# ตอนที่ 101 — พี่น้องตี้ซาน
สำหรับราษฎรครัวเรือนยากไร้แล้ว เดือนสิบสองนับเป็นเดือนอันแสนยากเข็ญ ด้วยเป็นยามอากาศหนาวที่สุด เรื่องอาหารการกินยังพอข่มใจได้ ขาดข้าวขาดน้ำ สองสามวันกินมื้อหนึ่งก็พอประทังชีวิตไว้ได้ แต่ครั้นอากาศหนาวเหน็บก็จนปัญญา เสื้อกันหนาวก็หาไม่มี ได้แต่ซุกตัวอยู่ในกระท่อมมุงหญ้าที่ลมโกรกทั้งสี่ด้านตลอดวัน ครอบครัวหลายปากท้องนอนแข็งทื่ออยู่บนแคร่อันเย็นชื้น หรือเบียดกันในกองฟางเพื่อผิงไออุ่น ฤดูหนาวปีนี้จนบัดนี้หิมะตกเพียงครั้งเดียว อีกทั้งไม่ได้ตกหนักนัก หิมะทับถมไม่หนา ยังนับว่าดีอยู่บ้าง หากคราใดหิมะตกหนักทับถมแผ่นดินสูงหลายฉื่อ ทับประตูจนเรือนพังทลาย ครัวเรือนคนยากที่ต้องตายเพราะหนาวและอดอยากก็หาแปลกประหลาดไม่
สำหรับราษฎรชั้นกลางผู้มีทรัพย์อยู่บ้าง ไม่ต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้าอาหาร เดือนสิบสองกลับเป็นเดือนอันค่อนข้างว่างเปล่าผ่อนคลาย เป็นยามไปมาหาสู่ตามบ้านเรือน ชุมนุมดื่มกินกับวงศ์ญาติ เครือดอง เพื่อนบ้าน และมิตรสหายอย่างสำราญ "เพื่อกระชับสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง"
ครั้นต่อราษฎรครัวเรือนใหญ่ผู้มีทรัพย์สมบัติมากมาย นาดีพันหมู่ มีปินเค่อ(1)และถูฟู่(2)ในสังกัด เดือนสิบสองก็เป็นเดือนที่ทั้งว่างผ่อนคลายและทั้งวุ่นวายไปพร้อมกัน เหตุที่ว่างผ่อนคลายนั้นก็เช่นเดียวกับราษฎรชั้นกลาง คือชุมนุมวงศ์ตระกูลเลี้ยงสุรา คารวะอวยพรเจ้านายและญาติผู้ใหญ่ เสียงพิณขลุ่ยรื่นรมย์ สุราดีชวนมึนเมา จะไม่เป็นสุขฉันใด ส่วนที่วุ่นวายนั้นก็ด้วยว่า ครั้นถึงเดือนหน้าเข้าฤดูใบไม้ผลิ ไออุ่นแห่งแผ่นดินผุดพรายขึ้น ก็จำต้องปรับพื้นนาให้เรียบ รับฤดูทำไร่ไถนา ฉะนั้นจึงต้องเตรียมเครื่องไถและวัวเทียมแอกให้พร้อมเสียก่อน กำหนดตัวผู้รับผิดชอบแปลงนา อีกทั้งจับคู่ปินเค่อ ถูฟู่ และบ่าวไพร่ เพื่อรอ "ไถคู่" เมื่อเข้าวสันต์ — อันการไถคู่นั้น คือวิธีไถนาที่สองคนร่วมแรงกัน
ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือนยากไร้ ครัวเรือนชั้นกลางพออยู่พอกิน หรือครัวเรือนใหญ่ตระกูลมั่งคั่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิถีชีวิตแบบฉบับของ "ราษฎรดี" ในยามเดือนสิบสอง แต่สำหรับ "ตระกูลนักเลงสืบสกุล" อย่างตระกูลตี้ซานแห่งจูหยางหลี่ ผู้ไม่ทำการผลิต ยึดเอาการเป็นเจ้าพ่อนักเลงเป็นอาชีพโดยเฉพาะแล้ว เดือนสิบสองกลับเป็นเพียงเดือนหนึ่งซึ่งหาได้แตกต่างจากเดือนอื่นใดไม่ พวกเขาไม่ได้ทำการผลิต จึงไม่ต้องเตรียมการรับฤดูทำนาเหมือนครัวเรือนใหญ่ มีทรัพย์สมบัติมาก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องขาดผ้าขาดข้าว ส่วนการพบปะวงศ์ญาติมิตรสหาย เลี้ยงสุราสำราญใจเล่า พวกเขาใช้วันเวลาตลอดทั้งปีไปกับการดื่มสุราเล่นการพนันอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกว่าแตกต่างจากวันก่อน ๆ แต่ประการใด
ครั้นถึงวันที่ห้าหลังจากซุนเจินสั่งให้สวี่จ้ง เฉิงเยี่ยน และพวกไปสืบความลับของตระกูลตี้ซาน ตี้ซานหลานยามว่างไม่มีกิจ นั่งเล่นอยู่ในเรือนซู่(3)ที่ประตูหมู่บ้าน เล่นพนันแลกเบี้ยกับหลี่เจียนเหมิน(4) เหลือบเห็นมีคนสองคนชะเง้อหดหัวอยู่ที่ปากประตู ก็ทิ้งซีกไม้นับแต้มลง ออกไปถามว่า "เจ้าสองคนเป็นใคร มายังหมู่บ้านข้าทำสิ่งใด ไยจึงชะเง้อหดหัว ดูมิเหมือนคนบ้านดี หรือว่าเป็นโจร"
สองคนนั้นรีบทำหน้ายิ้มคำนับ ประสานมือไว้ที่อก ก้มตัวคารวะลงต่ำ ว่า "ไอหยา ท่านพี่ผู้นี้ ข้าสองคนมาจากตงเซียงถิง ก็เป็นคนตำบลนี้เช่นกัน มายังหมู่บ้านท่านเพื่อตามหาผู้หนึ่ง"
"ผู้ใดเล่า"
"เจิ้งไท่"
"อือ เจ้าตามหาเขาทำไม"
"ท่านพี่ยังไม่รู้ สองครอบครัวเราเป็นเครือญาติกัน"
"เครือญาติอย่างไร"
"ภรรยาเจิ้งไท่นั้นเป็นพี่สาวลูกอาของข้า เขาจึงเป็นพี่เขยลูกอาของข้า" — พี่เขย ก็คือสามีของพี่สาวนั่นเอง
ตี้ซานหลานเหลือบมองผู้พูดสองที รำพึงในใจ "แต่ไรมาไม่เคยได้ยินว่าเจิ้งไท่มีเครือญาติอันใดกับตงเซียงถิง...พี่สาวลูกอาฤๅ เครือญาติเช่นนี้ก็ลากกันมาไกลเกินไปสักหน่อย ดูอ้ายเด็กรับใช้ผู้นี้เสื้อผ้าขาดวิ่น สีหน้าหิวโซ ถือตะกร้าผุ ๆ ข้างในมีแต่ใบกุยเชือกเฉาแห้งกับใบเขวี่ยเหี่ยวสองสามใบ ก็ยังกล้าหน้าด้านมาเยือนถึงเรือน คาดว่าคงเพราะอากาศหนาวขาดข้าว วันคืนผ่านไปไม่ไหว จึงทิ้งหน้าทิ้งตา อาศัยความเป็นญาติห่าง ๆ สักนิดมาขอข้าวเขากระมัง"
เขาแสดงสีหน้ารังเกียจ โบกมือพลางว่า "ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็เข้าไปเถิด" ขยับตัวหลีกทางให้ ครั้นเห็นทั้งสองพยักหน้าโค้งคำนับเดินผ่านไป มองดูแผ่นหลังของพวกเขา ก็เตือนอีกคำว่า "พ่อเจ้าไม่ได้เห็นบ้านเจิ้งไท่มีใครออกมาสักสามวันแล้ว เวลาเจ้าเคาะประตูจงเคาะให้ดัง ๆ หน่อย อย่าให้ทั้งบ้านเขาถูกอดตายไปหมดแล้ว" หัวเราะก้องลั่น คิดในใจว่า "ผีจนขอผีจน ก็น่าขันดี"
เขายังคิดต่อไปอีกว่า "วันเซ่นไหว้ปลายปีก็ผ่านมานานแล้ว ใกล้สิ้นเดือนเข้าทุกที สองสามวันมานี้คนที่มาเยี่ยมญาติเยือนเพื่อนในหมู่บ้านข้ากลับมากขึ้น คนที่มาในสิบคนนั้น แปดคนล้วนมีท่าทางจนกะปริบกะปรอยเช่นนี้ ในเมื่อจนแล้ว ก็ปล่อยให้อดตายหนาวตายไปเสียก็สิ้นเรื่อง แต่กลับไม่ยอม วิ่งกระเซอะกระเซิงออกมาขอข้าวขอน้ำตามที่ต่าง ๆ ตามหาคนกู้หนี้ยืมสิน..." เงยหน้าดูท้องฟ้า เห็นเหนือศีรษะแม้เป็นวันแดดจ้า แต่ที่ไกลออกไปดูเหมือนมีชั้นเมฆม้วนตัว ก็คิดอีกว่า "กู้หนี้ยืมสินก็ดีอยู่ ดูท่าทางนี้คล้ายจะมีหิมะตกอีก ขอเพียงให้หิมะคราวนี้ตกหนักสักหน่อย ครั้นหิมะตกแล้วก็จะปล่อยกู้ออกไปได้อีกไม่น้อย"
ครอบครัวเขาไม่ได้ทำการผลิต ไม่มีไร่นาใด ครั้งแรกที่ย้ายมาตั้งรกรากในตำบลนี้ เพื่อหาเงินก็ยังออกค้าขายทำมาหากินอยู่บ้าง แต่ไม่กี่ปีมานี้เพราะคนในตระกูลขี้เกียจขึ้นทุกวัน จึงเลิกแม้แต่การออกค้าขาย รายได้ยามปกติ ครึ่งหนึ่งมาจากการปล้นชิงโจ่งครึ่ม อีกครึ่งมาจากการปล่อยเงินกู้
เขาคิดคำนวณไปพลาง เดินกลับเข้าเรือนซู่ไปพลาง คว้ามือใหญ่ กวาดเบี้ยบนเสื่อรวมเป็นกองเดียว แล้วใส่ลงในถุงของตน ในนั้นมีทั้งเบี้ยของเขาเอง และเงินพนันที่หลี่เจียนเหมินวางลง
หลี่เจียนเหมินผู้นั้นแม้จะไม่เต็มใจ แต่รู้ว่าตี้ซานหลานเป็นคนป่าเถื่อนไร้เหตุผล ครานั้นจึงไม่กล้าโต้แย้ง ถูกริบเงินไปแล้วยังต้องฝืนยิ้ม หัวเราะร่า ๆ ส่งเขาออกจากเรือนซู่ — เมื่อครั้งตี้ซานหลานข่มขู่รีดไถงักจิ้น หลี่เจียนเหมินผู้นี้นั่งดูอยู่ในเรือนซู่เห็นชัดเจนทุกอย่าง แม้แต่นายตำบลมีศักดิ์(5)คนใหม่ก็ยังต้องก้มหัวให้ตระกูลตี้ซาน นับประสาอะไรกับเขาผู้เป็นเพียงยามเฝ้าประตูตัวเล็ก ๆ ผู้ทำงานต่ำต้อยกรำตรากตำผู้หนึ่ง
ตี้ซานหลานก้าวเท้าใหญ่กลับบ้าน
ตระกูลตี้ซานยึดการเป็นเจ้าพ่อมาหลายชั่วคน ทั้งปล้นชิงโจ่งครึ่ม ทั้งปล่อยเงินกู้ เงินทองเข้ามาเร็ว แม้ไม่ทำนา ก็ดียิ่งกว่าไถหว่าน ในบ้านมีทรัพย์สมบัติอยู่มาก ประตูบ้านลึกกว้าง รั้วสูงเรือนใหญ่ ลานบ้านลึกซ้อนกันสองสามชั้น กินเนื้อที่กว้างขวางยิ่งนัก ที่ปากประตูมีปินเค่อของบ้านเขาสองคนเฝ้าประตูอยู่ ทั้งคู่สวมเสื้อสีคราม สวมหมวกไม้ไผ่ รองเท้าราบคาดกระบี่ กำลังนั่งห้อยขา(6)คุยกันอยู่บน "เก้าอี้"
อันการนั่งห้อยขานั้นก็คือนั่งปล่อยขาลง เผยให้เห็นหว่างขา เป็นท่านั่งที่ไม่สำรวมยิ่งนัก ครั้นเห็นตี้ซานหลานเดินมา ปินเค่อสองคนนี้ก็กระโดดลงจาก "เก้าอี้พับ" คล้ายเก้าอี้ขาไขว้ แตะมือที่กระบี่คารวะ ตี้ซานหลานถามว่า "เจ้าสองคนคุยอะไรกันอยู่ ยิ้มร่าเชียว"
คนหนึ่งในนั้นว่า "ท่านชาย(7) วันนี้เฒ่าหลิวไปเห็นนางงามคนหนึ่งเข้า กำลังคุยโม้ให้ข้าน้อยฟังอยู่"
ตี้ซานหลานแม้ดุดันโหดเหี้ยม แต่ไม่หลงใหลสตรี ฟังแล้วก็ไม่สนใจนัก ถามไปพอเป็นพิธีว่า "ไปเห็นที่ไหน"
อีกคนที่ชื่อ "เฒ่าหลิว" นั้นหัวเราะว่า "วันนี้ข้าน้อยรับคำสั่งท่านนายใหญ่(8) ไปเก็บหนี้ก้อนหนึ่งที่เซียงถิง ระหว่างทางพบเกวียนวัวคันหนึ่ง มีสตรีนั่งอยู่ แต่งกายอย่างนางกำนัล อายุราวสามสิบ แม้แก่อยู่บ้าง แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ไม่รู้ว่าเป็นนางกำนัลของบ้านใด"
ตี้ซานหลานคิดครู่หนึ่ง ว่า "ในเซียงถิงนี้บ้านที่เลี้ยงนางกำนัลไหวมีไม่กี่หลัง ที่ยอมให้นางกำนัลนั่งเกวียนวัวยิ่งมีอยู่คนเดียว ต้องเป็นบ้านอ้ายเกาซู่นั่นแน่" — เกาซู่เป็นคนเจ้าชู้ คนในตำบลรู้กันทั่ว
— อันตระกูลเกานี้กับตระกูลตี้ซาน แม้จะเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของตำบลด้วยกัน อีกทั้งเกาซู่ก็เหมือนตี้ซานหลาน คือข่มเหงผู้อ่อนแอ เกะกะระรานทั่วตำบล แต่ตระกูลเกากับตระกูลตี้ก็ยังต่างกัน ด้วยตระกูลเกาถึงอย่างไรก็ยังประกอบกิจการ ส่วนตระกูลตี้ซานยึดการเป็นเจ้าพ่อโดยเฉพาะ สองตระกูลจึงไม่ลงรอยกัน ด้วยเหตุนี้ตี้ซานหลานจึงเรียกเกาซู่ตรง ๆ ว่า "อ้ายเด็ก"
ปินเค่อสองคนนั้นฟังแล้วต่างว่า "จริงดังนั้น เป็นไปได้มากทีเดียว" พากันยกยอตี้ซานหลาน "ท่านชายช่างเฉลียวฉลาด ข้าน้อยทั้งสองทายอยู่นานก็คิดไม่ออกว่าเป็นบ้านใคร ท่านชายคำเดียวก็ไขข้อสงสัยให้ข้าน้อยได้"
ตี้ซานหลานยืนเตร่อยู่ที่ปากประตูครู่หนึ่ง คุยกับปินเค่อสองคนนี้สองสามคำ สั่งกำชับว่า "เฝ้าประตูบ้านให้ดี" แล้วเข้าไปในลานบ้าน
ลานหน้าหลังประตูเป็นที่พำนักของปินเค่อและซื่อซื่อ(9)ของตระกูลเกา
ตระกูลเกาเกะกะระรานในตำบลนี้มากว่าร้อยปี ย่อมรู้ดีว่าคนเรามียามอ่อนกำลัง หากปรารถนาความรุ่งเรืองยั่งยืนไม่เสื่อม ก็ต้องอาศัยกำลังคนหมู่มาก พึ่งอำนาจของปินเค่อ ด้วยเหตุนี้จึงดูแลปินเค่อและซื่อซื่อในสังกัดอย่างดี ยอมเสียเงิน เต็มใจลงทุน บ้านอื่นเลี้ยงดูปินเค่อด้วยเรือนพักอันแสนเรียบง่าย เป็นแค่เรือนหญ้าเรือนดิน แต่ตระกูลเกาหาเป็นเช่นนั้นไม่ ล้วนเป็นเรือนอิฐหินมุงกระเบื้องทั้งสิ้น โอ่โถงโปร่งใส แม้แต่ของกินของใช้ประจำวันก็ล้วนเป็นสุราดีเนื้อดีเสื้อผ้าดี ไม่มีแม้สักนิดที่จะเลี้ยงดูอย่างเสียไม่ได้
ตี้ซานหลานเพิ่งเข้ามาในลาน ก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้นคลุ้งมา ตามกลิ่นมองไป เห็นเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดสองคนนั่งยอง ๆ อยู่ที่มุมลาน กำลังผสมยาขี้ผึ้ง ก็เดินไปดูสองที จำได้ว่าเป็นยาขี้ผึ้งชนิดใด จึงถามว่า "ไยจึงผสมยาสมานแผลอีกเล่า"
"ท่านนายใหญ่ว่ายาขี้ผึ้งในบ้านไม่พอใช้ จึงให้ข้าน้อยทั้งหลายผสมเพิ่มอีกหน่อย"
"ปีหลัง ๆ มานี้ อย่าว่าแต่ราษฎรเล็ก ๆ ในตำบลเลย แม้แต่ตระกูลใหญ่มั่งคั่งอย่างเกา เฟ่ย เซี่ย เฝิง หลิว ก็ไม่กล้าหือกับบ้านเราอีก พอเข้าฤดูหนาวสองสามเดือนมานี้ ยิ่งไม่เคยมีเรื่องวิวาทกับบ้านใด ไยยาสมานแผลจึงไม่พอใช้เล่า"
เด็กหนุ่มตอบว่า "ท่านนายใหญ่ว่า มีไว้ก่อนเกิดเหตุย่อมไม่อันตราย"
"ในเมื่อเป็นความหมายของพี่ใหญ่ข้า พวกเจ้าก็จงจัดการให้ดี อย่าได้ละเลย"
ตี้ซานหลานแอ่นอกลูบพุงเดินเข้าไปยังลานหลัง เพื่อตามหา "พี่ใหญ่" ของตน
ตระกูลตี้ซานนั้นอยู่รวมกันเป็นวงศ์ตระกูล ในจูหยางหลี่นี้เกือบครึ่งหนึ่งล้วนเป็นคนในตระกูลของเขา หัวหน้าตระกูลในปัจจุบันก็คือบิดาของตี้ซานหลานนั่นเอง ตี้ซานหลานมีพี่น้องสองคน พี่ชายชื่อตี้ซานหมิง แก่กว่าเขาสิบกว่าปี — บิดาของตี้ซานหลานบัดนี้ชราแล้ว กิจการของตระกูลกว่าครึ่งล้วนเป็นตี้ซานหมิงผู้จัดการ
ตามธรรมเนียมสมัยนี้ บุตรเติบใหญ่ก็แยกเรือน กล่าวคือบุตรเมื่อบรรลุวัยโตเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องแยกครอบครัว ตั้งทรัพย์สมบัติเป็นของตน บ้านตี้ซานหลานนี้แม้ชอบแข่งกำลังประลองความดุ แต่กลับมีข้อดีอยู่ประการหนึ่ง คือบิดาบุตรอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน พี่น้องสองคนแม้ต่างก็บรรลุวัยมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้แยกเรือนกันอยู่
…
ตี้ซานหมิงกำลังดื่มสุราพูดคุยกับปินเค่อมือดีสองคนอยู่ในห้อง ครั้นเห็นตี้ซานหลานเข้ามา ก็ให้ปินเค่อออกไปก่อน ว่า "เจ้ามาพอดีเลย ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าอยู่" ชี้ไปที่แคร่นั่งตรงปากประตู ให้เขานั่งลง ตี้ซานหลานนั่งขัดสมาธิลง ถามว่า "พี่ใหญ่มีเรื่องอันใดจะคุยกับข้า"
"ข้าได้ยินมาว่าสองสามวันก่อนเจ้าไปปล้นเงินก้อนหนึ่งนอกประตูหมู่บ้านมา"
ตี้ซานหลานหัวเราะขึ้น ว่า "ที่แท้ถามเรื่องนี้นี่เอง เป็นไงเล่า พี่ใหญ่อยากได้ฤๅ งั้นข้าเอามาให้เดี๋ยวนี้" — ต่อคนภายนอก ตี้ซานหลานเป็นเจ้าพ่อนักเลงไร้ยางอาย แต่ในบ้าน เขากตัญญูเชื่อฟังบิดาพี่ชายครบทั้งสองสถาน
ตี้ซานหมิงขมวดคิ้วว่า "เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่เจ้าปล้นมานั้นเป็นใคร"
"จะไม่รู้ได้อย่างไร อ้ายเด็กตัวเตี้ยจากคุนเอี๋ยงคนหนึ่ง รูปร่างไม่สะดุดตา แต่กลับมีวิชาหมัดมือเปล่าอยู่บ้าง ตีอ้ายหงน้อยกับอ้ายเว่ยน้อยสองคนจนหน้าเขียวปากแตก เฮอะ ๆ ก็ดีที่มันลงมือตีคน ข้าจึงรีดเอาเฉียน(เบี้ย)มันมาได้ตั้งหลายหมื่นเฉียน"
ตี้ซานหมิงว่า "ข้าไม่ได้ถามเรื่องนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าอ้ายเด็กเตี้ยผู้นี้เป็นมิตรของซุนเจิน นายตำบลมีศักดิ์คนใหม่"
"จะไม่รู้ได้อย่างไร วันนั้นอ้ายแซ่ซุนก็มาด้วย ยอมส่งเฉียนมาให้เสียดี ๆ" ตี้ซานหลานเห็นตี้ซานหมิงสีหน้าไม่พอใจ ก็ถามว่า "...เป็นไรไป พี่ใหญ่กลัวเขาหรือ มีอะไรน่ากลัว"
ตี้ซานหมิงรู้สึกขัดใจที่น้องชายไม่เอาถ่าน ว่า "ข้าบอกเจ้าตั้งกี่ครั้งแล้ว ยามไม่มีกิจอย่าออกไปข้างนอก จงอยู่กับบ้าน ต่อให้เจ้านั่งนิ่งไม่ได้ ก็อย่าก่อเรื่องในหมู่บ้านนี้อยู่ร่ำไป ยิ่งอย่าปล้นคนเดินทางนอกประตูหมู่บ้าน เจ้าให้ราษฎรในตำบลเห็นเข้า พวกเขาจะมองบ้านเราอย่างไร" ต่างจากตี้ซานหลานที่ดุดันท่าเดียว ตี้ซานหมิงถึงอย่างไรก็อาวุโสกว่า ย่อมเข้าใจหลักที่ว่ากระต่ายไม่กินหญ้าข้างรัง
ตี้ซานหลานส่ายหน้า ไม่เห็นพ้อง ว่า "อ้ายแซ่ซุนนั่นอายุก็แค่ยี่สิบกว่าปี ดูท่าเพิ่งเข้าพิธีสวมกวาน(10) ดูสุภาพเรียบร้อย เป็นแค่บัณฑิตขี้ขลาดคนหนึ่ง จะมีอันใดน่ากลัว"
"เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องที่เขาออกปราบโจรกลางดึกหรือ คนที่มีความกล้าข้ามเขตไปฆ่าโจรได้จะเป็นบัณฑิตขี้ขลาดได้อย่างไร"
ตี้ซานหลานไม่เชื่ออยู่ในใจ คิดว่า "ปราบโจรนะใครจะไม่กล้า ข้าก็กล้า ปราบโจรสักทีก็เรียกว่าวีรบุรุษแล้วฤๅ" ตี้ซานหมิงแก่กว่าเขาสิบกว่าปี พี่ชายเปรียบดังบิดา แต่เด็กมาเขาก็ถูกตี้ซานหมิงดุด่ามาไม่น้อย จึงเกรงกลัวอยู่สองสามส่วน ฉะนั้นแม้ไม่เห็นพ้อง แต่ปากก็ไม่กล้าพูดออกมา
ตี้ซานหมิงว่า "เจ้าจงไปเซียงถิงเดี๋ยวนี้ ไปขอขมาอ้ายแซ่ซุน เอาเงินที่รีดมาไปด้วย คืนเขาให้หมด ไม่... เติมให้อีกหน่อย บอกว่าเป็นน้ำใจของบ้านเรา ถือเสียว่าเป็นการขอขมา ขอให้เขาอย่าได้ถือสา และขอให้เขาวันหน้าช่วยเหลือดูแลบ้านเราสักหนสองหน"
"คำนี้ข้าบอกเขาไปแล้ว ข้าสั่งเขาไปแล้ว ให้เขาช่วยดูแลบ้านเราเยอะ ๆ"
ตี้ซานหมิงโกรธจนกลั้นไว้ไม่อยู่ เกือบจะปาตะเกียบช้อนในมือใส่เขา โกรธว่า "เป็นคนย่อมต้องมีหน้ามีตาบ้าง อนึ่งอ้ายแซ่ซุนเป็นบัณฑิตศึกษาคัมภีร์ ยิ่งต้องมีศักดิ์ศรี เจ้าทุบตีมิตรของเขา รีดเฉียนเขาไปตั้งหลายหมื่น แล้วยัง 'สั่ง' ให้เขาช่วยดูแลบ้านเราเยอะ ๆ เจ้า เจ้า เจ้าหัวสมองไม่ปกติแล้วฤๅ เป็นบ้าไปแล้วฤๅ เจ้าอยากให้เขาช่วยดูแลบ้านเราอย่างไร เจ้าอยากให้เขามาหาเรื่องบ้านเราฤๅ เขาก็ยังเป็นนายตำบลมีศักดิ์อยู่นะ"
"ตั้งแต่บ้านเรามาตั้งรกรากที่นี่ ตั้งแต่เซ่อฟูระดับตำบลในยุคแรก จนถึงนายตำบลมีศักดิ์ในยุคหลัง มีสักกี่คนที่กล้าหาเรื่องบ้านเรา" ตี้ซานหลานถูกด่าก็ไม่แยแสแม้สักนิด ว่า "พี่ใหญ่ ท่านเป็นเจ้าพ่อในตำบล ผยองเหนือบ้านเรือนทั้งปวง จะไปกลัวอ้ายเด็กบัณฑิตขี้ขลาดทำไม อย่างมากบ้านเราก็ทำเหมือนเมื่อสิบห้าปีก่อนที่บรรพบุรุษเคยทำ หาตัวนักดาบสักคน..."
"หุบปาก!" ตี้ซานหมิงโกรธสุดขีด ยกมือเงื้อตะเกียบช้อนขึ้น แล้ววางลง วางมีดสั้นไว้ ปาตะเกียบใส่ไป ถูกศีรษะตี้ซานหลานพอดี ตัดบทคำพูดเขา "เจ้าพูดเลอะเทอะอะไรอีก เจ้าไม่รู้หรือว่าบางเรื่องทำได้ แต่พูดไม่ได้ เจ้าอย่าเอาเรื่องนี้มาพูดติดปากอยู่ร่ำไป คราวก่อนเป็นเพราะโชคช่วย สืบไม่พบหลักฐาน บ้านเราจึงพ้นโทษ ปลอดภัยไร้เภทภัย อีกทั้งทำให้คนในตำบลเคารพยำเกรงบ้านเรา บรรดาตระกูลใหญ่ก็พากันยอมสยบ หากสืบพบหลักฐาน เจ้ารู้ไหมว่านี่เป็นโทษสถานใด"
ตี้ซานหลานลูบศีรษะตรงที่ถูกปา ก็ไม่รู้สึกเจ็บ เบ้ปาก ยังคงทำท่าไม่แยแสเช่นเดิม
พี่ชายเขาก็จนใจกับเขา ได้แต่กล่าวคำสุดท้ายว่า "เจ้าจงฟังคำข้า เอาเงินไป ส่งให้อ้ายแซ่ซุน พูดจาดี ๆ ทำตัวต่ำลง ทำตัวซื่อ ๆ นอบน้อม ไปขอขมาเขาเสีย"
ตี้ซานหลานรับคำลุกขึ้น สวมรองเท้าจะไป ตี้ซานหมิงเห็นท่าทางไม่แยแสของเขา ก็ยังวางใจไม่ลง พูดอีกว่า "เจ้าเรียกท่านหู ให้ไปด้วยกันสองคน" อัน"ท่านหู" ผู้นี้แซ่หู ชื่อผิง ก็คือหนึ่งในสองคนที่เพิ่งดื่มสุรากับตี้ซานหมิงเมื่อครู่ เป็นปินเค่อที่ใช้การได้ดีที่สุดของบ้านตี้ซาน นิสัยรอบคอบ มีสติปัญญาอยู่บ้าง
ตี้ซานหลานแม้ไม่เต็มใจ แต่ไม่อาจขัดคำสั่งพี่ชาย จึงเรียกหูผิง เอาเงินไป สองคนขี่ม้าไปยังที่ว่าการตำบล เพื่อหาซุนเจิน
## เชิงอรรถ
(1) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าถูฟู่ (2) ถูฟู่ — บ่าวไพร่ในสังกัดเจ้าที่ดิน ผูกพันกับที่ดินดุจทาส (3) เรือนซู่ — เรือนยามขนาบข้างประตูหมู่บ้าน (4) หลี่เจียนเหมิน — ยามเฝ้าประตูหมู่บ้าน (5) นายตำบลมีศักดิ์ (มีเซ่อฟู / ยิ่วจื้อ) — หัวหน้าปกครองระดับตำบลชั้นหนึ่งร้อยสือ สำหรับตำบลใหญ่ที่มีประชากรห้าพันขึ้นไป (6) นั่งห้อยขา (หูจั่ว) — การนั่งขัดสมาธิ/ห้อยขาแบบต่างชาติ ถือเป็นท่านั่งที่ไม่สำรวมในธรรมเนียมจีน (7) ท่านชาย (少主) — บ่าวไพร่ปินเค่อเรียกบุตรชายของเจ้านาย (8) ท่านนายใหญ่ (大君) — คำที่บ่าวไพร่เรียกหัวหน้าตระกูลผู้เป็นใหญ่ (9) ซื่อซื่อ (死士) — นักรบกล้าตายที่ตระกูลใหญ่เลี้ยงไว้เป็นกำลังส่วนตัว (10) เข้าพิธีสวมกวาน — พิธีสวมหมวก "กวาน" ของชายชาวฮั่นเมื่ออายุครบ 20 ปี หมายถึงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่