# ตอนที่ 257 — จับโจรจับหัวโจกก่อน
เรื่องนี้หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่ ด้วยเฟ่ยช่างนั้นเป็นจวิ้นเฉิง (รองเจ้าเมือง)(1) ศักดิ์หกร้อยสือ ตำแหน่งเทียบเสี่ยต้าฟู(2) ส่วนเล่าเติ้งกับเกาซู่เป็นแต่ราษฎรสามัญสองคน อย่าว่าแต่ทุบตีเสี่ยต้าฟูศักดิ์หกร้อยสือเลย แม้แต่ขุนนางชั้นโต่วสือ(3)ผู้น้อย ราษฎรสามัญก็หาอาจทุบตีได้ไม่ ครั้งรัชศกพระเจ้าฮั่นหมิงตี้(4)แห่งราชวงศ์นี้ เล่อเฉิงอ๋อง(5)เล่าฉางกำเริบเสิบสานทำผิดกฎหมาย พระเจ้าฮั่นหมิงตี้มีพระราชโองการกริ้วตำหนิว่า "ความผิดใหญ่หลวงนัก น่าอัปยศยิ่ง" แล้วลดยศเป็นหลินหูโหว(6) ข้อหาหนึ่งของเขาก็คือ "ทุบตีขุนนางเสมียน เหี้ยมโหดเอาแต่ใจตน" หากมิใช่เพราะ "ปาอี้"(7) อันคือที่ในคัมภีร์โจวหลี่(8)เรียกว่า "อี้ชิน อี้กู้ อี้เสียน อี้เหนิง อี้กง อี้กุ้ย อี้ฉิน อี้ปิน" แล้วไซร้ เล่าฉางผู้นี้เกรงว่าจะต้องเสียหัวเป็นแน่ เครือญาติราชวงศ์ฮั่นยังถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับราษฎรหัวดำสามัญเล่า แม้นเฟ่ยช่างเป็นเพียงปินเค่อ(9)ในตระกูลเตียว แต่หากเรื่องลุกลามใหญ่โตขึ้น ซุนเจินก็หาอาจรักษาหัวของเล่าเติ้งและเกาซู่ทั้งสองไว้ได้ไม่ ซุนเจินอ่านกฎหมายราชวงศ์ฮั่นจนแตกฉาน รู้เรื่องนี้ลึกซึ้งถ่องแท้ ฉะนั้นพอได้ยินข่าวก็ตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน
เขามิทันได้ล้างหน้าล้างตา รีบสวมเสื้อผ้าเสร็จก็ออกเดินไปข้างนอก เฉินจื่อตกใจจนใบหน้าเสียสี วิ่งตามออกมา ใคร่จะร้องบอกให้เขาระวังตัว ทว่าคำยังมิทันหลุดปาก ซุนเจินก็ออกพ้นประตูลานหลังไปแล้ว นางวิ่งตามไปถึงปากประตูลานหลัง ซุนเจินก็ขึ้นม้าควบออกพ้นลานหน้าไปเสียแล้ว นางยันประตูลานหลังไว้ มองตามเงาร่างที่ลับไกลของเขา อดเป็นห่วงเขามิได้
ซุนเจินกับจั่วปั๋อโหวสองคนควบม้าออกจากลาน มุ่งไปยังที่เกิดเหตุ ตามที่เฉินเปาบอก ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากที่พักเจ้ากรมทหารไม่สู้ไกลนัก เลี้ยวผ่านปากตรอกสองแห่งก็ถึง ขณะนั้นยังเช้าตรู่ บนถนนแทบไม่มีผู้คน ซุนเจินขับม้าควบผ่านปากตรอกสองแห่ง แลเห็นแต่ไกลว่าบนถนนข้างหน้ามีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ เขาเหลือบเห็นเล่าเติ้งกับเกาซู่ในทันที
เล่าเติ้งกับเกาซู่ คนหนึ่งเอาเท้าเหยียบล้อรถซือ(10)ที่เฟ่ยช่างนั่งมา อีกคนหนึ่งถือดาบหวนโฉ่ว ด่าทอขุนนางผู้สวมสายถักสีดำคนหนึ่งที่นั่งล้มอยู่ข้างล้อรถ
ซุนเจินมองเห็นชัดเจน ขุนนางผู้นี้มิใช่เฟ่ยช่างหรือ
รอบ ๆ คนทั้งสามนั้น มีคนสองคนนุ่งห่มชุดสีครามโพกผ้าเจ๋อจิน(11) แต่งกายอย่างทาสรับใช้ นอนอยู่กับพื้น เอามือกุมศีรษะหดตัวอยู่ข้างรถ มิกล้าขยับเขยื้อน คนทั้งสองนี้คงเป็นสารถีและคนติดตามของเฟ่ยช่าง อีกห้าหกคนยืนอยู่ข้าง ๆ เกาซู่กับเล่าเติ้ง คอยดึงรั้งทั้งสองไว้เพื่อห้ามปราม คนเหล่านี้ได้แก่ เฉินเปา เจียงฉิน เฝิงก่ง สือจวีเซียน และพี่น้องตระกูลซู
เห็นภาพนี้แล้ว ซุนเจินก็ถอนใจโล่งอก คิดในใจว่า "ที่แท้คนที่ถูกตีเป็นทาสของเฟ่ยช่างนี่เอง!" แต่ดูท่าเล่าเติ้งเหยียบล้อรถ เอานิ้วชี้หน้าด่าเฟ่ยช่าง กับท่าเกาซู่ถือดาบหวนโฉ่วร้องด่าเฟ่ยช่างอยู่เสียงดัง อีกทั้งเฉินเปา เจียงฉินและคนอื่น ๆ ฉุดรั้งทั้งสองอย่างไรก็ฉุดไม่ไป ถึงตอนนี้เฟ่ยช่างยังไม่ถูกตี แต่เกรงว่าก็ใกล้จะถูกตีอยู่รอมร่อแล้ว เขามิกล้าชักช้า เร่งม้าควบไป
เสียงกีบม้าอันกระชั้นทำให้เจียงฉิน เฉินเปาและคนอื่น ๆ ตื่นตัว แรกทีก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างระแวดระวัง ครั้นเห็นว่าเป็นซุนเจินกับจั่วปั๋อโหวมาถึง สีหน้าก็ผ่อนคลาย รีบรุดเข้ามาต้อนรับ เล่าเติ้งกับเกาซู่ก็หยุดเสียงด่าลง
ซุนเจินควบม้าถึง รั้งบังเหียนหยุดกะทันหัน ม้าที่ขี่ยกขาหน้าร้องเสียงยาว เขามือหนึ่งคุมบังเหียน สองขาหนีบท้องม้าแน่น มิทันเอ่ยวาจาก็เงื้อแส้ม้าฟาดลงไปยังร่างเล่าเติ้งกับเกาซู่ เขาสะบัดแส้สูงลิ่ว แต่ยามฟาดลงกลับเบามือ ฟาดติด ๆ กันสี่ห้าครั้ง ตวาดว่า "เจ้าสองคนทำอะไรกัน ถือดาบกวัดแกว่งไม้พลองอยู่ทำไม ยังไม่รีบเก็บดาบเสียอีก!"
เล่าเติ้งหดเท้าจากล้อรถ ยืนเรียบร้อยบนพื้น เกาซู่ก็เก็บดาบเข้าฝัก ทั้งสองรับแส้ม้าของซุนเจินอยู่ มิกล้าขยับเขยื้อน ยอมรับแส้หลายทีอย่างเชื่องเชื่อ
ซุนเจินรอจนม้ายืนนิ่งแล้ว ก็กระโดดลงจากหลังม้า ทิ้งแส้ม้าเสีย รีบก้าวสองสามก้าวเข้าไปประคองเฟ่ยช่างให้ลุกขึ้น ช่วยปัดฝุ่นบนตัวเขาออก แล้วกล่าวว่า "เป็นเพราะข้าควบคุมลูกน้องไม่เข้มงวด มากระทบกระทั่งรถของท่านเฟ่ยเฉิง ขออภัย ขออภัย" แล้วหันกลับไปด่าเกาซู่กับเล่าเติ้ง "ยังยืนตะลึงอยู่ทำไม ยังไม่รีบเข้ามาขอขมาท่านเฟ่ยเฉินอีกเล่า!" เล่าเติ้งกับเกาซู่มิเต็มใจ เล่าเติ้งถลึงตา เกาซู่เบิกตา ทั้งสองกำลังจะเอ่ยปาก ซุนเจินมิทันให้ทั้งสองพูดจบ ก็ตวาดด้วยโทสะว่า "ยืนเซ่ออยู่ทำไม!" ทั้งสองมิกล้าขัดคำสั่งของซุนเจิน จำต้องเข้ามาอย่างเสียมิได้ ประสานมือก้มตัวคารวะอย่างพอเป็นพิธี กล่าวขอขมาไปที
เฟ่ยช่างถูกขู่จนตื่นตระหนกแต่แรกแล้ว ราวกับตุ๊กตาดินตุ๊กตาไม้ แม้ซุนเจินจะประคองลุกขึ้น สองขาก็ยังสั่นเทิ้ม พอเกาซู่กับเล่าเติ้งก้าวเข้ามาประสานมือคารวะ ก็ตกใจถอยหลังไปหลายก้าว แทบจะล้มลงกับพื้นอีกครั้ง
จั่วปั๋อโหวประคองเขาไว้ ซุนเจินประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า "ข้าพเจ้ากับอาเติ้ง จื่อซิ่วและคนอื่น ๆ มิได้พบกันหลายวัน วันนี้จึงเรียกพวกเขาเข้าเมือง ไม่นึกเลยว่าจะมาพบท่านเฟ่ยเฉินกลางทาง กระทบกระทั่งรถของท่านเฉิงเข้า ท่านเฟ่ยเฉินเป็นผู้สูงศักดิ์ใจกว้างขวาง คงมิถือสาราษฎรหัวดำเยี่ยงพวกนี้เป็นแน่"
เฟ่ยช่างได้แต่รับคำงก ๆ
ที่ "รับคำงก ๆ" นั้นดีแล้ว หากเขาตั้งสติได้จริง วางอำนาจขุนนางขึ้นมา ขณะนี้ข้าหลวงมณฑลอ้องอุ้นเพิ่งมาถึง ทั้งแม่ทัพฮองฮูสงกับท่านจูทั้งสองยังอยู่ในเมือง อีกทั้งมีบัณฑิตชื่อก้องอย่างขงหยงอยู่ด้วย หากเรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตขึ้นจริง ซุนเจินก็ยากจะรับมือ ถึงกระนั้นเกาซู่กับเล่าเติ้งสองคนก็ทำให้ซุนเจินโกรธมิใช่น้อย ตั้งแต่กลับมาถึงเอี้ยงเต๊ก เขาไม่ยอมให้บรรดาแม่ทัพเข้าเมืองเลย ก็ด้วยเกรงว่าพวกเขาจะถือดีว่ามีความชอบ ไปรังแกราษฎร แต่บัดนี้กลับกลายเป็นว่าพวกเขามิได้รังแกราษฎร หากกลับไปรังแกถึงจวิ้นเฉิงรองเจ้าเมืองทั้งเมืองเข้าเสียแล้ว!
ขณะเฟ่ยช่างยังตั้งสติไม่ติด ซุนเจินก็กล่าวลา พาเกาซู่ เล่าเติ้ง เฉินเปาและคนอื่น ๆ ขึ้นม้าจากไป กลับสู่ที่พักเจ้ากรมทหาร
เกาซู่กับเล่าเติ้งเดิมก็มิเต็มใจขอขมาเฟ่ยช่างอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้เหลือบมองสีหน้าซุนเจิน เห็นเขานั่งบนหลังม้า เย็นชาดั่งน้ำแข็งเกล็ดหิมะ ก็อดพรั่นพรึงมิได้
อาการพรั่นพรึงของทั้งสองนั้นต่างกัน เล่าเติ้งมิกล้าพูดจา ส่วนเกาซู่แสร้งทำเป็นทีเล่นทีจริง กล่าวว่า "ท่านซุน ทาสในบ้านตระกูลเตียวคนหนึ่ง ควรหรือที่จะเรียกว่า 'ผู้สูงศักดิ์' ท่านไม่ได้เห็นตอนเมื่อกี้ที่ข้ากับอาเติ้งฉุดมันลงจากรถ มันทำหน้าทำตาอย่างไร แทบจะคุกเข่าขอชีวิตอยู่แล้ว! ไอ้พวกไร้ความกล้าเยี่ยงนี้ อย่าว่าแต่ด่ามันไม่กี่คำเลย ต่อให้ตีให้ฆ่ามันเสีย จะเป็นอะไรไป"
คำพูดของเกาซู่เหล่านี้ ซุนเจินก็เห็นพ้องอยู่มาก เขาเองก็มิได้นับถือเฟ่ยช่าง ทว่าเรื่องนี้หาใช่ปัญหาว่า "นับถือ" หรือ "ไม่นับถือ" ไม่
คนที่ซุนเจินมิได้นับถือนั้นมีมากมาย แม้แต่บุนไท่โส่วเขาก็มิสู้นับถือนัก ยามปกติก็ดื้อรั้นเอาแต่ใจ ครั้นถึงคราวศึกก็คิดอุบายมิออก หากมิใช่ออกจากตระกูลคหบดีใหญ่แห่งน่ำเอี๋ยงแล้ว ไฉนจะคู่ควรกับตำแหน่งไท่โส่วศักดิ์สองพันสือเล่า ทว่าบุนไท่โส่วก็เป็นไท่โส่ว เฟ่ยช่างก็เป็นจวิ้นเฉิงรองเจ้าเมือง ส่วนซุนเจินเป็นเพียงเจ้ากรมทหารชั้นร้อยสือ แม้เขาจะเป็นผู้มีความชอบในการรักษาเอี้ยงเต๊ก แม้จะสร้างความชอบอันใหญ่หลวงในศึกกวาดล้างปอไซ แต่ถึงที่สุดก็เป็นเพียง "ขุนนางผู้น้อย" การที่ผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่นั้น ในสังคมที่มีลำดับสูงต่ำเป็นระเบียบ ย่อมเป็นข้อห้ามใหญ่หลวง หากภายหน้าซุนเจินมีกำลังมากพอ ล่วงเกินก็ล่วงเกินไปเถิด ทว่าบัดนี้เขายังมิมีกำลังมากพอ และที่สำคัญที่สุดคือ เขากำลังอยู่ในระยะรุ่งโรจน์ขึ้น สรรพสิ่งล้วนต้องรอบคอบ มิอาจให้ผู้อื่นจับเป็นข้อตำหนิได้ เขาไม่ปรารถนาเลยที่จะให้ผู้คนมองเขาว่า "ถือความชอบจองหองอวดดี"
เขากลั้นโทสะไว้ ถามเกาซู่กับเล่าเติ้งว่า "เจ้าสองคนเหตุใดจึงมีเรื่องกระทบกระทั่งกับท่านเฟ่ยเฉิน"
เกาซู่กล่าวว่า "เฟ่ยช่างถือว่าตนเป็นทาสตระกูลเตียว แต่ก่อนคอยขัดขวางท่านอยู่หลายหน ข้าได้ยินคนตระกูลหวงเล่าว่า คราวก่อนเตียวจื๋อเชิญท่านไปงานเลี้ยง แล้วลบหลู่ท่านในงานเลี้ยงนั้น ก็เพราะเฟ่ยช่างยุยงอยู่เบื้องหลัง! ท่านเป็นวีรบุรุษแห่งมณฑลและเขต เฟ่ยช่างคนต่ำช้าผู้หนึ่งยังบังอาจขัดขวางท่าน เหลือทนแล้ว! ข้าคิดจะจัดการมันมานานแล้ว เมื่อกี้พอดีพบมันบนถนน ข้ากับอาเติ้งจึงสกัดรถมันไว้" คำว่า "ตระกูลหวง" ก็คือตระกูลหวงคหบดีใหญ่แห่งเอี้ยงเต๊ก ตระกูลเกากับตระกูลหวงมีความเกี่ยวพันกันอยู่บ้าง
ซุนเจินคิดในใจ "เขากับอาเติ้งหยามเหยียดเฟ่ยช่างก็เพื่อแก้แค้นแทนข้านี่เอง" จึงไม่รู้ว่าควรชมเชยเกาซู่กับเล่าเติ้งสักสองคำ หรือควรด่าทั้งสองเสียยกใหญ่ ไฟโทสะค่อยมอดลง ถอนใจเฮือกหนึ่ง หันกลับไปมอง เห็นเฟ่ยช่างนั่งกลับขึ้นรถแล้ว ทาสรับใช้สองคนนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเช่นกัน กำลังจะขับรถจากไป
"พวกเจ้ารู้กฎหมายราชวงศ์ฮั่นของเราหรือไม่"
"อะไรนะขอรับ"
"ท่านเฟ่ยเฉินเป็นจวิ้นเฉิง เป็นเสนาบดีที่ราชสำนักแต่งตั้ง ตำแหน่งเทียบเสี่ยต้าฟู ไฉนจะทุบตีได้เล่า ทุบตีเขาก็คือทุบตีราชสำนัก ทุบตีราชสำนักเป็นโทษฉี่ซื่อ(12)! พวกเจ้าไม่เคยคิดบ้างหรือว่า หากตีท่านเฟ่ยเฉินแล้ว เขตเมืองจะลงโทษพวกเจ้าอย่างไร ข้าหลวงอ้องอุ้นที่เพิ่งมาใหม่ ท่านอ๋องผู้นี้เที่ยงตรงเข้มงวด ย่อมมิยอมให้มีเรื่องผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่เด็ดขาด เรื่องนี้หากบังเอิญเข้าหูเขา พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าแม้แต่ข้าก็ปกป้องพวกเจ้ามิได้ ยังดีที่อาเปาเฉลียวฉลาด รีบส่งข่าวมาบอกข้าทันท่วงที จึงเลี่ยงให้พวกเจ้ามิต้องก่อความผิดที่ใหญ่หลวงกว่านี้" ซุนเจินขู่เกาซู่กับเล่าเติ้ง
การที่ผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่นั้นเป็นความผิดใหญ่หลวงจริง อ้องอุ้นก็เกลียดชังความชั่วดั่งศัตรูจริง ทว่าเฟ่ยช่างเป็นปินเค่อของตระกูลเตียวเหยียง เป็นพรรคพวกขันที แม้นอ้องอุ้นรู้เรื่องนี้ เห็นแก่หน้าซุนซองและตระกูลซุนแล้ว ก็คงจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เกาซู่กับเล่าเติ้งได้ยินแล้วกลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เกาซู่ทำปากเบ้ เล่าเติ้งกล่าวว่า "หากฆ่ามันได้เพื่อแก้แค้นแทนท่าน ต่อให้ข้าน้อยถูกเขตเมืองประหารชีวิตก็ยินดี"
"พวกเจ้านี่... เฮ้อ" เกาซู่กับเล่าเติ้งภักดีต่อเขาด้วยใจจริง ซุนเจินก็มิอาจทนตำหนิพวกเขาต่อ แต่ก็มิอาจปล่อยปละให้พวกเขาตามใจชอบได้ จึงออกคำสั่งด้วยถ้อยคำเข้มงวดในทันทีว่า "เรื่องนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้ ข้าอาจปกปิดแก้ต่างให้พวกเจ้าได้สักครั้งสองครั้ง แต่มีหนึ่งจะมีสองมิได้ หากครั้งหน้าเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีก ไม่ต้องรอเขตเมืองลงโทษ ข้าจะจับพวกเจ้าส่งไปยังจวี๋เฉา(13)ให้ไต่สวนเสียก่อนเลย!"
เจียงฉิน สือจวีเซียนและคนอื่น ๆ ทำตาขยิบยักคิ้วใส่เล่าเติ้งกับเกาซู่ ทั้งสองก็รู้ว่าซุนเจินทำเพื่อหวังดีต่อพวกเขา จึงรับคำอย่างหงอย ๆ ว่า "ขอรับ"
ขณะมุ่งหน้าไปยังที่พักเจ้ากรมทหารแห่งเขตเมือง ซุนเจินก็ครุ่นคิดไปพลาง คิดว่า "บุญที่ตอนนี้ยังเช้า บนถนนไม่มีคน ไม่มีใครเห็นอาเติ้งกับจื่อซิ่วหยามเฟ่ยช่าง นับว่าลดเรื่องวุ่นวายไปได้บ้าง" ขอเพียงพวกเขาไม่นำเรื่องนี้ไปบอกใคร เฟ่ยช่างก็คงไม่บอกใครเช่นกัน "แต่ถึงกระนั้น เฟ่ยช่างได้รับความอัปยศใหญ่หลวงเช่นนี้ เกรงว่าไม่ช้าก็เร็วคงต้องคิดแก้แค้น มันไม่น่ากังวลดอก ที่น่ากังวลมีเพียงผู้เดียวคือเตียวจื๋อ"
อันที่จริง เตียวจื๋อก็มิน่ากังวลเช่นกัน การที่เขาสนิทสนมกับปอไซก็เป็นโทษถึงตายอยู่แล้ว ผู้ที่น่ากังวลแท้จริงคือคนเบื้องหลังเตียวจื๋อ อันคือเตียวเหยียง เตียวเหยียงนั้นอำนาจบารมีล้นฟ้า บัดนี้ซุนเจินยังไม่อยากเป็นปฏิปักษ์กับเขาซึ่ง ๆ หน้า อย่างน้อยก่อนที่ราชสำนักจะอนุมัติการแต่งตั้งเขาเป็น "จั่วจวินซือหม่า"(14) เขาก็ยังไม่อยากก่อความบาดหมางกับคนผู้นี้ เขาคิดในใจ "ช่างเถิด หากข้าจำไม่ผิด พรรคขันทียังจะอยู่ดีมีสุขได้อีกไม่กี่ปี หากข้าไม่รู้ก็แล้วไป แต่ในเมื่อรู้แล้วว่าอีกไม่กี่ปีพวกเขาจะดับสูญไปเอง การไปเป็นปฏิปักษ์กับพวกเขาตอนนี้ก็หาเป็นการฉลาดไม่ ข้ารอไปก่อนสักหน่อยเถิด รอปราบโพกผ้าเหลืองราบคาบ รอข้าสร้างความชอบที่ใหญ่หลวงกว่านี้แล้วจึงค่อยจัดการเตียวจื๋อ เฟ่ยช่างก็ยังไม่สาย"
ทั้งที่รู้ชัดว่าเตียวเหยียงยังจะอยู่ดีมีสุขได้อีกหลายปี แล้วยังจะดันทุรังไปเป็นปฏิปักษ์กับเขาในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ตนกำลังรุ่งโรจน์ขึ้นนี้ ย่อมมิใช่การฉลาดแน่แท้ ครั้นกลับมาถึงหน้าประตูที่พักเจ้ากรมทหาร ซุนเจินก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่า จักไม่ก่อเรื่องแทรกซ้อนขึ้นก่อน รอปราบโพกผ้าเหลืองเสร็จแล้วจึงค่อยคิดอ่านต่อไป
เพียงแต่จนใจ แม้เขาไม่อยากก่อเรื่องแทรกซ้อน ทว่าเฟ่ยช่างกับเตียวจื๋อกลับมิได้คิดเช่นนั้น
…
ซุนเจินพาเจียงฉิน เฉินเปา เกาซู่ เล่าเติ้งและคนอื่น ๆ มาถึงที่พักกรมทหารแห่งเขตเมือง รออีกราวครึ่งชั่วยาม งักจิ้น สวี่จ้ง บุนเพ่งและคนอื่น ๆ ก็ทยอยมาถึง พอได้ยินเรื่องเล่าเติ้งกับเกาซู่หยามเฟ่ยช่างกลางถนน คนที่มาทีหลังเหล่านี้ก็มีท่าทีต่างกันไป
บุนเพ่งร้องว่าสะใจครั้งแล้วครั้งเล่า เสียดายนักที่ออกจากค่ายช้าไป จึงไม่ได้ร่วมในเรื่องนี้ ส่วนงักจิ้นกับสวี่จ้งกลับมีสีหน้าวิตกกังวล
บุนเพ่งยังเยาว์วัย อีกทั้งบุนไท่โส่วก็เป็นญาติในตระกูลของเขา จึงมิได้เห็นเฟ่ยช่างอยู่ในสายตา
ส่วนงักจิ้นกับสวี่จ้งกำเนิดในตระกูลยากไร้ อีกทั้งอาวุโสกว่าบุนเพ่งมาก ย่อมรู้ดีว่า "การหยามจวิ้นเฉิง" เป็นโทษหนัก ทว่าเมื่อเห็นซุนเจินทำท่า "ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น" ทั้งสองแม้กังวลก็มิได้พูดอะไรมาก
ครั้งนี้ซุนเจินเรียกบรรดาแม่ทัพมา ก็ด้วยใคร่จะถือโอกาสที่ขณะนี้ค่อนข้างว่างเว้น ยกระดับวิชาการทหารของพวกเขาขึ้นสักหน่อย แม้ต่อหน้าบรรดาแม่ทัพเขาจะทำท่า "ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น" แต่อันที่จริงเรื่องที่เล่าเติ้งกับเกาซู่หยามเฟ่ยช่างนั้น เขายังมีความกังวลซ่อนเร้นอยู่บ้าง ฉะนั้นพอถามถึงความเป็นไปในค่ายของบรรดาแม่ทัพในไม่กี่วันนี้สักสองสามคำ ก็มิได้พูดพร่ำเรื่อยเปื่อย เข้าเรื่องตรงประเด็นในทันที กล่าวว่า "วันนี้ที่เรียกพวกเจ้ามา ก็ด้วยมีเรื่องหนึ่งใคร่จะสนทนากับพวกเจ้า"
เมื่อคืนสวี่จ้งไปยังค่ายนอกเมือง บอกแก่บรรดาแม่ทัพแต่เพียงว่าซุนเจินสั่งให้พวกเขามาที่พักในเช้าวันนี้ มิได้บอกว่าเรียกพวกเขามาด้วยเรื่องอันใด ตอนนี้พอได้ยินซุนเจินเอ่ยขึ้น บรรดาแม่ทัพต่างเก็บอารมณ์ทั้งยินดีทั้งกังวลของตน รวบรวมจิตใจมาจดจ่อ ต่างถามกันเป็นเสียงเดียวว่า "เรื่องอันใดขอรับ"
"โจรปอไซยุยงประชาชนก่อกบฏ ขึ้นที่สูงโห่ร้องนัดเดียว ผู้คล้อยตามมีถึงหนึ่งแสน ยามเสียงเลื่องลือถึงขีดสุดก็กวาดเอาเขตไปได้ครึ่งหนึ่ง สะเทือนถึงเองฉวน เขตของเราเกือบรักษาไว้มิได้ ทว่าบัดนี้ยังไม่ถึงสองเดือน เขาก็ดับสูญสิ้น ทัพแตกตัวตาย ท่านทั้งหลายลองว่ามาซิ นี่เพราะเหตุใด"
หากใคร่จะยกระดับวิชาการทหารของบรรดาแม่ทัพ มีอยู่สองวิธี วิธีหนึ่งคือสอนตำราพิชัยสงครามแก่พวกเขา อีกวิธีหนึ่งคือให้พวกเขาถอดบทเรียน ตำราพิชัยสงครามนั้นยกไว้ก่อน ว่าแต่บทเรียนนี้ บทเรียนมีสองชนิด ชนิดหนึ่งคือของตน อีกชนิดคือของผู้อื่น การที่ปอไซรบแพ้ถึงตายนั้นแม้เป็นความพ่ายแพ้ของปอไซ แต่สำหรับบรรดาแม่ทัพใต้บังคับของซุนเจิน ก็ยังมีคุณค่าพอจะถือเป็นแบบอย่างเทียบเคียงได้อยู่บ้าง
เล่าเติ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ท่านซุน ท่านเรียกพวกข้าน้อยมา ก็เพื่อเรื่องนี้หรือ"
"ถูกแล้ว อาเติ้ง เจ้าลองว่ามาก่อนสิ ปอไซเหตุใดจึงพินาศเร็วถึงเพียงนี้"
"นี่ยังต้องพูดอีกหรือ ก็เพราะท่านชาญฉลาดองอาจห้าวหาญนั่นเอง"
บรรดาแม่ทัพเห็นพ้อง ต่างพูดกันจ้อกแจ้กว่า "ใช่แล้ว ที่ปอไซถูกกำจัดเร็วถึงเพียงนี้ ล้วนเพราะความองอาจห้าวหาญของท่านทั้งสิ้น! หากมิใช่ท่านปักหลักรักษาเอี้ยงเต๊กไว้ เองฉวนคงเสียแก่ข้าศึกไปนานแล้ว!"
เจียงฉินกล่าวว่า "ท่านมิเพียงปักหลักรักษาเอี้ยงเต๊ก ยังนำพวกข้าน้อยตีคืนอำเภอเซียงเซียกับอำเภอเกียบสองอำเภอติด ๆ กัน กดทัพโจรปอไซไว้ทางใต้แม่น้ำยีอย่างมั่นคง ทำให้มันมิอาจขึ้นเหนือได้แม้แต่ก้าวเดียว สุดท้ายจึงรอทัพหลวงของราชสำนักมาได้ทันการ ในศึกใต้เมืองอู่หยาง ท่านสู้ตายอย่างห้าวหาญ ตีแนวข้าศึกแตกก่อน จึงได้ตีทัพโจรแตกพ่ายในที่สุด รวมความว่า ที่ปอไซพินาศเร็วถึงเพียงนี้ ล้วนเพราะความชอบของท่านทั้งสิ้น!"
ซุนเจินจะหัวเราะก็มิได้จะร้องไห้ก็ไม่ออก หัวเราะพลางต่อว่าพลางว่า "ข้าเรียกพวกเจ้ามา หาใช่เพื่อฟังพวกเจ้าประจบสอพลอไม่!"
เกาซู่ถามอย่างงุนงงว่า "'ประจบสอพลอ' คืออะไรขอรับ"
"ก็คือเยินยอนั่นแหละ!" ซุนเจินสังเกตเห็นเฉินเปาขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำท่าครุ่นคิดอยู่ จึงถามว่า "อาเปา ข้าเห็นเจ้าขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะคิดอะไรออก เจ้าลองว่ามาซิ ปอไซเหตุใดจึงพินาศเร็วถึงเพียงนี้"
บรรดาแม่ทัพหยุดเสียงสนทนา ต่างพร้อมเพรียงจ้องมองเฉินเปา เฉินเปาหมอบลงกราบทีหนึ่งก่อน แล้วจึงเอ่ยว่า "ที่แปะฉินกับอาเติ้งและคนอื่นพูดนั้นไม่ผิด ที่ปอไซพินาศเร็วถึงเพียงนี้ ประการแรกก็เพราะความชอบของท่าน…"
"ความชอบของข้าไม่ต้องพูดถึงแล้ว 'ประการแรกเพราะความชอบของข้า' ประการต่อมาเพราะอะไร"
"ตามความเห็นโง่เขลาของข้าน้อย ประการต่อมาเพราะปอไซตัดสินใจผิดพลาด"
"อ้อ ผิดพลาดอย่างไรเล่า"
"เขาไม่ควรตีเอี้ยงเต๊กก่อน"
"ไม่ควรตีเอี้ยงเต๊กก่อนหรือ"
"ใช่ขอรับ เอี้ยงเต๊กเป็นเมืองเอกของเขตเรา เมืองสูงทหารมาก อีกทั้งมีไท่โส่วกับท่านปักหลักคุมอยู่ จะตีก็มิง่าย หากข้าน้อยเป็นปอไซ ข้าน้อยจะละเอี้ยงเต๊กไว้มิตี ยกทัพลงใต้ ชิงเอาห้าอำเภอทางฝั่งใต้แม่น้ำยีไว้ก่อนทัพหนุนของราชสำนักจะมาถึง เช่นนี้ประการหนึ่งก็อาศัยภูมิประเทศอันได้เปรียบทางฝั่งใต้แม่น้ำยีที่ลำน้ำหนาแน่นและมีเทือกเขาสลับซับซ้อนมาขยายกำลัง ฝึกหัดไพร่พล ประการสองก็เปิดทางไปยังยีหลำและน่ำเอี๋ยงได้ เช่นนี้ ทางสูงก็อาจรุก ทางกลางก็อาจรับ ทางต่ำก็อาจถอย"
ถ้อยคำของเฉินเปานี้แม้มีกลิ่นอายของ "ขงเบ้งหลังเหตุการณ์"(15) อยู่บ้าง แต่ก็ตรองได้มีเหตุผลอยู่
ซุนเจินพยักหน้า ถามว่า "จวินชิง บุ๋นเคี้ยม ตงเงียบ พวกเจ้าเห็นว่าอาเปาพูดถูกหรือไม่"
สวี่จ้งไม่มีความเห็นอันใด ได้แต่พยักหน้า บุนเพ่งขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างยากเย็น มิได้แสดงท่าที งักจิ้นกล่าวว่า "ตามความเห็นโง่เขลาของข้าน้อย ที่อาเปาว่ามานั้นมีส่วนถูก แต่ดูเหมือนก็มีส่วนที่ไม่ถูกอยู่"
"อ้อ ว่าอย่างไรเล่า"
"คำพิเคราะห์และอุบายแก้ของอาเปานี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานและข้อเท็จจริงที่ว่า 'ปอไซแพ้แล้ว' จริงอยู่ ที่ปอไซพินาศนั้นสาเหตุใหญ่คือเขาตีเอี้ยงเต๊กมิแตก ถูกท่านตีถอยไป แต่หากลองคิดกลับกัน หากเขาตีเอี้ยงเต๊กแตกเล่า"
"หากเขาตีเอี้ยงเต๊กแตกหรือ"
"ดังที่อาเปาว่า เอี้ยงเต๊กเป็นเมืองเอกของเองฉวน จวิ้นจู๋(ทหารแคว้น)ของเองฉวนกว่าครึ่งอยู่ในเอี้ยงเต๊ก ทั้งไท่โส่วและเหล่าเสมียนขุนนางในจวิ้นเฉาก็ล้วนอยู่ในเอี้ยงเต๊ก เอี้ยงเต๊กแตกเมื่อใด ทั้งเขตก็แทบจะไม่มีกำลังต้านทานเหลืออยู่เลย"
"บุ๋นเคี้ยมหมายความว่า ยิงคนยิงม้าก่อน จับโจรจับหัวโจกก่อน(16) เช่นนั้นหรือ"
"'ยิงคนยิงม้าก่อน จับโจรจับหัวโจกก่อน'" งักจิ้นลิ้มรสกลอนสองวรรคนี้ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ข้าน้อยหมายความเช่นนี้แหละ ขอเพียงเอี้ยงเต๊กแตก ทั้งเขตก็ได้มาโดยง่าย!"
เล่าเติ้งฮึดฮัดเสียงหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เอี้ยงเต๊กมีท่านซุนปักหลักคุมอยู่ ไหนเลยปอไซจะตีแตกได้"
เกาซู่สอดปากขึ้นว่า "แม้ว่าตอนนั้นเอี้ยงเต๊กมีท่านซุนนำพวกเราปักหลักรักษาอยู่ แต่อันที่จริงจะตีเอี้ยงเต๊กให้แตกก็มิยากนัก"
ซุนเจินเกิดสนใจขึ้นมา ยิ้มถามว่า "จื่อซิ่วมีกลอุบายอันใด"
"ข้าว่าแล้วท่านอย่าโกรธนะ"
"ไม่โกรธ เจ้าว่ามาเถิด"
"หากข้าเป็นปอไซ ข้าจะส่งกองกำลังชั้นยอดกองหนึ่งไปยังเองอิม จับครอบครัวและคนในตระกูลของท่านซุนมาให้หมด เอามาตั้งไว้ใต้กำแพงเมือง บีบให้ท่านซุนยอมยกเมืองให้"
ซุนเจินสะดุ้งวูบ คิดในใจ "หากปอไซใช้อุบายนี้จริง ข้าก็ลำบากใจอยู่มิใช่น้อย" หากปอไซจับครอบครัวและคนในตระกูลของเขามาบีบให้เขายอมจำนนจริง ประการแรกเขาย่อมมิยอมจำนนเด็ดขาด ประการต่อมาการมองดูครอบครัวและคนในตระกูลถูกปอไซฆ่าต่อหน้าต่อตา รสชาตินั้นก็มิใช่จะกล้ำกลืนได้ง่าย เขาหัวเราะออกมาแล้วว่า "บุญที่ปอไซมิได้ใช้กลอุบายนี้ของจื่อซิ่ว!"
ได้รับ "คำชม" จากซุนเจินคำหนึ่ง เกาซู่ก็ลำพองใจ
ว่ากันตามจริง ในบรรดาแม่ทัพก็มีเพียงเขาที่จะคิดกลอุบายนี้ออก สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้งและคนอื่นมีกำเนิดมาจากนักเลง ย่อมมิยอมใช้กลอุบายสกปรกร้ายกาจเช่นนี้ ส่วนงักจิ้นกับบุนเพ่งเป็นบัณฑิตผู้ได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊ออย่างลึกซึ้ง ก็มิใช่จะคิดถึงการใช้กลอุบายนี้ได้ง่าย ๆ มีเพียงเกาซู่ ที่มิเคยเรียนหนังสือ ทั้งมิใช่นักเลง เพื่อจะเอาชนะศึกแล้วก็ใช้เล่ห์เพทุบายได้ทุกอย่างจริง ๆ
เห็นเกาซู่ได้รับคำชม เล่าเติ้งก็ใคร่จะได้รับคำชมบ้าง ใช้สมองจนหมดเปลือก แล้วก็ปิ๊งขึ้นมา คิดกลอุบายหนึ่งได้ ตื่นเต้นจนลุกพรวดขึ้น ตบลำต้นไม้ ร้องเสียงดังว่า "ท่านซุน ข้าน้อยเห็นว่าปอไซผิดมาแต่ต้นแล้ว!"
"'ผิดมาแต่ต้น' หรือ"
"ถูกแล้ว! เมื่อรู้ข่าวว่าม้าหยวนอี้ถูกประหารด้วยรถฉีกร่าง ราชสำนักไล่จับเหล่าฉวี๋ซ่วยของลัทธิไท่ผิงทั่วแผ่นดิน เขาไม่ควรหนีจากเอี้ยงเต๊ก!"
บุนเพ่งถามอย่างฉงนว่า "ไม่ควรหนีหรือ อาเติ้งหมายความว่า เขาควรอยู่รอตายงั้นหรือ"
"รอตายอะไรเล่า แน่นอนว่าไม่ใช่"
"ถ้างั้นหมายความว่ากระไร"
"หากข้าเป็นปอไซ ตอนนั้นข้าจะรวบรวมพรรคกบฏก่อการขึ้นในเอี้ยงเต๊ก อย่างต่ำที่สุดก็ต้องบุกเข้าฆ่าฟันในเมืองเอี้ยงเต๊กสักครั้ง ตีจวนไท่โส่วดูสักหน่อย หากฆ่าเหล่าเสมียนขุนนางในจวนเขตได้ ถึงชั่วคราวจะตีเอี้ยงเต๊กมิแตก ก็ยังสะดวกต่อการตีเมืองในภายหลัง"
ตอนที่ปอไซหนีจากเอี้ยงเต๊กนั้น เล่าเติ้งอยู่ข้างกายปอไซในฐานะไส้ศึกของซุนเจิน เรื่องความเป็นไปของปอไซในตอนนั้น ในบรรดาคนที่อยู่ ณ ที่นั้น เขาคือผู้ที่รู้แจ่มแจ้งที่สุด ที่ว่า "รวบรวมพรรคกบฏก่อการขึ้นในเอี้ยงเต๊ก อย่างต่ำที่สุดก็ต้องบุกเข้าฆ่าฟันในเมืองเอี้ยงเต๊กสักครั้ง" นั้นฟังดูบุ่มบ่าม แต่ตอนนั้นจวนไท่โส่วยังแทบไม่รู้เรื่องที่ปอไซจะก่อกบฏ หากปอไซ "ดันทุรัง" ทำเช่นนี้จริง บางทีก็อาจมีโอกาสสำเร็จอยู่บ้างก็เป็นได้
ซุนเจินหัวเราะก้องว่า "ผู้คนในเขตเรียกข้าว่าเสือหนุ่ม อาเติ้ง เจ้าต่างหากที่เป็นเสือร้ายตัวจริง มีใจดั่งเสือแท้ ๆ"
นอกลานมีคนเคาะประตู เฒ่าผู้รับใช้ในเรือนยามข้างประตู(17)ออกมาเปิดประตูลาน ซุนเจินเก็บเสียงหัวเราะ แต่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม หันไปมองทางประตู สตรีนางหนึ่งสวมเสื้อสั้นสีครามนุ่งกระโปรงสีเขียว สีหน้าร้อนรน ยืนอยู่ที่ประตู ที่แท้คือนางฉือผี
…
ผู้คนในลานหยุดการสนทนา ต่างพร้อมเพรียงหันไปมองนาง
นางฉือผีคงมิได้คาดคิดว่าในลานของซุนเจินจะมีคนมากถึงเพียงนี้ ถูกหมู่คนเยี่ยงเสือสางเหล่านี้จ้องมอง ก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง พลันใบหน้าแดงระเรื่อขึ้น ครั้นเห็นซุนเจินลุกขึ้นมาต้อนรับ ก็ยืนลังเลอยู่ที่ปากประตูลานเพียงครู่ มิเพียงมิได้เข้ามาในลาน หากกลับถอยหลังไปอีกหลายก้าว คอยซุนเจินอยู่นอกลาน นี่เป็นครั้งแรกที่นางฉือผีมาหาซุนเจินตามลำพัง ซุนเจินรู้สึกแปลกใจอยู่มาก แล้วใจก็เต้นวูบ นึกถึงคำเตือนที่นางให้ไว้คราวงานเลี้ยงหงเหมิน(18)ในบ้านเตียวจื๋อครั้งก่อน คิดในใจ "หรือว่าจะเป็น..." รีบก้าวฉับ ๆ ไปยืนนิ่งที่ปากประตูลาน
นอกประตูลานมีบันได ซุนเจินยืนอยู่ปากประตูลาน นางฉือผีจึงต่ำกว่าเขาขั้นบันไดหนึ่ง
ซุนเจินเห็นหยาดเหงื่อพราวพรายบนหน้าผากนาง จมูกได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ สายตาทอดจากบนลงล่างจับอยู่ที่ใบหน้างามของนาง หางตาเหลือบไปเห็นลำคอขาวสะอาดและทรวงอกอวบอิ่มของนาง
"ท่านซุน ปินเค่อในบ้านท่านเช้านี้ไปพบพี่ชายของสามีข้าน้อยกลางทางมาใช่หรือไม่เจ้าคะ" นางฉือผีมิได้สังเกตสายตาของซุนเจิน เห็นเขาเดินมาถึงเบื้องหน้าตน ก็มิทันใส่ใจสายตาของเกาซู่ เล่าเติ้ง งักจิ้น บุนเพ่งและคนอื่น ๆ รีบเอ่ยถามเสียงเบาด้วยความร้อนใจ
บนถนนนอกลานว่างเปล่า ไม่มีผู้คน ต้นสนต้นสนแก่สูงท่วมหัวขึ้นตระหง่านอยู่ใต้แสงแดดยามใกล้เที่ยง เขียวขจีเป็นประกาย ต้นไม้เขียวบนถนน หญิงงามตรงหน้า กลิ่นหอมในจมูก ซุนเจินตั้งสติมั่น ตอบว่า "ใช่แล้ว เป็นอะไรหรือ"
นางฉือผีกล่าวว่า "พี่สามีของข้าน้อยเพิ่งกลับถึงบ้านเมื่อกี้ สีหน้าไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก ยังมีคราบน้ำตาบนใบหน้า สามีข้าน้อยถามว่าเป็นอะไร เขาบอกว่าถูกปินเค่อของท่านลบหลู่บนถนน จึงเอาเรื่องนี้ไปร้องไห้ฟ้องเตียวจื๋อ เตียวจื๋อรับปากเขาว่าจะแก้แค้นท่าน!"
ที่แท้เฟ่ยช่างเช้านี้กำลังจะไปบ้านเตียวจื๋อ ผลกลับถูกเล่าเติ้งและเกาซู่หยามกลางทาง ดุจสุนัขถูกตีแล้วย่อมไปฟ้องนายฉันใด เขาก็เอาเรื่องนี้ไปร้องไห้ฟ้องให้เตียวจื๋อรู้ฉันนั้น
เตียวจื๋อโกรธจัด
สาเหตุใหญ่ที่เล่าเติ้งกับเกาซู่หยามเฟ่ยช่าง ก็เพราะเตียวจื๋อแต่ก่อนเคยตั้งงานเลี้ยงหงเหมิน หมายจะหยามซุนเจินในงานเลี้ยง เตียวจื๋อเดิมก็มิได้เห็นซุนเจินอยู่ในสายตาเลย หากเป็นคนอื่นแล้ว เมื่อโพกผ้าเหลืองก่อกบฏ ซุนเจินกุมอำนาจทหาร นำหน้าไพร่พลเข้าศึก สู้รบจนเลือดนอง รักษาเอี้ยงเต๊กไว้ได้ ได้ชื่อเสียงเกริกไกร ก็อาจคืนดีกับซุนเจิน เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร แต่เตียวจื๋อหาใช่คนเช่นนั้นไม่ ยาม "โจรก่อกบฏ" นั้น เพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สมบัติ เขาอาจไม่ก่อความวุ่นวายให้ซุนเจิน แต่เมื่อ "ภัยโจร" ผ่านพ้นไป สันดานลูกคหบดีเย่อหยิ่งของเขาก็เผยออกมาอีก มิเพียงเผยออกมา ทั้งเพราะการแสดงออกอันโดดเด่นของซุนเจินในคราว "ภัยโจร" เขายิ่งทั้งริษยาทั้งเคียดแค้น ฉะนั้นพอได้ฟังเฟ่ยช่างร้องไห้ฟ้อง สิ่งแรกที่เขาคิดได้ก็คือจะแก้แค้นคืนอย่างไร
ซุนเจินสร้างความชอบใหญ่หลวงในคราว "ภัยโจร" ก่อนฮองฮูสงและท่านจูมาถึง ที่เอี้ยงเต๊กรักษาไว้ได้ก็ล้วนเป็นความชอบของเขา ทว่า "ความชอบเพียงเท่านี้" ในสายตาเตียวจื๋อแล้วหาเป็นอะไรไม่ เตียวเหยียงผู้เป็นอาของเขาคือใครเล่า ฮ่องเต้ยังขานเรียกว่า "อาเตี่ย" ขุนนางผู้ใหญ่และบัณฑิตพรรคพวกสักกี่คนต่อกี่คนที่พินาศอยู่ในมือเตียวเหยียง เทียบกับขุนนางผู้ใหญ่และบัณฑิตชื่อก้องเหล่านั้นแล้ว ลูกตระกูลซุนตัวกระจ้อยร่อยคนหนึ่งจะคู่ควรกับอะไร
"เขาคิดจะแก้แค้นข้าอย่างไร"
"ข้าน้อยได้ยินพี่สามีเล่าว่า เตียวจื๋อหมายจะนำคนมาดักซุ่มอยู่นอกที่พักของท่านในวันพรุ่งนี้ คอยจนท่านออกประตูไปเข้าเวร เขาก็จะสั่งให้ปินเค่อควบม้าพุ่งชนท่าน เพื่อเป็นการหยามและแก้แค้นท่าน"
ซุนเจินอึ้งไป คราวก่อนเตียวจื๋อก็ควบม้าพุ่งชนเขา คราวนี้ก็อีก เขาคิดในใจ "ออกอุบายใหม่ ๆ บ้างไม่ได้หรือไร" แม้คิดเช่นนี้ เขาก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก สมองหมุนปั่นอย่างเร็ว ครุ่นคิดหาอุบายแก้ สีหน้าไม่แสดงอาการ ประสานมือก้มตัวคารวะนางฉือผีทีหนึ่ง ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ขอบคุณเจ้าที่มาส่งข่าวให้ข้า คราวก่อนที่บ้านเตียวจื๋อ หากมิใช่เพราะเจ้า ข้าก็ต้องถูกเตียวจื๋อหยามในงานเลี้ยงไปแล้ว คราวนี้ก็อาศัยที่เจ้ามาส่งข่าวล่วงหน้าให้ข้าอีก มิเช่นนั้นเช้าวันพรุ่งนี้ข้าเกรงว่าจะต้องเสียเปรียบใหญ่หลวง"
นางฉือผีชำเลืองมองเข้าไปในลาน เล่าเติ้ง เกาซู่และคนอื่น ๆ ยังคงมองนางด้วยความสงสัย นางหน้าแดงระเรื่อ ใจเต้นตึกตัก มิกล้ามองหน้าซุนเจิน ฝืนกลั้นมิให้เสียกิริยา ทำความเคารพอย่างเรียบร้อยตามแบบแผน แล้วจึงกล่าวลาจากไป ซุนเจินยืนอยู่ที่ประตูลาน มองตามนางที่ลับไกลไป กวาดสายตาดูถนนทั้งสองข้างนอกประตูลาน บนถนนไม่มีผู้คน
ปิดประตูลาน กลับเข้ามาในลาน เกาซู่ทำหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ กล่าวว่า "เหอ ๆ"
เล่าเติ้ง บุนเพ่งและคนอื่น ๆ ก็พากันยิ้มน้อย ๆ
ตอนที่นางฉือผีกับซุนเจินพูดกันนั้นเสียงเบามาก พวกเขามิได้ยินว่านางฉือผีพูดอะไร แต่ก็เห็นอาการเขินอายของนาง ที่หน้าแดงอยู่บ่อย ๆ หญิงสาวขี้อายที่หน้าแดงอยู่ร่ำไปคนหนึ่ง มาหาซุนเจินตามลำพัง จะเป็นเพราะเรื่องอันใดได้อีกเล่า เหล่าผู้คนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ แม้ไม่มีใครเอ่ยปาก แต่สายตาล้วนทอดมาที่ซุนเจิน ส่วนใหญ่อมยิ้มไม่หยุด เกาซู่ยังส่งสายตาแบบ "ท่านเข้าใจข้าก็เข้าใจ เป็นชายด้วยกันใคร ๆ ก็เข้าใจ" อันมีนัยให้ซุนเจินด้วย
ซุนเจินรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ แต่ประการหนึ่งเพราะบางเรื่องยิ่งแก้ตัวยิ่งดำ ประการสองเพราะกำลังครุ่นคิดว่าจะรับมือกับการท้าทายของเตียวจื๋ออย่างไร จึงขี้เกียจอธิบายแก่พวกเขา
เขากลับมานั่งที่เดิม ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สนทนาเรื่องเดิมต่อไป ถกถึงสาเหตุที่ปอไซกับเหอมั่นรบแพ้ถึงตาย
แม้ผู้คนล้วนสงสัยใคร่รู้ แต่พวกเขาเป็นปินเค่อและลูกน้องของซุนเจิน ในเมื่อซุนเจินมิได้เอ่ยถึง พวกเขาก็มิสะดวกจะซักถาม ต่างมองตากันยิ้มน้อย ๆ แล้วก็วางเรื่องนี้ลง สนทนาต่อตามที่ซุนเจินว่า
สวี่จ้ง เจียงฉินและคนอื่น ๆ ต่างเล่าความคิดของตนออกมาทีละคน ครั้นถึงเที่ยงวัน การสนทนาก็เกือบจะยุติ
ซุนเจินสรุปว่า "ซุนจื่อกล่าวไว้ว่า 'ผู้ชำนาญการศึกย่อมแสวงชัยด้วยกระแสชัย หาเอาผิดแก่ไพร่พลไม่ จึงเลือกใช้คนให้เหมาะแก่กระแสได้'(19) ปอไซมีกำลังพลถึงหนึ่งแสน แต่ไม่ถึงสองเดือนก็รบแพ้ถึงตาย ย่อมมีสาเหตุนานัปการ มีทั้งความผิดพลาดในการบัญชาการ ความผิดในการตัดสินใจ การใช้คนไม่เหมาะสม ฯลฯ แต่ถึงที่สุดแล้วล้วนแพ้ที่คำว่า 'กระแสชัย' เพียงคำเดียว... 'ผู้ชำนาญการศึกย่อมแสวงชัยด้วยกระแสชัย หาเอาผิดแก่ไพร่พลไม่' พวกเจ้ารู้ความหมายของถ้อยคำนี้หรือไม่"
ผู้คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ออก ต่อให้อ่านออกก็ส่วนมากรู้จักแต่ตัวอักษรใหญ่ ๆ ไม่กี่ตัวเท่านั้น มิเข้าใจความหมายของถ้อยคำซุนจื่อที่ซุนเจินอ้างถึง มีเพียงงักจิ้นกับบุนเพ่งที่เข้าใจ
งักจิ้นกล่าวว่า "ความหมายของถ้อยคำนี้คือ ผู้ที่ชำนาญการศึกย่อมแสวงหาว่าจะก่อท่วงทีอันได้เปรียบในการรบขึ้นได้อย่างไร หาใช่เรียกร้องเอากับไพร่พลไม่"
ซุนเจินกล่าวว่า "ถูกแล้ว นี่แหละคือความหมาย!"
เขากวาดตาดูผู้คน เน้นน้ำเสียงให้หนักแน่นขึ้น กล่าวว่า "สองทัพประจัญกัน สิ่งสำคัญที่สุดมิใช่ไพร่พล มิใช่กระบวนทัพ หากคือ 'กระแสชัย' กระแสชัยคืออะไรเล่า หินผาบนเขากลิ้งลงมา มิอาจขวางกั้น มหานทีไหลไปทางตะวันออก มิมีสิ่งใดต้านทานได้ นี่แหละคือกระแสชัย 'กระแสชัย' นั้นมิอาจฝืนเรียกร้องเอาได้ ได้แต่คล้อยตาม ทำได้เพียง 'กระทำตามกระแสชัย' ดุจดังหินผากลิ้งลงมาจากยอดเขาไท้ซาน ดุจดังมหานทีไหลรินไปทางตะวันออก ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนทิศทางที่หินผากลิ้งลงได้ ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนทางที่มหานทีไหลไปทางตะวันออกได้ สิ่งที่เราทำได้คือคล้อยตามมันเท่านั้น ให้มันเป็นคุณแก่ตน หากใคร่จะทำเช่นนี้ได้ ก็มิอาจมองแต่เพียงส่วนย่อย ต้องมองจากภาพรวมทั้งหมด มองแต่ส่วนย่อยย่อมจะ 'ใบไม้ใบเดียวบังตา'(20) ต่อให้ได้ประโยชน์ชั่วขณะ สุดท้ายก็ยากจะหนีพ้นความพ่ายแพ้ ปอไซก็แพ้ที่ตรงนี้แหละ หากเขายกทัพแต่แรกแล้วทอดสายตามองทั้งเขตเองฉวน หรือกระทั่งมองทั้งมณฑลอิจิ๋วได้ เขาย่อมจะมิก่อความผิดพลาดนานัปการเช่นนี้เด็ดขาด... ท่านทั้งหลาย พวกเจ้ากลับไปยังค่ายเถิด กลับไปแล้วลองตรองถ้อยคำของซุนจื่อประโยคนี้ให้ดี"
"แสวงชัยด้วยกระแสชัย หาเอาผิดแก่ไพร่พลไม่" คำว่า "กระแสชัย" นี้แทบจะหมายถึง "ยุทธศาสตร์ใหญ่" นั่นเอง การรบหากใคร่จะเอาชัย ก็มิอาจมองปัญหาแต่ในแง่ยุทธวิธี หากต้องมองในแง่ยุทธศาสตร์ใหญ่ สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เกาซู่ เฉินเปาและคนอื่น ๆ แม้มิเคยร่ำเรียนพิชัยสงครามอย่างเป็นแบบแผน แต่ก่อนหน้านี้ครั้งอยู่ที่เรือนแยกตำบลตะวันตก ซุนเจินเคยสอนพิชัยสงครามและตัวอย่างศึกครั้งโบราณให้พวกเขาบ้าง บัดนี้ยังได้ร่วมในศึกปราบปอไซด้วย จึงกล่าวได้ว่าต่างก็มีหลักการรบและประสบการณ์การรบอยู่บ้างแล้ว พอได้ฟังถ้อยคำลือนามของซุนจื่อที่ซุนเจินอ้างถึง ต่างก็ครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา
ซุนเจินลุกขึ้น ส่งพวกเขาออกไปนอกลาน
สวี่จ้งกับเฉินเปาสองคนมิได้ไปทันที รอจนคนอื่นขึ้นม้ากันหมดแล้ว ทั้งสองจึงย้อนกลับมาเบื้องหน้าซุนเจิน
สวี่จ้งถามเสียงเบาว่า "ท่านซุน เมื่อกี้นางฉือผีมา นางบอกอะไรแก่ท่านหรือ" เฉินเปาก็ถามเสียงเบาว่า "ข้าน้อยแม้มิได้ยินชัดว่านางฉือผีบอกอะไรแก่ท่าน แต่หลังจากนางฉือผีพูดไปสองสามคำ กลับเห็นสีหน้าท่านดูเหมือนจะเปลี่ยนไป หรือว่าทางเฟ่ยช่างมีความเคลื่อนไหวผิดปกติอันใด" เฉินเปาจิตใจเฉียบไว ในบรรดาผู้คนสวี่จ้งห่วงใยซุนเจินที่สุด ฉะนั้นแม้ผู้คนส่วนใหญ่มิได้สังเกตเห็นความผิดปกติ ทว่าทั้งสองกลับสังเกตเห็น ทั้งสองถามเสียงเบาว่า "มีที่ใดต้องให้ข้าน้อยทั้งหลายช่วยหรือไม่"
ซุนเจินยิ้ม ตบแขนทั้งสอง กล่าวว่า "ตัวตลกกระจอกงอก่อ ไม่พอจะกังวล เรื่องเล็กน้อยกระจิริด จะต้องใช้ถึงทแกล้วทหารทำไม หากมีที่ใดต้องใช้พวกเจ้า ข้าจะบอกพวกเจ้าเอง พวกเจ้าไปกับคนอื่นเถิด" สวี่จ้งกับเฉินเปาแม้ยังกังวล แต่ฟังคำสั่งซุนเจินจนเคยชิน อีกทั้งเชื่อมั่นในซุนเจินมาก จึงมิได้พูดอะไรอีก กล่าวลาขึ้นม้า ตามไปสมทบกับเหล่าคนที่คอยทั้งสองอยู่ข้างหน้า แล้วควบม้าจากไป
ครั้นพวกเขาไปแล้ว สีหน้าซุนเจินก็เคร่งขรึมลง เขายันกรอบประตู มองตามเงาร่างผู้คนที่ลับไกล คิดในใจ "เล่าเติ้งกับเกาซู่แม้บุ่มบ่าม แต่ทั้งสองก็ทำไปเพื่อแก้แค้นแทนข้า ความภักดีน่าชมเชย เดิมข้าตั้งใจจะปราบโพกผ้าเหลืองเสร็จแล้วจึงค่อยมาจัดการเตียวจื๋อกับเฟ่ยช่าง ในเมื่อทั้งสองทนรอมิไหวเสียแล้ว เช่นนั้นข้าก็จำต้องลงมือชิงตัดหน้าก่อน"
ที่ว่า "จัดการเตียวจื๋อกับเฟ่ยช่าง" นั้น อันที่จริงเพียงจัดการเตียวจื๋อก็พอแล้ว เฟ่ยช่างเป็นสุนัขที่เตียวจื๋อเลี้ยงไว้ ฆ่าไปก็ไร้ประโยชน์ อีกทั้งเฟ่ยช่างยังมีตำแหน่งขุนนาง เป็นจวิ้นเฉิงรองเจ้าเมืองของเขตนี้ จะฆ่าจะแตะต้องโดยง่ายก็มิได้ ส่วนเตียวจื๋อแม้เป็นหลานของเตียวเหยียง แต่หาได้มีตำแหน่งขุนนางไม่ เป็นเพียงสามัญชน ขอเพียงเดินสายความสัมพันธ์ให้ทะลุ การกำจัดเขาก็มิยาก
ซุนเจินคิดในใจ "เมื่อกี้ตอนถกกันว่าปอไซเหตุใดจึงรบแพ้ บุ๋นเคี้ยมว่าปอไซตีเอี้ยงเต๊กนั้นมิผิด นี่เรียกว่า 'จับโจรจับหัวโจกก่อน' ขอเพียงเอี้ยงเต๊กแตก ทั้งเขตก็ได้มาโดยง่าย วันนี้ข้าไม่สนใจเฟ่ยช่าง หากจัดการเตียวจื๋อ ก็นับเป็น 'จับโจรจับหัวโจกก่อน' เช่นกัน ขอเพียงโค่นเตียวจื๋อได้ เฟ่ยช่างก็ไร้ความสำคัญ"
เขาแหงนมองท้องฟ้า ฟ้าครามเมฆขาว แสงตะวันสดใส เป็นเวลายามเที่ยงของวันในฤดูใบไม้ผลิพอดี เขาสั่งหยวนจงชิงที่คอยอยู่ข้างหลังว่า "จูงม้าข้ามาที"
หยวนจงชิงถามว่า "ได้เวลาเสวยอาหารกลางวันแล้ว ท่านยังจะออกไปข้างนอกอีกหรือ"
"มีเรื่องหนึ่งต้องไปจัดการสักหน่อย"
หยวนจงชิงถามว่า "เรื่องอันใดขอรับ"
"ไปยังที่พักจวี๋เฉาและที่พักเจ๋าเฉาสักแห่ง"
## เชิงอรรถ
(1) จวิ้นเฉิง — รองเจ้าเมือง ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายบริหารระดับแคว้น (จวิ้น) ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว (เจ้าเมือง) ศักดิ์หกร้อยสือ
(2) เสี่ยต้าฟู — ลำดับชั้นขุนนางตามแบบแผนโบราณ "ต้าฟู" แบ่งเป็นชั้นบน-กลาง-ล่าง เสี่ยต้าฟูคือชั้นล่างสุดในระดับต้าฟู ขุนนางศักดิ์หกร้อยสือเทียบเท่าชั้นนี้
(3) โต่วสือ — ขุนนางเสมียนชั้นต่ำสุด ได้รับเบี้ยหวัดเป็นข้าวสารปริมาณน้อยจนวัดเป็นถังหรือโต่วได้ในแต่ละวัน จึงเรียกว่า "โต่วสือ" (กินข้าวรายโต่ว)
(4) ฮั่นหมิงตี้ — พระเจ้าฮั่นหมิงตี้ จักรพรรดิองค์ที่สองแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
(5) เล่อเฉิงอ๋อง — พระยศ "อ๋องครองแคว้นเล่อเฉิง" ของเล่าฉาง เครือญาติในราชวงศ์ฮั่น
(6) หลินหูโหว — บรรดาศักดิ์ "โหวแห่งหลินหู" ซึ่งเป็นยศที่เล่าฉางถูกลดลงมาหลังต้องโทษ
(7) ปาอี้ — "ข้อพิจารณาทั้งแปด" หลักนิรโทษกรรมตามคัมภีร์โจวหลี่ คือผ่อนผันโทษให้บุคคลแปดจำพวก ได้แก่ อี้ชิน (ญาติราชวงศ์), อี้กู้ (ผู้ใกล้ชิดเก่าแก่), อี้เสียน (ผู้มีคุณธรรม), อี้เหนิง (ผู้มีความสามารถ), อี้กง (ผู้มีความชอบ), อี้กุ้ย (ผู้มีฐานันดรสูง), อี้ฉิน (ผู้ขยันหมั่นเพียร), อี้ปิน (แขกบ้านแขกเมืองคือเชื้อสายราชวงศ์ก่อน)
(8) คัมภีร์โจวหลี่ — ตำราว่าด้วยจารีตและระบอบการปกครองสมัยราชวงศ์โจว หนึ่งในคัมภีร์ชั้นเอกของลัทธิขงจื๊อ
(9) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ มีฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่
(10) รถซือ — รถม้ามีหลังคาและม่านปิด ใช้โดยตระกูลร่ำรวยและผู้มีบรรดาศักดิ์
(11) เจ๋อจิน — ผ้าโพกศีรษะอย่างหนึ่ง สวมแทนหมวก
(12) ฉี่ซื่อ — โทษประหารชีวิต ณ ที่สาธารณะกลางตลาด แล้วทิ้งศพไว้ประจานให้ผู้คนเห็น
(13) จวี๋เฉา — กรมตุลาการระดับแคว้น ทำหน้าที่ไต่สวนและพิพากษาคดีอาญา
(14) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งนายทหารผู้ช่วยบัญชาการทัพ
(15) ขงเบ้งหลังเหตุการณ์ — สำนวนจีน หมายถึงผู้ที่วางแผนชาญฉลาดได้ก็ต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว เปรียบกับขงเบ้งผู้ปรีชาในการคาดการณ์ คือพูดเก่งหลังรู้ผลแล้ว
(16) ยิงคนยิงม้าก่อน จับโจรจับหัวโจกก่อน — บทกวีของตู้ฝู่ หมายความว่าจะเอาชนะข้าศึกพึงโจมตีจุดสำคัญหรือตัวการใหญ่ก่อน
(17) เรือนยามข้างประตู — เรือนเล็กข้างประตูใหญ่ ใช้เป็นที่พักยามเฝ้าประตู
(18) งานเลี้ยงหงเหมิน — สำนวนหมายถึงงานเลี้ยงที่ซ่อนกลลวงหมายปลงชีวิตหรือทำร้ายแขก มาจากเหตุการณ์เซี่ยงอวี๋ตั้งงานเลี้ยงล่อเล่าปังที่ตำบลหงเหมินเพื่อจะสังหาร
(19) ถ้อยคำจากตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ บทว่าด้วยกระแสชัย ความว่า "ผู้ชำนาญการศึกย่อมแสวงชัยด้วยกระแสชัย หาเอาผิดแก่ไพร่พลไม่ จึงเลือกใช้คนให้เหมาะแก่กระแสได้"
(20) ใบไม้ใบเดียวบังตา — สำนวนจีน หมายถึงถูกสิ่งเล็กน้อยเฉพาะหน้าบดบังจนมองไม่เห็นภาพรวมความจริงทั้งหมด