สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 276 ทำสิ่งใดจึงล่อให้ข้าศึกตื่นตระหนกโกลาหล

29 นาที· 6.6K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 276 — ทำสิ่งใดจึงล่อให้ข้าศึกตื่นตระหนกโกลาหล

ฮองฮูสง จูฮี เตียวเขียม เหล่าเกียวซิ้วแห่งห้ากองทัพเหนือ ฟู่เซี่ย ตลอดจนซือหม่าและนายทหารทั้งหลายในกระโจม ฟังคำของซุนเจินแล้ว แรกทีเดียวต่างก็ตะลึงงัน ครั้นแล้วก็พากันตกใจยิ่งนัก ฟู่เซี่ยถอนใจกล่าวว่า "ท่านซือหม่ากล้าหาญเต็มกายโดยแท้"

ฮองฮูสงลังเลใจตัดสินมิได้ ด้วยแผนการและความคิดของซุนเจินนี้เสี่ยงภัยยิ่งนัก เขารักใคร่ในความสามารถของซุนเจิน ไม่อยากให้เขาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หากพลาดพลั้งตกอยู่ในเงื้อมมือ "โจร" ขึ้นมา ก็จะเสียใจไปภายหลังมิทันการ

ซุนเจินเห็นความลังเลของเขา จึงคุกเข่าคารวะกล่าวว่า "บัดนี้โพกผ้าเหลืองก่อกบฏขึ้นทั่วทุกมณฑลในแผ่นดิน เตียวก๊กพี่น้องที่จี้โจวคุมพลกว่าแสน จ้องตาเป็นมันเล็งจะชิงเมืองหลวง แม้โพกผ้าเหลืองที่อิ่งชวนสงบลงแล้ว แต่ในเขตมณฑลอิจิ๋วยังมีโพกผ้าเหลืองที่ยีหลำเป็นต้นอีก ทั้งน่ำเอี๋ยงและกุนจิ๋วก็มีกองโจรใหญ่ก่อความวุ่นวาย หากมิอาจปราบโพกผ้าเหลืองยีหลำลงได้โดยเร็ว ผลร้ายที่ตามมาจักเกินจะแก้ไข บัดนี้ขวัญกำลังของทัพเราตกต่ำ หากขืนยกเข้ารบกับโจรอีก เกรงว่าจะเอาชัยมิได้ ตามความเห็นอันโง่เขลาของเจิน มีแต่วิธีนี้เท่านั้นจึงจะปลุกขวัญทัพให้ฮึกเหิมขึ้น อีกทั้งด้วยวิธีนี้ ทัพเราจะหยั่งรู้ความเป็นไปในค่ายโจรได้ถ้วนถี่ ขอใต้เท้าจงออกคำสั่งเถิด"

คำของซุนเจินนั้นชอบด้วยเหตุผลยิ่ง ด้วยกองทัพเคลื่อนที่ของราชสำนักบัดนี้มีอยู่เพียงสองกอง กองหนึ่งคือทัพที่โลติดคุมอยู่ที่จี้โจว อีกกองหนึ่งก็คือทัพในบังคับของฮองฮูสงกับจูฮี หากมิอาจปราบโพกผ้าเหลืองยีหลำลงโดยเร็ว กองโพกผ้าเหลืองที่น่ำเอี๋ยงและกุนจิ๋วเป็นต้นก็จะยกข้ามเขตออกตี เมื่อเป็นเช่นนั้น กำลังของ "โจร" ก็ยิ่งยากจะปราบปราม เมืองลกเอี๋ยงก็จะตกอยู่ในอันตราย ในยามนี้จึงจำต้องเอาชัยเหนือโพกผ้าเหลืองยีหลำโดยเร็วจริง ๆ

ฮองฮูสงแม้รักใคร่ในความสามารถของซุนเจิน ก็จำต้องยอมตามคำขอของเขา กล่าวว่า "ดีแล้ว ก็ตามที่ท่านซือหม่าว่า" แล้วถามซุนเจินว่า "ท่านซือหม่าไปคราวนี้เสี่ยงภัยยิ่งนัก มีสิ่งใดต้องการหรือไม่ ขอเพียงเป็นสิ่งที่มีในกองทัพ และเราทำได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะไม่อนุญาต"

ซุนเจินกล่าวว่า "ต้องการเพียงเสื้อผ้าของพลโพกผ้าเหลืองสิบชุด และขอให้เจินไปพบเชลยที่เป็นนายกองน้อยของโพกผ้าเหลืองสักหน่อยเท่านั้น สิ่งอื่นใดมิต้องการเลย"

ฮองฮูสงสบตากับจูฮี เตียวเขียม เป็นต้น แล้วกล่าวว่า "การนี้ง่ายนัก" ครั้นแล้วก็เขียนคำสั่งทหารฉบับหนึ่งมอบให้ซุนเจิน ซุนเจินถือคำสั่งทหาร ทำความเคารพอย่างทหาร แล้วก้าวยาว ๆ ออกจากกระโจมไปพบเชลยที่เป็นนายกองน้อยของโพกผ้าเหลือง

ครั้นเขาออกไปจากกระโจมแล้ว จูฮีตบโต๊ะกล่าวว่า "ท่านซุนมีใจกล้าดุจวีรชน" เตียวเขียมกล่าวว่า "ซุนปั๋อซิวได้สมญาว่า 'ผู้คบมิตรเลิศในหล้า'(1) มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เป็นวีรชนแห่งยุค บัดนี้ท่านซุนซือหม่ายังเหนือกว่าปั๋อซิวเสียอีก"

วิธีที่ซุนเจินกล่าวออกมานั้นคือสิ่งใด จึงทำให้คนทั้งกระโจมพากันตกตะลึงเลื่อมใสพร้อมเพรียงกันถึงเพียงนี้ กล่าวมาก็ง่าย ๆ สรุปได้สี่คำว่า "บุกลึกถึงถ้ำเสือ" เขาตั้งใจจะนำคนไม่กี่คนลอบเข้าค่ายของเล่าผีกับงอป้า เพื่อสังเกตความเข้มแข็งอ่อนแอ

ครั้นได้รับอนุญาตจากฮองฮูสงกับจูฮีแล้ว ซุนเจินก็ไปยังค่ายเชลยก่อน สองวันที่รบกันมานี้ แม้มิใช่ศึกใหญ่โต ทหารฮั่นก็จับเชลยพลโพกผ้าเหลืองได้ร้อยกว่าคน ครั้นเข้าไปในค่ายเชลย ซุนเจินแสดงคำสั่งทหารของฮองฮูสง นายกองในค่ายก็ให้คนนำเสื้อผ้าของเชลยโพกผ้าเหลืองมาสิบชุด อีกทั้งเรียกตัวพวกนายกองน้อยที่เป็นหัวหน้าในหมู่พลโพกผ้าเหลืองร้อยกว่าคนนี้มาส่งให้แก่เขา

ในค่ายเชลยนั้นเอง ซุนเจินซักถามนายกองน้อยหัวหน้าเหล่านี้อย่างละเอียดถึงการจัดวางกำลังในค่ายของเล่าผี นายกองน้อยตามค่ายต่าง ๆ ตลอดจนการลาดตระเวนยามค่ำคืน คำรหัสผ่าน และความเป็นไปต่าง ๆ

พลโพกผ้าเหลืองนั้นแกนหลักส่วนมากเป็นผู้ศรัทธาในลัทธิไท่ผิง ศาสนาทำให้คนคลั่งไคล้ ในบรรดานายกองน้อยหัวหน้าสองสามคนที่ถูกจับมานี้ มีสองคนเป็นผู้ศรัทธาคลั่งในลัทธิไท่ผิง ไม่ยอมเผยความลับทางทหารในค่าย ซุนเจินมิได้พูดมากความ ครั้นแล้วก็ตัดศีรษะสองคนนี้เสีย แล้วถามคนสุดท้าย

นายกองน้อยหัวหน้าคนสุดท้ายนี้หาใช่ผู้ศรัทธาในลัทธิไท่ผิงไม่ หากเป็นนักเลงไร้ยางอายในหมู่บ้าน ด้วยเห็นว่าลัทธิไท่ผิงตีเมืองหักด่านไม่เคยพ่ายแพ้ จึงเข้าร่วมด้วย หมายจะหาทรัพย์สินและสตรีสักเล็กน้อย เขาเห็นซือหม่าของทัพฮั่นผู้นี้แม้หนุ่มแน่นองอาจ ทั้งพูดจาอ่อนโยนนุ่มนวล แต่ครั้นนายกองน้อยสองคนแรกไม่ยอมตอบคำถาม กลับลงมือสังหารเสียด้วยตนเองโดยมิลังเลแม้แต่น้อย ก็พลันขวัญหนีดีฝ่อ เมื่อเผชิญคำถามของซุนเจิน เขามิกล้าปิดบังแม้แต่น้อย ตอบไปเสียทั้งหมดอย่างซื่อตรง

คำถามของซุนเจินนั้น บางข้อเขารู้ บางข้อเขาไม่รู้ แต่เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ขอเพียงพอจะใช้กลบเกลื่อนเอาตัวรอดผ่านไปได้ก็พอ

ครั้นถามนายกองน้อยหัวหน้าคนนี้แล้ว ซุนเจินก็เข้าใจถึงนายกองน้อยตามค่ายต่าง ๆ การระวังลาดตระเวน การจัดวางกำลังโดยรวม ฯลฯ ในค่ายโพกผ้าเหลืองได้คร่าว ๆ จึงถือเสื้อผ้าของพลโพกผ้าเหลืองกลับมายังค่ายของตน เรียกเหล่าแม่ทัพมาพร้อม กล่าวว่า "คืนนี้ข้าจะไปทำการใหญ่อย่างหนึ่ง การนี้เสี่ยงภัยยิ่งนัก ผู้ใดเต็มใจตามข้าไปจงลุกขึ้นยืน"

เหล่าแม่ทัพเพิ่งคุกเข่าลงนั่ง ได้ฟังเขาพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ ต่างก็พากันงุนงง

บางคนคิดในใจว่า "การเสี่ยงภัย? เป็นการสิ่งใดกันเล่า" ซุนเจินกล่าวเพียงว่าจะทำการใหญ่อย่างหนึ่ง เสี่ยงภัยยิ่งนัก หากมิได้บอกว่าเป็นการสิ่งใด จึงมีบางคนที่งุนงงตั้งตัวไม่ติดเป็นธรรมดา ทันใดก็ได้ยินผู้หนึ่งร้องขึ้นว่า "ข้าเต็มใจตามท่านไป" คนทั้งหลายมองไป กลับเป็นเตียนอุย แล้วอีกผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นตาม กล่าวว่า "ข้าก็เต็มใจตามท่านไปเช่นกัน" กลับเป็นตันเต้า

เตียนอุยกับตันเต้าเป็นผู้มาทีหลัง ซุนเจินแม้ไว้วางใจและรักใคร่พวกเขา แต่ด้วยพวกเขาเพิ่งมาใหม่ ซุนเจินยังมิทราบแน่ว่าพวกเขามีความสามารถในการคุมทัพหรือไม่ จึงยังมิได้แบ่งไพร่พลให้คุม หากแต่เก็บทั้งสองไว้ข้างกาย

หลายวันมานี้เตียนอุยเฝ้ามองสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เฉินเปา เจียงฉิน ซุนเฉิง ซินอ้าย ต่างคุมไพร่พลของตน ก็อิจฉาตาร้อนมานานแล้ว คิดในใจว่า "พวกเขาทำได้ ข้าก็ทำได้เหมือนกัน" ใจร้อนใคร่จะสร้างความชอบ ส่วนตันเต้านั้นมีเรื่องอริกับเล่าผี ก็ร้อนใจใคร่จะแก้แค้น เพราะฉะนั้นยามนี้พอได้ยินซุนเจินว่ามีการเสี่ยงภัยจะไปทำ ทั้งสองจึงมิทันคิดก็รีบออกมารับคำเป็นพวกแรก

ทั้งสองเป็นผู้มาทีหลัง เล่าเติ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เป็นต้น จะยอมตกอยู่ข้างหลังได้อย่างไร

เล่าเติ้งโจนออกมา ร้องว่า "การที่ท่านว่านั้นต้องเป็นการฆ่าโจรแน่ ๆ การฆ่าโจรนี้ จะขาดข้าได้อย่างไร ข้าตามท่านไป"

เฉินเปา เจียงฉิน เป็นต้น ก็แย่งกันชิงกันขอตามซุนเจินไปอย่างชุลมุน

ในบรรดาคนมากมายนี้มีอยู่ผู้หนึ่งที่มิต้องถาม นั่นคือสวี่จ้ง เมื่อคนทั้งหลายแย่งชิงกัน สวี่จ้งกลับนั่งนิ่งมิไหวติง เขามิเอ่ยปาก ซุนเจินก็มิถามเขา สองคนนี้คุ้นเคยรู้ใจกัน สวี่จ้งรู้ว่าซุนเจินต้องพาเขาไปด้วยแน่ ซุนเจินก็รู้ว่าสวี่จ้งต้องตามเขาไปด้วยแน่

คนทั้งหลายในกระโจมพากันแย่งชิงกันอย่างขมีขมัน ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "การนี้ใช้คนมากมายเช่นนี้มิได้ดอก สิบคนก็พอแล้ว" ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิดในใจว่า "สวี่จ้ง เตียนอุย เล่าเติ้ง ห้าวหาญเฉียบขาด สามคนนี้ต้องตามข้าไป เฉินเปาเฉลียวฉลาดสุขุมหนักแน่น ก็ต้องตามข้าไป เกาปิ่งถนัดหน้าไม้ ซูเจ๋อถนัดธนู สองคนนี้ก็ต้องตามข้าไป นี่ก็หกคนแล้ว…" กวาดสายตามองคนทั้งหลาย แล้วเลือกตันเต้าอีกผู้หนึ่ง คิดในใจว่า "ตันซกจี้แม้เพิ่งมาสวามิภักดิ์ใหม่ แต่ก็เป็นผู้ห้าวหาญเชี่ยวชาญการรบ ครั้งช่วยโจวซวิ่นนั้น เขาใช้กำลังคนเดียวฆ่าพลโพกผ้าเหลืองหลายสิบคนแตกกระเจิง สองวันนี้ข้าเห็นเขาประลองยุทธ์กับทหารองครักษ์ กำลังเหนือกว่าพวกนั้นมากนัก วันก่อนเขาตามข้าตะลุยค่ายฆ่าข้าศึกสิบกว่าคน เป็นผู้พอจะใช้การได้" แล้วเลือกหยวนจงชิงกับจั่วปั๋อโหวอีกสองคน คิดในใจว่า "สองคนนี้อยู่ข้างกายข้ามานาน เป็นองครักษ์ของข้า ข้ารู้นิสัยใจคอของพวกเขาดี พวกเขาติดตามข้ามาช้านาน รู้ใจกับข้าด้วย สองคนนี้ก็ตามข้าไปได้" เช่นนี้ก็เป็นเก้าคน รวมกับตัวเขาเองก็ครบสิบคนพอดี

คราวนี้เขาจะไปสืบค่ายโพกผ้าเหลืองยามค่ำคืน ไม่ควรมีคนมากเกินไป สิบคนกำลังพอดี ครั้นกำหนดตัวคนเสร็จ พวกที่มิได้รับเลือกยังคงแย่งชิงเสนอตัวกันอยู่ ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "คราวนี้ข้าพาคนไปมากมิได้ พวกเจ้าจงกลับไปยังกองของตน ควบคุมไพร่พลให้ดี คอยจนกว่าข้าจะกลับมา"

เขาเก็บเก้าคนที่เลือกไว้กับซินอ้ายไว้ ครั้นผู้ไม่เกี่ยวข้องไปแล้ว ก็สั่งให้ทหารองครักษ์เฝ้าอยู่นอกกระโจม ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ แล้วบอกความตั้งใจและแผนการของตนแก่พวกเขา ขณะพูดนั้นเขาแอบสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของคนทั้งหลาย พบว่าเก้าคนนี้รวมทั้งซินอ้ายด้วย กลับไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่แสดงสีหน้าตื่นกลัวสะทกสะท้าน อย่างมากก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ครั้นแล้วก็เผยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ เป็นขุนพลห้าวหาญทั้งกองโดยแท้

เขากล่าวแก่ซินอ้ายว่า "อวี้หลาง เจ้าจงนำพลม้าในกองของเจ้าคอยรับเราอยู่นอกค่ายโจร"

ซินอ้ายไม่พอใจ กล่าวว่า "ท่านพาพวกเขาเข้าค่ายโจรยามค่ำคืน เหตุใดจึงเหลือแต่ข้าผู้เดียวไว้คอยรับอยู่ข้างนอก ข้าก็จะตามท่านไปด้วย"

ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "อวี้หลาง รูปโฉมเจ้าโดดเด่นเกินใคร หากตามข้าเข้าค่ายโจร เกรงว่าจะปิดบังพลโจรมิอยู่"

ซินอ้ายมีหน้าตางดงาม ชวนสะดุดตาเกินไป คนทั้งหลายพากันหัวเราะลั่น ซินอ้ายจนใจ จำต้องรับคำสั่งของซุนเจิน

ครั้นปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อย คอยจนราตรีมาเยือน ซุนเจินกับสวี่จ้ง เตียนอุย เล่าเติ้ง ตันเต้า เป็นต้น ไปแจ้งแก่ฮองฮูสงกับจูฮีเป็นต้นที่กระโจมแม่ทัพก่อน แล้วจึงเล็ดลอดออกค่ายไปอย่างเงียบ ๆ

ซินอ้ายครั้นพวกเขาไปแล้ว ก็คอยอยู่ครู่หนึ่ง จึงรวมพลม้าในกองของตน ออกค่ายตามไป

ที่ประตูค่าย พลจี่ที่เฝ้ายามถามว่าพวกเขาจะไปทำการสิ่งใด ซินอ้ายแสดงหนังสือคำสั่งแม่ทัพของฮองฮูสงให้ดู กล่าวว่า "แม่ทัพใช้พวกเราออกค่ายไปตรวจตรา" พลจี่ตรวจดูหนังสือคำสั่งแม่ทัพของฮองฮูสงแล้ว ยืนยันว่าถูกต้อง ก็ปล่อยพวกเขาออกไป

ซินอ้ายนำพลม้าสองร้อยออกค่าย ไปพบซุนเจินกับพวกที่ซ่อนตัวอยู่ชั่วคราวใต้เนินเขาแห่งหนึ่งนอกค่าย

ซุนเจินกับพวกเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นพลโพกผ้าเหลืองแล้ว ที่หน้าผากก็แต้มผ้าเหลืองไว้ ซินอ้ายยังมิได้บอกพลม้าถึงภารกิจในการออกค่าย พลันเห็นคนแต่งกายเป็นพลโพกผ้าเหลืองสิบกว่าคนเช่นนี้ พลม้าหลายคนตกใจสะดุ้ง จะชักกระบี่กรูเข้าไป

ซินอ้ายห้ามพวกเขาไว้ ตวาดว่า "ดูให้ดีว่าเป็นใคร" เหล่าพลม้าอาศัยแสงจันทร์สลัว ๆ จึงเห็นว่าคนกลุ่มนี้ คนที่นำหน้าคือซุนเจิน ส่วนเก้าคนที่ตามมาก็คือสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เป็นต้น ต่างก็พากันแปลกใจยิ่งนัก

ซุนเจินมิได้สนใจพวกเขา เรียกซินอ้ายมา ชี้ไปยังค่ายโพกผ้าเหลืองที่อยู่ไกลออกไป กล่าวว่า "สองวันนี้ข้าขึ้นที่สูงเฝ้าดู เห็นความเป็นไปในการป้องกันรอบนอกค่ายโจรชัดเจนแล้ว ด้านเหนือหละหลวมที่สุด ข้าเตรียมจะลอบเข้าทางด้านเหนือ อวี้หลาง เจ้าจงนำคนคอยรับเราอยู่ใกล้ ๆ" ทางเหนือเมืองซีหัวมีแม่น้ำ ค่ายของเล่าผีกับงอป้าอยู่ทางตะวันตกของเมือง ด้านเหนือติดแม่น้ำ การป้องกันที่นี่จึงหละหลวมที่สุด

ซินอ้ายรับคำสั่ง ซุนเจินแหงนมองท้องฟ้ายามราตรีครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ยามซวีสามแต้ม(2)แล้ว" แล้วสั่งสวี่จ้งกับพวกอีกเก้าคนว่า "ไปกันเถิด"

ครั้นพวกเขาไปแล้ว พลม้าของซินอ้ายมิทราบว่าพวกเขาไปทำการสิ่งใด จึงถามซินอ้าย ซินอ้ายบอกแผนการของซุนเจินแก่พวกเขา เหล่าพลม้าก็พากันตื่นเลื่อมใส ยอมในความกล้าหาญของซุนเจิน

ระหว่างค่ายข้าศึกกับค่ายเราต่างมีพลม้าตระเวนสอดแนมของกันและกัน เพื่อมิให้พลม้าตระเวนของข้าศึกพบเห็น ซินอ้ายจึงสั่งให้พลม้าเอาผ้าพันกีบม้าไว้ ลงจากม้าพักอยู่ที่เนินเขานี้ก่อน พอผ่านไปครู่หนึ่ง(3)จึงสั่งให้คนทั้งหลายขึ้นม้า อาศัยความมืดยามค่ำคืนค่อย ๆ ลอบไปยังที่หมายที่กำหนดไว้ ตลอดทางพบพลม้าตระเวนสามกอง กองหนึ่งเป็นของทหารฮั่น อีกสองกองเป็นของพลโพกผ้าเหลือง ไม่ว่าจะเป็นของทหารฮั่นหรือของพลโพกผ้าเหลือง เพื่อมิให้เกิดเสียงเอะอะ ซินอ้ายกับพวกล้วนหลบเลี่ยงไปเสีย ผ่านไปไม่ถึงครึ่งยาม ก็ลอบไปถึงจุดรับที่ซุนเจินกำหนดให้

ที่แห่งนี้มีชื่อว่าเนี่ยตุย ใกล้ ๆ กันเป็นที่ฝังพระศพของพระเจ้าซางอ๋องอู่ติงเมื่อสวรรคต ครั้นอู่ติงสวรรคต เนี่ยหวางผู้ตามเสด็จมาเฝ้าสุสานอยู่สามปี ก็สิ้นชีพ ณ ที่นี้ คนรุ่นหลังจึงก่อเนินดินใหญ่ให้สุสานเนี่ยหวาง เรียกว่า "เนี่ยตุย" ซินอ้ายเคยอ่านพบเรื่องนี้ในหนังสือ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มาที่นี่ ราตรีอันมืดมิดทอดยาวสุดสายตาทั้งใกล้ไกล เขาสั่งให้พลม้าลงจากม้าซุ่มซ่อน แล้วขึ้นที่สูงมองดูซ้ายขวาแต่ผู้เดียว ที่นี่มิเพียงมีสุสานของอู่ติงและเนี่ยหวางอยู่ใกล้ ในกาลโบราณยังเคยมีเมืองชื่อวาเฉิงอีกด้วย ตามที่บันทึกในตำราเก่าว่าเป็นนครหลวงของพระแม่นหวีวา(4)

มองจากที่นี่ออกไป แลเห็นป่าไม้และท้องทุ่งทั้งใกล้ไกล แม่น้ำทางเหนือเมือง ตลอดจนบึงน้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ภายใต้ราตรีอันมัวสลัวมองมิเห็นชัด ป่าไม้ดำทะมึน แม่น้ำและบึงสะท้อนแสงจันทร์ รู้สึกได้โดยไม่รู้ตัวว่าไอน้ำเย็น ๆ พัดต้องใบหน้า

ครานี้ซินอ้ายมิได้มีอารมณ์อาลัยอดีตหรือชมความงามของธรรมชาติ เขาเพ่งสังเกตค่ายข้าศึกที่ห่างออกไปหลายลี้อย่างถี่ถ้วน ขณะนี้ใกล้ยามจื่อ ราวเที่ยงคืน แสงไฟในค่ายโพกผ้าเหลืองดับลงเป็นส่วนมาก มืดมิดไปทั้งค่าย นาน ๆ จึงมีแสงไฟวับแวมอยู่หนึ่งสองจุดในค่าย อาจเป็นพลที่ลาดตระเวน หรืออาจเป็นฉวี๋ซ่วย(หัวหน้ากอง)หัวหน้าของโพกผ้าเหลืองที่ยังมิได้เข้านอน

เขาคำนวณในใจว่า หากซุนเจินถูกพลโพกผ้าเหลืองพบเห็นยามกลับมา เขาควรใช้ภูมิประเทศจัดวางกำลังเข้าช่วยอย่างไร อีกทั้งคำนวณว่า หากซุนเจินตกอยู่ในค่ายพลโพกผ้าเหลือง เขาจะบุกเข้าค่ายข้าศึกช่วยซุนเจินกลับมาได้อย่างไร

ครั้นคำนวณเรียบร้อย เขามิกล้ายืนอยู่บนที่สูงเป็นเวลานาน ทว่าก็ไม่ยอมลงไป จึงหมอบอยู่บนนั้นเสียเลย มองลงไปยังที่ซึ่งพลม้าซุ่มซ่อนอยู่เบื้องล่าง พลม้าสองร้อยกับม้าศึกนั่งอยู่บนพื้น รอบข้างเงียบสงัดไร้ผู้คน มีเพียงเสียงหายใจอันตึงเครียดกระวนกระวายของเหล่าพลม้า ปากม้าถูกผูกไว้แล้ว จึงไม่ต้องห่วงว่าม้าศึกจะส่งเสียง เขาหันไปมองค่ายข้าศึกอีก คิดในใจว่า "ท่านซุนกับพวกหากราบรื่นดี ป่านนี้คงลอบเข้าค่ายโพกผ้าเหลืองได้แล้ว ไม่รู้ว่าการเป็นอย่างไรบ้าง ค่ายโพกผ้าเหลืองยามนี้เงียบสงบเช่นนี้ พวกเขาคงยังมิถูกพบเห็น"

เขาภาคภูมิในความกล้าหาญของตนเสมอมา แต่ยามนี้เมื่อมองค่ายโพกผ้าเหลืองนอกเมืองที่ทอดยาวหลายลี้ มีกระโจมกว่าพันหลัง คิดว่าซุนเจินกับพวกอาจกำลังอาศัยเงาราตรีลอบเดินอยู่ในนั้น ก็อดเป็นห่วงแทนพวกเขามิได้ หากถูกพลโพกผ้าเหลืองพบเห็น ซุนเจินมีคนเพียงสิบคน แม้เขาจะสู้สุดกำลังเข้าช่วย ก็มิอาจมั่นใจได้ว่าจะช่วยพวกเขากลับมาได้

การคอยคนนั้นยากจะทนที่สุด ยิ่งในยามเผชิญความเสี่ยงภัยเช่นนี้ด้วยแล้ว

ซินอ้ายเฝ้ามองค่ายโพกผ้าเหลืองอยู่ตลอด ครั้นภายหลัง ด้วยราตรียิ่งดึกลง การเพ่งมองไปไกลเป็นเวลานานทำให้ตาทั้งสองของเขาแห้งระคายเป็นที่เจ็บแสบ เขาหลับตาลง กระซิบถามคนเบื้องล่างว่า "ยามใดแล้ว" เบื้องล่างมีผู้ตอบว่า "เพิ่งพ้นยามฉ่าย(5)"

ซินอ้ายคิดในใจว่า "ท่านซุนกับพวกออกไปยามซวีสามแต้ม คงลอบเข้าค่ายโจรราวปลายยามไห้(6) บัดนี้เพิ่งพ้นยามฉ่าย ผ่านไปสองยามแล้ว" ก็อดร้อนใจมิได้ คิดในใจว่า "เหตุใดจึงยังไม่ออกมา"

พลันมีผู้กระซิบเบา ๆ ว่า "ข้าเหมือนได้ยินเสียงเคลื่อนไหว" เหล่าพลม้าเบื้องล่างได้ยินดังนั้น ก็รีบกุมกระบี่ลุกขึ้นพร้อมกัน

ซินอ้ายรีบเบิกตา มองไปยังค่ายพลโพกผ้าเหลืองก่อน ก็ยังคงมืดมิดไปทั้งค่าย มองมิเห็นสิ่งใด ทั้งเงียบสงัดไร้เสียง แล้วจึงมองไปตามทิศที่ผู้พูดเบื้องล่างชี้นิ้วบอก ผู้นี้กลับชี้ไปยังท้องทุ่งทางซ้ายมือที่ห่างออกไปหลายสิบก้าว

ราตรีมืดมิด คนทั้งหลายพากันมองไป บ้างกุมดาบกระบี่ บ้างง้างคันธนูหน้าไม้ ทว่ากลับมิเห็นแม้แต่ผู้เดียวในท้องทุ่ง คอยอยู่ครู่หนึ่ง ต้นข้าวสาลีไหวกรอบแกรบ คล้ายมีสัตว์เล็ก ๆ วิ่งหนีไปไกล คนทั้งหลายก็ถอนใจโล่งอก คลายมือจากด้ามดาบกระบี่ พอดีในตอนนี้ ค่ายพลโพกผ้าเหลืองที่อยู่ไกลออกไปก็พลันแผดเสียงดังขึ้นพรู เสียงจากเบาไปดัง ชั่วครู่ก็อึกทึกครึกโครมก้องสะเทือนทั่วราตรี ไม่ทราบว่ามีคนกี่มากน้อยที่กำลังร้องตะโกนกึกก้อง ครั้นแล้วไม่นาน แสงไฟก็สว่างขึ้นต่อ ๆ กัน ค่ายทั้งค่ายที่ทอดยาวหลายลี้ก็พลันพ้นจากความมืด ดุจดารากรเรืองรองในนภากาศ

ซินอ้ายร้องในใจว่าไม่ดีแล้ว คิดในใจว่า "ท่านซุนกับพวกถูกพบรอยแล้วหรือ" การด่วนนัก รอช้ามิได้ เขาผลุนผลันยันพื้นกระโดดขึ้นทันที พุ่งลงจากที่สูงของเนินเขา ตะกายขึ้นหลังม้า ชักกระบี่ออก หันไปมองเหล่าพลม้าที่หน้าตาตื่นมองหน้ากัน สั่งว่า "ขึ้นม้า ตามข้ามา"

เหล่าพลม้าก็เดาว่าซุนเจินกับพวกคงถูกพลโพกผ้าเหลืองพบเห็น รู้สึกว่ามิ... แต่ซุนเจินผูกใจไพร่พลด้วยคุณธรรมไมตรีมาเสมอ แม้เบื้องหน้าจะเป็นค่ายข้าศึกที่มีพลโพกผ้าเหลืองกว่าสามหมื่นนายตั้งมั่นอยู่ พอซินอ้ายออกคำสั่งคำเดียว พวกเขากลับไม่มีผู้ใดลังเล ต่างโจนขึ้นหลังม้า บ้างชักดาบยาว บ้างคว้าทวนและจี่ บ้างง้างคันธนูแข็ง ติดตามซินอ้ายกรูออกจากที่ซุ่มแห่งนี้ มุ่งหน้าสู่ค่ายโพกผ้าเหลืองที่อึกทึกโกลาหล

พลม้าสองร้อยเศษวิ่งฝ่าราตรีดุจกระแสเหล็กสายหนึ่ง อีกทั้งดุจดังลูกธนูที่หลุดจากสายแล่นไปบนท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาล

พวกเขามุ่งมั่นในคุณธรรมไม่อาลัยชีวิต พุ่งเข้าหาความตายโดยมิเหลียวหลัง เพิ่งควบออกไปไม่นาน ก็เห็นบริเวณประตูค่ายข้าศึกฝั่งตรงข้ามชุลมุนวุ่นวายอย่างหนัก พลม้ากองเล็ก ๆ กองหนึ่งต่างถือทวน จี่ ดาบ ธนู ตีฝ่าออกมาจากในค่าย สองคนที่ถือจี่เหล็กคู่พุ่งนำหน้าสุด สองคนที่ง้างธนูอยู่ข้างหลังรั้งท้าย ที่เหลืออารักขาผู้ถือดาบคนหนึ่งไว้ตรงกลาง ฆ่าฟันราวกับผ่าฟักหั่นผัก ตีพลโพกผ้าเหลืองที่เฝ้าประตูแตกกระเจิง อีกทั้งตีพลโพกผ้าเหลืองกองหนึ่งที่ไล่ตามให้ถอยร่น ฆ่าเปิดทางเลือดสายหนึ่ง ตะลุยออกจากค่ายพลโพกผ้าเหลือง ควบม้าหนีออกมา ครั้นพวกเขาออกมาแล้ว พลโพกผ้าเหลืองบริเวณประตูค่ายโกลาหลอยู่พักหนึ่ง ครั้นนายกองน้อยขี่ม้าถือทวนผู้หนึ่งตวาดด่าสั่งการ ก็รวมตัวกันขึ้นใหม่ ไล่ตามออกมาจากค่าย

ซินอ้ายร้องว่า "กองที่ตีฝ่าออกมาจากค่ายโจรนี้ต้องเป็นท่านซุนกับพวกแน่ เร็ว เร็ว เร็วเข้า ตามข้าบุกขึ้นไป" พลม้าสองร้อยควบม้าวิ่งกระชั้น ครั้นห่างจากค่ายพลโพกผ้าเหลืองอีกหนึ่งสองลี้ ก็ปะทะกับพลม้ากองเล็กกองนี้ พลม้ากองนี้มีราวสิบกว่าคน ซินอ้ายชูกระบี่สั่งว่า "ห้ามยิงธนู" เขาตาไว เห็นแล้วว่าพลม้าสิบกว่าคนนี้แม้สวมเสื้อผ้าของพลโพกผ้าเหลือง ก็คือซุนเจินกับพวกนั่นเอง

ซินอ้ายเห็นผู้ที่มาเบื้องหน้าคือซุนเจินกับพวก รีบสั่งพลม้าในบังคับให้เร่งฝีเท้าเข้าไป เร่งม้าตามทัน รับพวกเขาไว้

ขณะนั้นในค่ายพลโพกผ้าเหลืองมีคนไล่ตามออกมาหลายร้อย ชูคบเพลิง ถืออาวุธ ร้องตะโกนเซ็งแซ่ไล่ตามมา ซินอ้ายนำพลม้าสองร้อยบุกตัดผ่านด้านข้างซุนเจินกับพวก ครั้นแล้วก็ควบม้าวกกลับ คอยรั้งท้ายให้ซุนเจินกับพวก ด้านหนึ่งบังคับม้าปรับทิศ หันไปมุ่งสู่ค่ายของตน อีกด้านหนึ่งซินอ้ายก็นั่งบนหลังม้ามองไปยังค่ายพลโพกผ้าเหลือง

ค่ายพลโพกผ้าเหลืองที่เมื่อครู่ยังเงียบสงบเหลือเกินนั้น บัดนี้กลับวุ่นวายเป็นโกลาหล เสียงกลองศึก เสียงแตรเขาสัตว์ดังกึกก้อง เอะอะอลหม่านไปทั่ว

ด้วยในค่ายยามนี้แสงไฟสว่างไสว จึงมองเห็นได้ถนัด อีกทั้งเป็นการมองจากที่ไกลออกไป จึงเห็นได้ทั่วทั้งภาพ แลเห็นพลโพกผ้าเหลืองที่ลาดตระเวนเป็นกอง ๆ ดุจลำธารน้อยนับไม่ถ้วน ต่างมีหัวหน้านำ อ้อมผ่านกระโจมที่ตั้งซ้อนเรียงรายกัน รีบรุดมุ่งมารวมพลกันที่ประตูค่ายแห่งนี้ ซินอ้ายเห็นยังมีพลโพกผ้าเหลืองอีกมากที่แต่งกายไม่เรียบร้อย วิ่งกรูออกจากกระโจมอย่างชุลมุน คาดว่าพลเหล่านี้เดิมกำลังนอนหลับอยู่ ยามนี้พลันได้ยินเสียงโกลาหล งุนงงมิรู้ว่าเหตุใด บางทีอาจเข้าใจว่าทหารฮั่นเข้าตีค่ายยามค่ำคืน หรือมิฉะนั้นก็เข้าใจว่าในค่ายเกิดเพลิงไหม้ จึงรีบวิ่งออกมาอย่างผลีผลาม ถึงขั้นมีบางคนที่เพราะร้อนรนเกินไปจนวิ่งออกมาทั้งที่เปลือยกายก็มี

พลโพกผ้าเหลืองหลายร้อยส่งเสียงร้องตะโกนไล่ออกประตูค่ายมา ซินอ้ายเก็บสายตากลับ หันตัวกลับมา อารักขาซุนเจินกับพวกควบม้ามุ่งสู่ค่ายทหารฮั่น พลโพกผ้าเหลืองที่ไล่ออกมาส่วนมากเป็นพลราบ ไล่ตามมิทัน มีพลม้าเพียงประปรายไล่ออกมา ก็ถูกพลม้าที่ซินอ้ายนำยิงตายเสียสิ้น รบพลางถอยพลางเช่นนี้ หลายลี้ก็ถึงในชั่วพริบตา กลับมาถึงในค่าย

ความโกลาหลใหญ่ในค่ายพลโพกผ้าเหลืองทำให้ทัพฮั่นเกิดความสนใจ พลเฝ้าประตูค่ายเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เหล่านายทหารในค่ายหน้าก็เรียกพลของตนลุกขึ้น รวมพลกันอย่างชุลมุนในลานว่างกลางค่าย เพื่อป้องกันมิให้พลโพกผ้าเหลืองเข้าตีค่ายยามค่ำคืน

ซุนเจินรั้งม้าหยุดอยู่ที่ประตูค่าย หันหลังเหลียวมอง เบื้องหลังพวกเขาไม่มีพลโพกผ้าเหลืองไล่ตามมาแล้ว มองไปไกลแลเห็นแสงไฟในค่ายพลโพกผ้าเหลืองพุ่งทะยานสู่ฟ้า เสียงเอะอะโกลาหลแม้อยู่ในค่ายทหารฮั่นที่ห่างออกไปหลายลี้ก็ยังได้ยิน เขาอดถอนใจยาวด้วยความเสียดายมิได้

ซินอ้ายถามว่า "ท่านซุน ท่านถอนใจด้วยเหตุใด" แล้วหันไปมองค่ายข้าศึกตามซุนเจิน เห็นค่ายข้าศึกโกลาหลใหญ่ ก็อดถามมิได้ว่า "ท่านซุน ท่านลอบเข้าค่ายโจรได้อย่างไร อีกทั้งทำสิ่งใดในค่ายโจร จึงล่อให้พลโจรตื่นตระหนกโกลาหลถึงเพียงนี้"

## เชิงอรรถ

(1) "ผู้คบมิตรเลิศในหล้า" — สมญาที่คนยุคนั้นยกย่องซุนอวี้ (ชื่อรองว่าปั๋อซิว) ผู้ชอบคบหาวีรชนทั่วแผ่นดิน คบมิตรกว้างขวาง

(2) ยามซวีสามแต้ม — "ยามซวี" คือยามตามนาฬิกาโบราณ ราว 19.00–21.00 น. "สามแต้ม" คือการแบ่งยามย่อยลงไปอีก

(3) ครู่หนึ่ง — ในต้นฉบับว่า "หนึ่งชั่วยาม" อันเท่ากับสองชั่วโมงตามมาตรายุคปัจจุบัน

(4) พระแม่นหวีวา — เทพปกรณัมจีนโบราณ ตามตำนานว่าเป็นผู้ปั้นมนุษย์ขึ้นจากดิน และซ่อมแซมเสาฟ้า ตามตำราเก่าว่ามีนครหลวงคือวาเฉิง

(5) ยามฉ่าย — ยามตามนาฬิกาโบราณ ราว 01.00–03.00 น.

(6) ปลายยามไห้ — "ยามไห้" คือยามตามนาฬิกาโบราณ ราว 21.00–23.00 น. ต่อจากยามซวี ก่อนยามจื่อ (เที่ยงคืน)

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป