# ตอนที่ 183 — อันใดเล่าคือหรู่หู่
หิมะราตรีพรั่งพรู ยิ่งตกยิ่งหนาแน่น
ซุนเจินกำลังหลับสนิทอยู่ จู่ ๆ ก็สะดุ้งตื่น
เขาลืมตาขึ้น ปรับสายตาให้คุ้นกับความมืดสลัวในห้อง เอียงหูสดับฟัง ได้ยินเสียงคนร้องอยู่ที่ลานหน้าว่า "อ้ายโจรชั่ว!" ตามมาด้วยเสียงศัสตราวุธกระทบกัน คนหนึ่งร้อง "โอย" ด้วยความเจ็บปวด แล้วร้องบอกขึ้นว่า "กระบี่อ้ายโจรคม อย่าฝืนปะทะตรง ๆ" อีกคนตะโกนสูงว่า "ข้าจะไปลานหลังคุ้มกันท่านซุน" เสียงตะโกน เสียงร้องเจ็บ เสียงศัสตราวุธกระทบกัน อึงคะนึงสับสน เฉือนความเงียบสงัดของราตรีหิมะให้ขาดลง
"เกิดเรื่องอันใดหรือ" เฉินเซ่าจวินภริยาของเขาก็ตื่นขึ้นเช่นกัน นางคว้าแขนเขาไว้แน่น แล้วถามขึ้น
"เห็นจะมีโจรเข้ามากระมัง" ซุนเจินสะบัดผ้าห่มออก กระโดดลงจากเตียง พื้นเย็นเยือกทำให้ความง่วงของเขาสูญสิ้น จิตใจตื่นตัวขึ้นพลัน เขายิ้มปลอบภริยาน้อยว่า "ไม่รู้ว่าโจรกระจอกจากไหน ตาบอดนัก เที่ยวมาขโมยถึงบ้านเราได้" "ไม่รู้หรือว่าที่ลานหน้านั้นมีชายฉกรรจ์ที่กำลังแรงสามารถปล้ำเสือได้พักอยู่กว่าสิบคน" นักเลงห้าสิบคนที่เขานำมาจากตำบลตะวันตกนั้น แบ่งไปอยู่บ้านซุนฉวีกว่าสามสิบคน ที่เหลือล้วนพักอยู่ลานหน้า
ปลอบภริยาเสร็จสองสามคำ สั่งให้นางอยู่บนเตียง อย่าออกไป เขาคลุมเสื้อหยิบกระบี่ สวมรองเท้า ไม่ทันโพกผ้าโพกหัว ปล่อยผมสยายออก ผลักประตูออกไป ราตรีนภาดวงเดือนกระจ่าง เกล็ดหิมะปลิวพรู ความเยือกเย็นพัดกระทบหน้า บนขั้นบันไดมีหิมะสะสมเป็นชั้นบาง ๆ หลังคาสีดำ ต้นไม้ใหญ่กลางลาน พื้นแผ่นศิลาเขียว ล้วนห่อหุ้มด้วยสีเงินขาวสะอาด ผิวหิมะสะท้อนแสงเดือน ทั่วทั้งลานหลังจึงสว่างใสเย็นเยือก
เขาเหยียบหิมะเดินลงบันได มุ่งไปยังลานหน้า เดินยังไม่ทันสองก้าว ประตูลานหลังก็ถูกกระแทกเปิด คนสองคนพุ่งเข้ามา
"ท่านซุน!"
ผู้ที่มาคือเสี่ยวเริ่นกับนักเลงอีกคนหนึ่ง ทั้งสองเสื้อผ้าหมวกไม่เป็นระเบียบ ถือดาบด้ามห่วง ดูทีท่าเหมือนลุกขึ้นมาอย่างรีบร้อน
"ลานหน้าเกิดเรื่องอันใด"
"มีโจรลอบเข้ามา"
"กี่คน"
"คนเดียว"
"คนเดียวรึ"
ซุนเจินขมวดคิ้วเล็กน้อย นักเลงกว่าสิบคนที่พักอยู่ลานหน้าล้วนเป็นผู้กล้าหาญแกล้วกล้า ฟังเสียงก็ลุกขึ้นกันหมดแล้ว สิบกว่าคนกลับเอาโจรคนเดียวไว้ไม่อยู่หรือ อีกทั้งดูเหมือนยังมีคนบาดเจ็บ โจรคนนี้มาจากไหนกัน เก่งกาจเหลือเกิน
เสี่ยวเริ่นกล่าวว่า "คืนนี้อาเหยี่ยนเข้าเวร โจรนั้นเขาเป็นผู้พบ"
ซุนเจินไม่ได้หยุดเท้า ออกประตูลานพร้อมคนทั้งสองมายังลานหน้า
ลานหน้าวุ่นวายไปทั้งลาน คนสิบกว่าคนรุมล้อมชายชุดดำผู้หนึ่ง เดินรุกถอยสลับ ดาบมากระบี่ไป กำลังต่อสู้กันเป็นตายเอาชีวิตกัน ชายชุดดำใช้กระบี่สั้นเล่มหนึ่ง ส่วนคนที่รุมโจมตีเขาเหล่านี้ มีทั้งที่ใช้ดาบด้ามห่วง มีทั้งที่ใช้กระบี่ยาว สองสามคนนั้นดาบกระบี่ในมือเหลือแต่ครึ่งท่อน เห็นจะถูกกระบี่คมของชายชุดดำฟันขาด ส่วนมากเหมือนเสี่ยวเริ่น คือเสื้อผ้าหมวกไม่เป็นระเบียบ บ้างเท้าเปล่า บ้างสวมเสื้อสั้นตามมีตามเกิด บ้างเปลือยกายท่อนบน นุ่งแต่กางเกงขาสั้นของไพร่ตัวเดียว บนพื้นมีหัวกระบี่หัวดาบกระจัดกระจายอยู่สองสามชิ้น
ยังมีอีกสองคนนั่งอยู่ใต้กำแพง ทิ้งศัสตราวุธไว้ข้าง ๆ คนหนึ่งกุมขา คนหนึ่งกุมอก บนเสื้อเปื้อนรอยเลือดเปรอะเปื้อน
ในสองคนนี้ คนหนึ่งคือเฉิงเยี่ยนนั่นเอง
ซุนเจินกวาดตามองไปยังสมรภูมิที่ต่อสู้กันแวบหนึ่ง รีบก้าวไปข้างเฉิงเยี่ยน ย่อตัวลง พิจารณาดูบาดแผลของเขา
เฉิงเยี่ยนบาดเจ็บที่อก เขาชี้ไปยังบริเวณประตูลานหน้า กล่าวว่า "ข้าน้อยตรวจตรายามคืนไปถึงตรงนั้น สวนเข้ากับอ้ายโจรนี้ที่กำลังลอบปีนข้ามกำแพงลงมา"
ซุนเจินใช้พิชัยสงครามจัดระเบียบเหล่าปินเค่อและบริวาร เพียงสถานที่ที่เขาพักหรือที่ที่เหล่าปินเค่อรวมตัวกันอยู่ ทุกคืนล้วนมีคนเฝ้าระวังตรวจตรา คืนนี้บังเอิญถึงเวรเฉิงเยี่ยนเข้ายาม เขาตรวจบาดแผลของเฉิงเยี่ยน แผลอยู่ที่อกขวา เคราะห์ดีที่เฉิงเยี่ยนร่างใหญ่กำยำ จึงไม่ได้บาดเจ็บถึงจุดสำคัญ ส่วนนักเลงอีกคนบาดเจ็บที่ด้านนอกต้นขา เลือดไหลนองพื้น เขาสั่งเสี่ยวเริ่นว่า "รีบไปตามหมอแผลมาเร็ว!" หมอแผลคือหมอผ่าตัดภายนอก(1)
เขายกกระบี่กรีดเสื้อออก ฉีกเป็นแถบผ้า พันแผลให้คนทั้งสอง แล้วจึงหันไปมองยังสมรภูมิ
แต่เดิมเขาคิดว่ามาแต่โจรกระจอก แต่บัดนี้ดูแล้วกลับไม่เหมือนโจรกระจอกเลย ภายใต้การรุมล้อมของนักเลงตำบลตะวันตกสิบกว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าฉกรรจ์แกล้วกล้า ผู้นี้ยังเดินรุกถอยได้อย่างคล่องแคล่ว มีฝีมือเช่นนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่จะเป็นเพียงโจรกระจอกสามัญ
เสียงต่อสู้กันในลานนั้นดังมาก ทำให้ผู้คนในตระกูลทั้งหมู่บ้านตื่นตกใจ
หลังเสี่ยวเริ่นออกไปไม่นาน ก็มีผู้คนในตระกูลถือดาบกระบองชูคบเพลิงทยอยกรูกันมา
วันเหล่านี้ ผู้คนตระกูลซุนทุกคนล้วน "หนุนหอกรออรุณ"(2) ตื่นตัวระวังภัยยิ่งนัก ฉะนั้นพอบ้านซุนเจินเกิดเหตุ พวกเขาจึงรีบรุดมาทันท่วงที
นักเลงสามสิบกว่าคนที่พักอยู่บ้านซุนฉวีก็วิ่งกรูกันมา ซุนฉวีปล่อยผมสยายถือกระบี่ นำหน้ามาก่อนใคร มีซุนฉีกับซุนฮิวห้อมล้อม เดินอยู่หน้าเหล่านักเลง แหวกผู้คนในตระกูลที่ล้อมอยู่นอกประตูในประตูบ้านซุนเจินออก เขาก้าวเข้าลาน ยืนอยู่นอกสมรภูมิ ฟังซุนเจินบอกเขาว่า "เฉิงเยี่ยนตรวจยามคืนพบโจร" สงบนิ่งดูครู่หนึ่ง ทันใดก็ตวาดดังว่า "หลีกไป!"
นักเลงในสมรภูมิกระโดดหลีกออก เขายกกระบี่ยาวขึ้น ออกแรงพุ่งซัดเข้าไปกลางสนาม
ขณะนั้น ชายชุดดำผู้นั้นบังเอิญหันหลังให้ประตูลาน ได้ยินเสียงตวาด เห็นนักเลงหลีกออก ก็รู้แก่ใจว่าไม่ดี ทว่าหันหลังให้อยู่ ไม่รู้ความเป็นไป เพิ่งหมุนกายกลับมา หมายจะดูว่าเกิดเรื่องอันใด กระบี่ยาวก็มาถึงตัวเสียแล้ว ทะลุไหล่ทะลวงผ่านไป ซุนฉวีซัดทีนี้แรงยิ่งนัก กระบี่ทะลุผ่านไหล่ชายชุดดำ แรงส่งไม่ได้ลดลง พาเอาชายชุดดำผู้นี้โซซัดโซเซเซไปข้างหน้าหลายก้าว แล้วตรึงเขาไว้กับต้นไม้
ผู้คนตระกูลซุนและเหล่านักเลงที่ยืนดูอยู่รอบ พร้อมใจกันร้องโห่ชมเชยว่า "ฟันกระบี่ได้งามนัก!"
ซุนฉวีอบรมซุนเจินว่า "เจ้าเรียนกระบี่จากข้ามาแต่เยาว์วัย จวบจนบัดนี้สิบปีแล้ว คืนนี้ยามต้องใช้วิทยายุทธ์ ไฉนจึงยืนเอามือซุกแขนดูเฉย"
นี่เพราะเขาไม่รู้ความเป็นไป มีเฉิงเยี่ยนกับเหล่านักเลงเหล่านี้อยู่ ต่อให้ซุนเจินอยากลงสนามก็ไม่ใช่ง่าย ซุนฮิวยิ้มกล่าวว่า "ใต้บังคับเจินจือมีชายกล้ามากมาย ไม่จำต้องออกรบด้วยตนเอง" แล้วถามซุนเจินว่า "ผู้นี้คือใครกัน องอาจห้าวหาญถึงเพียงนี้"
ซุนเจินส่ายหน้า กล่าวว่า "ข้าก็ไม่รู้" เขาก้าวเข้าไปสองก้าว ถามชายชุดดำว่า "ท่านองอาจห้าวหาญเหนือสามัญ เป็นผู้ต้านได้ร้อยคน ไม่ใช่โจรย่องเบาบนขื่อแน่ ขอถามท่านเป็นผู้ใด ลอบเข้าบ้านข้ายามดึก เพื่อกิจอันใด"
ชายชุดดำหลับตา พิงต้นไม้นั่ง ปล่อยให้หิมะราตรีโปรยปรายลงบนเสื้อ ไม่แยแสซุนเจิน
ซุนเจินกล่าวอีกว่า "ข้ารู้ว่าชายฉกรรจ์อย่างท่านนี้ มักมองความตายดุจกลับบ้าน เป็นผู้ไม่กลัวตาย ทว่าบัดนี้ท่านบาดเจ็บถูกจับ ตกอยู่ในมือข้า ความเป็นความตายจึงไม่ได้อยู่ที่ท่านอีกแล้ว หากท่านยอมบอกความจริง ข้าอาจให้ท่านตายอย่างสบาย หากท่านดื้อดึงไม่ยอมพูด ที่นี่ข้าก็มีมือดีชำนาญการทรมานสอบสวน พึงรู้ไว้ ภายใต้ขื่อคาสามท่อน(3) จะใคร่ตายก็ไม่ได้"
คนไม่กลัวตายนั้นมีมาก แต่คนที่ทนการเฆี่ยนตีทัณฑ์ทรมานได้นั้นมีน้อย บางทีคำขู่ของซุนเจินอาจได้ผล ชายชุดดำลืมตาขึ้นกล่าวว่า "นามของข้าเจ้าไม่จำต้องรู้ คืนนี้ข้าลอบเข้าบ้านเจ้า…" ไม่รู้ว่าเพราะบาดเจ็บสาหัส เสียเลือดมากไปหรือไม่ ใบหน้าเขาซีดขาว เสียงแผ่วเบา แทบไม่ได้ยิน
ซุนเจินก้าวเข้าไปอีกหลายก้าว ห่างเขาเพียงห้าหกก้าว กล่าวว่า "ท่านว่าอันใดนะ"
ชายชุดดำเบิกตาโพลงตวาดลั่นว่า "มาเพื่อสังหารเจ้า!" สะบัดมือเหวี่ยงกระบี่สั้นในมือพุ่งออก แล้วกลับมือคว้าด้ามกระบี่ที่ไหล่ ฝืนกระชากกระบี่ยาวออกจากไหล่ ท่ามกลางเลือดที่พุ่งดังน้ำพุ กระโดดบิดกายพุ่งแทงมาทางซุนเจิน ผู้คนทั้งในลานนอกลานต่างร้องตกใจขึ้นทันที
ซุนเจินไม่ใช่คนหุนหันพลันแล่น มีการระวังตัวไว้แต่แรก หลบกายเฉลียงข้าง ปล่อยกระบี่สั้นผ่านไปก่อน แล้วใช้กระบี่ในมือปัดกระบี่ยาวออก จากนั้นก้าวกระโดดเข้าใกล้ ถีบถูกข้อพับขาชายชุดดำ เตะเขาคว่ำลงกับพื้น พื้นหิมะลื่น ชายชุดดำสู้รบมาครึ่งค่อนวันแล้วยังบาดเจ็บสาหัส หมดเรี่ยวแรง จึงล้มลงกับพื้น
เหล่านักเลงกรูกันเข้าไป กดเขาไว้ ชิงกระบี่ยาวมา
ซุนฮิวกล่าวกับซุนเจินว่า "ดูทีไม่ต้องถามอีกแล้ว ผู้นี้เห็นชัดว่ามาลอบสังหารเจ้า" พลางกล่าว พลางขยิบตาให้ซุนเจิน
ซุนเจินชะงักไป แม้ไม่รู้ความหมาย ก็ดูออกว่าเขากำลังบอกใบ้อะไรบางอย่าง จึงแสร้งทำกังขา กล่าวคลุมเครือว่า "ข้าระวังวาจาสำรวมกายมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยผูกอริกับผู้ใด แปลกแท้ ใครกันมีเวรมีกรรมกับข้ามากถึงเพียงนี้ ส่งนักฆ่ามาลอบสังหาร"
ซุนฮิวกล่าวว่า "เมื่อครั้งเจ้าเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ขับไล่ขุนนางโลภ สังหารคหบดีกักขฬะ แผ่อำนาจทั่วเขตทางเหนือ ผู้ที่เจ้าทำให้แค้นเคืองมีมาก ลองคิดดูคืนนั้น เจ้าลงมือสังหารเสิ่นสวิ่นด้วยมือตน ทั้งแคว้นพากันตื่นตะลึง อีกคืนหนึ่ง เจ้าไปงานเลี้ยงหงเหมินยามค่ำ(4) หักหน้าเตียวจื๋อ ผู้นี้อาจเป็นคนที่พวกขุนนางโลภคหบดีกักขฬะเหล่านั้นส่งมา หรือไม่ฉะนั้นก็อาจเป็นบุตรหลานของเสิ่นสวิ่นหรือเตียวจื๋อส่งมา"
ซุนเจินคาดเดาความหมายของซุนฮิวได้รำไร จึงรับลูกแสร้งทำเป็นดูแคลน กล่าวว่า "เสิ่นสวิ่นนั้นเป็นวิญญาณใต้กระบี่ข้า เตียวจื๋อเป็นเพียงลูกคุณหนูเหลวไหล หากเป็นสองคนนี้ส่งมา ไม่ถามก็แล้วกัน" สั่งนักเลงที่กดชายชุดดำไว้ว่า "ฆ่ามันเสีย"
ซุนฮิวห้ามไว้ กล่าวว่า "ผู้นี้องอาจห้าวหาญหาผู้ใดเทียบไม่ได้ รับฝากให้มาลอบสังหาร เสี่ยงภัยไม่อินัง มองความตายดุจกลับบ้าน 'ลูกผู้ชายยอมตายเพื่อผู้รู้ใจ'(5) นี่คือผู้กล้าครั้งโบราณจำพวกหนึ่ง แต่กาลก่อน เนี่ยเจิ้งลอบสังหารเสียเหล่ยอัครเสนาบดีแคว้นหาน เพื่อไม่ให้พัวพันถึงพี่สาว จึงเดินทางถือกระบี่ลำพังผู้เดียวไปยังเอี้ยงเต๊กราชธานีแคว้นหาน ลอบสังหารเสียเหล่ยในจวนแล้ว ทำลายโฉมหน้าฆ่าตัวตาย แคว้นหานตั้งสินบนทองคำมากมายสืบถามชื่อแซ่และวงศ์ญาติของเขา พี่สาวเขาได้ยินเข้า รู้ว่าต้องเป็นเนี่ยเจิ้งแน่ จึงเดินทางไปยังแคว้นหาน หมอบกอดศพร่ำไห้คร่ำครวญ ร้องลั่นว่า 'ผู้สังหารเสียเหล่ย คือเนี่ยเจิ้งแห่งหมู่บ้านเซินจิ่งเขตจื่ออี้นี่เอง' ผู้คนในตลาดกล่าวว่า 'เจ้าแคว้นหานตั้งสินบนพันตำลึงทองสืบหาชื่อแซ่ญาติของเนี่ยเจิ้ง เจ้าไม่หลบหนี ไฉนยังกล้ามารับว่าเป็นญาติเล่า' พี่สาวเขาตอบว่า 'ที่เจิ้งทำลายโฉมหน้าฆ่าตัวตายนั้น ก็เพื่อข้า แล้วข้าจะอาลัยร่างกายตน ปล่อยให้ชื่อน้องชายผู้ดีงามของข้าสูญสิ้นได้อย่างไร' … ผู้กล้านั้นไม่ควรให้นามสูญหาย เจินจือ เจ้าควรสืบถามชื่อแซ่ของผู้นี้ เพื่อให้นามเขาสืบทอดไปชั่วลูกหลาน"
ซุนเจินทำท่าทียอมรับฟังความดีโดยง่าย กล่าวว่า "ชอบยิ่งนัก" แล้วถามชายชุดดำว่า "ท่านเป็นผู้กล้า ไม่ควรเลือนหายไร้ผู้รู้จัก สมควรฝากนามไว้แก่ชนรุ่นหลัง ไม่ว่าท่านรับฝากจากผู้ใดให้มา ข้าขอเพียงถามชื่อแซ่ของท่านอีกครั้งเท่านั้น"
ชายชุดดำเดิมก็เป็นคนจำพวกเดียวกับเนี่ยเจิ้งอยู่แล้ว ไม่ฉะนั้นคงไม่มาลอบสังหารซุนเจิน ฟังเรื่องเนี่ยเจิ้งที่ซุนฮิวเล่า เลือดในกายเดือดพล่าน อีกทั้งเห็นซุนเจินวางเป้าความระแวงไว้ที่บุตรหลานเตียวจื๋อ เสิ่นสวิ่น และคหบดีกักขฬะเขตทางเหนือ จึงสิ้นความกังวล กล่าวเสียงดังว่า "ผู้ลอบสังหารหรู่หู่ในคืนนี้ คือฮั่วเจ๋อแห่งหมู่บ้านผิงหยางเมืองเอี้ยงเต๊กนี่เอง!" ขบฟันจ้องซุนเจินด้วยความโกรธ ถ่มน้ำลายลง ด่าว่า "คืนนี้การล้มเหลว ข้าตายก็ไม่เสียดาย เพียงแค้นที่ไม่อาจสังหารเจ้าได้ ไม่อาจตอบแทนพระคุณนายข้า"
ที่จริงเขาก็อัดอั้นใจอยู่ มาลอบสังหารซุนเจิน กลับไม่คาดว่าเพิ่งเข้าลานหน้าก็ถูกนักเลงฝูงหนึ่งรุมล้อม หากรู้แต่แรกว่าบ้านซุนเจินมีคนพักอยู่มากถึงเพียงนี้ ต่อให้อย่างไรเขาก็จะไม่มาลำพังผู้เดียว นักเลงที่กดเขาไว้ยกกระบี่แทงเขาตาย
ซุนฉวียิ้มในใจ กล่าวว่า "เจ้าสองคนเล่นละครได้งามนัก!"
ซุนฮิวยิ้มกล่าวว่า "ผู้นี้บาดเจ็บสาหัส ยังไม่ลืมที่จะลอบสังหารเจินจือ นี่คือคนสิ้นคิดยอมตาย หากซักถามเขาตรง ๆ เกรงว่าจะถามอะไรไม่ได้ จึงมีแต่ต้องใช้อุบายเลียบเคียงเช่นนี้ ขอเพียงล่อลวงให้บอกชื่อแซ่ออกมา เรื่องอื่น ๆ ก็สืบได้ง่ายแล้ว"
บทสนทนาระหว่างเขากับซุนเจินครั้งนี้ล้วนเป็นการเล่นละคร ดังที่เขากล่าว ชายชุดดำผู้นี้ดุดันไม่กลัวตาย ต่อให้จับตัวเขาได้ คาดว่าก็คงถามอะไรไม่ได้ จะหาเงื่อนงำ ก็มีแต่ต้องใช้ "อุบายลวง" เช่นนี้
ฟังคำเขาแล้ว ผู้คนในตระกูลและเหล่านักเลงที่ยืนดูอยู่จึงเพิ่งถึงบางอ้อ
ซุนเจินคิดในใจว่า "ก๋งตัดฉลาดเฉลียวเหนือคน เพียงสองสามคำก็ลวงเอาชื่อแซ่นักฆ่าออกมาได้ ไม่น่าเล่าอายุสิบสามปีก็สามารถจับคนร้ายได้"
ซุนฮิวเพียงไม่กี่คำก็ลวงเอาชื่อแซ่นักฆ่าออกมาได้ ดูเผินผิวเหมือนง่าย ที่จริงไม่ใช่ง่ายเลย หากไม่ใช่เพราะเขาช่ำชองการสังเกตสีหน้าวาจา หยั่งรู้จิตใจคน ก็ไม่อาจง่ายดายเช่นนี้ ด้วยเขาช่ำชองการสังเกตสีหน้าวาจา จึงรู้นิสัยใจคอนักฆ่าผู้นี้ และด้วยเขาหยั่งรู้จิตใจคน จึงอาจวางยาให้ตรงโรคตามนิสัยนักฆ่าผู้นี้ได้
ซุนเจินยังคิดต่อว่า "ก๋งตัดใช้เรื่องเนี่ยเจิ้งลวงเอาชื่อแซ่นักฆ่าออกมา คล้ายคลึงกับครั้งที่ข้าอยู่ศาลาฝานหยางใช้เรื่องนักเลงโบราณข่มเกาซู่ให้ยอมสยบอยู่บ้าง เพียงแต่ยากกว่ามากนัก" ครานั้นเขาครุ่นคิดอยู่นานทีเดียวจึงตัดสินใจใช้เรื่องนักเลงโบราณข่มเกาซู่ ทว่าคืนนี้ ซุนฮิวเพียงชั่วครู่เดียวก็คิดอุบายได้ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงด้าน"ปัญญาไว" นี้ ซุนฮิวก็เหนือกว่าเขามากนัก
เขาเลือกคนสองคน สั่งว่า "พรุ่งนี้เช้าจงไปสืบความเป็นมาของผู้นี้ที่หมู่บ้านผิงหยางเมืองเอี้ยงเต๊ก สืบว่าเขารับคำสั่งจากผู้ใดให้มา"
เฉิงเยี่ยนถามอยู่ใต้กำแพงว่า "เขาว่าเขาชื่อฮั่วเจ๋อหรือ"
"ใช่ … เป็นไฉน เจ้ารู้จักเขารึ"
"ข้าน้อยตามท่านครั้งอยู่เอี้ยงเต๊ก เคยได้ยินชื่อนี้"
"อ้อ"
"ดูเหมือนจะเป็นปินเค่อในสังกัดปอเหลียน"
"ปอเหลียนรึ"
ซุนเจินตกใจ เป็นปินเค่อในสังกัดปอเหลียนเชียวหรือ เช่นนี้ เขาก็รับคำสั่งจากปอเหลียนมากระนั้นหรือ ปอเหลียนตั้งแต่หายตัวไปพร้อมปอไซก็หลบซ่อนตัวไม่ออกมา เหตุใดจู่ ๆ จึงสั่งนักฆ่ามาลอบสังหารตน สีหน้าเขาเปลี่ยนไปถนัด ซุนฮิว ซุนฉวี ซุนฉี และคนอื่น ๆ ก็สีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน สายตาทุกคนจ้องสบกัน ผู้หนึ่งที่ปากประตูลานหลุดปากออกมาว่า "ลัทธิไท่ผิงจะลงมือก่อการแล้ว!"
ผู้ที่กล่าวคือซุนฮก เขามาช้า เพิ่งเดินมาถึง พอดีได้ยินคำถามตอบระหว่างซุนเจินกับเฉิงเยี่ยน
ผู้คนในตระกูลที่ปฏิภาณช้า ถามขึ้นว่า "บุ๋นเยียก คำนี้หมายความว่าอย่างไร"
"ปอเหลียนกับเจินจือไม่มีเวรกรรมส่วนตัวต่อกัน คืนนี้จู่ ๆ ส่งคนมาลอบสังหาร ย่อมเป็นไปได้เพียงเรื่องเดียว คือเพราะเกรงเกียรติยศของเจินจือ จึงใคร่กำจัด 'มหันตภัย' เสียก่อนก่อการ 'หรู่หู่ตระกูลซุน เมตตาผู้น้อยปราบเหี้ยมโหด'(6) เจินจือ เกียรติยศของเจ้าทำให้แม้กบฏก็ยังครั่นคร้าม!"
ทั้งในลานนอกลาน ผู้คนตกตะลึงด้วยข่าวนี้ แสงไฟไหวระยับ เงียบกริบไร้เสียงแม้นกกา สายตาทุกคู่พร้อมกันทอดลงที่ตัวซุนเจิน
หิมะวสันต์พลิ้วโปรยปรายอ่อนละมุนน่าเอ็นดู ตกถึงพื้นไร้เสียง
ซุนเจินปัดเกล็ดหิมะที่ตกบนบ่าออก ในใจท่องรำพึงสองวลีว่า "ทุกคราวเผชิญเรื่องใหญ่ พึงมีใจสงบ" แบมือออก กล่าวว่า "ผ้าโพกหัว" ครู่เดียว มือน้อยอ่อนนุ่มสองมือก็รวบผมเขาขึ้น โพกผ้าโพกหัวให้ เขาบิดหน้าเหลียวกลับมา เห็นว่าเป็นตันรั่ว ข้างตันรั่วคือถังเอ๋อร์ สองมือประคองสายรัดเอว ไม่พรั่นต่อหิมะที่สะสม คุกเข่าลง จัดเสื้อผ้าให้เขาเรียบร้อย แล้วคาดสายรัดเอวให้
แม้ซุนเจินสั่งตันรั่วไม่ให้ออกมา ทว่าตันรั่วเป็นห่วงเขา ในที่สุดก็นั่งอยู่ในห้องไม่ติด ไปเรียกถังเอ๋อร์ที่ตื่นขึ้นเช่นกันจากห้องข้าง สองนางเมื่อครู่เอาแต่แอบมองออกมาอยู่ที่ปากประตูลานหลัง พอได้ยินเขาเรียกหาผ้าโพกหัว ก็รีบหยิบจากในห้องออกมา หยิบสายรัดเอวติดมือมาด้วย
ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ ให้สองนาง
ซุนฉวีกล่าวเสียงทุ้มว่า "ที่บุ๋นเยียกว่ามานั้นไม่ผิด ปอเหลียนส่งนักฆ่ายอมตายมาลอบสังหาร นี่ต้องเป็นลางบอกเหตุก่อนลัทธิไท่ผิงก่อการแน่ เจินจือ เจ้ามีกลอุบายใดรับมือ"
ซุนเจินสอดกระบี่คืนเข้าฝัก ภายใต้ลมราตรีหิมะโปรย เขาไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น ราวกับได้กลับไปยังคืนที่ปราบโจรยามดึกครั้งนั้นอีกครา ราวกับได้กลับไปยังคืนที่ลงมือสังหารเสิ่นสวิ่นด้วยมือตนอีกครา บ่มเพาะตระเตรียมมาด้วยความตรากตรำสามสี่ปี การพิสูจน์แพ้ชนะอยู่ตรงหน้านี้แล้ว
เขาข่มกายที่สั่นเทาเพราะตื่นเต้นไว้ มองดูหิมะใต้ต้นไม้ที่ถูกเลือดสดย้อมแดง แล้วกล่าวอย่างใจเย็นว่า "ในเมื่อปอเหลียนเกรงนาม 'หรู่หู่' ของข้า ข้าก็จะให้เขาได้เห็นว่าอันใดเล่าคือ 'หรู่หู่'"
## เชิงอรรถ
(1) หมอแผล — หมายถึงหมอผ่าตัดรักษาบาดแผลภายนอก ต้นฉบับกำกับว่า "หมอแผลคือหมอผ่าตัดภายนอก" เป็นคำอธิบายของผู้เขียน
(2) หนุนหอกรออรุณ — สำนวนหมายถึงเตรียมพร้อมรบอยู่เสมอ ระวังภัยไม่ได้ขาด นอนหนุนหอกรออรุณรุ่งเพื่อออกศึก
(3) ขื่อคาสามท่อน — เครื่องพันธนาการนักโทษทำด้วยไม้สามท่อน คือคาคอ ตรวนมือ และตรวนเท้า ใช้เปรียบเครื่องทรมานสอบสวนของทางการ
(4) งานเลี้ยงหงเหมิน — งานเลี้ยงในตำนานที่ฌ้อปาอ๋องตั้งกับดักหมายปลงพระชนม์ฮั่นอ๋อง ใช้เปรียบงานเลี้ยงที่ซ่อนเงื่อนภัยร้ายไว้
(5) ลูกผู้ชายยอมตายเพื่อผู้รู้ใจ — สุภาษิตโบราณว่า "ลูกผู้ชายยอมพลีชีพเพื่อผู้รู้ใจตน สตรีแต่งตนเพื่อผู้ชื่นชมตน" หมายถึงผู้กล้ายอมสละชีวิตเพื่อตอบแทนผู้ที่เห็นค่าในตัวตน
(6) หรู่หู่ตระกูลซุน เมตตาผู้น้อยปราบเหี้ยมโหด — คำเลื่องลือยกย่องซุนเจินว่าเป็น "ลูกเสือตระกูลซุน" ผู้เอ็นดูราษฎรผู้น้อยแต่ปราบปรามคนชั่วร้ายอย่างเด็ดขาด คำว่า "หรู่หู่" มีสองนัย คือลูกเสือที่มีอนาคต และแม่เสือเลี้ยงลูกที่ดุร้ายยิ่งกว่าปกติ