# ตอนที่ 171 — ตรวจสอบทรัพย์วางแผนการ
ผู้ที่นอนในเรือนติดกันนั้นเป็นสตรีนางหนึ่ง แม้ยามค่ำคืนมืดมิดมองไม่เห็นรูปโฉมถนัด ทว่าเมื่อปลุกนางตื่นแล้วเอ่ยถามถ้อยกันสองสามคำ ซุนเจินก็สืบทราบที่มาของนาง เดิมทีนางเป็นหนึ่งในนางระบำที่กั๋วจั๋วซื้อมา อินซิ่วส่งมาให้ ซุนเจินคิดในใจว่า "ดูเช่นนี้แล้ว นางระบำสองสามนางที่ข้าเห็นในจวนไท่โส่วนั้น คงเป็นนางระบำของกั๋วจั๋วจริงดังคาด" คิดไปว่าน่าจะเป็นตู้อิ้วกับกุยโต๋ที่ถวายให้อินซิ่ว ส่วนศิษย์อย่างซีจื้อไฉซึ่งมาจากตระกูลยากไร้ต่ำต้อยนั้น แม้แต่ตำแหน่ง "เฉาสื่อ" อินซิ่วยังเสียดายไม่ยอมประทาน แต่กับศิษย์ที่ออกจากตระกูลมีชื่ออย่างซุนเจินกลับใจกว้างยิ่งนัก ไม่เพียงมอบหน้าที่สำคัญ ครั้นได้สาวงามมาก็ไม่ลืมแบ่งให้สักนางหนึ่ง
ว่าตามจริงแล้ว ขุนนางอย่างอินซิ่วนับว่าเป็นขุนนางดีอยู่แล้ว แม้ไม่อาจลงมือกำจัดความชั่วได้ด้วยตน แต่อย่างน้อยก็ "เชิดชูผู้มีความสามารถ" อุปถัมภ์เหล่าสกุลบัณฑิต อีกทั้งยังเต็มใจทำการงาน รับตำแหน่งได้ไม่นานก็ออก "ตรวจราชการฤดูใบไม้ผลิ" ทั้งไม่เคยมีผู้ใดได้ยินว่ามีรอยด่างพร้อยในการกอบโกยฉ้อราษฎร์ ไม่แปลกที่จะมีชื่อเสียงงดงามอยู่ในแคว้น ส่วนบัณฑิตจากตระกูลยากไร้เล่า? ใครจะเหลียวแลพวกเขา! อย่างไรเสียอำนาจปากเสียงในหมู่ผู้คนก็ไม่ได้อยู่ในมือพวกเขา
ค้นบ้านตระกูลเสิ่นครั้งเดียว กลับได้ผลประโยชน์ถึงสามชั้น ซุนเจินรู้สึกขบขันอยู่ในใจ ในเมื่ออินซิ่วส่งคนมาให้แล้ว ก็ไม่จำต้องแสร้งทำเป็นมารยาส่งคืนไป ถังเอ๋อร์ปรนนิบัติเขามาสิบกว่าปี ตรากตรำมามาก เป็นสะใภ้ก็ถึงคราวควรได้เลื่อนขึ้นเป็นแม่เรือนแล้ว หากมีคนมาช่วยแบ่งเบานางบ้างก็เป็นการดี เขาไม่ได้ถามชื่อแซ่สตรีนางนั้น ปล่อยให้นางนอนต่อไป แล้วกลับไปยังเรือนที่ตนพักอาศัย
ถังเอ๋อร์ไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะกลับมา ทั้งตกใจทั้งดีใจ รีบไปตักน้ำอุ่นมา เชื้อเชิญให้เขาชำระกาย
ซุนเจินไม่ชอบน้ำร้อน จึงไม่ได้ใช้ ตักน้ำบ่อมาถังหนึ่ง ให้นางช่วยราดรดชำระล้าง เสร็จแล้วทั่วทั้งกายก็โปร่งสบาย เหลือบตามองไปเห็นเหงื่อเม็ดเล็กดั่งหยาดน้ำค้างผุดที่หน้าผากนาง สองแก้มแดงระเรื่อ ในไอน้ำนั้นได้กลิ่นหอมกรุ่นดั่งกล้วยไม้ ไม่รู้ตัวก็ใจหวั่นไหวเล็กน้อย จึงเอ่ยถามว่า "หอมอะไรที่อบบนเสื้อ? จึงหอมกรุ่นเช่นนี้?"
"วันก่อนเกาซู่แห่งตำบลตะวันตกใช้คนนำเตาอบกลิ่นหอมทรงกลมมาให้ใบหนึ่ง ว่ากันว่าเรียกว่าเตาหอมซ่อนใต้ผ้าห่ม(1) ใช้อบในที่นอนใต้ผ้าได้ ข้าน้อยพิศวงในความประณีตของมัน จึงใช้อยู่สองคืน กลิ่นหอมบนเสื้อนี้คงเป็นกลิ่นที่อบติดมายามค่ำคืนนั้นกระมังเจ้าค่ะ"
"เตาหอมอะไร? ใช้ในที่นอนใต้ผ้าห่มได้รึ? ไม่กลัวว่ามันจะคว่ำลงรึ? ลวกเอารึ?"
ถังเอ๋อร์ตอบว่า "เตาหอมใบนั้นช่างประหลาดประณีตยิ่งนัก ไม่ว่าจะพลิกหมุนไปอย่างไร ตัวเตาก็คงราบเรียบอยู่เสมอ ไม่คว่ำลงเลย" ว่าแล้วก็จะไปหยิบมาให้ซุนเจินดู
ยามนี้ซุนเจินจะมีใจสนใจดูที่ไหน ยื่นมือไปคว้านางไว้ หัวเราะแล้วว่า "กลิ่นหอมนี้น่าดม ให้ข้าได้ดมเสียให้ละเอียด" จึงโอบนางเข้ามาในอ้อมอก พบว่านางมีเหงื่อบาง ๆ ซึมผ่านเสื้อผ้าตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
สาวงามเข้าสู่อ้อมอก กลิ่นหอมยิ่งกรุ่นแรง เมื่อครู่เป็นกลิ่นหอมจากไอน้ำ คราวนี้เป็นกลิ่นหอมอบอุ่นจากเรือนกาย เขาโอบรับเอวนางยกขึ้น สัมผัสได้ถึงความอวบอั่นนุ่มอุ่น แนบแก้มเคล้าเคลีย ได้ยินลมหายใจนางเริ่มหอบถี่ จึงตามหาริมฝีปากแดงดั่งดอกซากุระ สอดลิ้นเข้าจูบ น้ำลายหวานละลายรวมกัน ถังเอ๋อร์โอบกอดลำคอเขา ฝืนเบือนใบหน้างามออกไป หอบเบา ๆ ว่า "ข้าน้อยเป็นคนเก่า ไยไม่ไปพำนักในเรือนคนใหม่เล่าเจ้าคะ?"
ซุนเจินหัวเราะกระซิบเบา ๆ ว่า "คนทั้งหลายล้วนกล่าวว่าคนใหม่ดี ข้าผู้เดียวกลับเห็นว่าเสื้อเก่านั้นเลิศกว่า"
"เพราะ...เพราะเหตุใดเล่าเจ้าคะ?"
"คนแปลกหน้าถิ่นแปลก ไยจะเทียบได้กับรถเบาทางคุ้นเล่า?"
แม้ถังเอ๋อร์จะถูกเขา "ขี่รถเบาบนทางคุ้น" มาแต่นานแล้ว ครั้นได้ยินก็อดอายเขินไม่ได้ ซุกศีรษะลงในวงแขนเขา
ซุนเจินก็ไม่ได้ขึ้นเตียง วางนางลงตรงหน้าโต๊ะ ให้นางหันกายกลับไป กดลงให้หมอบกับโต๊ะ จากนั้นก็เลิกชายผ้านุ่งของนางขึ้นจากเบื้องล่าง รวบกองไว้ที่บั้นเอว ในแสงเทียนวับแวมแดงเรื่อ บั้นท้ายเชิดขึ้นขาวดั่งหิมะ ขาขาวดั่งมันแกะ เขาลูบเข้าไประหว่างต้นขานาง ก็พบว่าชุ่มฉ่ำดั่งแดนดอกท้อ ในบัดดลก็ขับรถเบาเข้าลึกตามทางคุ้น ออกจากเมืองมาครึ่งเดือน พลัดพรากเพียงน้อยกลับเลิศล้ำกว่าแรกวิวาห์ ลีลาจึงอดไม่ได้ที่จะรุนแรงขึ้นบ้าง น่าสงสารถังเอ๋อร์ที่ฝ่ายหนึ่งยันโต๊ะไว้ งอเข่าเชิดท้ายโยกเอวรับ อีกฝ่ายหนึ่งปิดปากตน สุดกำลังกดความอ่อนเปลี้ยระทวยลงไว้ ไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา หันหน้ากลับมาหอบครางวิงวอนว่า "อย่า...อย่าให้ใครได้ยินนะเจ้าคะ"
ครั้นเสร็จเมฆฝนแล้ว ทั้งสองต่างมีเหงื่อชุ่มทั่วกาย ถังเอ๋อร์ไปตักน้ำมาอีก เช็ดชำระล้างจนสะอาด แล้วเป่าดับดวงไฟ โอบกอดกันนอนหลับ
ถังเอ๋อร์รู้ฐานะตนดี เป็นเพียงนางกำนัล อายุก็มากกว่าซุนเจินถึงสิบกว่าปี แม้ซุนเจินจะปฏิบัติต่อนางดีมาตลอด ทว่าทุกคราวที่อยู่ลำพังไร้ผู้คน ยกกระจกส่องดูตน เห็นคนในกระจกวัยล่วงเลยโรยรา ก็อดไม่ได้ที่จะหม่นหมองหวั่นวิตกอยู่เนือง ๆ ยามดึกสงัดเงียบผู้คน บางครั้งตื่นผวาจากความฝัน ก็มักรู้สึกว่าภาพภูเขาเขียวบนฉากหน้าเตียงนั้นช่างเงียบเหงาเปลี่ยวเปล่าเหลือเกิน
ซุนเจินเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงทีละขั้น นางย่อมยินดี ทว่าการเลื่อนขึ้นสูงนั้นยังมีอีกนัยหนึ่งคือ ในเรือนวันข้างหน้าย่อมจะไม่ได้มีเพียงนางผู้เดียวเป็นนางกำนัลแล้ว ในวันที่พอจะคาดเห็นได้ ย่อมต้องมีนางกำนัลอีกหลายคนมาปรนนิบัติซุนเจิน
ไท่โส่วอินซิ่วก็ส่งมาให้ซุนเจินคนหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ? นางกำนัลน้อยนั้นแม้ดูมิเหมือนพวกยั่วยวนเสน่ห์ แต่ก็ได้เปรียบตรงที่อ่อนเยาว์รูปงาม ใครเล่าจะรับรองได้ว่าซุนเจินจะไม่เปลี่ยนใจรักใหม่? นางไม่ได้อิจฉาริษยา หากแต่หวั่นเกรงว่าซุนเจินจะลืมนางเสีย ในฐานะนางกำนัล หากสูญสิ้นความเอ็นดูจากนายแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดก็ไม่พ้นการถูกปลดเป็นไท แต่ถังเอ๋อร์เป็นสตรีคนหนึ่ง ต่อให้ถูกปลดเป็นไท กลายเป็นสามัญชนแล้ว จะทำสิ่งใดได้เล่า? หาสามัญชนสักคนแต่งงานด้วยรึ? ด้วยรูปโฉมของนางนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย ทว่าปัญหาอยู่ตรงที่ นางไม่เต็มใจ
ไม่อยากถูกปลดเป็นไท ก็ต้องไม่เสื่อมความเอ็นดู ทว่ายังดีที่ซุนเจินไม่ใช่คนรักใหม่ลืมเก่า อันนี้ทำให้นางวางใจได้มากอยู่
…
ซุนเจินกับถังเอ๋อร์ นามว่านายกับนางกำนัล แต่ผูกพันดั่งพี่น้องชายหญิง ข้ามภพมาสู่ยุคสมัยนี้สิบกว่าปี ล้วนอาศัยการดูแลของถังเอ๋อร์ เขาจึงได้เล่าเรียนอักษรฝึกยิงธนูโดยไม่ต้องพะวงใจ เติบใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ เขาไม่ใช่คนใจจืดไร้น้ำใจ ต่อถังเอ๋อร์ทั้งสำนึกบุญคุณทั้งรักใคร่ ความวิตกกังวลทั้งหลายที่ถังเอ๋อร์กังวลอยู่นั้น เขาไม่เคยคิดถึงแม้แต่น้อย ต่อความหวั่นวิตกไม่สงบของถังเอ๋อร์ในคืนนี้ ก็ไม่ได้สังเกตเห็นเลยเช่นกัน
ฟังเสียงลมหายใจแผ่วเบาของถังเอ๋อร์ รอจนนางหลับไป เขาก็ค่อย ๆ ดึงแขนออกจากใต้คอนาง เอาสองมือหนุนท้ายทอย ลืมตามองคานเรือน ยามนี้เขาไร้ความง่วงงุน ไม่ใช่กำลังลิ้มรสความสำราญเมื่อครู่ ทั้งไม่ใช่กำลังคิดถึงนางระบำในเรือนข้างเคียง หากแต่กำลังครุ่นคิดถึงการไปเขตเหนือของแคว้นคราวนี้
การไปเยือนอำเภอต่าง ๆ ทางเหนือของแคว้นครั้งนี้ ได้ล่วงเกินหลานชายของเตียวต๋ง บางทีอาจนำภัยมาสู่ตน ทว่าเทียบกับภยันตราย สิ่งที่ได้รับมานั้นมากกว่า
ว่าตามอารมณ์ความรู้สึก การได้กำจัดเหล่าหนอนบ่อนไส้มากมายเพื่อราษฎร เขาก็รู้สึกว่าได้บรรลุผลสำเร็จ อันนี้ไม่จำต้องกล่าวถึง จะกล่าวแต่ผลที่ได้ทางผลประโยชน์เท่านั้น
ผลที่ได้ทางทรัพย์สินมีเงินกว่ายี่สิบล้านเฉียน(เบี้ย) อาวุธชั้นดีร้อยกว่าชิ้น เกราะประณีตอีกหลายชิ้น ทรัพย์ของเหล่านี้เพียงพอให้เขาจัดอาวุธให้คนได้อีกหลายร้อยคนทีเดียว
เพื่อความมั่นคงปลอดภัย จะตีฆ้องร้องป่าวเรียกคนไม่ได้ แต่เมื่อมีเงินแล้ว ก็สามารถให้สวี่จ้งกับเจียงฉินขยายขอบเขตการชักชวนเหล่านักเลงและพวกวัยรุ่นเกเรได้กว้างขึ้น สามารถยื่นมือออกไปพ้นตำบลตะวันตก ยื่นออกไปพ้นเองอิมได้แล้ว
สวี่จ้งนั้นไม่พักต้องกล่าวถึง ด้วยมีซุนเจินคอยหนุนหลังอยู่ลับ ๆ เจียงฉินบัดนี้ก็มีชื่อเสียงเกริกไกรในเองอิมอยู่ไม่น้อย
เจียงฉินมีเล่ห์เหลี่ยม ในแวดวงเดิมของพวกเขานั้น ฐานะก็เป็นรองเพียงสวี่จ้งอยู่แล้ว บัดนี้ได้รับการอุปถัมภ์จากซุนเจิน มีเงิน มีคน มีผู้หนุนหลัง อีกทั้งตนก็เป็นคนใจกว้างมีกำลังกล้าหาญ จึงราวกับเป็น "ยอดนักเลง" ประจำถิ่นไปแล้ว ตำบลตะวันตกอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเองอิม ผู้คนจึงเรียกเขาว่า "แปะฉินแห่งเมืองตะวันตก"
เมื่อไม่นานมานี้ ซุนเจินยังได้ยินเรื่องตลกเกี่ยวกับชื่อของเขาจากเสี่ยวเซี่ยกับเสี่ยวเริ่นว่า ในอำเภอเองอิมมีคนผู้หนึ่ง มีแซ่เดียวกันกับเขา อีกทั้งชื่อรองก็เหมือนกัน ทุกครั้งที่ไปบ้านผู้อื่น พอถึงประตูก็มักอ้างตนว่าเจียงแปะฉิน ผู้คนในวงพอได้ยินบ่าวเฝ้าประตูแจ้งนาม ก็ไม่มีใครไม่ตื่นตะลึง ครั้นเชิญให้ขึ้นเรือนเข้าสู่ห้องโถงแล้ว กลับพบว่าไม่ใช่เจียงฉิน จึงตั้งฉายาให้คนผู้นั้นว่า "เจียงตื่นวง"(2)
เหล่านักเลงนั้นถือคติเป็นนักเลงเชิดชูศักดิ์ศรี อันใดเรียกว่า "การเป็นนักเลง"(3)? เริ่น คือกำลังเรี่ยวแรง เสีย คือการคุ้มกัน อาศัยอำนาจช่วยเหลือผู้อื่น พวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากที่สุด? ผู้แข็งแกร่งเป็นที่เคารพ มีกำลังแข็งแกร่งทั้งยังช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็จะมีชื่อใหญ่ ครั้นมีชื่อเสียงแล้ว ทั้งยังมีเงิน การหาคนก็ไม่ยาก
ในขณะเดียวกัน ก็สามารถให้สวี่จ้งกับเจียงฉินไปซื้อทาสหนุ่มฉกรรจ์มาบ้าง แล้วฝึกฝนเช่นเดียวกับชาวบ้านที่ศาลาฝานหยาง แน่นอนว่า เพื่อเลี่ยงความระแวงสงสัย ก่อนซื้อทาสต้องซื้อที่ดินมาก่อน แล้วอ้างว่าซื้อทาสมาเพื่อทำไร่ทำนา
อีกประการในเวลาเดียวกัน ก็อาจแอบไปซื้ออาวุธจากตลาดมาบ้าง เก็บซ่อนไว้ที่ตำบลตะวันตก เตรียมไว้ใช้ยามจำเป็น อาวุธนี้ซื้อมากไม่ได้ ถึงคราวก็ให้สวี่จ้งกับเจียงฉินซื้อตามแต่ควร และยังอาจซื้อเสบียงข้าวมาอีกบ้าง ก็ไม่ต้องซื้อมาก เพียงพอเลี้ยงคนหลายร้อยคนได้สักสองสามเดือนก็ใช้ได้
จะชักชวนคน จะซื้อทาส จะเก็บอาวุธและเสบียง เรือนแยกที่ตำบลตะวันตกก็ดูจะคับแคบไป อาจฝากเกาซู่หรือเฝิงก่งออกหน้า ไปซื้อที่ดินอีกผืนหนึ่งที่ตำบลตะวันตก สร้างเป็นคฤหาสน์ขึ้น ภายหน้าเมื่อพวกโพกผ้าเหลืองก่อการแล้ว หากไม่มีที่ใดให้ไป ก็อาจอาศัยคฤหาสน์นี้เป็นที่กำบังหลบภัยได้บ้าง
เงินกว่ายี่สิบล้านเฉียนทำการได้มากมายอยู่ นอกจากนี้ ผลที่ได้ด้านชื่อเสียงยังมากยิ่งกว่า
ได้ความนิยมจากราษฎรครึ่งแคว้น ผู้สรรเสริญเขาไม่ได้มีเพียงราษฎรสามัญ หากยังมีเหล่าสาวกลัทธิไท่ผิงด้วย อาศัยชื่อเสียงงดงามนี้ สมมุติว่าภายหน้าตกอยู่ในยามคับขัน บางทีอาจรักษาชีวิตไว้ได้กระมัง อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากเหล่าสกุลบัณฑิต ได้เข้าสู่ประตูตระกูลหลี่แห่งอำเภอเซียงเซีย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรยินดียิ่ง
นอกเหนือจากทรัพย์สินและชื่อเสียงแล้ว ยังมีผลที่ได้สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เถี่ยกวาน(โรงเหล็กหลวง)
นับแต่ครั้งที่ไปเถี่ยกวานคราวก่อน ก็เกือบครึ่งเดือนแล้ว
ในช่วงครึ่งเดือนนี้ ขณะที่เขาตรวจราชการอำเภอต่าง ๆ ไปด้วยนั้น ก็พินิจตรองอย่างถี่ถ้วนไปด้วยว่าจะทำอย่างไรจึงจะควบคุมเถี่ยกวานไว้ในมือได้ ผ่านการครุ่นคิดมาสิบกว่าวัน ก็ได้แผนการอันค่อนข้างสุกงอมขึ้นมาแผนหนึ่ง
แผนการแบ่งเป็นสองขั้น
ขั้นแรก เสนอชื่อเสิ่นหรงเป็นเถี่ยกวานจ่าง(นายโรงเหล็ก)
คืนนี้ในจวนไท่โส่ว เขาได้เสนอเสิ่นหรงต่ออินซิ่วแล้ว อินซิ่วก็เห็นชอบด้วย ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าราชสำนักจะอนุมัติหรือไม่ ตามที่เขาคาดคะเน ด้วยมีความสัมพันธ์กับหลานชายของเตียวต๋งคั่นกลางอยู่ ราชสำนักก็ไม่น่าจะปฏิเสธ
หากราชสำนักไม่ปฏิเสธ เสิ่นหรงได้เป็นเถี่ยกวานจ่างโดยราบรื่นแล้ว ก็จะดำเนินการขั้นที่สองต่อไปได้
อย่างไรเสียเสิ่นหรงก็เป็นคนนอก แม้จะมีจุดอ่อนของเขาอยู่ในมือ แต่การควบคุมเถี่ยกวานซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นนี้ก็พึ่งพาเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ จำต้องส่งคนของตนเข้าไปแทรกอีกคนหนึ่ง ควรส่งผู้ใดเข้าไปเล่า? เขาก็คิดไว้เรียบร้อยแล้ว
คนผู้นี้ประการแรกต้องหนักแน่นสุขุม ประการต่อมาต้องกล้าหาญเก่งกล้า อีกทั้งต้องรู้หนังสืออ่านออกเขียนได้ และสุดท้ายต้องมีสังกัดเป็นขุนนาง เพราะหนักแน่นสุขุมจึงจะรับมือกับความเป็นไปอันสลับซับซ้อนได้ ในเถี่ยกวานนั้นมีทั้งเสิ่นหรง มีฟ่านเฉิง มีเหล่าสาวกลัทธิไท่ผิง มีพวกเถี่ยกวานถู(นักโทษโรงเหล็ก) หากไม่หนักแน่นสุขุมก็ไม่อาจได้ เพราะกล้าหาญเก่งกล้าจึงจะข่มพวกเถี่ยกวานถูไว้อยู่ หากมีเหตุแปรผันก็จะไม่ถึงกับมือไม้อ่อนทำอะไรไม่ถูก เพราะรู้หนังสืออ่านออกเขียนได้จึงจะมั่นใจได้ว่าไม่เป็นดั่งคนตาบอดลืมตา ถูกผู้อื่นหลอกลวง เพราะมีสังกัดเป็นขุนนาง จึงจะโยกย้ายจากตำบลตะวันตก จากเองอิม มายังเถี่ยกวานเป็นเสมียนได้
เช่นนี้แล้ว ในบรรดาผู้คนใต้บังคับของซุนเจินมากมายนั้น มีเพียงคนเดียวที่เหมาะสมที่สุด คือโหยวเจียวประจำตำบลตะวันตกในปัจจุบัน นามว่างักจิ้น
งักจิ้นรู้หนังสืออ่านออกเขียนได้ พอรู้คัมภีร์โบราณบ้าง มีกำลังวังชา กล้าฆ่าคน นิสัยหนักแน่นสุขุม ทำการน่าเชื่อถือ ทั้งยังมีสังกัดเป็นขุนนาง โหยวเจียวเป็นเสมียนศักดิ์ร้อยสือ ไปรับตำแหน่งเสมียนชั้นเฉวียนสื่อในเถี่ยกวานนั้นยังเหลือเฟือ ยิ่งกว่านั้น โหยวเจียวยังเป็นขุนนางของแคว้น ขึ้นตรงต่อจวนแคว้นโดยตรง ไม่จำต้องผ่านขั้นตอนทางอำเภอ เพียงอินซิ่วเห็นชอบ ออกหนังสือแต่งตั้งฉบับหนึ่งลงไป ก็รับตำแหน่งได้ นอกเหนือจากนี้ ยังมีข้อสำคัญที่สุดอีกข้อคือ ตำแหน่งโหยวเจียวของงักจิ้นนี้ อินซิ่วเป็นผู้แต่งตั้งด้วยตนเอง — สองปีก่อน เมื่ออินซิ่วออกตรวจราชการฤดูใบไม้ผลิมาถึงตำบลตะวันตก ได้พบงักจิ้นนอกบริเวณที่ว่าการตำบลตะวันตก ด้วยพอใจในความกล้าหาญเก่งกล้าและความจงรักภักดีกตัญญูของงักจิ้น จึงแต่งตั้งให้เป็นโหยวเจียว
บัดนี้มีตัวบุคคลแล้ว ที่เหลือเพียงต้องหาเหตุผลข้ออ้างเพื่อแทรกเขาเข้าไป ก็แล้วเหตุผลข้ออ้างนี้ควรหาอย่างไรเล่า?
ก็ง่ายอยู่ รอจนเสิ่นหรงรับตำแหน่งแล้ว สั่งให้เขาเขียนหนังสือกราบเรียนถึงอินซิ่ว อ้างเหตุว่า "เสิ่นสวิ่นสิ้นชีวิตกะทันหัน ผู้คนในเถี่ยกวานจิตใจปั่นป่วน พวกเถี่ยกวานถูก่อเรื่องวุ่นวายอยู่เนือง ๆ" ขอให้จวนแคว้นโยกคนกล้าหาญรู้หนังสือมาให้เขาคนหนึ่งเป็นผู้ช่วย จากนั้นซุนเจินก็อาจแสร้งทำเป็นไม่ตั้งใจ เอ่ยถึงงักจิ้นต่อจงฮิวสักหน่อย เมื่อสองปีก่อนคราวอินซิ่วเลื่อนงักจิ้นขึ้นเป็นโหยวเจียวนั้น เขาก็อยู่ในที่นั้นด้วย จึงรู้จักงักจิ้น
จงฮิวเป็นคนเปิดเผยมีเหตุมีผล ในเรื่องใหญ่ย่อมยึดมั่นในจุดยืนอย่างเคร่งครัด ไม่เสียดายที่จะทูลทัดทานตรง ๆ แต่ในเรื่องเล็กก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจโลกธรรมเนียมผู้คน ในเมื่องักจิ้นมีความสามารถพอใช้การได้จริง อีกทั้งยังเป็นปินเค่อ(บริวาร)ของซุนเจิน ก็น่าจะยอมโอนอ่อนตามน้ำ ขายน้ำใจให้ซุนเจินสักครั้ง เสนอชื่อเขาต่ออินซิ่ว จงฮิวเป็นกงเฉาของแคว้น เสนอชื่อเสมียนศักดิ์ร้อยสือคนหนึ่งนั้นง่ายดายยิ่งนัก อินซิ่วก็คงไม่หักหน้าเขาแน่
นี่คือขั้นที่สอง คือโยกงักจิ้นเข้าเถี่ยกวาน
ในเถี่ยกวานมีคนมากมายเช่นนั้น มีเพียงงักจิ้นคนเดียวก็ไม่ได้ อาจให้เขาพาปินเค่อติดตามไปด้วยสักสองสามคน คัดเลือกคนจากเหล่านักเลงในตำบลตะวันตกให้ไปกับเขา
เบื้องบนมีเสิ่นหรง เบื้องล่างมีงักจิ้น เช่นนี้แล้วต่อให้ฟ่านเฉิงผู้นี้มีความสามารถปานใด คาดว่าก็ยากจะก่อคลื่นใหญ่ขึ้นมาได้
เพื่อความรอบคอบ อาจส่งคนไปอีกผู้หนึ่ง ออกหน้าว่าส่งไปให้เสิ่นหรงเป็นมหาดเล็กติดตาม แต่แท้จริงแล้วแบกหน้าที่จับตาดูเสิ่นหรง คนผู้นี้ไม่จำต้องมีสังกัดเป็นขุนนาง เพียงซื่อสัตย์และเฉลียวฉลาดก็พอ เสี่ยวเซี่ยเป็นตัวเลือกที่ไม่มีใครเทียบได้ เสี่ยวเซี่ยติดตามซุนเจินมาเกือบสองปีแล้ว ได้รับการชุบเลี้ยงด้วยอาหารอาภรณ์อันดีจากซุนเจิน รู้คุณตอบแทน สองปีมานี้ภักดีมั่นคงไม่เสื่อมคลาย ตามรับใช้ทั้งหน้าม้าหลังม้าไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก ถือตนเป็นบ่าวไพร่ ทั้งคนยังเฉลียวฉลาดสามารถ การงานที่มอบหมายให้เขาทำ ไม่มีเรื่องใดที่ทำไม่ได้ดี นับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดจริง ๆ
เช่นนี้ การยับยั้งการแผ่ขยายของลัทธิไท่ผิงในเถี่ยกวาน การรวบรวมพวกเถี่ยกวานถู มีงักจิ้น การจับตาดูเสิ่นหรง การส่งข่าวคราว มีเสี่ยวเซี่ย อีกทั้งมีนักเลงผู้กล้าอีกหลายคนเป็นหูเป็นตา เป็นเขี้ยวเป็นเล็บให้สองคนนั้น ระยะสั้นยังไม่กล้ารับปาก แต่หากให้เวลาปีหนึ่งครึ่งปี เถี่ยกวานก็จะเข้ามาอยู่ในมือควบคุมได้
…
ซุนเจินหวนรำลึกถึงการไปเขตเหนือของแคว้น ทั้งทบทวนตรองอุบายยึดเถี่ยกวานซ้ำไปมา เห็นว่าแผนการนี้ไม่มีช่องโหว่จุดบกพร่องใด เพียงรอให้เสิ่นหรงได้เป็นเถี่ยกวานจ่างโดยราบรื่นแล้วก็ลงมือดำเนินการได้ ใจก็ผ่อนคลายลง ครั้นแล้วก็หวนนึกถึงคำที่ซุนฮกเตือนเขาในคืนนี้ให้ระวังนักฆ่า
เขาคิดในใจว่า "ปีต้นรัชสมัยกวงอู่ตี้ เหล่าขุนพลยกไปตีจ๊ก แดนจ๊กสะเทือนตื่นตระหนก ชาวจ๊กหวาดกลัวยิ่ง จึงใช้นักฆ่าลอบสังหารไหลซีกับเฉินเผิง เมื่อก่อนไหลซีตีเหอซี(4) สู้กับเหว่ยเซียว ตัดเขาเปิดทาง บุกยึดเลว่อหยางได้ เหว่ยเซียวตกใจจนหน้าซีดเซียว เอ่ยว่า 'ช่างศักดิ์สิทธิ์ปานใด!' เฉินเผิงตีจ๊ก เดินทัพควบทั้งวันทั้งคืนเป็นทวีคูณกว่าสองพันลี้ ส่งทหารม้าคัดเลือกควบเข้าตีกว่างตู(5) ห่างเฉิงตูเพียงไม่กี่สิบลี้ เจ้าจ๊กกองซุนซู่ตกใจใหญ่หลวง เอาไม้เท้าฟาดพื้น เอ่ยว่า 'นี่ช่างศักดิ์สิทธิ์ปานใด!' ขุนพลผู้กล้าหาญชำนาญศึกถึงขั้น 'เทพ' ทั้งสองนายเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจหนีพ้นการลอบสังหาร สิ้นชีพภายใต้กระบี่นักฆ่ากันทั้งคู่ … ข้าจะหาซื้อนักสู้พลีชีพสักคน ส่งไปลอบสังหารเตียวก๊กดีหรือไม่?"
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่าไม่น่าจะได้การ เขาคิดว่า "เตียวก๊กมีใจกบฏอยู่แล้ว ครอบครองสาวกในใต้หล้านับหลายแสนคน เข้าออกย่อมต้องระแวดระวังแน่นหนา นักสู้พลีชีพคนเดียวคงลอบสังหารเขาไม่ได้ ต่อให้ลอบสังหารเขาตาย ก็ยังมีเตียวป้อ เตียวเหลียง อีกต่อให้ลอบสังหารสามพี่น้องเขาตายหมด ในมณฑลและแคว้นต่าง ๆ ทั่วใต้หล้าก็ยังมีศิษย์และสานุศิษย์ของเขา การก่อกบฏเป็นเรื่องถึงหัวขาด เตียวก๊กย่อมไม่อาจไม่ปรึกษากับศิษย์และสานุศิษย์ ศิษย์และสานุศิษย์ของเขาก็ย่อมไม่อาจไม่รู้เรื่องนี้ อีกปีกว่าก็จะถึงปีเจี่ยจื่อแล้ว(6) ด้วยการจัดแจงและการติดต่อในยามนี้ บางทีเหล่าฉวี๋ซ่วยลัทธิไท่ผิงในแต่ละมณฑลแต่ละแคว้นอาจกำลังเตรียมการกันอยู่แล้ว ลูกธนูอยู่บนสายแล้ว ไม่ยิงออกไปก็ไม่ได้ เป็นกระแสใหญ่ที่ต้องเป็นไป สิ้นเตียวก๊ก เตียวป้อ เตียวเหลียงไปแล้ว ก็จะมีเตียวก๊ก เตียวป้อ เตียวเหลียงแซ่อื่นขึ้นมาแทน ไม่ใช่ว่าฆ่าหัวหน้าเขาเสียหนึ่งสองคนก็จะแก้ปัญหาได้เลย"
นึกถึงเหล่าฉวี๋ซ่วยลัทธิไท่ผิงตามที่ต่าง ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงปอไซและปอเหลียน เขาครุ่นคิดว่า "ลัทธิไท่ผิงยื่นมือออกไปไกลพอตัว แม้แต่เถี่ยกวานก็ไม่เว้น ข้าไม่อาจนั่งรอดูพวกเขาก่อการได้ ควรเตรียมการล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ เสียบ้าง" วิธีที่ดีที่สุดย่อมเหมือนกับการยึดเถี่ยกวาน คือส่งคนเข้าไปแทรกในหมู่พวกเขา เช่นนี้จึงจะกุมความเคลื่อนไหวของพวกเขาไว้ได้ทุกขณะ
"สาวกลัทธิไท่ผิงในเองฉวนนั้น ผู้ที่ข้าคุ้นเคยที่สุดคือหยวนพ่าน เขาก็มีไมตรีต่อข้าเช่นกัน เพียงเสียดายที่ฐานะเขาต่ำเกินไป แม้เคยถูกปอไซเรียกพบ แต่เรื่องก่อกบฏนั้นเขาก็คงไม่รู้อะไรเลย หากต้องการสืบฟังข่าวคราวสำคัญ ก็มีแต่ต้องลงมือที่ตัวปอไซ"
เขากับปอไซไม่รู้จักกัน จะส่งคนไปอยู่เคียงข้างปอไซได้อย่างไร? อีกทั้งควรส่งผู้ใด จึงจะมั่นใจได้ว่าไม่ทำให้ปอไซระแวงสงสัย และมั่นใจได้ว่าคนผู้นี้จะได้รับความไว้วางใจจากปอไซ?
เขาครุ่นคิดอยู่นาน ทว่าขบคิดไปจนหลับไปก็ไม่ได้คิดวิธีที่ดีออกมาได้ รุ่งเช้าวันต่อมา ในยามครึ่งหลับครึ่งตื่น จู่ ๆ ก็มีความคิดวาบหนึ่งแล่นเข้าสู่สมอง
——
## เชิงอรรถ
(1) เตาหอมซ่อนใต้ผ้าห่ม — ภาชนะอบกลิ่นหอมทรงกลมยุคโบราณ ภายในมีกลไกวงแหวนถ่วงน้ำหนักหลายชั้น ไม่ว่าจะพลิกกลิ้งไปทางใด ถาดวางถ่านตรงกลางก็คงระดับราบเสมอ ถ่านไฟจึงไม่หกหล่น ใช้อบกลิ่นในเครื่องนอนใต้ผ้าห่มได้โดยไม่กลัวคว่ำ
(2) เจียงตื่นวง — ฉายาล้อชายผู้หนึ่งซึ่งมีแซ่และชื่อรองพ้องกับเจียงฉิน (ชื่อรองว่า "แปะฉิน") เมื่อไปเยือนบ้านผู้ใด พอบ่าวเฝ้าประตูแจ้งนามว่า "เจียงแปะฉิน" ผู้ในวงก็ตื่นตะลึงนึกว่าเป็นเจียงฉินตัวจริง ครั้นเห็นหน้าจึงรู้ว่าเป็นคนอื่น จึงตั้งฉายาเย้ยให้ว่า "เจียงตื่นวง" หมายถึง "เจียงผู้ทำคนทั้งวงตื่นจากที่นั่ง"
(3) การเป็นนักเลง (เริ่นเสีย) — คำว่า "เริ่น" หมายถึงกำลังเรี่ยวแรง คำว่า "เสีย" หมายถึงการคุ้มกันปกป้อง รวมความว่าใช้กำลังอำนาจของตนช่วยเหลือผู้อื่น อีกนัยหนึ่งกล่าวว่า "ร่วมไว้วางใจกันเรียกว่าเริ่น ร่วมรับผิดชอบชั่วดีด้วยกันเรียกว่าเสีย"
(4) เหอซี — แดนทางตะวันตกของแม่น้ำเหลือง ที่ไหลซีขุนพลฮั่นต้นเคยยกทัพไปตีเหว่ยเซียว ตัดภูเขาเปิดทางบุกยึดเมืองเลว่อหยางได้
(5) กว่างตู — เมืองใกล้นครเฉิงตู ที่เฉินเผิงขุนพลฮั่นต้นส่งทหารม้าคัดเลือกควบเข้าโจมตี
(6) ปีเจี่ยจื่อ — ปีแรกในรอบหกสิบปีตามคติปฏิทินจีน ลัทธิไท่ผิงถือคำขวัญ "ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักตั้ง อยู่ในปีเจี่ยจื่อ ใต้หล้าจักรุ่งเรืองยิ่ง" กำหนดปีเจี่ยจื่อเป็นวาระลุกขึ้นก่อการกบฏโพกผ้าเหลือง