# ตอนที่ 164 — บัดนี้มีลูกพยัคฆ์แห่งเองอิม (ตอนปลาย)
ที่ซีจื้อไฉคาดเดานั้นถูกต้องนัก ซุนเจินสนใจในตัวพวกนักโทษเถี่ยกวาน(1)และโรงหลอมเหล็กส่วนตัวของตระกูลเสิ่นจริง
ความสนใจนี้มาแต่สองทาง
ทางหนึ่งคล้ายคลึงกับ "ต้นเหตุที่เสิ่นสวิ่นชักจูงพวกนักโทษเถี่ยกวาน" คือต้องตาในความองอาจกล้ารบของพวกนักโทษเถี่ยกวานนั่นเอง เพียงแต่เสิ่นสวิ่นนั้นสนใจในตัวนักโทษเถี่ยกวานเป็นรายบุคคล ส่วนซุนเจินกลับสนใจในนักโทษเถี่ยกวานทั้งหมด อีกทั้งช่างเหล็กในโรงหลอมเหล็กส่วนตัวของตระกูลเสิ่นด้วย
ไม่ว่านักโทษเถี่ยกวานก็ดี ช่างเหล็กแห่งโรงหลอมตระกูลเสิ่นก็ดี ดังที่กล่าวไว้แต่ก่อนแล้ว คนเหล่านี้คลุกคลีกับเหล็ก ไฟ และภยันตรายนานาตลอดปี มีใจกล้า ทั้งทนทุกข์ตรากตรำได้ อีกประการหนึ่ง ไม่ว่าเถี่ยกวานหรือโรงหลอมส่วนตัว การควบคุมนักโทษเถี่ยกวานและช่างเหล็กล้วนเข้มงวดเหี้ยมโหด รวมความว่าคนเหล่านี้ยังมีความเป็นหมู่คณะ มีระเบียบวินัย มีใจกล้า ทนทุกข์ตรากตรำได้ ทั้งมีความเป็นหมู่คณะมีระเบียบวินัย จึงเป็นบ่อเกิดแห่งทแกล้วทหารชั้นเยี่ยมโดยธรรมชาติ ฝึกฝนเพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นกองทัพกล้าศึกได้ทีเดียว นี่เป็นข้อหนึ่ง
ข้อสอง หน้าที่หลักของเถี่ยกวานและโรงหลอมคือการถลุงเหล็กตีเครื่องเหล็ก ในนั้นย่อมมีช่างฝีมือที่รู้การถลุงเหล็ก รู้การตีอาวุธอยู่มาก หากนำคนเหล่านี้มาไว้ในกำมือตนได้ ในยุคจลาจลที่กำลังจะมาถึง ก็จะเป็นกำลังหนุนอันทรงคุณยิ่ง
…
ครั้นได้ฟังซีจื้อไฉถามตนว่ามีตัวบุคคลที่จะรับเป็นเถี่ยกวานจ่าง(2)คนใหม่ไว้แล้วหรือไม่ ซุนเจินคิดในใจว่า "ข้ามีตัวคนอยู่จริงผู้หนึ่ง" เพียงแต่บนท้องโถงมีคนอยู่มาก คนมากปากมาก ความข้อนี้พูดออกไปไม่ได้ จึงกล่าวว่า "ท่านซีพูดเล่นเสียแล้ว เถี่ยกวานจ่างนั้นศักดิ์หกร้อยสือ การแต่งตั้งถอดถอนล้วนออกจากราชสำนัก ไท่โส่วก็มีเพียงอำนาจเสนอชื่อเท่านั้น เล่าไยข้าซึ่งเป็นเพียงตูโหยวศักดิ์ร้อยสือ ที่ไหนจะมีส่วนปากเสียงในเรื่องนี้เล่า"
"ข้าเองกลับมีตัวคนอยู่ผู้หนึ่ง"
"อ้อ ผู้ใดเล่า"
ซีจื้อไฉคิดในใจว่า "หากข้าเป็นเจินจือ อีกทั้งสนใจในเถี่ยกวานยิ่งนัก ใคร่ครอบครองไว้ จะเสนอผู้ใดให้สืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่างหนอ" ไม่ช้าก็นึกออกผู้หนึ่ง จึงกล่าวว่า "เสิ่นหรง"
"เสิ่นหรงรือ" ซุนเจินตกตะลึงนัก ด้วยเสิ่นหรงนั่นแลคือผู้ที่เขาคิดจะเสนอชื่อต่ออินซิ่ว
ซีจื้อไฉมั่นใจในใจ คิดว่า "เจินจือมีใจหมายเข้าแทรกในเถี่ยกวานจริง เสิ่นหรงผู้นี้จำต้องเป็นตัวคนที่เขาคิดจะแจ้งต่อไท่โส่วแน่แท้ … เพียงแต่ เหตุไฉนเขาจึงคิดเข้าแทรกในเถี่ยกวานเล่า ต้องตาในเหล็กของเถี่ยกวาน หรือต้องตาในคนของเถี่ยกวาน หรือต้องตาในผลประโยชน์ของเถี่ยกวาน หรือว่าต้องตาทั้งสามอย่าง" แล้วย้อนคิดเชื่อมโยงกับการที่ซุนเจินใช้พิชัยสงครามจัดระเบียบเหล่าปินเค่อ(3) ครั้นมองซุนเจินอีกครา ก็รู้สึกว่าภายใต้รอยยิ้มของเขานั้น ซ่อนเร้นความลับอันไม่มีผู้ใดล่วงรู้ไว้
เขาคิดในใจว่า "เจินจือไม่ใช่คนสามัญ การกระทำเหล่านี้ย่อมมีนัยแฝง หากข้าถามเขาซึ่งหน้า เขาก็ไม่แน่ว่าจะบอกตามจริง ขอข้าคอยสังเกตอยู่ลับ ๆ ค่อย ๆ ตรองดูก่อนเถิด" จึงตอบว่า "เป็นเช่นนั้นแล ท่านไม่เห็นว่าเสิ่นหรงเหมาะนักหรือ" หยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวอย่างมีนัยลึกซึ้งว่า "เหมาะทั้งต่อส่วนรวมและต่อส่วนตัว ได้ประโยชน์ทั้งหลวงทั้งตน"
ซวนคางฟังไม่เข้าใจ ถามว่า "ท่านซีว่าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เหตุใดจึงว่าเสิ่นหรงเหมาะนัก"
หลี่ปั๋อมีวัยสูง เจนจัดในทางโลก เข้าใจความหมายของซีจื้อไฉ จึงอธิบายแทนว่า "เสนอให้เขาสืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่าง อาจผ่อนคลายความบาดหมางกับหลานชายของท่านเตียวฉางสื้อ(4)ลงได้"
"เพราะเหตุใด"
"ด้วยสองเหตุ เหตุหนึ่ง เสิ่นหรงเป็นคนของตระกูลเสิ่น ก็นับว่าเป็นญาติของหลานท่านเตียวฉางสื้ออยู่บ้าง การเสนอให้เขาสืบเป็นเถี่ยกวานจ่าง ถือเป็นการแสดงท่าทีได้ว่า การฆ่าเสิ่นสวิ่นนั้นเป็นไปเพื่อกฎบ้านเมือง หาใช่เพื่อแค้นส่วนตัวไม่ ไม่ได้มุ่งเล่นงานท่านเตียวฉางสื้อ … เหตุสอง ธิดาเสิ่นสวิ่นเป็นเพียงอนุภรรยาของหลานท่านเตียวฉางสื้อ ไม่ใช่ภรรยาเอก คิดดูแล้วระหว่างสองคนนั้นน่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์เสียมากกว่า เมื่อมีเสิ่นหรงรับสืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่าง เงินทองที่ควรส่งให้ทุกปีก็ไม่ขาดไปแม้สักเหรียญ เช่นนั้นสำหรับหลานท่านเตียวฉางสื้อแล้ว ความตายของเสิ่นสวิ่นก็ไม่กระทบกระเทือนผลประโยชน์อันใด"
"แม้กระนั้น แต่สำหรับธิดาเสิ่นสวิ่นแล้ว นี่เป็นแค้นฆ่าบิดาฆ่าพี่ชายเชียวนะ นางจะยอมหรือ"
"ข้อนี้ก็ต้องดูว่าหลานท่านเตียวฉางสื้อรักใคร่ธิดาเสิ่นสวิ่นหรือไม่ หากเขารักใคร่ธิดาเสิ่นสวิ่น แค้นนี้ก็ต้องชำระให้จงได้แน่ แต่หากตรงกันข้าม เขาไม่ได้รักใคร่ธิดาเสิ่นสวิ่นเท่าใดนัก เช่นนั้นเมื่อเสิ่นหรงรับสืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่างแล้ว จะแก้แค้นหรือไม่ก็ไม่สำคัญอันใด ด้วยผลประโยชน์ไม่ได้เสียหาย อีกทั้งเสิ่นหรงก็นับเป็น 'ญาติทางสะใภ้' ของเขา ในแง่หน้าตาก็พอกล่าวอ้างได้อยู่"
ยามที่หลี่ปั๋อกล่าวความเหล่านี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เห็นชัดว่ากำลังหวั่นว่าหลานชายของเตียวต๋งจะแก้เผ็ดซุนเจิน
ซวนคางหาได้คิดมากถึงเพียงนั้นไม่ เขายังหนุ่ม แม้รู้อยู่ว่าในราชสำนักเหล่าขันทีกุมอำนาจ ทำร้ายนักปราชญ์บัณฑิตผู้มีชื่อไปมากมาย แต่ที่สุดก็ไม่เคยเห็นกับตา ล้วนได้ยินมาเล่ากันต่อ ๆ มา แม้มีความกังวลอยู่บ้าง ครานี้ก็ถูกความตื่นเต้นเร้าจนจางหายไป เขาถึงบางอ้อ กล่าวว่า "เป็นเช่นนี้นี่เอง" แล้วถามซีจื้อไฉว่า "ท่านซี นี่หรือคือความหมาย 'ได้ประโยชน์ทั้งหลวงทั้งตน' ที่ท่านว่า"
ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ไม่ผิด"
ซวนคางก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วว่า "หากอาศัยการนี้ผ่อนคลายความบาดหมางกับหลานท่านเตียวฉางสื้อลงได้ ก็นับว่าดีอยู่ หากแต่นี่เป็นเพียง 'ส่วนตัว' เท่านั้น แล้ว 'ส่วนรวม' อยู่ที่ใดเล่า"
"'ส่วนตัว' นั้นเป็นคุณแก่เจินจือ 'ส่วนรวม' นั้นไท่โส่วก็จะไม่ปฏิเสธ"
ที่ว่า "'ส่วนรวม' นั้นไท่โส่วก็จะไม่ปฏิเสธ" ข้อนี้เข้าใจได้ไม่ยาก อินซิ่วเองก็ย่อมไม่อยากผูกเวรกับเตียวต๋ง เมื่อทำเช่นนี้แล้วผ่อนคลายความบาดหมางกับหลานท่านเตียวต๋งได้ เขาก็ไม่มีเหตุจะปฏิเสธเลย แม้ว่ากันเช่นนี้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ซวนคางกลับรู้สึกว่าซีจื้อไฉไม่ได้พูดความจริง โดยเฉพาะเมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขาซึ่งดูเหมือนมีเหมือนไม่มี ยิ่งรู้สึกว่า "ได้ประโยชน์ทั้งหลวงทั้งตน" ที่เขาว่านั้นไม่ใช่ความหมายนี้ — แต่หากไม่ใช่ความหมายนี้ จะเป็นความหมายอันใดได้เล่า เขาเอียงศีรษะคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิดไม่ออก ก็ไม่ได้ถามต่อ
— กล่าวมาก็น่าขันอยู่ ซีจื้อไฉเห็นว่าซุนเจินน่าสงสัย ซวนคางกลับเห็นว่าซีจื้อไฉน่าสงสัย ตกลงผู้ใดน่าสงสัยกันแน่ เงาเทียนไหวแดงเรื่อ คนสิบกว่าผู้เต็มท้องโถง หามีผู้ใดล่วงรู้น้ำใจกันได้หมดสิ้นไม่ บางทีจะมีก็แต่คนหนุ่มสดใสอย่างซวนคาง หรือคนตรงไปตรงมาหยาบห้าวอย่างเล่าเติ้งเท่านั้นกระมัง จึงจะไม่มีความลับอันใดที่ปกปิดไม่ให้ผู้อื่นเห็น
…
ซุนเจินก็สังเกตเห็นรอยยิ้มอันแฝงนัยลึกซึ้งของซีจื้อไฉเช่นกัน
ด้วยใจของเขาพิรุธอยู่ดุจขโมยใจคอไม่ดี อีกทั้งก่อนหน้านี้เคยถูกซีจื้อไฉหยั่งรู้ความในใจมาแล้วหลายครา จึงอดไม่ได้ที่จะคิดว่า "จื้อไฉปราดเปรื่องเป็นที่สุด ข้าเห็นรอยยิ้มของเขาเหมือนจะมีนัยลึกซึ้ง ชะรอยเขาจะหยั่งรู้แล้วว่าข้ามีใจในเถี่ยกวาน 'ได้ประโยชน์ทั้งหลวงทั้งตน' 'ได้ประโยชน์ทั้งหลวงทั้งตน' … หรือว่า 'ได้ประโยชน์ทั้งหลวงทั้งตน' ที่เขาว่านี้ จะหมายถึง 'ซ่อมทางหมิงจ้านอย่างเปิดเผย ลอบข้ามเฉินชางอย่างลับ ๆ'(5) ดังที่ข้าคิดกระนั้นหรือ"
เหตุที่ซุนเจินคิดจะเสนอชื่อเสิ่นหรงให้สืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่างนั้น ที่หลี่ปั๋อกล่าวมาล้วนเป็นเหตุผลเพียงเปลือกนอก ส่วนเหตุผลรากเหง้าภายในมีเพียงข้อเดียว คือเขามี "จุดอ่อน" ของเสิ่นหรงอยู่ในมือ อาจอาศัยเสิ่นหรงควบคุมเถี่ยกวานในทางลับได้ นี่แลคือ "ลอบข้ามเฉินชาง"
— ที่ว่า "จุดอ่อน" นั้น ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายที่เสิ่นหรงเคยกระทำ แต่คือบันทึกเรื่องผิดกฎหมายของเสิ่นสวิ่นที่เสิ่นหรงเขียนขึ้นกับมือ ในฐานะ "หลานอา" มาเสนอชื่อ "อาผู้เป็นลุง" กล่าวออกไปก็คือ "ทำลายญาติเพื่อความชอบธรรม" แต่หากคนในวงศ์ตระกูลเสิ่นล่วงรู้ ก็จะมีแต่ด่าว่าเขา "ขายลุงเอาชีวิตรอด" อนึ่ง เมื่อมีจุดอ่อนข้อนี้อยู่ในมือแล้ว ก็ไม่กลัวว่าเสิ่นหรงเมื่อสืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่างแล้วจะหันไปสวามิภักดิ์ใต้ประตูหลานชายเตียวต๋ง พึงรู้ว่าอนุภรรยาของหลานเตียวต๋งคือธิดาเสิ่นสวิ่น ข้อนี้หากนางล่วงรู้เข้า ไหนเลยจะไม่แค้นเคืองเสิ่นหรงถึงตาย
ที่ว่า "ซ่อมทางหมิงจ้านอย่างเปิดเผย" ก็คือ อาศัยเหตุผลที่หลี่ปั๋อกล่าวมาเหล่านั้น เขาจึงอาจเสนอชื่อเสิ่นหรงได้อย่างเปิดเผยสง่าผ่าเผย ไม่ต้องหวั่นว่าจะมีผู้ระแวงสงสัย
ครุ่นคิดให้ดี "ซ่อมทางหมิงจ้านอย่างเปิดเผย" นี้ ไม่อาจตีความเป็น "ส่วนรวม" ได้หรอกหรือ "ลอบข้ามเฉินชางอย่างลับ ๆ" นี้ ไม่ใช่ก็เพื่อ "ส่วนตัว" หรอกหรือ เสนอชื่อเสิ่นหรงอย่างเปิดเผยต่อหลวง ใช้คนผู้นี้อย่างลับ ๆ ส่วนตัว นี่แลเรียกได้ว่า "ได้ประโยชน์ทั้งหลวงทั้งตน" โดยแท้
ซุนเจินยิ่งคิดยิ่งเห็นว่าซีจื้อไฉต้องหมายความเช่นนี้แน่ เขาเกาศีรษะคิดว่า "ประหลาดแท้ ข้าเผยช่องโหว่ออกมาเมื่อใดกัน เขาจึงทายออกว่าข้ามีใจครอบครองเถี่ยกวาน" คิดเท่าใดก็คิดไม่ตก จึงถอนใจเฮือกหนึ่ง
"เจินจือ เหตุใดจึงถอนใจเล่า"
"เพราะอิจฉา"
"อิจฉารือ"
ซุนเจินหัวเราะว่า "ต่อหน้าท่าน ข้าดูราวกับซ่อนเร้นความในใจไว้ไม่ได้แม้สักครึ่ง นี่จะไม่ให้ข้าอิจฉาในความปราดเปรื่องของท่านได้อย่างไร" นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขากล่าวต่อหน้าซีจื้อไฉว่า "ตนดูราวกับซ่อนความในใจไว้ไม่ได้"
ซีจื้อไฉไม่ได้ถ่อมตน ทั้งไม่ได้ลำพอง ต่อคำชมของซุนเจิน เขาไม่ลิงโลด ทั้งไม่ถ่อมจนเกินงาม รู้จักตนเป็นอย่างดี จึงกล่าวว่า "แต่โบราณจวบจนปัจจุบัน ผู้มีปัญญาสูงล้ำมีอยู่มากมาย แต่ผู้ที่กระทำการสำเร็จนั้นหายาก เพราะเหตุใดเล่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ปัญญาสูงล้ำ ผู้มีปัญญาสูงล้ำได้สมหวังอย่างเติ้งอวี่(6) ยังพ่ายต่อกบฏคิ้วแดง(7) ผู้แน่วแน่เด็ดเดี่ยวอย่างม้าหยวน(8) จึงเป็นเสาหลักของแผ่นดิน ว่าด้วยปัญญาสูงล้ำ ท่านไม่เทียมข้า ว่าด้วยความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ข้าก็ไม่เทียมท่าน"
บทสนทนาของคนทั้งสองทำให้คนทั้งหลายฟังแล้วงงงวยเป็นพัก ๆ ซวนคางถามว่า "'ซ่อนความในใจไว้ไม่ได้แม้สักครึ่ง' กระนั้นหรือ เช่นนี้ ท่านซุนเองก็คิดจะเสนอชื่อเสิ่นหรงให้สืบตำแหน่งเถี่ยกวานจ่างด้วยหรือ"
ซุนเจินพยักหน้ารับ
…
นอกท้องโถงมีเสียงเซ็งแซ่ดังขึ้น คนทั้งหลายเงยหน้ามองไป เห็นว่าภรรยาบุตรธิดาของเสิ่นสวิ่นถูกคุมตัวมาไว้ในลานทั้งหมด
ภรรยาน้อยใหญ่ของเสิ่นสวิ่นมีอยู่ไม่น้อย เจ็ดแปดคน ที่อายุมากที่สุดดูราวสี่สิบเศษ คงเป็นภรรยาเอก นอกนั้นล้วนเป็นอนุภรรยา งามระยับดุจนกขมิ้นนกนางแอ่น ลูบไล้แป้งทาชาด ลมเย็นพัดโชยมา บนท้องโถงก็อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมแป้งชาด ดวงตาของเล่าเติ้ง พี่น้องตระกูลเกา เจียงหู และคนทั้งหลายต่างจ้องเขม็งขึ้นในทันที
เจียงหู "ผลุง" ลุกขึ้นยืน ประสานมือกล่าวว่า "เสิ่นสวิ่นทำชั่วเลวร้ายล้นเกิน ภรรยาบุตรธิดาของมันก็ปล่อยไว้ไม่ได้ ท่านซุน ข้าน้อยขอไปตรวจตราพวกนางแทนท่าน ดูว่าในพวกนางมีผู้ใดที่ยังไม่เคยทำการผิดกฎหมายบ้าง"
พี่น้องตระกูลเกาลุกพรวดขึ้นตาม กล่าวว่า "พวกเราก็จะไปด้วย"
ไม่ทันที่ซุนเจินจะตอบ คนกลุ่มหนึ่งก็เฮโลลงจากท้องโถงไปสิ้น กรูกันเข้าไปใกล้สตรีเหล่านั้น มีทั้งที่เอียงคอมองดู มีทั้งที่ยื่นไม้ยื่นมือ มีทั้งที่แสร้งวางท่าขึงขังร้องตวาด มีทั้งที่ทำหน้าน้ำลายหกไปลูบแก้มผู้คน ซุนเจินหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เหลียวซ้ายแลขวา บนท้องโถงเหลือเพียงซีจื้อไฉ ซวนคาง หลี่ปั๋อ เสี่ยวเริ่น และเฉิงเยี่ยนไม่กี่คน
สวี่จ้งก้าวเท้าใหญ่ขึ้นมาบนท้องโถง กล่าวว่า "คนในครัวเรือนเสิ่นสวิ่นถูกคุมตัวออกมาหมดแล้ว ขอท่านซุนพิจารณาสั่งการ"
ซุนเจินรำพึงครู่หนึ่ง กล่าวว่า "เสิ่นสวิ่นเป็นตัวการสำคัญ ความผิดของคนในวงศ์ตระกูลเสิ่นอาจไม่เอาโทษ แต่ภรรยาบุตรธิดาของมันยากจะพ้นการลงทัณฑ์ ตามกฎหมายควรริบเป็นทาสหลวง เอาเถิด ข้าจะเขียนหนังสือกราบเรียน(9)เดี๋ยวนี้ แจ้งต่อท่านไท่โส่ว ขอให้ท่านออกคำสั่งริบตัวคนเหล่านี้ ก่อนที่จะได้รับหนังสือตอบจากเจ้าเมือง … เสี่ยวเริ่น"
"อยู่ขอรับ"
"เจ้าจงร่วมมือกับเสมียนในที่ว่าการตูโหยวของข้า คุมตัวพวกเขาไว้พลาง"
"ขอรับ"
ซุนเจินเพิ่งนึกถึงเหล่าเสมียนในสังกัดของตนได้ในเวลานี้ จึงถามว่า "เหล่าเสมียนของข้าอยู่ที่ใด"
"ล้วนคอยอยู่ที่ระเบียงนอกท้องโถงทั้งหมด"
"เรียกเข้ามา"
เสมียนน้อยเหล่านั้นเข้ามา โค้งกายก้มศีรษะ พอถึงท้องโถงก็คุกเข่ากราบลงกับพื้น "ผู้น้อยขอคารวะท่านฉวนปู้(10)"
"เงยหน้าขึ้นมา"
"ผู้น้อยไม่อาจเงยขอรับ"
"ไม่อาจรือ เหตุใดจึงไม่อาจ"
"แต่ก่อนคราวเซี่ยงอ๋อง(11)กู้เมืองจวี้ลู่ ตีทัพฉินแตกพ่าย แผ่อำนาจสะท้านใต้หล้า เหล่าแม่ทัพหัวเมืองเข้าเฝ้า ล้วนคลานเข่าเข้าไป ไม่กล้าแหงนหน้ามอง บัดนี้ท่านฉวนปู้สังหารเสิ่นสวิ่น ก็ดุจเซี่ยงอ๋องกู้เมืองจวี้ลู่ มีเดชานุภาพข่มขวัญผู้คน ข้าน้อยทั้งหลายใจน้อยกลัวเกรง ก็ไม่กล้าแหงนหน้ามองเช่นกัน"
ซุนเจินอดหัวเราะไม่ได้ ตวาดว่า "พูดเหลวไหล เซี่ยงอ๋องเป็นวีรบุรุษเพียงใด ข้าแม้แต่จะถอดรองเท้าให้ท่านก็ยังไม่คู่ควร … เรียกพวกเจ้าเข้ามาไม่ใช่เพื่อการอื่น ภรรยาบุตรธิดาของเสิ่นสวิ่นนี้ให้พวกเจ้าคุมตัวไว้ก่อน คุมให้ดี ห้ามด่าทอตบตีหมิ่นเกียรติ"
เหล่าเสมียนรับคำ แล้วก็ราวกับเหล่าแม่ทัพหัวเมืองที่ทำต่อเซี่ยงอ๋องจริง ๆ หมอบราบกับพื้นด้วยความนอบน้อม ไม่เงยหน้า คลานเข่าถอยออกไป เสี่ยวเริ่นก็โค้งกายถอยออกไปด้วย
ซีจื้อไฉหัวเราะว่า "คำเปรียบของเสมียนน้อยนั้นแม้จะไม่เข้าเรื่องเข้าราว แต่ความยำเกรงที่มีต่อเจินจือนั้นออกมาจากใจจริงทีเดียว ต่อแต่นี้ไป ที่ว่าการตูโหยวของท่านคงจะแน่นหนาราวเหล็กหล่อ จะไม่มีผู้ใดกล้ารับเงินทองจากขุนนางราษฎร แล้วลอบขายข่าวความออกไปอีกแล้ว"
นี่ก็นับเป็นผลพลอยได้นอกคาดอย่างหนึ่งกระมัง
…
นอกท้องโถงมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น มีคนเข้ามาอีกหลายคน กลับเป็นเจียงฉินกับขุนนางแปลกหน้าอีกสองคน ขุนนางสองคนนี้ล้วนคาดสายถักสีเหลือง(12) ซุนเจินเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นเซี่ยนเฉิง(13)กับเซี่ยนเว่ย(14)ของอำเภอนี้แน่ เอี้ยงเฉิงเป็นอำเภอเล็ก นายอำเภอศักดิ์หกร้อยสือ เซี่ยนเฉิงและเซี่ยนเว่ยล้วนศักดิ์สองร้อยสือ ซุนเจินลุกขึ้น กล่าวว่า "สองท่านนี้คงเป็นเซี่ยนเฉิงกับเซี่ยนเว่ยของอำเภอนี้เป็นแน่"
แม้ศักดิ์ของเซี่ยนเฉิงเซี่ยนเว่ยทั้งสองจะสูงกว่าซุนเจินเพียงร้อยสือ แต่การแต่งตั้งกลับออกจากราชสำนัก เป็น "มิ่งชิง"(15) ฐานะย่อมสูงกว่าซุนเจินมากนัก ครั้นได้ยินซุนเจินถาม สองคนกลับไม่คำนึงถึงฐานะ คุกเข่ากราบลงกับพื้น เอ่ยนามตนเอง กล่าวว่า "เซี่ยนเฉิง(เซี่ยนเว่ย)อำเภอเอี้ยงเฉิงผู้ชื่อ...(ผู้ชื่อ...) ขอคารวะท่านฉวนปู้"
ซุนเจินส่งสัญญาณให้หลี่ปั๋อหยิบหนังสือลายมือกับใบบัญชาของอินซิ่วออกมา ค้นหาฉบับที่เขียนถึงสองคนนี้ ส่งให้ ครั้นสองคนอ่านแล้ว เดิมก็ตื่นตระหนกอยู่ ยิ่งตื่นตระหนกหนักขึ้น เหงื่อแตกท่วมศีรษะ กล่าวเสียงสั่นว่า "ผู้น้อยรู้ความผิดแล้ว จะคืนตราและสายถักนี้ ขอลาออกกลับบ้าน"
ขุนนางผู้ใหญ่ศักดิ์หกร้อยสือสองคนแห่งอำเภอเอี้ยงเฉิง ผู้หนึ่งถูกขับไล่ออกไป อีกผู้หนึ่งถูกซุนเจินสังหารด้วยมือตน สองคนนี้ขวัญแตกเสียแต่ต้น ในยามนี้ คุกเข่าอยู่บนท้องโถงที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่ เผชิญหน้าซุนเจินซึ่งบนชุดดำยังเปื้อนเลือดอยู่ ที่ไหนเลยจะกล้าโต้เถียงพูดมากอีก ขอเพียงให้รอดตายก็เป็นบุญนักหนาแล้ว
ซุนเจินถามเจียงฉินว่า "เจ้าไม่ได้บอกสองคนนี้หรือว่า ขอเพียงรักษาประตูเมืองไว้ให้ดี ไม่ปล่อยนักโทษเถี่ยกวานเข้าเมืองแม้คนเดียว ข้าก็จะกราบเรียนต่อท่านเจ้าเมืองให้ยกเว้นโทษให้ทั้งสอง ไม่เอาโทษกับเรื่องก่อนเก่า"
"บอกแก่พวกเขาแล้ว"
"สองท่านลุกขึ้นเถิด ข้าพูดคำใดก็เป็นคำนั้น ขอเพียงสองท่านคืนนี้รักษาประตูเมืองไว้ได้ ไม่ปล่อยผู้ใดเข้ามา รุ่งขึ้นข้าก็จะกราบเรียนต่อท่านเจ้าเมือง ขอให้ท่านเห็นแก่ที่พวกเจ้าไถ่โทษด้วยความชอบ ยกเว้นโทษให้" แม้พี่น้องตระกูลซูกับเสี่ยวเซี่ยจะไปยังเถี่ยกวานและโรงหลอมส่วนตัวของตระกูลเสิ่นแล้ว แต่นักโทษเถี่ยกวานกับช่างเหล็กตระกูลเสิ่นจะออกมาหรือไม่ หากออกมาแล้ว เสี่ยวเซี่ยกับพวกจะยับยั้งไว้ได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน คืนนี้ยังต้องอาศัยเซี่ยนเฉิงเซี่ยนเว่ยสองคนนี้ออกแรงรักษาเมืองอยู่
เซี่ยนเฉิงเซี่ยนเว่ยก้มศีรษะกราบดังตำข้าวโขลกพริก กล่าวว่า "ขอรับ ขอรับ ขอบพระคุณในบุญคุณของท่านฉวนปู้ ผู้น้อยจะรักษาประตูเมืองไว้ให้ดีจงได้ ไม่ปล่อยผู้ใดเข้ามา"
"สองท่านไปเถิด … จวินชิง(16) เจ้าจงไปบอกพี่น้องตระกูลเกาในลานว่าอย่าได้หยอกเย้าสตรีเหล่านั้นอีก หญิงสองสามนางจะมีค่าควรเอ่ยถึงอันใด สั่งให้สองคนนั้นต่างนำกองของตน ช่วยเหลือเซี่ยนเฉิงเซี่ยนเว่ยรักษาประตูเมืองให้ดี" ซุนเจินกล่าวมาถึงตรงนี้ หันหน้าถามซีจื้อไฉว่า "จื้อไฉ ราษฎรในหมู่บ้านนี้ยังอยู่นอกหมู่บ้านหรือ กลับกันแล้วหรือยัง"
"ด้วยไม่รู้ความเป็นไปในลานชัดเจน ตอนข้าเข้ามาในลาน จึงไม่ได้แจ้งให้พวกเขากลับ"
"จวินชิง บอกพี่น้องตระกูลเกาด้วย ให้สองคนนั้นเรียกราษฎรในหมู่บ้านกลับบ้านไปด้วยในตัว หากนอกหมู่บ้านยังมีราษฎรหมู่บ้านอื่นชุมนุมกันอยู่ ก็ให้เรียกพวกเขากลับไปเสียทั้งหมด"
สวี่จ้งรับคำ
เซี่ยนเฉิงเซี่ยนเว่ยกราบลาถอยออกไป พี่น้องตระกูลเกาได้รับคำสั่งแล้ว เรียกกำลังพลในกองของตน ไปด้วยกัน
…
ยามดึกถึงครานี้ ใกล้ยามสองแล้ว
ซุนเจินกลับไปนั่งบนแคร่ ฉวยช่วงที่บนท้องโถงมีคนน้อย สงบสงัด ให้ซวนคางหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมา แล้วเขียนหนังสือกราบเรียนถึงอินซิ่วเสีย
เปิดต้นความขึ้นต้น เขียนตามแบบหนังสือกราบเรียนว่า "ตูโหยวฝ่ายเหนือ(ชื่อ)เจิน ก้มศีรษะโทษถึงตายขอกราบเรียน" ขึ้นบรรทัดใหม่ กล่าวอย่างย่อ ๆ ก่อนถึงเรื่องกั๋วจั๋ว(17)ลาออกจากราชการ จากนั้นพรรณนาโดยละเอียดอีกครั้งว่าเสิ่นสวิ่นรวบรวมผู้คนขัดขืนอย่างไร ลอบเรียกระดมนักโทษเถี่ยกวานอย่างไร ในตอนท้ายเขียนว่า "เจินเป็นห่วงราษฎร เกรงเหตุครั้งเซินถูเซิ่ง ซูลิ่ง(18)แห่งฮั่นก่อนจะหวนเกิดซ้ำในวันนี้ จึงเสี่ยงภัยเข้าคฤหาสน์เสิ่น ชักชวนให้สวิ่นยอมรับคำสั่ง สวิ่นไม่ฟัง จำเป็นจึงสังหารมันเสียบนที่นั่ง สังหารราชบุรุษโดยพลการไม่ได้มีคำสั่ง รู้ตัวว่ามีความผิด ก้มกายขอท่านเจ้าเมืองลงทัณฑ์อย่างหนัก" แล้วเขียนต่อท้ายโดยย่อถึงความชอบของเซี่ยนเฉิงเซี่ยนเว่ยที่รักษาเมือง ในที่สุดก็เขียนตามแบบอีกครั้งว่า "ขอกราบเรียน" สามคำ หยิบตราขุนนางออกมาประทับลงบนนั้น เป่าหมึกให้แห้ง ส่งให้ซวนคางผนึกไว้ให้ดี รอเพียงฟ้าสางก็จะส่งคนควบม้าเร็วนำไปยังที่ว่าการมณฑล
ครั้นเสร็จธุระนี้แล้ว เขาตรองอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าสิ่งที่ควรจัดการส่วนใหญ่ได้จัดการเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเรื่องเดียวยังไม่ได้ทำ จึงยืดกายลุกขึ้น เรียกสวี่จ้งซึ่งกลับขึ้นมาบนท้องโถง กล่าวว่า "จวินชิง จงไปไล่คนตระกูลเสิ่นทั้งหมดไปยังลานหน้าด้วย ให้อยู่รวมกับพวกนักโทษเถี่ยกวาน แบ่งคนสองกองคุมตัวพวกเขาไว้ ที่เหลือนั้นให้ถลกแขนเสื้อขึ้นมาทั้งหมด เตรียมลงมือทำงาน"
คนทั้งหลายบนท้องโถงพากันแปลกใจ "ทำงานอะไรกัน"
"ค้นริบทรัพย์"
"ค้นริบทรัพย์รือ ค้นริบบ้านเสิ่นรือ"
"ไม่ผิด"
"ทว่าท่านไท่โส่วยังไม่ได้ออกคำสั่ง …"
"เพียงความผิดที่เสิ่นสวิ่นลอบเรียกระดมนักโทษเถี่ยกวานข้อเดียว ก็พอเป็นความผิดถึงขั้นค้นริบทรัพย์แล้ว ท่านเจ้าเมืองจะออกคำสั่งก็เป็นเรื่องช้าเร็วเท่านั้น"
"แต่หากไม่มีคำสั่งของท่านไท่โส่ว ถ้าท่านไท่โส่วล่วงรู้เข้าเล่า"
"ตระกูลเสิ่นทำกิจการหลอมเหล็กสืบกันมาหลายชั่วคน ทรัพย์สมบัติในบ้านจำต้องมั่งคั่ง อีกทั้งเราไม่ได้จะค้นริบบ้านมันจนเกลี้ยง เราเอาแต่แท่งทอง แท่งเงิน และเพชรพลอย นอกนั้นไม่แตะต้องสักอย่าง … อ้อ ยังมีอาวุธ ตระกูลเสิ่นเปิดโรงหลอมมาหลายชั่วคน จำต้องเก็บซ่อนอาวุธชั้นดีไว้ไม่น้อย ก็เลือกของดี ๆ มาให้มาก ๆ"
คนทั้งหลายมองหน้ากันด้วยความตะลึง พวกเขาเข้าใจความหมายของซุนเจินแล้ว นี่ที่ไหนกันค้นริบทรัพย์ ชัดเจนว่าเอาการค้นริบทรัพย์มาเป็นข้ออ้างหาทรัพย์ก้อนโตต่างหาก
หลี่ปั๋อถามอย่างหยั่งเชิงว่า "ท่านซุนหมายความว่า พวกเราจะปิดบังท่านไท่โส่ว …" เดิมจะพูดว่า "ลักทรัพย์ในหน้าที่รักษา" ฟังดูไม่ไพเราะ จึงติดขัดอยู่ครู่หนึ่ง คิดคำได้คำหนึ่ง "'ตรวจนับ ตรวจนับ' ทรัพย์สมบัติของตระกูลเสิ่นก่อนกระนั้นหรือ" แล้วลงเสียงหนักที่คำว่า "ตรวจนับ"
บนท้องโถงไม่มีคนนอก ซุนเจินจึงยอมรับอย่างเด็ดขาดตรงไปตรงมาว่า "ถูกแล้ว" เขาไม่ปิดบังความคิดของตน กล่าวว่า "คืนนี้เราฆ่าเสิ่นสวิ่นโดยเสี่ยงภัยที่จะผูกเวรกับเตียวต๋ง ความเสี่ยงใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ จะยังไม่ได้ประโยชน์อะไรติดมือบ้างเชียวรือ"
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยถือเงินทองเป็นสำคัญ ที่คืนนี้คิดหาทรัพย์ก้อนโตนั้นมีเหตุจำใจอยู่ เขาเลี้ยงนักเลงไว้นับร้อย คนกินม้าเคี้ยว ใช้จ่ายรายวันไม่ใช่น้อย อีกทั้งยังมีราษฎรในหมู่บ้านกว่าร้อยคนที่ฝึกอยู่ที่ศาลาฝานหยาง แม้ไม่ต้องเลี้ยงดู แต่เพื่อกระตุ้นให้ราษฎรขมีขมันเข้าร่วมการฝึก เงินรางวัลก็ขาดไม่ได้ ปีหนึ่งคิดรวมแล้วก็ต้องสิบกว่าหมื่น
บ้านของเขาเป็นเพียงครัวเรือนระดับกลาง ไม่มีเงินเหลือเฟือ เขาก็ไม่มีช่องทางหาเงินอันใด สองปีกว่ามานี้ มีรายได้ก้อนใหญ่เพียงสองครั้ง ครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อนปราบกวาดล้างเหล่าโจร ได้เงินรางวัลมาบ้าง อีกครั้งเมื่อต้นปีกลายอาศัยบุญของเกาซู่(19)ลอบขายม้า ได้เงินมาบ้าง ใช้มาจนถึงวันนี้ ก็ร่อยหรอไปเสียเกือบหมดแล้ว อย่างมากก็เหลืออยู่ราวสองสามสิบหมื่น พูดตามจริง เมื่อปีกลายตอนค้นริบบ้านตระกูลตี้ซาน(20) เขาก็คิดจะหาทรัพย์ก้อนหนึ่งอยู่ เสียดายแต่วันเกิดคดีอำเภอก็ผนึกบ้านตระกูลตี้ซานเสียในวันนั้น จึงไม่ได้โอกาส
โอกาสดีเช่นคืนนี้หายากนัก เจ้าเมืองอยู่ห่างไกลถึงเมืองเอี้ยงเต๊ก ในอำเภอไม่มีผู้ใดควบคุม ในลานบ้านเสิ่นก็ล้วนเป็นคนของเขาเองเสียมาก เขาคิดในใจว่า "หากไม่ฉวยโอกาสหาทรัพย์ก้อนหนึ่ง จะคู่ควรกับที่ข้าเสี่ยงภัยเข้าคฤหาสน์เสิ่นได้อย่างไร" เขาก็เป็นคน ก็มีความกลัวเช่นกัน อย่าได้เห็นว่าตอนเข้าคฤหาสน์เสิ่นเขาดูราวกับไม่เกรงกลัวสิ่งใด แท้จริงก็ใจคอไม่ดีหวาดหวั่นอยู่ คิดมาถึงตรงนี้ จู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้ ถามสวี่จ้งว่า "จวินชิง กั๋วจั๋วไปแล้วหรือยัง"
"หลังจากท่านซุนเข้าคฤหาสน์เสิ่นได้ไม่นาน คนที่คุมส่งตัวเขาออกอำเภอก็กลับมาแล้ว เขาไปแล้ว"
"เขาออกอำเภอไปด้วยเกวียนคันเดียวลำพังหรือ"
"ใช่แล้ว"
"เจ้าจงนำคนสองกอง ไปยังที่ว่าการอำเภอเดี๋ยวนี้ 'ตรวจนับ' ทรัพย์สินที่เขาทิ้งไว้ให้ละเอียดสักหน่อยเสียด้วย"
กั๋วจั๋วผู้นี้อยู่ที่เอี้ยงเฉิงหลายปี รวมทั้งเงินภาษีรายหัวที่เก็บเกินกับสินบนที่รับ ขูดรีดฉ้อราษฎร์บังหลวงไปสามสี่พันหมื่น ถึงแม้ที่ส่งกลับบ้านไปจะมีอยู่ แต่ที่ทิ้งไว้ก็คงไม่น้อย เงินเหล่านี้ก็ไม่อาจนำไปแบ่งให้ราษฎรได้ แทนที่จะให้ตกเป็นของที่ว่าการมณฑลเปล่า ๆ ก็สู้ให้ตกเป็นของตนเองเสียดีกว่า
…
ไกลออกไปนอกท้องโถง แว่วเสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นเป็นระลอก คนทั้งหลายเงี่ยหูฟัง ได้ยินว่าเป็นผู้คนมากมายพร้อมใจกันร้องว่า "แต่ก่อนมีท่านไท่ชิวแห่งอำเภอสวี่(21) บัดนี้มีลูกพยัคฆ์แห่งเองอิม"
## เชิงอรรถ
(1) นักโทษเถี่ยกวาน — นักโทษอาญาที่ถูกเกณฑ์ให้ขุดแร่และหลอมเหล็กในเถี่ยกวาน (โรงเหล็กหลวง) ทรหดดุร้ายไม่กลัวตาย
(2) เถี่ยกวานจ่าง — นายโรงเหล็กหลวง ศักดิ์หกร้อยสือ เทียบเท่านายอำเภอเมืองเล็ก สวมตราทองแดงสายดำ การแต่งตั้งและถอดถอนออกจากราชสำนัก
(3) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ ฐานะเป็นไทไม่ผูกกับที่ดินเหมือนถูฟู่ (บ่าวไพร่ในสังกัด)
(4) ท่านเตียวฉางสื้อ — หมายถึงเตียวต๋ง หนึ่งในขันทีผู้ทรงอำนาจปลายยุคฮั่น "ฉางสื้อ" คือตำแหน่งขันทีคนสนิทฮ่องเต้
(5) ซ่อมทางหมิงจ้านอย่างเปิดเผย ลอบข้ามเฉินชางอย่างลับ ๆ — สำนวนพิชัยสงคราม หมายถึงทำการอย่างหนึ่งให้เห็นเด่นชัดเพื่อเบนความสนใจ แล้วลอบทำการที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งในทางลับ มาแต่กลศึกของหานซิ่น ครั้งซ่อมแซมทางสะพานไม้ผาให้คนเห็น แต่ลอบยกทัพข้ามด่านเฉินชางตีฉินแตก
(6) เติ้งอวี่ — ขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก มีปัญญาเฉียบแหลมแต่กำลังรบไม่เด่น
(7) กบฏคิ้วแดง — กบฏใหญ่ปลายราชวงศ์ซินหมั่ง เคยตีกองทัพของเติ้งอวี่แตกพ่าย
(8) ม้าหยวน — "ขุนพลฝูปัว" ขุนพลฮั่นตะวันออกผู้แน่วแน่เด็ดเดี่ยว ปราบแดนใต้เจียวจื่อ มีคำกล่าวว่า "ยิ่งแก่ยิ่งแกร่ง"
(9) หนังสือกราบเรียน — หนังสือราชการที่ผู้น้อยเขียนกราบเรียนต่อผู้บังคับบัญชา มีแบบแผนเปิดและปิดความตายตัว
(10) ฉวนปู้ — คำเรียกผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายเสมียน/ตูโหยว ที่เสมียนผู้น้อยใช้เรียกซุนเจิน
(11) เซี่ยงอ๋อง — เซี่ยงอวี๋ "ฌ้อปาอ๋อง" จอมทัพยุคฉู่-ฮั่น ครั้งกู้เมืองจวี้ลู่ ตีทัพฉินแตกยับ เหล่าแม่ทัพหัวเมืองยำเกรงจนคลานเข่าเข้าเฝ้า ไม่กล้าแหงนหน้ามอง
(12) สายถักสีเหลือง — สายถักห้อยตราขุนนางสีเหลือง เครื่องหมายศักดิ์สองร้อยถึงสี่ร้อยสือ
(13) เซี่ยนเฉิง — รองนายอำเภอฝ่ายบริหาร
(14) เซี่ยนเว่ย — นายอำเภอฝ่ายทหาร ดูแลความสงบเรียบร้อยในอำเภอ
(15) มิ่งชิง — ขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากราชสำนัก ฐานะสูงกว่าผู้ที่เจ้าเมืองแต่งตั้งเอง แม้ศักดิ์ทางการจะใกล้เคียงกัน
(16) จวินชิง — ชื่อรองของสวี่จ้ง (เจียงเสี่ยน)
(17) กั๋วจั๋ว — นายอำเภอเอี้ยงเฉิง วิญญูชนเจ้าสำราญ โลภแต่ขลาด ถูกซุนเจินขับไล่ออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้
(18) เซินถูเซิ่ง ซูลิ่ง — หัวหน้าจลาจลของพวกนักโทษเถี่ยกวานสมัยฮั่นตะวันตก เซินถูเซิ่งก่อเหตุที่เอี้ยงเฉิงในรัชสมัยฮั่นเฉิงตี้ ซูลิ่งก่อเหตุที่ซานหยาง ซุนเจินยกมาอ้างในฎีกาเป็นเหตุผลที่ต้องเร่งจัดการเสิ่นสวิ่น
(19) เกาซู่ — บุตรตระกูลเกาแห่งตำบลตะวันตก เดิมเป็นนักเลงท้องถิ่น ภายหลังสนิทกับซุนเจิน เคยร่วมกันลอบขายม้าหาเงิน
(20) ตระกูลตี้ซาน — ตระกูลใหญ่แห่งจูหยางหลี่ในตำบลตะวันตกที่ซุนเจินกำจัดเมื่อปีกลาย
(21) ท่านไท่ชิวแห่งอำเภอสวี่ — หมายถึงตันเทียว ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเองฉวน เคยเป็นนายอำเภอไท่ชิว จึงเรียก "ตันไท่ชิว" คำว่า "ลูกพยัคฆ์แห่งเองอิม" หมายถึงซุนเจิน ราษฎรยกเทียบความเลื่องชื่อของซุนเจินกับตันไท่ชิว