระบี่คม มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนกล้าหาญในการรบ ส่วนความเด็ดเดี่ยวของลั่วจวิ้นกลับแฝงรสชาติของผู้รู้หนังสือ
ซุนเจินมาแต่ภพหลัง ครั้นข้ามภพมาสู่ยุคนี้ ก็ยังไม่เคยไปกังตั๋ง ความนึกคิดต่อกังตั๋งล้วนมาจากภพหลัง ในความนึกคิดของเขา บัณฑิตผู้รู้แห่งกังตั๋งน่าจะสุขุมละเมียดละไม แฝงเสน่ห์แห่งเมืองริมน้ำ ชาหอมถ้วยหนึ่ง หนังสือเก่าสองม้วน ลม-ดอกไม้-หิมะ-จันทร์ แต่เมื่อนับนิ้วเรียงดูชาวกังตั๋งผู้มีชื่อหลายคนที่เขาเคยพบ ทั้งจูฮี ซุนเกี๊ยน ลั่วจวิ้น กลับมิเด็ดเดี่ยวก็ดุดัน ผิดกับความนึกคิดของเขาในภพหลังโดยสิ้นเชิง ทำให้เขาอุทานในใจว่าน่าพิศวง แต่หากตรองให้ละเอียดอีกครั้ง ก็มิใช่เรื่องแปลก ด้วยว่ากังตั๋งในบัดนี้ยังมิใช่กังตั๋งในภพหลัง กังตั๋งในภพหลังเป็นแดนรุ่งเรืองมั่งคั่ง ทว่ากังตั๋งในบัดนี้ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่หรือศิลปวิทยาก็ยังห่างไกลแดนกลางแผ่นดินมากนัก มีชนเผ่าน้อยอยู่มากมาย ภูมิประเทศค่อนข้างเลวร้าย ผู้คนที่อยู่อาศัยนิยมการรบและกล้าหาญ เมื่อปีกลายครั้งพระเจ้าฮั่นบู้เต้แห่งฮั่นก่อน หลีหลิงเจาะลึกเข้าใจกลางแดนซยงหนู รบพุ่งกับทหารม้าซยงหนูที่มากกว่าสิบเท่าอยู่สิบวัน รบพลางเคลื่อนพลางเป็นระยะพันลี้ ครานั้นทัพที่เขานำไปก็มิใช่ "นักรบเก่งกล้าและขุนกระบี่ฝีมือเลิศแห่งเกงฉู่" ห้าพันคนดอกหรือ
ซุนเจินกับลั่วจวิ้นสบตากันครู่หนึ่ง ลั่วจวิ้นไม่รู้ว่าซุนเจินเป็นใคร แต่เห็นเขาองอาจไม่ธรรมดา ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้น ยิ้มพยักหน้าให้ครั้งหนึ่ง ซุนเจินก็ยิ้มคำนับตอบ เพียงพบกันแวบแรก ซุนเจินก็รู้สึกพอใจในคนผู้นี้นัก หากแต่เขาหารู้ไม่ว่า การพบกันแวบแรกนี้แทบจะเป็นการพบกันแวบสุดท้ายเสียด้วย กว่าจะได้ยินข่าวคราวของลั่วจวิ้นอีกครั้งก็เป็นเวลาหลายปีต่อมา และข่าวที่ได้ยินก็คือข่าวการตายของลั่วจวิ้น
…
ลาจากลั่วจวิ้นแล้ว ฮองฮูสงก็นำทัพเดินทางต่อไป
ยิ่งเดินหน้าไป สิ่งที่เห็นริมทางก็แตกต่างจากที่เคยเห็นในเองฉวนและยีหลำราวฟ้ากับดิน ในนาสองข้างทางที่ผ่าน ต้นข้าวสาลีเขียวขจี สูงได้ฉื่อเศษแล้ว(6) เติบงามน่าชื่นใจ ในนามีชาวไร่ชาวนาทำงานอยู่เป็นครั้งคราว เทียบกับเองฉวนและยีหลำแล้ว ที่นี่กลับราวกับไม่ได้ยินเรื่องศึกสงคราม ดุจแดนสุขาวดีนอกโลก ทำให้ซุนเจิน ซุนฮิว ซีจื้อไฉ และคนอื่น ๆ พากันพิศวงนัก ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ข้าก็เคยได้ยินมาว่าในเขตแคว้นเฉิน เพราะเหตุเฉินอ๋องและท่านลั่วอัครเสนาบดี จึงไม่มีโจรโพกผ้าเหลืองก่อกวน แต่หาคาดไม่ว่าจะกลายเป็นภาพอันสงบสุขถึงเพียงนี้"
ต้นข้าวสาลีในนางามน่าชื่นใจ ผู้คนสัญจรบนทางก็มากขึ้น มีชายฉกรรจ์เหน็บดาบเดินเป็นหมู่ มีคนชราพาหลานน้อย ก็มีหญิงสาวหิ้วไหน้ำ คนเหล่านี้ล้วนเป็นชาวพื้นเมืองที่นี่ อีกทั้งยังมีคนเนื้อตัวมอมแมมหน้าตาอิดโรย คนพยุงผู้เฒ่าจูงเด็กอีกมากมาย เห็นจะเป็นราษฎรพลัดถิ่นหนีมาจากเมืองอื่น เมื่อเห็นกองทัพเดินผ่านมา ชาวนาในนาก็ลุกขึ้นเฝ้าดู คนเดินทางและราษฎรพลัดถิ่นบนทางก็พากันหลบหลีก
ซุนฮิวออกจากขบวน ควบม้าไปริมทาง เข้าไปในหมู่ราษฎรพลัดถิ่นกลุ่มหนึ่ง ลงจากม้าไถ่ถามอยู่สองสามคำ แล้วกลับมากล่าวกับซุนเจินว่า "ลั่วจวิ้นนำข้าวในยุ้งฉางของแคว้นออกมาทั้งหมด แบ่งจ่ายไปยังอำเภอต่าง ๆ อีกทั้งส่งขุนนางผู้น้อยประจำแคว้นไปกำกับเร่งรัดให้แต่ละอำเภอรับราษฎรพลัดถิ่นไว้ ต้มข้าวต้มแจกจ่ายบรรเทาทุกข์ จัดที่อยู่ให้ ณ ถิ่นนั้น"
ซุนเจินถอนใจกล่าวว่า "ภัยสงครามทั่วแผ่นดิน แคว้นเฉินรอดพ้นแต่ผู้เดียว เหตุใดหรือ ประการหนึ่งมีกำลังรบของเฉินอ๋อง อีกประการหนึ่งมีการปลอบประโลมราษฎรของลั่วจวิ้น เล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า ปกครองแคว้นใหญ่ดุจทอดปลาน้อย นี่แลคือการดุจทอดปลาน้อย กลอุบายในการปกครองบ้านเมืองนั้นหนีไม่พ้นสองทาง คือบุ๋นและบู๊"
ซวนคางกล่าวว่า "ท่านซุน ด้วยความสามารถทางบู๊ของท่าน เมื่อปราบโจรเสร็จแล้ว ราชสำนักพิจารณาความชอบปูนบำเหน็จ ท่านต้องได้เป็นไท่โส่วครองเมืองหนึ่งเป็นแน่ ตามที่ข้าน้อยเห็น ความสามารถในการปกครองของท่านมิด้อยกว่าท่านลั่วอัครเสนาบดี ความสามารถทางบู๊ของท่านก็มิด้อยกว่าเฉินอ๋อง เมื่อถึงคราวนั้น ท่านต้องทำได้ดีกว่าทั้งสองคนนั้นเป็นแน่"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉอดหัวเราะมิได้ ภายใต้การอบรมสั่งสอนของซุนเจิน ซวนคางเก่งกล้าขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังเยาว์วัย ไม่เจนจัดเรื่องโลก ซุนเจินคิดในใจว่า "ไท่โส่วครองเมืองหนึ่งรือ ตำแหน่งสองพันสือจะได้มาง่ายปานนั้นเชียวหรือ" จึงยิ้มกล่าวกับซวนคางว่า "ซูเงียบ ก็ขอรับเอาวาจามงคลของเจ้าไว้ หากข้าได้เป็นไท่โส่ว ก็จะใช้เจ้าเป็นจู่ปู้ของข้า เจ้าเห็นเป็นอย่างไร"
ซวนคางโบกมือไปมา กล่าวว่า "ท่านซุนและท่านซีทั้งสองมีความสามารถเหนือกว่าข้าน้อยยิ่งนัก ความสามารถของท่านหลี่ก็เหนือกว่าข้าน้อยมากนัก ข้าน้อยจะมีคุณสมบัติอันใดไปเป็นจู่ปู้ของท่านได้เล่า" ซุนเจินยิ้มถามเขาว่า "ถ้าเช่นนั้น หากข้าได้เป็นไท่โส่ว เจ้าอยากเป็นอะไรเล่า" ซวนคางครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง ตอบว่า "ขอเพียงได้เป็นนายกองศาลาประตูจวนของแคว้น ข้าน้อยก็เพียงพอแล้ว"
ประตูเมืองและประตูจวนของแคว้นนั้นมักมีนายกองศาลา นายกองศาลาประตูจวนก็คือนายกองศาลาประจำประตูใหญ่ของจวนเจ้าเมือง มีหน้าที่เฝ้ารักษาประตูจวน ซุนเจินหัวเราะดังลั่น กล่าวว่า "เจ้าเป็นถึงผู้มีปรีชายังหนุ่มแห่งเองอิมของเรา ไยจะเป็นเพียงนายกองศาลาประตูจวนได้เล่า อย่างไรก็ต้องแต่งตั้งเจ้าเป็นจู่จี้สื่อ(7) จึงควร"
ตลอดทาง มีคนหนุ่มซื่อใสอย่างซวนคางคอยอยู่เป็นเพื่อน หนทางเดินทัพอันแห้งแล้งน่าเบื่อก็ดูเหมือนผ่อนคลายเป็นสุขขึ้นบ้าง
…
เดินไปได้สี่สิบลี้ ท้องฟ้าก็มืดลง เบื้องหน้ามีเมืองอำเภอหนึ่งคือเฉิงผิง
ฮองฮูสงออกคำสั่งไป ค่ำนี้ให้ตั้งค่ายนอกอำเภอเฉิงผิง เฉิงผิงแห่งนี้มิใช่เฉิงผิงในศึกเฉิงผิงระหว่างแคว้นฉินกับแคว้นจ้าวยุครณรัฐ เฉิงผิงแห่งนั้นอยู่ในซานซี ส่วนเฉิงผิงแห่งนี้ครานั้นขึ้นแก่แคว้นเว่ย ทัพฉินก็เคยตีถึงที่นี่ ดังที่ว่า "ปีที่หกแห่งสื่อหวงตี้ แม่ทัพฉินเหมิงอู้ตีแคว้นเว่ย ยึดได้เฉิงผิง" ก็คือเฉิงผิงแห่งนี้ ครั้งฮั่นก่อน ดินแดนนี้ขึ้นแก่เมืองยีหลำ เป็นแดนบำเหน็จของมหาเสนาบดีเว่ยชิง ครั้นมาถึงราชวงศ์นี้จึงขึ้นแก่แคว้นเฉิน
ตั้งค่ายเรียบร้อยแล้ว กลางคืนล่วงเข้ายามแรก ซุนเจินพาซุนฮิว ซีจื้อไฉ หลี่ปั๋อ และซวนคางออกจากค่าย ขี่ม้าไปบนทางนอกค่าย สำรวจภูมิประเทศและภูเขาลำเนาไพรโดยรอบ ซุนเจินมีนิสัยอันดีอยู่อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่มาถึงดินแดนแปลกหน้า จำต้องตรวจตราสำรวจสภาพผู้คนและภูมิประเทศของท้องถิ่นนั้นด้วยตนเองสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิประเทศ ซุนฮิว ซีจื้อไฉ และคนอื่น ๆ เข้าใจว่านี่เป็นความชอบของเขา แต่ที่จริงนั้นเป็นเพราะซุนเจินรู้ว่าแผ่นดินกำลังจะปั่นป่วนใหญ่หลวงโดยแท้ เขาจึงฉวยทุกโอกาสทำความคุ้นเคยกับภูเขาลำเนาไพรและภูมิประเทศของแต่ละแห่ง เพื่อเตรียมไว้สำหรับภายหน้า เผื่อว่าจะได้นำมาใช้
ที่ตั้งค่ายที่ฮองฮูสงเลือกอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเฉิงผิงสิบลี้ ออกจากค่ายเดินไปทางทิศตะวันตกไม่ไกลนัก เบื้องหน้ามีลำน้ำสายแคบสายหนึ่ง นี่คือลำน้ำสาขาสายหนึ่งของแม่น้ำอิ่งสุ่ย แม่น้ำอิ่งสุ่ยไหลจากหลินอิ่งเข้าสู่เขตยีหลำ ลำน้ำช่วงต้นโดยพื้นฐานแล้วไหลเลียบไปตามเส้นแบ่งเขตระหว่างเมืองยีหลำกับแคว้นเฉิน มุ่งลงทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซีหัวและหรูหยางก็อยู่ฝั่งใต้ของแม่น้ำอิ่งสุ่ย พ้นหรูหยางไป ข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยก็เป็นเขตแคว้นเฉิน
ลำน้ำเล็กสายนี้ไม่กว้าง ใต้แสงจันทร์ระยับระยิบ มองแต่ไกลดุจแพรขาวเงินผืนหนึ่ง ริมฝั่งมีต้นหลิวลู่ลง พ้นจากฝั่งไปไม่ไกลก็เป็นท้องนากว้างใหญ่ผืนแล้วผืนเล่า ยามนี้ราตรีค่อยลึกลงไป กลางทุ่งไร้ผู้คน ทั้งใกล้และไกลล้วนเงียบสงัด ลมราตรีต้นฤดูร้อนพัดพากลิ่นไอน้ำและกลิ่นหอมสดของต้นข้าวมา ได้ยินเสียงกบราตรีร้องอ๊บ ๆ จากที่ใดไม่ปรากฏแต่ไกล ซุนเจินยั้งม้าริมน้ำ เงยหน้ามองดูรอบด้านทั้งหน้าหลังซ้ายขวา ผ่านม่านราตรีรางเลือน เห็นทางใต้ห่างออกไปหลายลี้ดูเหมือนมีซากกำแพงเมืองเก่าขึ้น ๆ ลง ๆ ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเป็นเขตศาลาแห่งหนึ่ง
ซวนคางชี้ไปยังซากกำแพงเมืองทางใต้ ถามว่า "ท่านซุน นี่คือที่ใดหรือ เหตุใดจึงมีซากกำแพงเมืองส่วนหนึ่ง"
ซุนฮิวสอดปากขึ้นยิ้มกล่าวว่า "ซูเงียบ พอได้ยินคำถามนี้ของเจ้า ก็รู้ทันทีว่าเจ้ามิได้อ่านหนังสือให้ดี"
ซวนคางกล่าวว่า "อ้าว คำนี้ว่าอย่างไรหรือ"
ซุนฮิวกล่าวว่า "ในคัมภีร์จั่วจ้วน(8) ว่าไว้ 'ปีที่ยี่สิบเอ็ดแห่งรัชจ้าวกง... กงจื่อเฉาแห่งเว่ยช่วยแคว้นซ่ง วันปิ่งซวี รบกับตระกูลฮว๋าที่เจ่อชิว' ซากกำแพงเมืองส่วนนี้ก็คือซากเมืองเจ่อชิวนั่นเอง" ครั้งยุคชุนชิว แถบนี้เป็นดินแดนซ่ง ตระกูลฮว๋าและตระกูลเซี่ยงแห่งแคว้นซ่งก่อการกบฏ ขับไล่ซ่งหยวนกงเจ้าแคว้นออกจากแคว้นซ่ง ซ่งหยวนกงไปขอกำลังจากแคว้นเว่ย กงจื่อเฉาแห่งเว่ยรวมพลแคว้นจิ้น เฉา และฉี ช่วยเขาปราบกบฏ จึงเกิดเป็น "ศึกเจ่อชิว" อันลือลั่นกับตระกูลฮว๋า ผ่านการรบพุ่งอันยากเข็ญ จึงตีตระกูลฮว๋าแตกพ่าย
ซุนฮิวมองไปทางใต้ยังซากกำแพงเมืองใต้แสงราตรี ถอนใจกล่าวว่า "'หยวนกงไร้สัตย์' ซ่งหยวนกงไม่รักษาสัตย์ธรรม ฟังคำคนถ่อย กลับกลอกไม่แน่นอน จนในที่สุดทำให้ตระกูลฮว๋าและตระกูลเซี่ยงก่อกบฏ หากมิได้กงจื่อเฉาแห่งเว่ยช่วยไว้ แคว้นก็คงไม่อาจรักษาไว้ได้ อ่านพงศาวดารทำให้ปัญญาแจ่มแจ้ง ค้นในหนังสือเก่า ย่อมรู้ได้ว่าสามยุค(9) เหตุใดจึงรุ่งเรือง อีกทั้งย่อมรู้ได้ว่าราชวงศ์เซี่ยและซางเหตุใดจึงล่มสลาย"
ที่เขากล่าวออกมาภายนอกนั้นเหมือนพูดถึงซ่งหยวนกง แต่ซุนเจิน ซีจื้อไฉ และหลี่ปั๋อ ล้วนฟังออกว่า แท้จริงเขากำลังยืมอดีตเปรียบปัจจุบัน เป็นการยกตัวอย่างซ่งหยวนกงมาตำหนิราชการบ้านเมืองในเวลานี้ ชะตากรรมของเอี๊ยงสือ หลวี่เฉียง เซี่ยงสวี่ และเตียวจวิน มิเพียงทำให้ฮองฮูสง จูฮี และคนอื่น ๆ พลอยสะท้อนใจดุจกระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกเศร้า ยังทำให้บัณฑิตอย่างซุนฮิวพากันสลดหดหู่ ซวนคางอายุน้อย ก่อนติดตามซุนเจินก็เติบโตอยู่ในชนบทมาตลอด ไม่ค่อยได้สัมผัสกับโลกภายนอก ต่อคำรำพึงรำพันของซุนฮิวนี้ เขาฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ไม่ใคร่สนใจนัก สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือการศึกสงคราม จึงร้องอ๋อราวกับเพิ่งกระจ่างแจ้ง กล่าวว่า "ที่แท้ที่นี่ก็คือเจ่อชิวนี่เอง แต่ก่อนข้าน้อยเรียนจั่วจ้วน เรียนมาถึงตรงนี้ อาจารย์ของข้าน้อยบอกว่า ศึกเจ่อชิวเป็นครั้งแรกในพงศาวดารที่ฝ่ายหนึ่งทิ้งอาวุธยาว ใช้แต่อาวุธสั้นล้วนเข้าฆ่าข้าศึกแล้วได้ชัย ท่านซุน เป็นเช่นนั้นหรือ"
ในการรบกับตระกูลฮว๋า ซ่งหยวนกงเคยพ่ายแพ้ยับเยินครั้งหนึ่ง เกือบจะทิ้งเมืองหนีไป ภายหลังด้วยความช่วยเหลือของทัพฉี จึงใช้อุบายของแม่ทัพฉี คัดเลือกทหารชั้นเยี่ยม ทิ้งอาวุธยาว ใช้กระบี่สั้นล้วน เข้าประจัญบานตะลุมบอนกับทัพกบฏตระกูลฮว๋า จึงได้ชัย ตีตระกูลฮว๋าแตกที่ซินหลี่ ที่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่พงศาวดารบันทึกไว้ว่าใช้อาวุธสั้นฆ่าข้าศึกได้ชัยหรือไม่นั้น ซุนเจินไม่แน่ใจ ต่อสิ่งที่ไม่รู้ เขามักจะตอบตามตรงเสมอ รู้ก็ว่ารู้ ไม่รู้ก็ว่าไม่รู้ จึงยิ้มกล่าวว่า "อาจเป็นเช่นนั้นกระมัง" หยุดครู่หนึ่ง เห็นซวนคางออกอาการเคลิ้มใฝ่ฝัน จึงกล่าวต่อว่า "ซูเงียบ ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ 'ทางแคบเผชิญกัน ผู้กล้าได้ชัย' การใช้อาวุธสั้นฆ่าข้าศึกย่อมเป็น 'กล้า' อยู่แล้ว หากแต่กลอุบายนี้ใช้พร่ำเพรื่อมิได้ จำต้องแน่ใจว่าไพร่พลในบังคับล้วนกล้าหาญ ไม่กลัวตาย อีกทั้งต้องเป็นยามที่ศึกตกอยู่ในภาวะคุมเชิงคับขัน จึงจะใช้กลนี้เอาชนะข้าศึกได้"
ซวนคางขานรับว่า "ขอรับ"
ในเขตศาลาฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ยังมีชาวบ้านบางคนยังมิได้นอน มองไกล ๆ เห็นแสงไฟวับ ๆ แวม ๆ บาง ๆ เป็นครั้งคราวมีเสียงสุนัขเห่าไก่ขันลอยมา
ซุนเจินยั้งม้าริมน้ำ ยืนอยู่ข้างต้นหลิวลู่ลง มองไกลครู่หนึ่ง แล้วถามซุนฮิวกับซีจื้อไฉว่า "ก๋งตัด จื้อไฉ ค่ำนี้ตอนตั้งค่าย ได้ยินคนนำทางในกองทัพว่าเขตศาลาฝั่งตรงข้ามนี้เรียกว่าเฉินถิง น่าจะได้ชื่อมาจากเฉินหลิงมิใช่หรือ"
ในด้านอักษรศาสตร์และพงศาวดาร ซีจื้อไฉไม่ช่ำชองเท่าซุนฮิว ซุนฮิวจึงขานรับว่า "เห็นจะเป็นเช่นนั้น"
แถบเองฉวน ยีหลำ และแคว้นเฉินนี้ตั้งอยู่ใจกลางแผ่นดิน ครั้งยุคชุนชิวและรณรัฐเกิดเรื่องราวและสงครามขึ้นมากมาย เฉินหลิงที่ซุนเจินถามถึงนี้ก็คือเฉินหลิงในยุคชุนชิว ฉู่จื่อ เฉินโหว และเจิ้งป๋อเคยทำสัตย์สาบานกันที่นี่ ฮั่นทั้งสองห่างจากยุคชุนชิวรณรัฐยังไม่ไกลนัก ชื่อสถานที่มากมายล้วนเกี่ยวพันเป็นสายใยกับชื่อสถานที่เก่าครั้งยุคชุนชิวรณรัฐ เฉินถิงฝั่งตรงข้ามนี้ก็คือดินแดนเก่าของเฉินหลิงนั่นเอง
ซุนเจินคิดคำนึงถึงครั้งกระโน้น เมื่อแคว้นทั้งหลายชิงดีกัน รบบ้างสาบานบ้าง ปราชญ์ร้อยสำนักชิงความเป็นเลิศ เหล่าผู้กล้าผุดขึ้นเป็นอันมาก มิรู้ตัวก็รู้สึกใจฮึกเหิม ทุกครั้งที่ถึงคราวศึกสงครามก็คือเวลาที่วีรบุรุษผุดขึ้นมา นึกถึงที่ซวนคางกล่าวในเวลากลางวันว่า "ท่านต้องได้เป็นไท่โส่วครองเมืองหนึ่ง" แม้เขารู้แก่ใจว่าเอาแค่ในเวลานี้เรื่องนี้ยังไม่สมจริงนัก เขาเพิ่งอายุยี่สิบเศษ แต่ก่อนตำแหน่งสูงสุดเป็นเพียงปิงเฉาเฉวียนประจำเมือง มิได้เป็นเซี้ยวเหลียน ทั้งยังไม่เคยปกครองท้องที่ ในราชสำนักก็ไม่มีผู้ค้ำจุน แม้ความชอบในศึกจะสูง แต่จะกระโดดขึ้นเป็นไท่โส่วก็ยากอยู่ไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นก็อดคิดมิได้ว่า "บางทีอีกหลายปีข้างหน้า ข้าก็อาจชิงกวางกลางแผ่นดินได้เช่นกัน" ศึกกับกองโพกผ้าเหลือง มิเพียงทำให้เขาเติบโตขึ้น ยังปลุกเร้าความทะเยอทะยานของเขาออกมาจนหมดสิ้น
แต่ก่อนอยู่ในเมืองเองฉวน เป็นแค่ดินแดนเมืองหนึ่ง ไม่เคยพบวีรบุรุษและผู้มีชื่อจากเมืองอื่นมากนัก ทั้งไม่เคยพบขุนนางผู้ใหญ่และแม่ทัพมีชื่อในราชสำนักสักกี่คน ทุกครั้งที่นึกถึงความกว้างใหญ่ของแผ่นดิน ทุกครั้งที่นึกถึงเกียรติชื่อของวีรบุรุษเมืองอื่นและขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ก็อดเกิดความยำเกรงในใจมิได้ ดุจดั่ง "เมื่อเว่ยชิงดำรงตำแหน่ง หวยหนานอ๋องก็พับแผนการ" แม้มีความใฝ่สูงอยู่บ้าง ก็ยังไม่กล้ามีความทะเยอทะยานใหญ่โตนัก ครั้นนับแต่ติดตามฮองฮูสงออกศึกมา ใต้บัญชาฮองฮูสงล้วนเป็นแม่ทัพชั้นสูงในราชสำนักและผู้มีปรีชาจากแต่ละแห่ง เช่นเกียวซิ้วหลายนายแห่งห้ากองทัพเหนือ เช่นฟู่เซี่ย ซุนเกี๊ยน และคนอื่น ๆ พอได้พบ ได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน เขากลับพบว่าคนเหล่านี้ก็เพียงเท่านี้เอง
ความสามารถของฟู่เซี่ยนั้นเขาสู้ไม่ได้อยู่จริง ความดุดันของซุนเกี๊ยนเขาก็สู้ไม่ได้ แต่เขาก็มีจุดเด่นที่ฟู่เซี่ยและซุนเกี๊ยนไม่มีเช่นกัน จูฮีได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพมีชื่อ ซุนเจินครุ่นคิดเอาเองว่า หากต้องประจัญหน้ากับเขา ตนเองอาจรบไม่ชนะ แต่หากมีซีจื้อไฉ ซุนฮิวช่วยเหลือ มีเตียนอุย งักจิ้น ตันเต้า สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เป็นเขี้ยวเล็บ ก็ยังไม่ถึงกับพ่ายยับเยินใหญ่หลวง ส่วนเกียวซิ้วหลายนายแห่งห้ากองทัพเหนือนั้นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ห้ากองทัพเหนือมีชื่อเสียงเกรียงไกรเพียงนั้น แต่ในการศึกสองเดือนนี้กลับมิได้สร้างความชอบอันโดดเด่นใดเลย ไพร่พลทั้งทหารเดินเท้าทหารม้าแห่งห้ากองทัพเหนือ แม้มีอาวุธยุทธภัณฑ์อันเลิศ แต่กลับไร้ความกล้าที่จะรบจนตาย
วีรบุรุษและผู้มีชื่อทั่วแผ่นดินเป็นเช่นนี้ "ทัพชั้นยอด" ในราชสำนักก็เป็นเช่นนี้ อีกทั้งรู้แก่ใจว่าแผ่นดินกำลังจะปั่นป่วนใหญ่หลวง อีกทั้งในการศึกที่เมืองเองฉวนและยีหลำสองเมืองก็ได้สร้างความชอบในศึกชั้นหนึ่งชั้นสองติด ๆ กัน ซุนเจินไฉนเล่าจะไม่เกิดความทะเยอทะยานใหญ่ขึ้นเพราะเหตุนี้
เพียงแต่ ฮองฮูสงเก่งการศึกและรอบจัดด้วยอุบาย ใช้ทัพดุจเทพ ตีที่ใดได้ที่นั้น ไปแห่งหนใดมิเคยพ่าย เป็นดั่งภูเขาสูงที่ซุนเจินต้องแหงนมองด้วยความนับถือยำเกรง และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ฮองฮูสงกอปรด้วยความภักดีและธรรม ซื่อสัตย์มั่นคงต่อราชสำนักยิ่งนัก ซุนเจินหันกลับไปมองค่ายทัพแต่ไกลใต้แสงราตรี ในกองกลางทัพมีคบเพลิงสว่างไสว เวลานี้ฮองฮูสงคงกำลังจัดการราชการศึกอยู่กระมัง เขาคิดในใจว่า "ตราบใดที่ฮองฮูสงยังอยู่ ข้าก็จะเป็นขุนนางผู้ภักดีของมหาฮั่นตราบนั้น"
ย้อนนึกถึงครั้งก่อน บางทีซุนเจินเองก็ยังมิทันสังเกตว่าความทะเยอทะยานของตนเติบโตรวดเร็วน่าตกใจ
เมื่อไม่กี่ปีก่อน เขายังคิดเพียงจะรักษาชีวิตให้รอด ต่อมาจึงมีความใฝ่สูงขึ้นบ้าง แต่ความใฝ่สูงเหล่านั้นก็เพียงรางเลือน ยังมิได้คิดละเอียด ทว่าบัดนี้เขากลับกำหนดเป้าหมายของตนไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง หรือนี่จะเป็นมนตร์ขลังของสงคราม ยามยังไม่ผ่านศึกก็รู้สึกน่ากลัว แต่ครั้นเข้าร่วมในศึก รบมากเข้า ฆ่าคนมากเข้า ความกล้าก็เพิ่มขึ้น ความทะเยอทะยานก็มากขึ้น มิน่าครั้งยุคห้าราชวงศ์(10)จึงมีวาทะลือลั่นว่า ผู้เป็นโอรสสวรรค์ คือผู้ที่ทัพแข็งม้าแกร่ง ธงทัพชี้ไปทางใด คนพันคนก็ฮึกห้าวขึ้น กระบี่ชี้ไปทางใด เมืองก็แตกข้าศึกก็ย่อยยับ บัดนี้ในบังคับเขามีไพร่พลเพียงสามพัน ก็ยังเกิดความรู้สึก "เป็น-ตายอยู่ที่ข้า" เช่นนี้ หากรอจนในบังคับมีไพร่พลสามหมื่น หนึ่งแสน จะเป็นความเปรมปรีดิ์สมอารมณ์ปานใด
แต่กระนั้น แม้รู้สึกถึงความเปรมปรีดิ์เช่นนี้ ซุนเจินก็มิได้ลืมความใฝ่สูงครั้งก่อนของเขา ราชวงศ์ฮั่นกำลังจะล่ม แผ่นดินต้องทุกข์เข็ญ สงครามเป็นเพียงหนทางยุติสงคราม การชิงกวางกลางแผ่นดินมิใช่เพื่อเป็นใหญ่เหนือคนทั้งปวง หากเป็นเพียงเพื่อเป็นใหญ่เหนือคนทั้งปวงแล้ว ก็จะเป็น "รสนิยมต่ำ" เกินไป แต่ไหนแต่ไรมา มีกษัตริย์เสนาบดีกี่มากน้อย แต่ที่ในที่สุดอนุชนรุ่นหลังมิลืมเลือน ยกย่องสรรเสริญรำลึกถึง มีอยู่สักกี่คนเล่า ก่อนข้ามภพมา เขาเคยเห็นถ้อยคำประโยคหนึ่งว่า "คนผู้นั้นมิได้อยากเป็นกษัตริย์ หากอยากเป็นปราชญ์เมธี กษัตริย์นั้น เป็นกษัตริย์แห่งยุคเดียว ปราชญ์เมธีนั้น เป็นกษัตริย์แห่งร้อยยุค" หากมีโอกาสคว้าไว้ได้ จะทำ ก็จะทำกษัตริย์แห่งร้อยยุค เทียบกับการเป็นเจ้าเหนือหัวสูงสุด เลี้ยงคนผู้เดียวด้วยแผ่นดินทั้งปวง การใช้วิชาความรู้และความสามารถของตนอบรมสั่งสอนแผ่นดิน ให้แดนจงหัวยืนหยัดอยู่ ณ ยอดสูงสุดของสี่ทะเลตลอดกาล เป็นที่หมื่นแคว้นมาคารวะ ย่อมเข้ากับใจของเขาผู้ข้ามภพมาจากภพหลังมากกว่า
ความคิดอันสลับซับซ้อนและไฟปรารถนาในอกนี้ทำให้เขามิอาจสงบใจ แต่ความใฝ่สูงและความทะเยอทะยานของเขาก็มิอาจระบายให้คนนอกฟังได้ ราตรีเงียบสงัด ต้นหลิวลู่ลงเหนือทุ่งกว้าง เขามองทางใต้ยังเจ่อชิว มองทางตะวันตกยังเฉินถิง หันกลับไปมองค่ายทัพ ลังเลพักอยู่ริมน้ำเป็นเวลานาน จนจันทร์เสี้ยวขึ้นสูง ใกล้จะถึงกลางฟ้า จึงพร้อมด้วยซุนฮิว ซีจื้อไฉ ซวนคาง หลี่ปั๋อ และคนอื่น ๆ กลับเข้าค่ายท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดและแมลงราตรีร้องระงมในนากว้างรอบทิศ
กลับถึงค่าย ไพร่พลพักผ่อนกันแล้ว นอกจากหมู่ลาดตระเวนตรวจค่ำคืน ก็ไม่มีผู้ใดเดินไปมาในค่าย เงียบเชียบ
ย่ำแสงจันทร์มาถึงนอกกองกลางทัพ ขุนนางผู้น้อยที่เฝ้ายามคนหนึ่งเดินขึ้นมารับ ยิ้มกล่าวกับซุนเจินว่า "ท่านซือม่า เรื่องดีนะขอรับ"
ซุนเจินส่งม้าที่นั่งให้ทหารองครักษ์ไป พลางสั่งทหารองครักษ์ว่า "ดูแลให้ดี" ม้าที่เขาขี่อยู่บัดนี้ก็คือม้าทาตี้เซวียอูจุยที่ได้มาจากเล่าผี เป็นม้าดีจริง ขี่แล้วทั้งเร็วทั้งนิ่ง เขาชอบใจนัก พลางถามขุนนางผู้น้อยคนนี้ว่า "เรื่องดีอันใดหรือ จึงดีใจถึงปานนี้"
ขุนนางผู้น้อยคนนี้กล่าวว่า "เมื่อครู่ท่านแม่ทัพฮองฮูสงให้คนมา ส่งหน้าไม้แข็งหนึ่งร้อยคันให้แก่กองเรา"
"หน้าไม้แข็งร้อยคันรือ"
"มิใช่หรือขอรับ"
"เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหนเล่า"
"อยู่ที่กองกลางทัพ ข้าน้อยให้คนขนมาไว้นอกกระโจมของท่านซือม่าแล้ว คอยให้ท่านจัดการ"
ซุนเจินนึกถึงที่มาของหน้าไม้แข็งร้อยคันนี้ จำต้องเป็นของที่ลั่วจวิ้นนำมาส่งแทนเฉินอ๋องเล่าฉ่งเป็นแน่ ยามเช้าเมื่อพบลั่วจวิ้น ในของกำนัลเลี้ยงทัพของลั่วจวิ้นมีทั้งเนื้อ มีทั้งสุรา ยังมีรถเข็นอีกบ้าง บัดนี้นึกขึ้นมา ของในรถเข็นเหล่านั้นน่าจะเป็นคันหน้าไม้นั่นเอง เฉินอ๋องเลื่องชื่อว่าช่ำชองการยิงหน้าไม้ ในคลังส่วนตัวของท่านมีหน้าไม้แข็งสะสมไว้หลายพันคัน แม้ใช้สิ่งนี้จัดตั้งกองหน้าไม้แข็งขึ้น แต่จะแบ่งบางส่วนมาให้ฮองฮูสงก็เป็นเรื่องธรรมดา ซุนเจินเป็นแม่ทัพชั้นหนึ่งชั้นสองใต้บัญชาฮองฮูสง เมื่อฮองฮูสงได้คันหน้าไม้มา ก็ย่อมมิลืมเขาเป็นแน่ ซุนเจินดีใจยิ่ง กล่าวว่า "ไป ไปดูกัน"
โดยมีขุนนางผู้น้อยคนนี้นำทาง ซุนเจินและคนอื่น ๆ มาถึงที่เก็บหน้าไม้แข็ง
คันหน้าไม้เหล่านี้ล้วนวางอยู่ในหีบไม้ทาน้ำมันชักเงา หีบทาน้ำมันวางเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมกับคันหน้าไม้ยังมีลูกหน้าไม้มัดแล้วมัดเล่ามาด้วย
ซุนเจินเปิดหีบใบหนึ่งด้วยตนเอง หยิบหน้าไม้ในนั้นออกมา เป็นของทำด้วยเหล็กกล้าเนื้อดี บำรุงรักษาเหมาะสม แม้ในยามค่ำคืนก็เห็นผิวเหล็กเปล่งประกายเย็นวับ ร่องวางลูกหน้าไม้เกลี้ยงเกลา ซุนเจินจับคันไก(11) ดึงสายหน้าไม้ดูครั้งหนึ่ง ตึงแน่น เป็นไกหน้าไม้ชนิดยิงต่อเนื่อง
หน้าไม้มีทั้งใหญ่และเล็ก อันใหญ่ต้องวางลงกับพื้นจึงใช้ได้ อันเล็กมือเดียวก็ยกขึ้นได้ หน้าไม้ยิงต่อเนื่องอันนี้มือเดียวก็ยกขึ้นได้ ใช้มือกุมไว้ เพียงโยกคันไก "ฟัน" ที่อยู่ด้านหน้าก็หดลง ลูกหน้าไม้ก็พุ่งออกจากกล่อง เทียบกับหน้าไม้ครั้งยุคชุนชิวรณรัฐ หน้าไม้ของฮั่นทั้งสองมีกลไกเพิ่มมาอย่างหนึ่ง คือปลอกหน้าไม้ ก็คือกล่องครอบไกหน้าไม้ ทำให้ไกหน้าไม้ที่ควบคุมการยิงรวมเป็นชิ้นส่วนชิ้นเดียว ทำให้การถอดประกอบหน้าไม้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มความแข็งแกร่งของคันหน้าไม้ด้วย
ในเวลาเดียวกัน หน้าไม้ของฮั่นทั้งสองยังเพิ่มขีดเครื่องหมายลงบน "วั่งซาน" คือศูนย์เล็ง ทำให้ยามยิงหน้าไม้แม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อลูกหน้าไม้พุ่งออกไปแล้ว จะตกลงด้วยแรงโน้มถ่วง ยิ่งระยะไกล ก็ยิ่งตกมากขึ้น เพราะฉะนั้น ยามยิงหน้าไม้จำต้องยกไกหน้าไม้ให้สูงขึ้น ส่วนจะยกสูงเท่าใดนั้น แต่ก่อนล้วนให้ผู้ยิงหน้าไม้ตัดสินด้วยประสบการณ์ ครั้นวั่งซานมีขีดเครื่องหมายแล้ว ก็อาจกำหนดความสูงในการยกไกหน้าไม้ได้ตามระยะใกล้ไกลของเป้า ทำให้ยิงถูกแม่นยำขึ้น ทั้งยังทำให้การใช้งานง่ายขึ้นด้วย
ซุนเจินจับคันไก ยกไกหน้าไม้ขึ้นในแนวระดับ จ่อไว้ตรงหน้า เล็งผ่านวั่งซาน มองไปข้างหน้า ลองดูครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "หยิบลูกหน้าไม้มาให้เล่มหนึ่ง" ซวนคางดึงลูกหน้าไม้ออกมาจากมัดสองเล่ม
ซุนเจินบรรจุลงในกล่องลูกหน้าไม้ แล้วยกไกหน้าไม้ขึ้น เล็งไปยังเสาไม้ต้นหนึ่งห่างออกไปหลายสิบก้าว ตามระยะ ยกไกหน้าไม้ขึ้นเล็กน้อยตามขีดเครื่องหมายบนวั่งซาน โยกคันไก ยิงลูกหน้าไม้ออกไป ลูกหน้าไม้พุ่งทะยานออก ถูกเสาไม้พอดี ทะลุลึกเข้าไป ยิงอีกครั้ง ก็ถูกอีก
ซวนคาง หลี่ปั๋อ และคนอื่น ๆ ชมว่า "ท่านซุนยิงแม่นดุจเทพ"
ซุนเจินชักไกหน้าไม้กลับมาด้วยความพอใจ ลูบคลำเล่นอย่างรักใคร่ยิ่ง ยิ้มกล่าวว่า "มิใช่ข้ายิงแม่นดุจเทพดอก เป็นเพราะไกหน้าไม้ของเฉินอ๋องดีเยี่ยมต่างหาก ข้าได้ยินมานานแล้วว่าเฉินอ๋องช่ำชองการยิงหน้าไม้ ที่สะสมไว้ล้วนเป็นหน้าไม้ชั้นดี คืนนี้ลองดูแล้ว ก็จริงดังว่า จริงดังว่า" กวาดตามองทุกคน ยิ้มกล่าวว่า "มีหน้าไม้แข็งร้อยคันนี้ ศึกที่ตังกุ๋น กองเราก็ยิ่งมีกำลังมั่นใจขึ้น" ในกองของซุนเจินเดิมมีหน้าไม้แข็งสองร้อยคัน บัดนี้ได้หน้าไม้ดีเยี่ยมมาอีกร้อยคัน การระดมยิงพร้อมกันหลายระลอกด้วยลูกหน้าไม้สามร้อยลูกก็ตีไพร่พลโพกผ้าเหลืองนับพันให้แตกพ่ายได้ ซุนฮิวกับซีจื้อไฉเห็นพ้อง
ซีจื้อไฉถามว่า "เจินจือ หน้าไม้แข็งร้อยคันนี้ ไม่ทราบว่าท่านคิดจะแบ่งสรรอย่างไร" ซุนเจินตรองอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "แทนที่จะกระจาย ก็สู้รวมไว้ด้วยกันไม่ได้ ออกคำสั่งของข้าไป ให้คัดเลือกพลแม่นธนูจากกองต่าง ๆ ร้อยคน มอบให้แก่ตันเต้า หน้าไม้ดีร้อยคันนี้มอบให้กองพั่วตี๋ฉวี(12)ทั้งหมด"
คนทั้งหลายขานรับ
กองพั่วตี๋ฉวีของตันเต้าเดิมมีสองร้อยคน เพิ่มร้อยคนนี้เข้าไป ก็จะถึงสามร้อยคน ทั้งจะกลายเป็นกองที่มีอำนาจประหัตประหารมากที่สุดในบังคับซุนเจิน ซุนเจินทำการเด็ดขาดฉับไวมาแต่ไหนแต่ไร คืนนั้นก็คัดเลือกคนร้อยคนทันที พอรุ่งเช้าวันรุ่งขึ้นก็จัดหน้าไม้ดีร้อยคันนี้ให้พวกเขา มอบให้แก่ตันเต้าทั้งหมด พักอยู่นอกอำเภอเฉิงผิงคืนหนึ่ง วันที่สองยามเช้า ทัพทั้งหมดก็เคลื่อนพล เดินทัพต่อไป
…
## เชิงอรรถ
(1) จวิ้นโฉ่ว — ข้าหลวงมณฑล เทียบเท่าไท่โส่ว ตำแหน่งชั้นสองพันสือ
(2) ซ่างซูหลาง — ขุนนางในสำนักเลขาธิการราชสำนัก ทำหน้าที่ร่างและจัดการเอกสารราชการ
(3) จั่วจงหลางเจี้ยง — แม่ทัพราชองครักษ์ฝ่ายซ้าย ยศแม่ทัพชั้นสูง ตำแหน่งที่ฮองฮูสงดำรงในศึกปราบโพกผ้าเหลือง คุมกำลังหลายหมื่น
(4) จี้ซื่อเฉวียน — เจ้าพนักงานฝ่ายจดบันทึกและร่างหนังสือประจำกองทัพ
(5) "วันก่อน" — ต้นฉบับใช้อักษรที่คลาดเคลื่อนของไฟล์ อ่านเป็น "ช่วงวันก่อน"
(6) ฉื่อ — หน่วยวัดความยาวยุคฮั่นตะวันออก หนึ่งฉื่อราว 23 เซนติเมตร
(7) จู่จี้สื่อ — เสมียนผู้ดูแลการจดบันทึกประจำจวนเจ้าเมือง ตำแหน่งสูงกว่านายกองศาลาประตูจวน
(8) คัมภีร์จั่วจ้วน — พงศาวดารยุคชุนชิวฉบับอรรถาธิบายของจั่วชิวหมิง หนึ่งในคัมภีร์สำคัญ
(9) สามยุค — หมายถึงสามราชวงศ์ยุคโบราณ คือเซี่ย ซาง และโจว ที่ถือเป็นยุครุ่งเรืองในแบบฉบับขงจื้อ
(10) ห้าราชวงศ์ — ยุคห้าราชวงศ์สิบแคว้น ภายหลังราชวงศ์ถัง บ้านเมืองแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า ผู้ทัพแข็งม้าแกร่งต่างตั้งตนเป็นโอรสสวรรค์ — เป็นเหตุการณ์ภายหลังยุคของเรื่อง ผู้เขียนยกวาทะยุคนี้มาเปรียบ
(11) คันไก — ต้นฉบับว่าเสวียนเตา คือคันโยกลั่นไกของหน้าไม้
(12) พั่วตี๋ฉวี — กองพิชิตข้าศึก หน่วยฉวี (กอง) ในสังกัดซุนเจิน ตันเต้า (ซกจี้) เป็นผู้คุม