สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 277 วีรบุรุษหาใช่มีเพียงปันติ้งหย่วน

21 นาที· 4.9K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 277 — วีรบุรุษหาใช่มีเพียงปันติ้งหย่วน

ซุนเจินรั้งม้าหยุดอยู่หน้าประตูค่าย หันหลังเหลียวมอง เห็นด้านหลังพวกตนหามีทหารโพกผ้าเหลืองไล่ตามมาไม่ มองไปไกล ๆ แลเห็นในค่ายทัพโพกผ้าเหลืองเปลวเพลิงพลุ่งโพลงสู่ฟากฟ้า เสียงโกลาหลอื้ออึงนั้นแม้อยู่ในค่ายทัพฮั่นซึ่งห่างออกไปหลายลี้ก็ยังได้ยิน เขาอดมิได้ที่จะถอนใจด้วยความเสียดาย

ซินอ้ายถามขึ้นว่า "ท่านซุน ท่านถอนใจด้วยเหตุอันใด" พลางเหลียวมองค่ายโจรตามซุนเจิน เห็นหมู่โจรปั่นป่วนวุ่นวาย ก็อดถามต่อมิได้ว่า "ท่านซุน ท่านลอบเข้าไปในค่ายโจรได้อย่างไร แล้วไปก่อการสิ่งใดไว้ในค่ายโจร จึงทำให้หมู่โจรตื่นตระหนกชุลมุนถึงเพียงนี้"

ซุนเจินตอบคำถามแรกของเขาก่อนว่า "น่าเสียดาย น่าเสียดายนัก หากรู้แต่แรกว่าจะก่อให้ค่ายโจรปั่นป่วนใหญ่ถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าน่าจะขอให้ท่านแม่ทัพฮองฮูสงกับท่านแม่ทัพจูฮีจัดส่งกำลังพลเพิ่มไปซุ่มอยู่นอกค่ายโจร เห็นจะตีค่ายโจรแตกได้ในคราวเดียว" บัดนี้เป็นอันสุดวิสัยเสียแล้ว ประการหนึ่ง จากค่ายทัพฮั่นไปถึงค่ายทัพโพกผ้าเหลืองนั้นไกลร่วมเจ็ดแปดลี้ กว่าจะรวบรวมกำลังพลพร้อม แล้วรีบยกไปถึง ความปั่นป่วนในค่ายโพกผ้าเหลืองก็คงคลี่คลายลงแล้ว อีกประการหนึ่ง ความตื่นตระหนกในค่ายโพกผ้าเหลืองได้เรียกความสนใจจากในเมืองซีหัว ซุนเจินมองไปไกลเห็นประตูเมืองซีหัวเปิดออก มีแถวเพลิงดุจมังกรไฟเคลื่อนออกมา เห็นจะเป็นกองกำลังที่ในเมืองส่งไปยังค่ายทัพ ในยามนี้หากยังยกไปจู่โจมค่ายทัพโพกผ้าเหลืองอีก ก็มีแต่จะกลายเป็นการรบพันตูอันสับสน การรบกลางคืนของผู้คนหลายหมื่นนั้นเป็นการเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง หามีผู้ใดมั่นใจได้ว่าจะชนะแน่ หากพลาดพลั้งขึ้นมา กลับทำให้ทัพฮั่นแตกพ่ายกลางดึกก็จะมิเป็นการดีเลย

ซุนเจินสั่งให้ซินอ้ายปล่อยพลม้าในกองของตนกลับไปพักผ่อนในค่ายเดิม แล้วพาสวี่จ้ง เตียนอุย เล่าเติ้ง เฉินเปา ตันเต้า เป็นต้น พร้อมทั้งซินอ้ายไปเข้าพบฮองฮูสง สวี่จ้งกับพวกล้วนตื่นเต้นยินดี เตียนอุยกับเล่าเติ้งสองคนเป็นทัพหน้านำซุนเจินตีฝ่าออกจากค่ายโพกผ้าเหลือง บนเสื้อผ้าของทั้งสองเปรอะเปื้อนคราบเลือดไปทั่ว ใบหน้าเลอะเลือด แต่ก็มิอาจปกปิดสีหน้าฮึกเหิมไว้ได้ แม้แต่คนสุขุมลึกซึ้งอย่างสวี่จ้งกับเฉินเปา ในยามนี้ในแววตาก็ยังเผยความตื่นเต้นที่ยากจะซ่อนเร้นออกมาบ้าง

ซินอ้ายอดถามซุนเจินอีกมิได้ว่า "ท่านซุน ท่านมิใช่ไปสืบให้รู้แน่ชัดถึงกำลังจริง-เท็จในค่ายโจรดอกหรือ ไฉนจึงก่อให้ค่ายโจรปั่นป่วนใหญ่ขึ้นมาฉับพลัน เป็นเพราะถูกพวกมันจับได้หรือ"

เล่าเติ้งหน้าตาเบิกบานยิ้มแย้ม พูดซ้ำ ๆ ว่า "คืนนี้ช่างสะใจจริง สะใจนัก" หยวนจงชิงก็อวดอ้างต่อหน้าผู้คนว่า "เมื่อครู่ตอนตีฝ่าออกจากค่ายโจร ข้าสังหารทหารโจรด้วยมือเองอย่างน้อยยี่สิบคน เฮ้อ น่าเสียดายตอนนั้นรีบออกจากค่ายโจร ไม่มีเวลาตัดศีรษะมา มิฉะนั้นนี่ก็เป็นเงินรางวัลก้อนใหญ่ทีเดียว" น้ำเสียงของเขาได้ใจลำพองภาคภูมิ หาใช่เสียดายเงินรางวัลไม่ แต่กำลังโอ้อวดว่าคราวนี้ตนสังหารข้าศึกได้มากเพียงใด

เฉินเปาคุ้นเคยกับเขาดี จึงหัวเราะว่า "เฒ่าหยวน คำของเจ้านี้พูดผิดเสียแล้ว ตอนตีฝ่าออกจากค่ายโจร ข้าก็อยู่ข้างเจ้านี่เอง เจ้าจะสังหารทหารโพกผ้าเหลืองด้วยมือเองได้ถึงยี่สิบคนแต่ที่ไหน" หยวนจงชิงหน้าแดงก่ำ ชี้ขึ้นฟ้ายามค่ำ สาบานสาปแช่งว่า "หากข้าฆ่าทหารโจรไม่ถึงยี่สิบคน ข้าขอใช้แซ่ของเจ้า" เฉินเปาหัวเราะว่า "เจ้าฆ่าทหารโจรไม่ถึงยี่สิบคนแน่ ๆ อย่างน้อยเจ้าก็ต้องฆ่าไปตั้งสามสิบคนต่างหากเล่า"

หยวนจงชิงเปลี่ยนจากโกรธเป็นยินดี ผู้คนต่างหัวเราะกันครื้นเครง เฉินเปาแลดูเตียนอุยกับเล่าเติ้งที่เดินอยู่ข้างหน้าด้วยความนับถือ กล่าวต่อไปอีกว่า "ถ้าจะว่าผู้สังหารโจรได้มากที่สุด ก็ต้องเป็นอาเติ้งกับท่านเตียนเท่านั้น คืนนี้หากมิได้สองคนนี้ พวกเราก็เห็นจะออกมามิได้"

ตอนตีฝ่าออกจากค่ายทัพโพกผ้าเหลือง เล่าเติ้งกับเตียนอุยพุ่งทะยานนำหน้าสุด มิมีผู้ใดต้านทานได้ หยวนจงชิงว่าตนฆ่าทหารโพกผ้าเหลืองได้ยี่สิบคนนั้นเป็นการโม้ แต่เล่าเติ้งกับเตียนอุยสองคนนั้นต่างก็สังหารทหารโพกผ้าเหลืองได้คนละหลายสิบคนจริง ๆ อย่างต่ำที่สุด

เตียนอุยมิได้เอ่ยวาจาใด ส่วนเล่าเติ้งกลับมีสีหน้าลำพองมิปิดบัง เชิดหน้าผายอก ก้าวเดินอย่างองอาจอยู่ข้างกายซุนเจิน

พวกเขาคุยกันอย่างครึกครื้น ยิ่งทำให้ซินอ้ายคันใจหนักขึ้น เขาจึงถามอีกครั้งว่า "ท่านซุน พวกท่านไปทำให้ทหารโจรตื่นตัวขึ้นหรือ … เออ จริงสิ ตอนพวกท่านไปนั้นมิใช่เดินเท้าไปดอกหรือ ไฉนตอนออกมาจึงกลับขี่ม้าได้เล่า" เฉินเปาหัวเราะ ชี้ไปยังม้าที่ซุนเจินจูงอยู่ พูดว่า "ม้าของพวกเรานั้นย่อมแย่งชิงมาจากค่ายโจร ม้าที่ท่านซุนขี่อยู่นี้ ท่านมองดูคุ้นตาหรือไม่"

เมื่อครู่ตอนเข้ารับซุนเจิน ความสนใจของซินอ้ายอยู่ที่ทหารไล่ตามข้างหลังทั้งหมด รบพลางถอยพลาง มิได้สังเกตม้าที่ซุนเจินขี่เลย บัดนี้พอได้เฉินเปาเตือน จึงพินิจดูถี่ถ้วน อ้อ ช่างเป็นม้าฝีเท้าดีเสียจริง เห็นแต่ว่าม้าตัวนี้ขนดำสนิททั้งตัว มีแต่กีบทั้งสี่ที่ขาวดุจหิมะ สูงแปดฉื่อ(1) วัดจากหัวจรดหางยาวร่วมจ้าง(2)เศษ องอาจกำยำยิ่งนัก เป็นม้าเหยียบหิมะวิ่งพันลี้แท้ ๆ เขาตกใจร้องว่า "นี่ นี่ นี่มิใช่ม้า…"

เกาปิ่งพูดขึ้นว่า "ถูกแล้ว นี่คือม้าของเล่าผีหัวหน้าโจรนั่นเอง"

ซินอ้ายทั้งตกใจทั้งดีใจ ถามซุนเจินว่า "ท่านซุน ยึดมาได้อย่างไร" ม้าตัวนี้ที่เล่าผีขี่เป็นพาหนะนั้น เป็นม้าที่เขาแย่งมาจากมือคหบดีผู้หนึ่งในท้องถิ่นหลังตีเมืองเซิ่นหยางแตก เล่าผีรักใคร่ม้านี้ยิ่งนัก สองสามวันมานี้เวลาเขายกพลออกรบก็ขี่ม้าตัวนี้ ซินอ้ายเคยเห็นมาแต่ไกล

หวนคิดถึงเรื่องราวหลังเข้าค่ายทัพโพกผ้าเหลืองในคืนนี้ แม้สีหน้าซุนเจินจะสงบนิ่ง วางตัวเยือกเย็นเรียบร้อย แต่อันที่จริงเขาก็มีความตื่นเต้นเร้าใจหลังศึกให้รำลึกถึงอยู่ไม่น้อย เขายิ้มน้อย ๆ จ้องมองไปข้างหน้า กล่าวว่า "มาถึงค่ายแม่ทัพแล้ว พวกเจ้าตามข้ามาเข้าคำนับท่านแม่ทัพเถิด อวี้หลาง คำถามของเจ้านั้น เดี๋ยวข้าจะกราบเรียนต่อท่านแม่ทัพให้"

ครั้นถึงนอกค่ายแม่ทัพ ซุนเจินมอบม้าให้องครักษ์นอกค่ายช่วยดูแลไว้ชั่วคราว รอให้ทหารองครักษ์เข้าไปแจ้งเสร็จแล้ว จึงนำพวกเข้าไปข้างใน

ฮองฮูสง จูฮี เตียวเขียม นายกอง(เซี่ยวเว่ย)แห่งเป่ยจวินอู่เซี่ยว(ทหารห้ากองทัพเหนือ)(3) อีกหลายนาย กับฟู่เซี่ยและขุนพลคนสำคัญในกองทัพ ต่างทราบว่าคืนนี้ซุนเจินจะไปสืบค่ายข้าศึกยามค่ำ จึงนั่งชุมนุมกันอยู่ในค่ายตั้งแต่หลังอาหารเย็น พอเห็นซุนเจินกับพวกเข้ามา นายกองแห่งเป่ยจวินอู่เซี่ยวนายหนึ่งก็โน้มกายถามอย่างใจร้อนว่า "ท่านซุนซือหม่า(4) ท่านกลับมาแล้วหรือ" ซุนเจินนำผู้คนทำความเคารพแบบทหารต่อบรรดาผู้ในค่าย ครั้นเสร็จพิธีจึงตอบว่า "เพิ่งกลับมาขอรับ"

ฮองฮูสงถามว่า "เราได้ยินว่าค่ายโจรเอ็ดอึงโกลาหล เกิดเรื่องอันใดขึ้น"

ซุนเจินกล่าวอย่างเรียบ ๆ ว่า "ข้าพเจ้ากับเจียงเสี่ยน เล่าเติ้ง เตียนอุย เฉินเปา ตันเต้า และเหล่าผู้กล้าทั้งหลาย ลอบเข้าค่ายโจรเมื่อปลายยามไห้(5)คืนนี้ ครั้นเข้าไปในค่ายโจรแล้ว ข้าพเจ้าปลอมตัวเป็นนายกองย่อยของทหารโจร เจียงเสี่ยน เล่าเติ้งกับพวกก็ปลอมเป็นทหารติดตามของข้าพเจ้า ดุจหมู่ตรวจตรายามค่ำ เดินไปทั่วในค่ายโจร ใช้เวลาราวชั่วยามเศษก่อน ตรวจสอบกำลังจริง-เท็จในค่ายโจรได้คร่าว ๆ จากนั้นไปพบกลุ่มหนึ่งกำลังก่อไฟหุงข้าว ข้าพเจ้ากับพวกพอดีท้องหิว จึงเข้าไปร่วมกินด้วยเล็กน้อย แล้วก็บังเอิญได้ยินพวกมันพูดถึงว่าค่ายใหญ่ของเล่าผีอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ข้าพเจ้ากับพวกจึงลอบไปถึงนอกค่ายของเล่าผีหัวหน้าโจร ใช้ดาบฟันสับลงไปอลหม่าน สังหารไปกว่าห้าสิบคน เดิมหมายจะบุกเข้าไปในค่ายฆ่าเล่าผี แต่พอบุกเข้าไปจึงพบว่าเล่าผีไม่อยู่ ไม่ทราบว่าเขาไปอยู่ในค่ายของผู้ใด ข้าพเจ้าจึงยึดม้าของเล่าผีกับม้าพาหนะของเหล่าทหารองครักษ์ใต้ค่ายของเขามา อาศัยตอนหมู่โจรกำลังตื่นตระหนกชุลมุน ขับม้าตีฝ่าออกมา ครั้นออกจากค่ายโจรแล้ว ได้ซินอ้ายมาคอยรับ จึงกลับสู่ทัพของเรา"

คำพูดชุดนี้ของเขาเล่าอย่างง่าย ๆ แต่หากใคร่ครวญพินิจดูก็ทำให้ใจสั่นขวัญหาย รวมแล้วสิบคนบุกลึกเข้าค่ายข้าศึก ปลอมเป็นหมู่ตรวจตรายามค่ำของข้าศึกเดินตรวจไปทั่วทุกแห่งในค่าย เช่นนี้มิมีใจดุจพยัคฆ์เป็นมิได้ ตรวจตราเท่านั้นยังไม่พอ ยังเข้าไปขอข้าวที่ทหารโพกผ้าเหลืองก่อไฟหุงข้าวกินอีกหนึ่งมื้อ ในที่สุดก่อนจากไปยังลอบไปถึงนอกค่ายเล่าผีสังหารกว่าห้าสิบคน แย่งม้ามาสิบตัว แล้วจึงค่อยจากมาอย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่ามองทหารกว่าสามหมื่นคนในค่ายโพกผ้าเหลืองเป็นดุจไม่มีตัวตน มองค่ายทหารของโพกผ้าเหลืองเป็นดั่งสวนหลังบ้านของตนเอง

ผู้คนแทบมิกล้าเชื่อ ตะลึงงันอ้าปากค้าง เตียวเขียมไท่โส่วยีหลำตกใจร้องว่า "วันนี้จึงได้รู้ว่าการเหยียบเสี่ยงภัยดุจเดินบนพื้นราบ ไปมาตามใจชอบนั้นเป็นเช่นไร"

ซุนเจินหยุดครู่หนึ่ง แล้วยิ้มกล่าวต่อว่า "แม้มิได้คาดคิดว่าจะไปพบค่ายใหญ่ของเล่าผี ก่อให้ค่ายโจรปั่นป่วนใหญ่ จึงมิอาจเตรียมกำลังพลหมู่หนึ่งไว้ล่วงหน้า เพื่อฉวยจังหวะตอนวุ่นวายเข้าตีโจมตี แต่เมื่อผ่านการก่อกวนคราวนี้แล้ว ข้าพเจ้าฟันธงได้ว่า พรุ่งนี้หากทัพเราออกศึก จะต้องมิเพียงตีทหารโจรแตกพ่ายยับเยินเท่านั้น หากยังตีค่ายทัพโจรแตกได้ด้วย" ฮองฮูสงถามว่า "เหตุใดจึงมั่นใจถึงเพียงนี้"

ซุนเจินยิ้มว่า "ตอนข้าพเจ้าตระเวนค่ายโจร ได้เห็นทหารโจรที่ไม่รักษาวินัยทัพหลายครั้ง ทหารโจรที่ไม่รักษาวินัยเหล่านี้ ข้าพเจ้าโบยไปเสียหลายคนทีเดียว วินัยทัพหละหลวมถึงเพียงนี้ แม้ขุนพลโจรจะดุดันห้าวหาญ ทหารโจรมิกลัวตาย แต่สิ่งที่พวกมันอาศัยก็เป็นเพียงเฮือกใจฮึกเดียวเท่านั้น คืนนี้ข้าพเจ้าสังหารทหารใต้ค่ายเล่าผีกว่าห้าสิบคน ทำให้ค่ายโจรปั่นป่วนใหญ่ ได้ทลายขวัญกำลังใจของมันลงแล้ว เช่นนี้ พรุ่งนี้รบสักศึก ย่อมต้องชนะตีค่ายแตกได้แน่"

เหล่าผู้คนได้ฟังคำนี้ของเขา ยิ่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ตาเหลือกลิ้นตะกุกตะกัก ปลอมเป็นหมู่ตรวจตรายามค่ำตระเวนค่ายก็ว่าไปอย่าง ขอข้าวกินก็ว่าไปอย่าง ลอบไปถึงนอกค่ายเล่าผีสังหารทหารใต้ค่ายเล่าผีกว่าห้าสิบคน ก่อความปั่นป่วนใหญ่แก่ค่ายทหารโพกผ้าเหลืองก็ว่าไปอย่าง แต่ขณะตระเวนค่ายยังโบยทหารโพกผ้าเหลืองที่ฝ่าฝืนวินัยทัพอีกหรือ มีนายกองสองนายอดคิดในใจมิได้ว่า "เจ้าซุนเจินผู้นี้ใจกล้าจริงหนอ เขาคิดว่าตนเป็นทหารตรวจตรายามค่ำของโจรไปเสียจริงหรือ" ในค่ายคบเพลิงโยกไหว ในค่ายราตรีกาลมืดมิด เหล่าผู้คนในค่ายหวนนึกถึงความกล้าหาญองอาจของซุนเจินกับพวกในค่ายทหารโพกผ้าเหลือง ทั้งภยันตรายที่พวกเขาเผชิญในเวลานั้น ผู้ใจเสาะถึงกับเหงื่อแตกท่วมหลังด้วยความตื่นกลัว

ผู้คนต่างเพ่งมองซุนเจินกับสวี่จ้ง เตียนอุย เล่าเติ้ง ตันเต้า ซินอ้าย ที่คุกเข่าหมอบอยู่เบื้องหลังเขาพร้อมกัน ต่างคิดในใจไม่ได้นัดหมายว่า "ใจของเด็กผู้นี้ทำมาจากสิ่งใดกัน ปินเค่อใต้ประตูของเขาเหล่านี้ก็ล้วนเป็นผู้กล้ามิกลัวตายทุกคน" ครั้นแลดูสวี่จ้ง เตียนอุย เล่าเติ้ง ซินอ้าย ที่คุกเข่าหมอบอยู่เบื้องหลังซุนเจินอีกครา ก็รู้สึกราวกับได้เห็นหมู่นักรบพยัคฆ์หมาป่าตัวจริง คนเหล่านี้แม้มิได้สวมเกราะ มิได้ถืออาวุธ ยังคงสวมเสื้อผ้าทหารโพกผ้าเหลือง คุกเข่าหมอบลงกับพื้นอย่างสงบ แต่คราบเลือดเปรอะเปื้อนบนเสื้อของพวกเขากลับดุจกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่เพิ่งบังเกิดขึ้น บางคนถึงกับรู้สึกได้ว่ามีไอเข่นฆ่าอันเย็นเยือกพุ่งเข้าใส่ ในราตรีฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นนี้กลับสะท้านสะดุ้งหนาวขึ้นมา

อันที่จริง คืนนี้ที่ซุนเจินไปสืบค่ายทหารโพกผ้าเหลืองนั้น แม้จะเสี่ยงภัย แต่ก็มิได้เสี่ยงภัยมากดังที่ผู้คนในค่ายคาดคิด ก่อนที่ซุนเจินจะเสนอความคิดนี้ อาสาขอเข้าไปสืบค่ายทหารโพกผ้าเหลืองยามค่ำ เขาได้ตรองพิเคราะห์ถึงภยันตรายของการไปครั้งนี้มาแล้วเช่นกัน เขาเห็นว่า การไปครั้งนี้แม้มีภัย แต่หากนับเป็นสิบส่วน ภัยมีเพียงห้าส่วนเท่านั้น เพราะเหตุใด ประการหนึ่ง จากการสังเกตมาหลายวันนี้ ค่ายทหารโพกผ้าเหลืองดูเผิน ๆ เป็นระเบียบเคร่งครัด แต่ที่จริงมีช่องโหว่นับร้อยแห่ง ประการต่อมา เมื่อมีช่องโหว่ก็ย่อมใช้ประโยชน์ได้ ในค่ายทหารโพกผ้าเหลืองมีทหารกว่าสามหมื่นคน ทหารกว่าสามหมื่นคนนี้เป็นไปมิได้ที่จะรู้จักหน้าค่าตากันหมด นี่ก็เปิดโอกาสอันใหญ่หลวงให้แก่เขา ประการต่อมาอีก เขาพาคนเข้าค่ายเพียงเก้าคน ไปมาสะดวก ยากจะถูกเปิดโปง ประการต่อมาอีกชั้นหนึ่ง คนทั้งเก้าที่เขาพาไปนี้ เตียนอุย เล่าเติ้ง สวี่จ้ง ตันเต้า ล้วนเป็นนักรบดุดันกล้าหาญทุกคน ต่อให้ถูกทหารโพกผ้าเหลืองจับได้ ก็ยังมีซินอ้ายนำพลม้าสองร้อยคอยรับอยู่ภายนอก พวกเขาก็ยังมีช่องทางตีฝ่าออกมา

ฉะนั้น การไปครั้งนี้เขาจึงเห็นว่ามีภัยเพียงห้าส่วน ภัยห้าส่วนก็ลงมือได้

เขามีใจกล้าหาญอยู่เป็นทุนเดิม มิฉะนั้นก็คงทำเรื่องปราบตระกูลตี้ซาน(6) สังหารเสิ่นสวิ่นด้วยมือตนเองมิได้ ตั้งแต่กบฏโพกผ้าเหลืองก่อการ เขาออกรบรักษาเอี้ยงเต๊กก่อน ต่อมานำคนหลายร้อยลอบข้ามแม่น้ำยี บุกลึกเข้า "แดนข้าศึก" ใช้กลล่อทหาร ภายหลังยังไปช่วยซุนเกี๊ยนริมฝั่งน้ำ แล้วต่อมายังออกรบนำหน้าทหารทางใต้เมืองอู่หยาง รบขั้นแตกหักกับทัพหลักของโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวน ผ่านเหตุการณ์ชุดนี้มา ยิ่งทำให้ใจกล้าหาญของเขาเพิ่มพูนขึ้น ดังนั้นเรื่องที่ผู้คนเห็นว่าเสี่ยงภัย ในสายตาเขากลับทำได้ ยิ่งกว่านั้น เขาอ่านตำราโบราณและบันทึกพงศาวดาร เหล่าวีรบุรุษที่บันทึกไว้ในพงศาวดารมีสักกี่คนที่ไม่เคยเสี่ยงภัยด้วยตนเอง การทำการใหญ่ย่อมเสียดายชีวิตมิได้ ยิ่งกล้าบ้าบิ่นเพียงใด ผลตอบแทนที่ได้ก็ยิ่งมากเพียงนั้น ซุนเกี๊ยนเผยความกล้าหาญออกภายนอก ส่วนเขาซ่อนความกล้าหาญไว้ภายใน นี่ก็เพราะแต่เยาว์วัยเขาเล่าเรียนคัมภีร์สำนักหยูจากซุนฉวี ในอกเปี่ยมด้วยอักษรกวีย่อมงามสง่าด้วยตนเอง อ่านคัมภีร์สำนักหยูมามาก ในยามปกติไร้เหตุก็ดูสุภาพอ่อนโยน แต่ครั้นพบเหตุก็เป็นผู้เอาชีวิตเข้าแลกได้เช่นกัน ภายนอกอ่อนโยน ภายในแท้จริงห้าวหาญดุดัน

เหล่าขุนพลในค่ายต่างตะลึงงันไปสิ้น มิมีผู้ใดเอ่ยวาจา ได้ยินแต่เสียงทหารนอกค่ายรวมพล เสียงเดินเท้า และเสียงเกราะกระทบกัน ลมวสันต์แม้อบอุ่น แต่เสียงเหล่านี้ฟังในยามราตรีกลับชวนวังเวงเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก เหล่าผู้คนหวนนึกถึงสิ่งที่เพิ่งได้ยินมา ดุจได้สดับนิทานวีรกรรมอันพิสดาร

นานพอควร ฮองฮูสงจึงค่อยได้สติคืนมา กล่าวว่า "ดี ดี ดี" เอ่ยคำว่าดีติดกันถึงสามครั้ง

ซุนเจินกล่าวว่า "ข้าพเจ้ายึดม้าของเล่าผีหัวหน้าโจรมาได้ เป็นม้าดีแท้ ๆ บัดนี้อยู่นอกค่ายของท่านแม่ทัพ ข้าพเจ้าขอมอบถวายแด่ท่านแม่ทัพ"

ฮองฮูสงยิ้มว่า "ม้านี้เจ้าลุยเลือดเสี่ยงภัยยึดมา เราจะตัดเอาของรักของเจ้าไปได้อย่างไรเล่า เจ้าจงเก็บไว้ขี่เองเถิด ขี่ม้าฝีเท้าดี จึงจะสร้างความชอบใหญ่ให้แก่มหาฮั่นของเราได้อีก แต่ก่อนปันติ้งหย่วน(7)เคยกล่าวว่า ไม่เข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสือมาแต่ไหน บัดนี้เจ้าเข้าค่ายโจรยามค่ำ ยึดม้าพาหนะของหัวหน้าโจรมา นับได้ว่าเข้าถ้ำเสือแล้วได้ม้าเสือมาทีเดียว คืนนี้เจ้าสร้างความชอบอันพิสดารเช่นนี้ รอปราบโจรยีหลำสงบลง เราจะถวายฎีกาต่อราชสำนัก ขอให้พระราชทานบำเหน็จใหญ่"

จูฮีมองซุนเจินด้วยสายตาชื่นชม หันไปยิ้มให้ฮองฮูสง กล่าวว่า "ที่เจินจือว่ามานั้นมีเหตุผล วินัยทัพของทหารโจรไม่เคร่งครัด ครั้นเจอศึก สิ่งที่อาศัยก็คือเฮือกใจฮึกเดียว ผ่านการรบกับทัพเราสองสามวัน เฮือกใจฮึกของทหารโจรคาดว่าถึงคราวที่ 'ฮึกสองก็ถดถอย' แล้ว และเมื่อผ่านคืนนี้ ก็ต้องใกล้ถึงคราว 'ฮึกสามก็สิ้นหมด' แล้ว ท่านแม่ทัพ พวกเราจะออกพลพรุ่งนี้ ระดมกำลังเข้าตีค่ายโจรเลยหรือไม่"

"ดี งั้นพรุ่งนี้ออกพล เข้าตีค่ายโจรกันเถิด"

## เชิงอรรถ

(1) ฉื่อ — หน่วยวัดความยาวจีน ยุคฮั่นตะวันออก 1 ฉื่อ ราว 23 เซนติเมตร ม้าสูงแปดฉื่อจึงราว 1.84 เมตร

(2) จ้าง — หน่วยวัดความยาวจีน 1 จ้าง เท่ากับ 10 ฉื่อ ราว 2.3 เมตร

(3) เป่ยจวินอู่เซี่ยว — ทหารห้ากองแห่งทัพเหนือของราชสำนักฮั่น แต่ละกองมีนายกอง (เซี่ยวเว่ย) หนึ่งนาย ราชสำนักระดมมาปราบกบฏโพกผ้าเหลือง

(4) ซือหม่า — ตำแหน่งนายทหารผู้บังคับการในกองทัพ ซุนเจินดำรงตำแหน่งนี้ในศึกปราบโพกผ้าเหลือง

(5) ยามไห้ — ยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 21.00-23.00 น.

(6) ตระกูลตี้ซาน — หนึ่งในตระกูลใหญ่ของตำบลตะวันตก เดิมแซ่เถียน เชื้อสายแคว้นฉีสมัยรณรัฐ ต้นราชวงศ์ฮั่นถูกย้ายถิ่น จึงตั้งแซ่ตามลำดับเลข เป็นสกุลนักเลงเกเร

(7) ปันติ้งหย่วน — คือปันเชา ขุนนางฮั่นตะวันออก ผู้ทิ้งพู่กันจับอาวุธ ได้รับบรรดาศักดิ์ติ้งหย่วนโหว ปราบแว่นแคว้นในแดนตะวันตกลงด้วยกำลังคนเพียงสามสิบหกนาย คำว่า "ไม่เข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสือมาแต่ไหน" เป็นวาจาอันลือลั่นของเขา

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป