ซุนเจินออกจากเองอิม มุ่งหน้าไปเมืองเอี้ยงเต๊ก ระยะทางเพียงไม่กี่สิบลี้ แต่เขาใช้เวลาเดินทางถึงสามวันเต็ม
ที่มิใช่เพราะเขาเดินช้า หากแต่ตลอดทางมีพวกนักเลงหนุ่มและชาวบ้านผู้กล้าจากตำบลต่าง ๆ ของเองอิมและอำเภออื่น ๆ มาสมัครเข้าเป็นทหารไม่ขาดสาย
ซุนเจินเป็นคนท้องถิ่นเองฉวน ชื่อเสียงของเขากึกก้องทั่วเมืองมานาน คราวกบฏโพกผ้าเหลืองก่อน เมืองก็อาศัยเขาจึงสงบ ภายหลังเขาร่วมทัพฮองเฮาซง ออกรับราชการยังกิจิ๋ว ต่างสร้างผลงานโดดเด่นจนได้เลื่อนยศเป็นโหวด้วยความดีความชอบในการศึก อายุเพียงสามสิบต้น ๆ ก็ขึ้นเป็นขุนนางขั้นสองพันฉือ มีศักดินาถึงครึ่งอำเภอ บัดนี้สายตาเขาก็จับจ้องจะออกรบอีกครั้ง แถมยังมีอ้วนเสี้ยวและพวกคอยนำทาง อ้วนเสี้ยวบ้านเกิดอยู่ยีหลำติดกับเองฉวน ชื่อเสียงตระกูลอ้วนแห่งยีหลำนั้น แม้แต่ชาวบ้านผู้หญิงเด็กในเองฉวนก็เคยได้ยิน ดังนั้นตั้งแต่นานก่อนซุนเจินจะมาถึงเองฉวน ก็มีพวกนักเลงหนุ่มจำนวนมากตกลงกันจะมาสวามิภักดิ์ใต้บัญชาเขา
เพียงแต่ครั้นถึงเองฉวนแล้ว ซุนเจินมิได้หยุดพักที่เอี๋ยนเซี่ยน พอถึงเองอิม ก็เพราะซุนฉวีถึงแก่กรรมจึงมิยอมพบแขกภายนอกติดต่อกันหลายวัน พวกนักเลงหนุ่มเหล่านั้นไม่มีโอกาสเข้าสวามิภักดิ์ จึงพากันรออยู่นอกอำเภอตลอดมา ในที่สุดเมื่อซุนเจินออกจากอำเภอ ก็กรูกันเข้ามาติดตาม
ไม่เพียงพวกนักเลงหนุ่มและชาวเมืองผู้แข็งแกร่งมาสมัครทหาร หากยังมีบัณฑิตจากอำเภอต่าง ๆ ของเองฉวนมาสวามิภักดิ์ด้วย
บัณฑิตเหล่านี้ส่วนมากเป็นคนที่เคยออกมาต้อนรับเขาอยู่นอกเอี๋ยนเซี่ยนและเองอิม พวกเขาจริง ๆ ในวันนั้นที่อยู่แถว ๆ เอี๋ยนเซี่ยนและเองอิมก็คิดจะสวามิภักดิ์ใต้บัญชาซุนเจินแล้ว แต่ยังคงเพราะซุนเจินมิได้พักแรมที่เอี๋ยนเซี่ยนนาน พอถึงเองอิมก็ปิดประตูงดเยี่ยม พวกเขาไม่มีหนทางเข้าเสนอตัว จึงได้แต่รอมาถึงบัดนี้ แล้วจึงทยอยกันมาสมัคร