# ตอนที่ 198 — ซินอ้าย (ตอนปลาย)
กระแสการเข้าตีของทัพโพกผ้าเหลืองอันถาโถมดุจกระแสคลื่นนั้น เพิ่งจะหยุดลงเมื่อยามอิ๋ว(1)
ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสอง กลางวันสั้น กลางคืนยาว ครั้นทัพโพกผ้าเหลืองถอยลงไปได้ไม่นาน ฟ้าก็มืดมิดลง
เฉิงเยี่ยนกับบุนเพ่งต่างหิ้วถังไม้ใบใหญ่มาคนละสองใบ วางลงข้างกายซุนเจิน ในถังนั้นคือแกงเนื้อที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จใหม่ ๆ
เสี่ยวเริ่นกระเดียดกระบุงตามมาข้างหลัง ในกระบุงใส่แป้งทอดอย่างชาวหู(2) หลายสิบแผ่น
กลิ่นหอมของเนื้อ กลิ่นหอมของแป้งทอด ฟุ้งกระจายเข้าสู่อากาศในบัดดล นี่คืออาหารมื้อค่ำของซุนเจินกับพวก
รักษาเมืองมาทั้งวัน ซุนเจินเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ฝืนยืนทรงกายอยู่ตรงช่องเชิงเทิน มองดูไพร่พลทัพโพกผ้าเหลืองถอยจับกลุ่มห่างออกไป จึงค่อยสอดดาบหวนโฉ่ว(3) เข้าฝัก พิงเชิงเทินนั่งลง สูดกลิ่นหอมด้วยจมูก หัวเราะว่า "วันนี้อาหารดีหนอ ยังมีแกงเนื้ออีกด้วย" เมื่อวานมีแต่ข้าวต้มเท่านั้น
เขารับตะเกียบมา คนในถังไม้ ก้อนเนื้อที่เคี่ยวจนแดงฉานกลิ้งขึ้นลงอยู่ในน้ำแกงข้น "เอ๊ะ เนื้อวัวหรือนี่"
ในสังคมเกษตรกรรมนั้น วัวเป็นแรงงานช่วยสำคัญในการไถนา ตามกฎหมายแห่งราชวงศ์ฮั่นแล้ว จะฆ่าวัวตามอำเภอใจหาได้ไม่
เสี่ยวเริ่นวางกระบุงไม้ไผ่ลง ตอบว่า "ท่านซุนสองวันหนึ่งคืนไม่ได้ลงจากเชิงเทิน รบพุ่งนองเลือดกับโจร รักษาเมืองไว้ไม่ให้เสียได้ ราษฎรและคหบดีในอำเภอซาบซึ้งใจยิ่งนัก วัวนี้ ตระกูลจาง ตระกูลหวง ตระกูลตี้ซาน กับคหบดีตระกูลใหญ่ทั้งหลาย ได้รับอนุญาตจากไท่โส่วแล้วช่วยกันรวบรวมมา รวมได้ทั้งสิ้นสิบตัว บัดนี้ผูกไว้ใต้กำแพงเมืองทั้งหมด เจาะจงเอามาเลี้ยงให้ท่านซุน ท่านซี ท่านจง ท่านตู้ ได้กินดีขึ้น"
ซีจื้อไฉ ซุนฮิว จงฮิว ตู้อิ้ว ซินเปง ซินผี ซินอ้าย กับพวก ต่างเดินมาจากที่ไกลบ้างใกล้บ้าง
ได้ยินคำเสี่ยวเริ่น ตู้อิ้วหัวเราะว่า "ว่าไปแล้ว ก็ยังต้องขอบใจโจรที่มาล้อมเมือง พวกเราจึงได้กินแกงเนื้อวัวสักมื้อ"
ตระกูลตู้ก็นับเป็นตระกูลใหญ่ของเขตนี้อยู่ ถึงกระนั้นก็ดี ยามปกติก็น้อยนักจะได้กินเนื้อวัว
"วัวสิบตัว ฆ่าหมดเลยหรือ"
"ที่ไหนจะฆ่าหมดในคราวเดียวเล่า ฆ่าเพียงตัวเดียวเท่านั้น"
"อยู่ที่นี่ทั้งหมดหรือ"
"แบ่งออกเป็นสี่ส่วน กำแพงเมืองทุกด้านมีทั้งสิ้น"
ซุนเจินพยักหน้า เงยตามองเห็นชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนหิ้วถังถือกระบุงเดินผ่านมา รู้ว่านั่นเป็นผู้นำอาหารไปส่งจวิ้นจู๋ (ทหารประจำมณฑล) ก็ยื่นมือกวักเรียกเข้ามาใกล้ ก้มตัวมองเข้าไปในถัง
อาหารที่ใส่ในถังเหมือนกับที่ให้ไพร่พลกินเมื่อวาน มีข้าวสาลี มีแกงถั่ว ในกระบุงใส่แป้งสาลีปิ้ง
ข้าวสาลีและแกงถั่วล้วนเป็นอาหารประจำวันของราษฎรชั้นล่าง ทั้งเป็นอาหารปกติของจวิ้นจู๋ ครั้งเมื่อซุนเจินดำรงตำแหน่งนายกองศาลาแห่งศาลาฝานหยาง ก็มักกินอาหารทำนองนี้เช่นกัน
เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงกล่าวแก่ชายฉกรรจ์เหล่านี้ว่า "เหน็ดเหนื่อยแล้ว" เอาให้ชายฉกรรจ์เหล่านี้ปลื้มปีติจนตัวลอย
ครั้นพวกเขาจากไป ซุนเจินก็หยิบชามไม้ด้วยมือตน ตักแกงให้ซินอ้ายจนเต็มก่อน กล่าวว่า "วันนี้รบพุ่งกับโจรอย่างดุเดือด อวี้หลางบุกตะลุยอันตรายไม่เหลียวแล ห้ำหั่นอยู่แนวหน้า เผชิญศัตรูแกร่งกล้าไม่ถอย ถูกรุมล้อมยิ่งห้าวหาญ เพียงที่ข้าเห็นกับตา ก็มีโจรกว่าสิบคนสิ้นชีพใต้กระบี่ของเจ้า เทียบกับอวี้หลางแล้ว ข้าละอายใจว่าไม่เทียมเทียบ แกงเนื้อชามแรกนี้ ไม่ให้ท่านดื่มก่อนหาได้ไม่"
ซินอ้ายไม่ได้เกรงใจ โยนกระบี่สั้นทิ้ง รับชามไม้มา ดื่มเข้าไปอึกใหญ่ เช็ดปาก ชมว่า "เนื้อหอมฟุ้ง น้ำแกงเข้มข้น อร่อยแท้หนอ" แล้วถามซุนเจินว่า "นี่ใครเป็นคนเคี่ยว ไม่ใช่พ่อครัวในจวนไท่โส่วหรอกหรือ"
เสี่ยวเริ่นหัวเราะขึ้น กล่าวว่า "ข้าน้อยเพิ่งไปเอาอาหารใต้กำแพงเมืองกับอาเยี่ยน(4)และตงเงียบ(5) เห็นเพียงแกงเนื้อวัวนี้ก็ทำตั้งเจ็ดแปดสือเต็ม ๆ รวมกับอาหารของไพร่พลรักษาเมืองอีกหลายพัน วางเรียงเป็นพืดใหญ่ พ่อครัวในจวนไท่โส่วยังต้องดูแลอาหารการกินของไท่โส่ว ที่ไหนจะมีเวลามาวุ่นกับการนี้เล่า ผู้ที่เคี่ยวคือเหล่าชายฉกรรจ์ที่ท่านจงกงเฉาเกณฑ์มานั่นเอง"
ซินอ้ายแปลกใจยิ่งนัก แกว่งชามไม้ไปสองสามที กล่าวว่า "ที่แท้ชายฉกรรจ์เป็นคนทำหรือนี่ ชายฉกรรจ์ผู้ใดกัน มีฝีมือถึงเพียงนี้"
ระหว่างที่เขาสนทนากับเสี่ยวเริ่นอยู่นั้น ซุนเจินก็ตักแกงเนื้ออีกหลายชามจนเต็ม ยื่นให้จงฮิว ตู้อิ้ว ซีจื้อไฉ ซุนฮิว ตามลำดับ
ซินเปงกับซินผีมิได้รับ สองคนต่างกล่าวว่า "บ้านของพี่น้องเราอยู่ในเอี้ยงเต๊ก เดี๋ยวกลับบ้านแล้วจึงค่อยกิน"
คำของสองคนแม้เหมือนกัน แต่ที่มาแห่งความคิดต่างกัน
ซินเปงนั้นเห็นใจซุนเจินกับพวกที่เหน็ดเหนื่อย ไม่อยากแย่งอาหารกับเขา หวังให้พวกเขาได้กินมากขึ้นอีกหน่อย
ซินผีเป็นน้องของซินเปง อายุยังอ่อนกว่า แต่เด็กชินกับเสื้อแพรอาหารเลิศ ไม่เคยลำบากตรากตรำ จึงไม่ชอบแกงเนื้อแป้งทอดอันเรียบง่ายนี้ อีกทั้งยังรังเกียจว่าสกปรก แม้หิวจนท้องกิ่ว ก็ยอมรอกลับไปกินที่บ้านดีกว่า
ซีจื้อไฉจิบแกงเนื้อคำหนึ่ง กินก้อนเนื้อคำหนึ่ง ลิ้มรสดูแล้ว หัวเราะกล่าวแก่ซินอ้ายว่า "อวี้หลาง แกงเนื้อนี้ใส่เครื่องปรุงมากเกินไป เนื้อก็สุก ๆ ดิบ ๆ พอกลืนลงท้องไปได้เท่านั้น ที่ไหนจะเรียกได้ว่า 'อร่อย' เล่า ที่ท่านรู้สึกว่าอร่อยน่ะ ตามที่ข้าเห็น หามีเหตุอื่นไม่ มีอยู่เหตุเดียวเท่านั้น"
"เหตุอันใดเล่า"
"หิวจนสุดทน กินอะไรก็หอมอร่อยทั้งนั้น"
ผู้คนต่างหัวเราะลั่น
ซินอ้ายแม้ถูกซีจื้อไฉหยอกล้อ ก็ไม่ได้ขุ่นเคือง เอาอย่างซุนเจิน พิงช่องเชิงเทินนั่งยอง ดื่มแกงเนื้อในชามจนหมดคำโต ๆ แล้วยื่นส่งคืนไปตามมือ กล่าวว่า "เจินจือ ขออีกชามหนึ่ง"
ซุนเจินเป็นบุคคลเช่นไรเล่า
ว่าด้วยชาติตระกูล ก็เทียมเท่ากับเหล่าบุตรหลานสกุลขุนนางอย่างซินอ้าย ว่าด้วยชื่อเสียง ก็เลื่องลือทั่วเขต ครั่นคร้ามทุกอำเภอ ในบรรดาผู้คนบนเชิงเทินนี้ มีเพียงจงฮิวผู้มีชื่อเสียงมาช้านานเท่านั้นที่พอเทียบกับเขาได้ ว่าด้วยฐานะ เดิมเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ บัดนี้เป็นปิงเฉาเฉวียน(6)แห่งมณฑล แม้ในที่ว่าการมณฑลจะมีตำแหน่งต่ำกว่าจงฮิว แต่ว่าด้วยอำนาจที่แท้จริงในยามนี้แล้ว ที่จริงกลับเหนือกว่าจงฮิว ว่าด้วยความชอบ สองวันมานี้ที่เอี้ยงเต๊กมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซานได้ ก็อาศัยการบัญชาจัดวางกำลังและการห้ำหั่นรบพุ่งของเขาเป็นส่วนใหญ่
การที่เขายอมตักอาหารให้ผู้อื่นด้วยมือตนก่อนกินเองนั้น ก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว แม้แต่จงฮิว ตู้อิ้ว เมื่อรับชามไม้ก็ยังเกรงใจกล่าวคำถ่อมตนสองสามประโยค มีเพียงซินอ้ายผู้นี้เท่านั้น ที่ไม่ได้เกรงใจแม้แต่น้อย ท่าทีที่ปฏิบัติต่อซุนเจินก็เหมือนกับครั้งแรกที่พบกันที่บ้านซุนฮกทุกประการ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้สักน้อย
ซุนเจินไม่ได้ถือสา ตักให้เขาอีกชามหนึ่ง
สวี่จ้ง เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น กับพวกที่ยืนปรนนิบัติอยู่ซ้ายขวาของซุนเจิน ชำเลืองมองซินอ้าย ก็ไม่ได้ถือสาอันใดเช่นกัน
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นมาพูดกับซุนเจินด้วยท่าทีเช่นนี้ สวี่จ้งกับเสี่ยวเริ่นเป็นคนสุขุมลึกซึ้ง สองคนนี้บางทีอาจข่มความขุ่นใจไว้ได้ แต่เฉิงเยี่ยนต้องแสดงโทสะออกหน้าเป็นแน่ ทว่าเมื่อเผชิญกับซินอ้าย คนทั้งสามกลับโกรธไม่ลงเลย หาใช่เพราะฐานะบุตรหลานสกุลขุนนางของซินอ้ายไม่ หากเพราะกิริยาของซินอ้ายเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ดุจสายเมฆลอยน้ำไหล มองไม่เห็นว่ามีนัยดูแคลน ทั้งมองไม่เห็นว่ามีส่วนหยามเหยียด ราวกับว่าเขาควรพูดเช่นนี้ ควรทำเช่นนี้อยู่เองโดยแท้
ชายผู้หนึ่งรูปงามดุจบุปผาวสันต์ ใช้ท่าทีอันเป็นอิสระตามสบายมาพูดจากับท่าน ผู้ใดเล่าจะโกรธลงได้
ซุนเจินไม่ทันรู้ตัวก็นึกถึงคำหนึ่งที่ซินอ้ายเคยกล่าวครั้งแรกที่พบกันขึ้นมา "อวี้หลางสง่างามดุจแสงอรุณ" ครั้นอยู่ร่วมกับยอดคนทั้งหลายที่จารึกชื่อในประวัติศาสตร์เป็นที่รู้จักในภายหลังอย่างซุนฮก ซุนฮิว จงฮิว เป็นต้น เขาแม้รู้แก่ใจว่าไม่เทียมเทียม ก็ยังคบหาด้วยใจเป็นปกติได้ มีแต่ซินอ้ายเท่านั้น สองคนแม้พบกันไม่มาก แต่ทุกครั้งที่พบ กลับทำให้เขาไม่ทันรู้ตัวก็ละอายในความต่ำต้อยของตนเสมอ
นี่หาเกี่ยวกับความรู้หรือสติปัญญาไม่ ซุนเจินครุ่นคิดในใจว่า "หรือบางทีอาจเป็นเพราะความสะอาดบริสุทธิ์ตามธรรมชาติที่ติดตัวเขามาอย่าง 'บัวผุดพ้นน้ำใส งามตามธรรมชาติมิต้องแต่งเติม' ทำให้ข้ารู้สึกว่าตนเองเป็นคนเปรอะเปื้อนมัวหมองอย่างแท้จริงกระมัง"
ซินอ้ายฆ่าศัตรูมาทั้งวัน บนเสื้อ บนใบหน้า บนมือ ล้วนเปื้อนเลือดเปื้อนโคลน สกปรกยิ่งนัก
เขาเช็ดมือถู ๆ กับเสื้อตามสบาย หยิบแป้งทอดอย่างชาวหูแผ่นหนึ่ง จิ้มแกงเนื้อยัดเข้าปาก
ซินผีทนดูมิได้ กล่าวว่า "อวี้หลาง อย่างไรท่านก็ควรล้างมือเสียก่อนจึงค่อยกิน เลือดและโคลนติดเปื้อนแป้งทอดไปหมดแล้ว ท่านยังกินลงคออีกหรือ"
ซินอ้ายไม่ได้ใส่ใจ ทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงกินอย่างมูมมามต่อไป
ซุนเจินเห็นภาพนี้ ไม่ทันรู้ตัวก็ยิ้มออกมานิดหนึ่ง แต่ไม่ช้าก็เก็บรอยยิ้มเสีย ยันดาบหวนโฉ่วลุกขึ้นยืน เหลียวมองไปทั้งสองด้านของเชิงเทิน
ม่านสนธยาค่อยคล้ำลง
ชายฉกรรจ์ทยอยขึ้นมาจากใต้กำแพงเมืองไม่ขาดสาย นำอาหารมาส่งไพร่พลรักษาเมือง กลิ่นหอมของอาหารกลบกลิ่นคาวเลือดให้จางลง
เสียงเอ็ดอึงและเสียงโห่ร้องฆ่าฟันในยามกลางวันสงบลง ลมค่ำพัดพากลิ่นไอดินและกลิ่นต้นกล้าฤดูใบไม้ผลิจากหิมะที่ละลายแล้วมาแต่ไกล
เสมียนแห่งอีเฉา (กรมแพทย์)(7) พาชายฉกรรจ์อีกชุดหนึ่ง ขนศพไพร่พลรักษาเมืองที่ตายในศึกลงจากเชิงเทิน ครั้นขนศพเสร็จ ก็ตรวจดูคนเจ็บ ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสรบต่อไม่ได้ก็ขนลงไปใต้กำแพง ผู้ที่บาดเจ็บเล็กน้อยยังรบต่อได้ ก็พันแผลให้
รบพุ่งมาทั้งวัน เหล่าจวิ้นจู๋เหนื่อยล้าจนเกินทน บ้างถืออาวุธนั่งลงกับพื้น บ้างก็ล้มตัวนอนหงายเสียเลย ทั่วทั้งเชิงเทินเกลื่อนกลาดระเกะระกะ เหล่าชายฉกรรจ์วางอาหารไว้ตรงหน้าพวกเขา ด้วยเหนื่อยนัก หลายคนถึงกับขี้เกียจลุกขึ้นกิน บ้างก็เหลียวมองไปทั่ว เมื่อสบสายตาซุนเจินเข้า ก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพอย่างทหาร ซุนเจินยิ้มพยักหน้าให้พวกเขา
รักษาเมืองมาสองวันหนึ่งคืน ซุนเจินไม่ได้ลงจากเชิงเทินแม้สักครั้ง ยามรบกับศัตรูก็นำหน้าไพร่พลทุกครั้ง อีกทั้งด้วยเกียรติคุณและชื่อเสียงวงศ์ตระกูลแต่เดิม จึงทำให้เขาได้รับความเคารพนับถือจากไพร่พลรักษาเมืองในเวลาอันรวดเร็ว
แม้จะไม่สู้พอใจในการแสดงออกของไพร่พลนัก แต่ซุนเจินก็รู้ว่า ไพร่พลกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยออกศึกมาก่อน จะรักษาเมืองไว้ไม่ให้เสียได้อย่างเหนียวแน่นในยามศัตรูแกร่งกดดันถึงเพียงนี้ก็นับว่ายากแล้ว ทั้งไม่อาจเข้มงวดกับพวกเขาได้อีก เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ตระหนี่รอยยิ้มที่จะแสดงต่อพวกเขา
"จวินชิง(8) ตงเงียบ อาเยี่ยน เสี่ยวเริ่น แกงเนื้อวัวสี่สือนี้ พวกเราได้กินแล้ว ที่เหลือจงแบ่งให้ไพร่พลรักษาเมืองกับปินเค่อ(9)เถิด"
บรรดาปินเค่อหลายร้อยคนในสังกัดซุนเจินนั้น นอกจากองครักษ์ใกล้ตัวอย่างสวี่จ้ง เฉิงเยี่ยน เป็นต้นแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมศึกรักษาเมืองสองวันนี้
ที่เป็นเช่นนี้หาใช่เพราะเขาหวงไว้ใช้เองไม่ หากเพราะปินเค่อในสังกัดของเขาฝึกปรือมาอย่างชำนาญ ทั้งส่วนมากเป็นนักเลง มีฝีมือเยี่ยมยอดเฉพาะตัว หากใช้เพียงรักษาเมืองก็ออกจะเปลืองของดี ที่อันเหมาะแก่การปล่อยให้พวกเขาแสดงฝีมือไม่ใช่บนเชิงเทิน หากอยู่กลางแจ้งนอกเมือง
นับแต่เริ่มรักษาเมือง เขาก็ตัดสินใจแล้วว่า จะใช้จวิ้นจู๋รักษาเมือง ใช้ปินเค่อเข้าตี
เมื่อวาน คราวทัพโพกผ้าเหลืองยกมาถึงใหม่ ๆ เขานำปินเค่อออกเข้าตีครั้งหนึ่งซึ่งนับว่าได้ผล ปลุกขวัญกำลังใจของไพร่พลรักษาเมืองขึ้นมากมาย คืนนี้ ก็ถึงคราวที่ปินเค่อในสังกัดเขาจะออกโจมตีอีกครั้ง
เขาเบือนหน้ามองลงไปใต้กำแพง ทัพโพกผ้าเหลืองนอกเมืองก็เริ่มกินอาหารเช่นกัน ในค่ายลอยควันไฟหุงต้มขึ้นเป็นริ้ว ๆ
เขานึกในใจว่า "ศึกเมื่อวาน ปินเค่อบาดเจ็บล้มตายกว่าสิบ เทียบกับเมื่อวานแล้ว ไม่ว่าจะการจัดทัพวางขบวน หรือการประสานกันของไพร่พลในสนามรบ ทัพโพกผ้าเหลืองล้วนดีขึ้น อีกทั้งจำนวนไพร่พลก็เพิ่มขึ้นมาก คืนนี้ที่จะออกตี ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเสียปินเค่อไปอีกเท่าใด"
ปินเค่อหลายร้อยในสังกัดได้มายากเย็น แม้ตายเจ็บไปสักคนเดียว เขาก็จะรู้สึกเจ็บปวด ทว่าดังที่เขากล่าวแก่นายอำเภอเองอิมในวันนั้นว่า "เมื่อรังถูกคว่ำ ไข่จะเหลือดีได้อย่างไร" หากเอี้ยงเต๊กแตก อย่าว่าแต่ปินเค่อเลย แม้แต่ชีวิตของตัวเขาเองก็ยากจะรักษาไว้ ในยามนี้ ถึงจะเจ็บปวดเพียงไร เสียดายเพียงไร ก็ได้แต่กล้ำกลืนไว้
เขามองลงไปใต้กำแพงครู่หนึ่ง หันกลับมา กลับเห็นสวี่จ้ง บุนเพ่ง เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่นทั้งสี่คนยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับ จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า "ไยยังไม่ไปอีกเล่า"
บุนเพ่งสงสารซุนเจินที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน หน้าตาไม่เต็มใจ กล่าวว่า "แกงเนื้อแป้งทอดนี้ตระกูลใหญ่ในอำเภอเจาะจงถวายให้ท่านซุนกินโดยเฉพาะ ปินเค่อและไพร่พลรักษาเมืองต่างก็มีอาหารของตนอยู่แล้ว ท่านซุนจะเอาอาหารของตนไปให้พวกเขาทำไมกัน"
ซุนเจินหน้าตึง กล่าวว่า "เพียงแกงเนื้อแป้งทอดไม่กี่สือกับพวกเราไม่กี่คนนี้ จะรักษาเมืองไว้ได้หรือ"
"ไม่ได้"
"โจรล้อมเมืองมาสองวันหนึ่งคืน ที่เมืองไม่เสียนั้น หาใช่ความชอบของข้าไม่ หากเป็นความชอบของนายทหารไพร่พลจวิ้นจู๋ทั้งหลาย แกงเนื้อนี้ พวกเราชิมสักชามก็พอแล้ว ไหนเลยจะกินอยู่แต่ผู้เดียวเล่า" ซุนเจินถามจงฮิว ตู้อิ้ว เป็นต้น "ท่านทั้งหลายเห็นเป็นเช่นไร"
ตู้อิ้วกล่าวอย่างใจกว้างว่า "สมควรเช่นนี้แล"
จงฮิวหัวเราะว่า "เจินจือรักไพร่พลดุจบุตร ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับไพร่พล นี่เป็นวิสัยของแม่ทัพผู้ปรีชาแต่ปางก่อนแท้"
อันการ "ปลดเสื้อให้สวม ปันอาหารให้กิน" นั้น หากอยู่ในชั้นหลังก็ไม่นับเป็นเรื่องอันใด แต่ในยุคนี้กลับเป็นเรื่องที่พบเห็นได้น้อย
ในหมู่จวิ้นจู๋มีไม่น้อยที่เห็นว่าซุนเจินกับพวกกินแกงเนื้อ ทว่าต่อการนี้ ไม่มีผู้ใดเอ่ยความเห็นใด ยิ่งไม่มีผู้ใดพูดจาเสียดสีสักคำ จากการนี้ก็เห็นได้ว่า แม้ในสายตาของไพร่พลเอง การนี้ก็เป็นเรื่องที่ชอบด้วยฟ้าด้วยธรรมอยู่เอง
ซุนเจินไม่เคยดุว่าบุนเพ่งเลย นี่เป็นครั้งแรก
บุนเพ่งเห็นเขาโกรธ ก็ไม่กล้าพูดมาก รีบหิ้วถังไม้ใบหนึ่ง วิ่งปราดไปส่งให้ไพร่พลรักษาเมืองทันที
สวี่จ้ง เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน เป็นต้น เก็บแกงเนื้อหนึ่งชาม แป้งทอดหนึ่งแผ่นไว้ให้ซุนเจิน แล้วต่างหิ้วถังไม้คนละใบ ถือแป้งทอด เตรียมลงไปใต้กำแพงเพื่อแจกแก่ปินเค่อ หรือส่งให้ไพร่พลรักษาเมือง
ซินอ้ายรีบดื่มแกงในชามให้หมด เสี่ยวเริ่นอยู่ใกล้เขาที่สุด เขาเอื้อมมือคว้าไว้ กล่าวว่า "อย่าเพิ่ง อย่าเพิ่ง ตักให้ข้าอีกชามหนึ่ง" เสี่ยวเริ่นได้รับอนุญาตจากซุนเจินแล้ว ก็ใช้ทัพพีไม้ตักน้ำแกงให้เขา ซินอ้ายรังเกียจว่าที่ตักให้นั้นเป็นน้ำเสียมาก เห็นเนื้อไม่กี่ก้อน จึงคว้าทัพพีไม้มา ตักด้วยตนเองเสียเลย ตักจนเต็มเปี่ยมชามใหญ่ จึงค่อยปล่อยมือ ให้เสี่ยวเริ่นไป
ซินเปงอดหัวเราะไม่ได้ กล่าวว่า "อวี้หลาง แต่ก่อนอยู่ที่บ้าน อาหารสามมื้อที่กิน เทียบกับแกงเนื้อแป้งทอดกระจอกนี้ ก็ประณีตงดงามกว่าไม่รู้กี่เท่า ก็ไม่เห็นท่านกินมาก เหตุใดวันนี้จึงกินมูมมามถึงเพียงนี้"
ซินอ้ายกินแป้งทอดดื่มแกงไปพลาง ตอบส่ง ๆ ไปพลางว่า "แต่ก่อนอยู่บ้านไม่รู้สึกหิว วันนี้ในท้องว่างเปล่า"
ซีจื้อไฉ ซุนฮิว จงฮิว เป็นต้น หัวเราะลั่นพร้อมกัน ซุนเจินก็อดยิ้มไม่ได้
ไพร่พลรักษาเมืองหลายร้อยบนเชิงเทิน ปินเค่อหลายร้อยใต้กำแพงเมือง รวมกันเข้าก็พันเศษคน แกงเนื้อสามสี่สือย่อมแบ่งไม่พอ คนหนึ่งดื่มได้มากที่สุดก็เพียงสองสามอึก
ทว่าอย่าได้ดูแคลนสองสามอึกนี้ ครู่เดียวเท่านั้น ทั้งบนเชิงเทินใต้กำแพงล้วนเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องยินดี
เหล่าไพร่พลรักษาเมืองเมื่อมองซุนเจินอีกครั้ง นอกจากความเลื่อมใสแล้ว ยังเพิ่มความซาบซึ้งและความสนิทใจขึ้นอีกหลายส่วน
กำแพงเมืองทั้งสี่ด้าน ที่เอาแกงเนื้อวัวแบ่งให้ไพร่พลรักษาเมืองกินนั้น มีเพียงซุนเจินกับกุยโต๋ผู้คุมศึกอยู่กำแพงด้านใต้สองคนเท่านั้น
…
ม่านราตรีค่อยคลี่คลุมลงทีละน้อย
ครั้นไพร่พลรักษาเมืองอิ่มหนำแล้ว ซุนเจินก็สั่งกำชับลงไป ให้ดับคบไฟทั้งหมด อีกทั้งถือเอาบทเรียนเมื่อคืนที่ถูกทัพโพกผ้าเหลืองกวนรบกวนตลอดทั้งคืน แบ่งพวกเขาออกเป็นสองผลัด ผลัดหนึ่งอยู่ยามกลางคืน อีกผลัดหนึ่งลงจากเชิงเทินไปนอน
ซุนเจินไม่ได้นอน ซุนฮิว ซีจื้อไฉ ซินอ้าย เป็นต้น ก็ไม่ได้ลงไปพักผ่อน ส่วนซินเปงกับซินผีรีบกลับบ้านไปกินอาหารเล็กน้อย แล้วก็วิ่งกลับมาอีก
ผู้คนมาชุมนุมอยู่ในช่องเชิงเทินแห่งหนึ่ง จ้องมองค่ายของทัพโพกผ้าเหลืองนอกเมืองไม่วางตา
ลมราตรีเย็นเฉียบ พัดลอดเข้ามาตามรอยต่อเสื้อเกราะของผู้คน เยือกเย็นไปทั้งกาย บนนภาราตรี ดาวหนาวห้อยแขวนอยู่ขอบฟ้าไม่กี่ดวง จันทร์ครึ่งเสี้ยวเว้าแหว่งราวกับแกะสลักจากน้ำแข็ง นอกเมือง บนท้องทุ่งกว้างสุดสายตา ไพร่พลทัพโพกผ้าเหลืองกินอาหารเสร็จ ก่อกองไฟขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ ต่างมุงล้อมข้างกองไฟผิงไฟให้อบอุ่น พวกเขาส่วนใหญ่ขาดเสื้อขาดผ้า นอนกลางแจ้งหนาวเหน็บนัก หากไม่ก่อไฟผิงก็ทนไม่ไหว
ยามอิ๋วผ่านไปแล้ว ยามซวีผ่านไปแล้ว
ยามไห่(10)พอดี ซีจื้อไฉกล่าวเสียงค่อยว่า "ใกล้ได้เวลาแล้ว"
ซุนเจินทอดตามองไกลออกไปสุดสายตา เข้าตาก็เต็มไปด้วยกองไฟกระพริบเป็นจุด ๆ
ราตรีคลุมเครือ ที่ไกลเกินไปมองไม่เห็นชัด ตรงกองไฟที่ค่อนข้างใกล้ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองล้วนวางอาวุธเข้านอนกันแล้ว
ที่วงรอบนอกของพวกเขา มีไพร่พลโพกผ้าเหลืองราวพันกว่าคนอยู่ยามกลางคืน บางทีเป็นเพราะเห็นว่าบนเชิงเทินไม่มีคบไฟ มืดมิดทั่วทั้งบริเวณ สำคัญว่าจวิ้นจู๋นอนกันหมดแล้ว ไพร่พลที่อยู่ยามเหล่านี้จึงประมาทเลินเล่อ กระจุกกันอยู่สองสามคนซุบซิบนินทา คุยเล่นกัน หลายคนนั่งอยู่กับพื้น เหล่านายกองน้อย(11)ที่คุมพวกเขาก็ไม่มีผู้ใดมาดูแล
"โจรเหล่านั้นทำไมไม่นอน ขี่ม้าวิ่งวุ่นไปมาทำอะไรกัน"
ตามทิศที่ซินอ้ายชี้ ซุนเจินมองเห็นไพร่พลโพกผ้าเหลืองขี่ม้าร้อยกว่าคนผ่านค่ายหลวง ทะลุวงรอบนอก เข้าใกล้นอกเมือง
ครั้นถึงที่ใกล้ ผู้คนต่างมองเห็นชัด ไพร่พลร้อยกว่าคนเหล่านี้ ล้วนแขวนกลองเล็กไว้บนหลังม้า
ซุนเจินนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนขึ้นมาในทันที
ตู้อิ้วหัวเราะเย้ย กล่าวว่า "เจ้าโจรปอไซนี่ คิดจะกวนรบกวนการนอนของพวกเราต่อจากเมื่อคืนอีกแล้ว"
ซุนฮิวกำมือขวาเป็นหมัด ทุบลงบนฝ่ามือซ้ายที่แบออกเบา ๆ กล่าวว่า "เจินจือ โอกาสไม่ควรพลาด"
คำของเขาประโยคนี้กล่าวขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีหัวไม่มีหาง แต่ผู้คนต่างรู้ว่าเขากับซีจื้อไฉพูดถึงเรื่องเดียวกัน อันได้แก่เรื่องที่ผู้คนตกลงกันไว้เมื่อตอนเที่ยงวันว่า จะบุกตีตอบโต้ยามค่ำคืน
จงฮิวแม้ไม่สู้รู้เรื่องการศึกนัก ก็เดาความหมายของซุนฮิวออก พยักหน้ากล่าวว่า "ก๋งตัดกล่าวชอบยิ่งนัก โจรในยามนี้มัวแต่กวนรบกวนทัพเรา ย่อมคาดไม่ถึงว่าทัพเราจะออกจากเมืองโจมตียามค่ำในทันที นี่เป็นโอกาสอันดีที่ทัพเราจะออกตีโดยแท้"
ซินเปงกับซินผีกล่าวว่า "ไม่ผิดเลย"
ซินผีหยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "ทว่าก็ไม่ต้องรีบออกตี รอให้โจรพวกนี้กวนรบกวนเสร็จ เตรียมจะกลับไป พวกเราจึงค่อยโห่ร้องออกจากเมือง จู่โจมพวกเขาให้ตั้งตัวไม่ติด"
ซุนเจินจัดเสื้อเกราะ ผูกดาบหวนโฉ่วไว้ที่เอวอย่างประณีต ลองชักดู เห็นว่าชักดาบไม่สู้ถนัดมือ ก็ปรับตำแหน่งเสียอีก จึงกล่าวอย่างใจเย็นว่า "ขอท่านทั้งหลายอยู่บนเชิงเทินคอยชมการรบให้ข้าด้วย"
เมื่อชั่วยามเศษก่อนหน้านี้ สวี่จ้ง เจียงฉิน เกาซู่ เฝิงก่ง เป็นต้น ได้คัดเลือกปินเค่อห้าสิบคนที่ห้าวหาญเหนือคนและเชี่ยวชาญการขี่ม้าไว้แล้ว เตรียมพร้อมที่จะออกจากเมืองจู่โจมยามค่ำ
ซุนเจินคารวะผู้คนตามแบบทหาร กำลังจะลงจากเชิงเทินไปนำปินเค่อออกตี ผู้หนึ่งก็คว้าดึงเขาไว้จากด้านหลัง ร้องว่า "ไม่ได้"
——
## เชิงอรรถ
(1) ยามอิ๋ว คือยามตามนาฬิกาจีนยุคโบราณ ราว 17.00-19.00 น.
(2) แป้งทอดอย่างชาวหู (หูปิ่ง) คือแผ่นแป้งสาลีโรยงาแล้วปิ้งหรือทอด เป็นอาหารที่รับมาจากชนเผ่าหูทางตะวันตก แพร่หลายในยุคฮั่น
(3) ดาบหวนโฉ่ว คือดาบคมเดียวด้ามปลายเป็นห่วงกลม อาวุธประจำกายของทหารยุคฮั่น
(4) อาเยี่ยน คือคำเรียกเฉิงเยี่ยนอย่างสนิทสนม
(5) ตงเงียบ คือชื่อรองของบุนเพ่ง
(6) ปิงเฉาเฉวียน คือหัวหน้ากรมทหาร (ปิงเฉา) ของมณฑล ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว ทำหน้าที่บัญชาทหาร บุนไท่โส่วแต่งตั้งซุนเจินเป็นตำแหน่งนี้
(7) อีเฉา (กรมแพทย์) คือกรมในมณฑลที่ดูแลการรักษาพยาบาล มีเสมียนและเจ้าพนักงานประจำ
(8) จวินชิง คือชื่อรองของสวี่จ้ง (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเจียงเสี่ยน)
(9) ปินเค่อ คือบริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะเป็นอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด
(10) ยามไห่ คือยามตามนาฬิกาจีนยุคโบราณ ราว 21.00-23.00 น.
(11) นายกองน้อย คือหัวหน้ากองย่อยของกบฏโพกผ้าเหลือง คอยไล่ต้อนไพร่พลเข้าตี