สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 300 สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 8)

12 นาที· 2.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 300 — สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 8)

ฮองฮูสงกล่าวความคิดในใจของตนออกมา ซุนเจินสรรเสริญด้วยความนิยมจากใจว่า "ซุนจื่อกล่าวไว้ว่า 'น้ำไหลไปตามภูมิประเทศจึงควบคุมกระแสได้ ทัพชนะได้ก็เพราะรู้ปรับตามข้าศึก ทัพไร้รูปการณ์ตายตัว ดุจน้ำไร้รูปทรงคงที่ ผู้ใดปรับเปลี่ยนตามข้าศึกแล้วเอาชัยได้ ผู้นั้นเรียกว่าผู้วิเศษ' ใต้เท้า กลของท่านนี้แลคือ 'ชนะด้วยรู้ปรับตามข้าศึก' อย่างแท้จริง นับว่าเป็นดั่งเทพเจ้า" ฮองฮูสงหัวเราะ กล่าวว่า "ท่านซือหม่ายกย่องเกินไปแล้ว"

อันที่จริงกลของฮองฮูสงนั้นมิได้ลึกล้ำเร้นลับอันใดเลย เพียงแต่เขาได้หักทำลายครรลองความคิดอันเคยชินของบรรดาผู้อยู่ในกระโจมเสีย เหล่าผู้ในกระโจมถกเถียงกันไปถกเถียงกันมา แนวคิดล้วนติดจมอยู่ที่ "จะล้อมเมืองใด" จะล้อมผูหยางหรือจะล้อมไป๋หม่า ทว่าฮองฮูสงกลับกระโดดพ้นวงล้อมนี้ไปเสีย เขาจะมิล้อมเมืองใดเลย เขาส่งกองแยกกองหนึ่งออกไปทำทีคุกคามอวดศักดา กระทำเอิกเกริกราวกับจะไปตีไป๋หม่า ส่วนตนนำกำลังหลักหยุดอยู่ที่เหวยเซียง

ฟู่เซี่ยมิได้กล่าวไว้หรือว่า ปู่จี่อาจมองออกว่าทัพฮั่นปรารถนาจะใช้กล "ล้อมเมืองตีกองหนุน"

ฉะนั้น การที่ฮองฮูสงนำกำลังหลักหยุดอยู่ที่เหวยเซียงโดยมิเคลื่อนไหว ก็เท่ากับบอกแก่ปู่จี่อย่างแจ้งชัดว่า ข้านี้แลกำลังคอยให้เจ้าส่งกองหนุนออกมา ข้าตั้งใจจะล้อมเมืองตีกองหนุน หากเจ้าปู่จี่จะช่วยไป๋หม่า ข้าก็จะนำกำลังหลักเข้าตี หากเจ้าปู่จี่จะมิช่วย ข้าก็จะถือโอกาสตีไป๋หม่าให้แตก จะช่วยหรือมิช่วยล้วนแล้วแต่เจ้าปู่จี่จะเลือกเอาเอง ดูเผิน ๆ ดุจยกสิทธิ์เลือกให้ไปเสีย แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นทัพฮั่นที่กุมความได้เปรียบในสมรภูมิไว้ พึงคาดได้ว่า เมื่อฮองฮูสงดำเนินกลนี้ ผู้ที่จะร้อนใจก็คือปู่จี่นั่นเอง

ใต้บัญชาฮองฮูสงมีนายกองนายทหารมากมาย บรรดานายทหารเหล่านี้บ้างก็เป็นผู้มีความสามารถมาจากหัวเมืองแคว้นต่าง ๆ บ้างก็มีผู้ใหญ่หนุนหลังในราชสำนัก เป็นบุตรหลานของขันทีหรือเสนาบดีคนสำคัญ อันผู้เป็นแม่ทัพนั้น "ความเที่ยงธรรม" ย่อมเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งของแม่ทัพ ฮองฮูสงในฐานะแม่ทัพใหญ่ จะลำเอียงเข้าข้างนายทหารที่ตนโปรดปรานมากเกินไปมิได้ เมื่อมีความชอบให้สร้างได้ ก็ต้องแบ่งปันแก่ผู้อื่นบ้าง ดังนั้นคราวไปตีไป๋หม่านี้ เขาจึงมิได้มอบหมายแก่ซุนเจินหรือฟู่เซี่ยอีก หากแต่มอบแก่เกียวซิ้วผู้หนึ่งแห่งห้ากองทัพเหนือ แล้วเรียกนายทหารจำนวนหนึ่งจากในทัพมาสมทบ รวมพลห้าพัน ส่วนตนนำนายกองนายทหารและไพร่พลที่เหลือหยุดอยู่ที่เหวยเซียง คืนนั้นปรึกษากันจนตกลงรายละเอียดต่าง ๆ หลังการแยกพลเสร็จสรรพ รุ่งเช้าวันต่อมา เกียวซิ้วแห่งห้ากองทัพเหนือผู้นั้นก็คุมพลออกจากค่าย กระทำเอิกเกริก ป่าวร้องว่ามีพลหมื่นคน มุ่งไปยังไป๋หม่า

เหวยเซียงนั้นเดิมก็เป็นตำบลหนึ่งที่ขึ้นแก่ไป๋หม่า ห่างจากไป๋หม่าเพียงสิบยี่สิบลี้ ถึงจะเดินทางมิเร็วนัก ครึ่งวันกว่าก็ถึง ครั้นยามเย็น ข่าวก็แพร่ไปถึงผูหยาง

ปู่จี่รีบเรียกประชุมบรรดานายทัพโพกผ้าเหลืองทันที กล่าวด้วยใจกังวลว่า "ทัพฮั่นแยกพลเป็นสองสาย สายหนึ่งพลหมื่นคนยกไปตีไป๋หม่า บัดนี้มาถึงนอกเมืองไป๋หม่าแล้ว ฮองฮูสงนำอีกสายพลหมื่นกว่าคนหยุดอยู่ที่เหวยเซียง ท่านทั้งหลาย เป็นจริงดังที่พวกเราหารือกันเมื่อคืน ฮองฮูสงผู้นี้แจ้งชัดว่าต้องการล่อกองหนุนของเราออกจากเมือง เพื่อล้อมเมืองตีกองหนุนนั่นเอง" เขาขมวดคิ้วกลุ้มใจ กวาดตามองเหล่านายทัพ ถามว่า "ท่านทั้งหลายมีกลแก้ไขหรือไม่"

เหล่าหัวหน้ากองและนายกองเล็กโพกผ้าเหลืองบนท้องพระโรงต่างมองหน้ากันไปมา หามีผู้ใดเอ่ยวาจาไม่ ชั่วครู่หนึ่งบนท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน

มิควรตำหนิที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา ที่แท้ก็ต้องโทษว่ากลของฮองฮูสงนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของพวกเขา เมื่อคืนตอนปรึกษาการศึก เหล่าหัวหน้ากองและนายกองเล็กของทัพโพกผ้าเหลืองก็เป็นดุจเหล่านายทหารของทัพฮั่น คือต่างก็จำกัดสายตาไว้แต่ที่สองเมือง คือผูหยางกับไป๋หม่า เห็นว่าหากฮองฮูสงจะล้อมเมืองตีกองหนุน มิล้อมผูหยางก่อนก็ต้องล้อมไป๋หม่าก่อน แต่หาได้คาดคิดเลยว่าฮองฮูสงจะแยกพลเป็นสองสาย สายหนึ่งไปตีไป๋หม่า อีกสายหนึ่งกลับหยุดนิ่งอยู่ที่เหวยเซียง หากเขามิแยกพลสองสาย คุมกองทัพใหญ่ล้อมเมืองเดียว ไม่ว่าจะล้อมผูหยางหรือล้อมไป๋หม่ายังพอรับมือได้บ้าง แต่บัดนี้เขานำกำลังหลักหยุดอยู่ที่เหวยเซียงเสียอย่างนี้เล่า

ฮองฮูสงเชี่ยวชาญการศึกและมากด้วยกลอุบาย เกียรติศักดิ์เลื่องลือ มีเขาตั้งมั่นอยู่ที่เหวยเซียง จ้องเขม็งดุจเสือ ผู้ใดเล่าจะกล้านำพลออกเมืองไปช่วยไป๋หม่า

ครู่ใหญ่ จึงมีผู้หนึ่งเอ่ยว่า "นี่ นี่… ฮองฮูสงโจรผู้นี้ช่างหยิ่งยโสบ้าบิ่นแท้ พลทัพของเขามิมาก มีเพียงสองหมื่นกว่า กลับยังกล้าแยกพล แถมนำพลหมื่นกว่ามาหยุดอยู่ที่เหวยเซียงเอง… นี่ นี่"

อีกผู้หนึ่งกล่าวว่า "หาใช่หยิ่งยโสไม่ หากแต่ร้ายลึก เขาถ้ามิแยกพล จะมาล้อมผูหยางของเราก็ดี จะไปล้อมไป๋หม่าก็ตาม ทัพเราล้วนจัดวางได้รัดกุม ยกไปช่วยได้โดยสะดวก ถึงเขาจะวางกองซุ่มไว้กลางทาง ขอเพียงเราระวังตัวสักหน่อย ก็ย่อมหลบเลี่ยงผ่านพ้นไปได้ ทว่าบัดนี้เขากลับนำพลหมื่นกว่ามาหยุดอยู่ที่เหวยเซียง ดุจเสือนั่งหมอบ จะกัดกินผู้คน หากข้าไปช่วยไป๋หม่า เขาย่อมยกออกจากตำบลมาตี แต่หากข้ามิช่วยไป๋หม่า ภายนอกมีข้าศึกแข็งกล้าโดยไร้กองหนุน ขวัญกำลังใจทหารรักษาไป๋หม่าย่อมตกต่ำเป็นแน่ เมืองไป๋หม่านี้เกรงว่าจะรักษาไว้มิได้ ครั้นไป๋หม่าแตกแล้ว เขาก็รวมพลกลับมาตีผูหยางของเรา เมื่อสิ้นไป๋หม่าที่เป็นกองหนุนภายนอกขานรับกัน ผูหยางของเราก็เกรงว่าจะตั้งรับอยู่ได้ไม่นานเช่นกัน"

เหล่าผู้บนท้องพระโรงต่างถอนใจคร่ำครวญ แม้ล้วนมองออกถึงเจตนาของฮองฮูสง รู้ว่าการที่เขาหยุดอยู่ที่เหวยเซียงนั้น แทนที่จะว่าเตรียมสกัดกองหนุนของผูหยาง ยังสู้ว่าเป็นการสำแดงแสนยานุภาพข่มขู่เสียมากกว่า แต่กระนั้นก็จนปัญญาหากลดี

พอดีขณะนั้น ผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนอย่างฮึกห้าว เปล่งเสียงกล้าหาญว่า "ทัพฮั่นมีสองหมื่นกว่า เรากับไป๋หม่ารวมพลกันก็มีสองหมื่นกว่าเช่นกัน กำลังของข้าศึกกับเราพอฟัดเหวี่ยงกัน อีกทั้งเรายังมีเมืองมั่นไว้ตั้งรับ มีหัวเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแคว้นเป็นที่พึ่งพิง เพียงฮองฮูสงผู้เดียวเท่านี้จะน่ากลัวอันใด ท่านทั้งหลายมองเขาดุจเสือดุจหมาป่า แต่ในสายตาของข้า เขาเป็นเพียงสุนัขเฝ้าประตูให้ราชวงศ์ฮั่นตัวหนึ่งเท่านั้นเอง"

ผู้คนหันตามองไป เห็นผู้นี้สูงแปดฉื่อ หลังกว้างดุจเสือ เอวคอดดุจหมาป่า ขณะนี้กล่าวคำอย่างองอาจ ท่วงท่าผึ่งผายยิ่งนัก ที่แท้คือนายกองเล็กผู้ที่เมื่อคืนตอนปรึกษาการศึกได้ทักท้วงเป็นคนแรกว่าทัพฮั่นอาจใช้กล "ล้อมเมืองตีกองหนุน" นั่นเอง ผู้นี้นามว่าหลี่เซียง ชื่อรองว่าหยวนชิน เป็นชาวตุ้นชิวแห่งตังกุ๋น ตุ้นชิวกับเว่ยกว๋ออยู่ห่างกันไม่ไกล เพียงไม่กี่ลี้ นับว่าเป็นชาวบ้านเดียวกันกับงักจิ้นโดยปริยาย

หลี่เซียงมิใช่สาวกลัทธิไท่ผิง หากเป็นนักเลง(1)ผู้หนึ่งแห่งตังกุ๋น ครั้งเยาว์วัยเขาเคยศึกษา "จิงสื้อเสวีย"(2) อัน "จิงสื้อเสวีย" นั้นเป็นสำนักวิชาคัมภีร์อี้จิง(3)ที่จิงฝาง มหาบัณฑิตยุคฮั่นก่อนเป็นผู้ริเริ่ม จิงฝางเป็นชาวตุ้นชิว วิชาของเขาจึงแพร่หลายอยู่ในตุ้นชิวมาก เสียดายแต่ว่าคัมภีร์อี้จิงยากยิ่งนัก อีกทั้งตัวเขาเองเป็นคนนิสัยดุดันห้าวหาญแต่ปลอดโปร่ง โดยพื้นสันดานก็มิเหมาะแก่การศึกษาวิชานี้ เล่าเรียนอยู่สามปีก็มิสำเร็จ ครั้นหันมาศึกษาตำราพิชัยสงครามอยู่สามปี ก็สำเร็จได้บ้างเล็กน้อย แล้วหันไปฝึกขี่ม้ายิงธนูและฟันกระบี่อีกสามปี จึงสำเร็จเป็นอันมาก ครั้นแล้วก็ดำเนินตามสันดานเดิมของตน เปลี่ยนมาตั้งจิตมุ่งเป็นนักเลงผู้มีน้ำใจ ด้วยเหตุที่เขารู้ตำราพิชัยสงครามอยู่บ้างและชำนาญการขี่ม้ายิงธนู ไม่ช้าก็โด่งดังมีชื่อเสียงไม่น้อยในตุ้นชิว ครั้นปู่จี่ก่อการลุกฮือ เขาก็เข้าร่วม นับเป็นขุนพลผู้กล้าผู้หนึ่งในหมู่โพกผ้าเหลืองแห่งตังกุ๋น

ปู่จี่เห็นเป็นเขาที่ลุกขึ้นกล่าวคำอย่างฮึกเหิม ก็ยินดียิ่ง เอามือกดบนโต๊ะ โน้มกายไปข้างหน้า กล่าวว่า "หยวนชินเอ่ยวาจาห้าวหาญ คงมีกลพิชิตข้าศึกอยู่ในใจแล้วเป็นแน่"

หลี่เซียงชายตาเหลือบมองเหล่านายทัพบนท้องพระโรงด้วยอาการมิแยแสไยดี ครั้นแล้วก็หันหน้าเข้าหาปู่จี่ เอามือกดกระบี่แอ่นอก ยืนผึ่งผายอยู่ในที่นั่ง กล่าวอย่างองอาจว่า "ฮองฮูสงมิรู้จักกาลเทศะ เป็นเพียงสุนัขแห่งอันติ้ง ฟู่เซี่ยมีแต่รูปกายงามเปล่า เป็นเพียงซากกระดูกแห่งเป่ยตี้ ซุนเจินใฝ่ชื่อหลอกเสียงสรรเสริญ เป็นเพียงคนต่ำช้าแห่งเองฉวน คนเยี่ยงนั้นมิควรเอ่ยถึงด้วยซ้ำ ไฉนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเราวีรชนแห่งตังกุ๋นได้ ท่านทั้งหลายบนท้องพระโรงนี้ ยามปกติล้วนพูดจาโอ่อ่าโอหัง แต่บัดนี้พอได้ยินว่าฮองฮูสงหยุดอยู่ที่เหวยเซียง กลับพากันดุจหนูเจอแมว หวาดกลัวจนเหงื่อไหล ช่างน่าหัวเราะแท้ บัดนี้ปู่จี่จอมทัพคุมพลหลายหมื่น ครอบครองแคว้นหนึ่งดินแดนหนึ่ง ไยต้องไปเกรงกลัวพวกนั้นด้วยเล่า ข้ามีกลอยู่ประการหนึ่ง หากดำเนินตามนี้ได้ ก็เพียงพอจะกำราบโจรกระจอกพวกนี้ให้สิ้นซากได้"

ปู่จี่ยินดีถึงที่สุด รีบถามว่า "เป็นกลอันใดเล่า"

## เชิงอรรถ

(1) นักเลง — ผู้กล้าถือคุณธรรมน้ำใจนักเลง ยึดความซื่อสัตย์ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นที่ตั้ง ไม่ผูกพันกับราชการ

(2) จิงสื้อเสวีย — สำนักวิชาคัมภีร์อี้จิงสายหนึ่ง ที่จิงฝางมหาบัณฑิตยุคฮั่นก่อนเป็นผู้ริเริ่ม เน้นการพยากรณ์ดวงดาวและฤดูกาลตามคติอี้จิง

(3) อี้จิง — คัมภีร์การเปลี่ยนแปลง หนึ่งในคัมภีร์ห้าเล่มของขงจื๊อ ว่าด้วยลักษณ์แปด (ปากว้า) และการพยากรณ์ความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป