# ตอนที่ 288 — ศึกชิงอำนาจในราชสำนักก่อคลื่นลม (ตอนปลาย)
ฝ่ายซุนเกี๊ยนครั้นได้ยินข่าวนี้ ก็ด่าทอลับหลังอยู่หลายคำ หามีท่าทีรุนแรงอื่นใดไม่
ส่วนฟู่เซี่ยนั้นแต่ไหนแต่ไรเกลียดชังพวกขันทียิ่งนัก ครั้นรู้ข่าวเข้าก็มิอาจกลั้นความแค้นเคืองไว้ได้ จึงเรียงฎีกาขึ้นฉบับหนึ่งทันที ส่งเข้าไปยังราชสำนัก
ในฎีกาฉบับนี้ ถ้อยคำของเขาเผ็ดร้อนรุนแรง ความว่า "ข้าพระองค์ได้ยินมาว่า ภัยพิบัติแห่งแผ่นดินมิได้เกิดแต่ภายนอก หากล้วนเกิดแต่ภายในทั้งสิ้น ... บัดนี้เตียวก๊กก่อการขึ้นในแคว้นจ้าวแคว้นเว่ย(1) โพกผ้าเหลืองสร้างความปั่นป่วนทั่วหกมณฑล นี่ล้วนเป็นภัยที่เกิดแต่ภายในรั้วบ้านตน(2) แล้วลามแผ่ไปทั่วสี่สมุทร ข้าพระองค์รับหน้าที่ทัพศึก เชิญพระบรมราชโองการไปปราบผู้ผิด ยกทัพรบไปทั่วแดนเองฉวนยีหลำ รบที่ใดมิเคยพ่าย โพกผ้าเหลืองแม้เกรียงไกร ก็หาควรเป็นที่กังวลแห่งราชสำนักไม่ ที่ข้าพระองค์หวั่นเกรงนั้น อยู่ตรงการแก้น้ำท่วมมิได้แก้แต่ต้นธาร ปลายน้ำจึงยิ่งแผ่กว้างออกไป ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเมตตากรุณาผ่อนปรน มิทรงอาจหักหาญในหลายเรื่อง พวกขันทีจึงกุมอำนาจตามอำเภอใจ ขุนนางผู้ซื่อสัตย์มิได้รับการชุบเลี้ยง แม้นว่าเตียวก๊กถูกตัดเศียร โพกผ้าเหลืองเปลี่ยนเครื่องแต่งกายยอมสยบ สิ่งที่ข้าพระองค์วิตกกลับจะยิ่งหนักหน่วงลึกซึ้งขึ้นไปอีก เหตุไฉนเล่า อันคนชั่วกับคนชอบธรรมมิควรอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน ดุจน้ำแข็งกับถ่านไฟมิอาจอยู่ในภาชนะเดียวกันฉะนั้น" ดังนี้เป็นอาทิ
ที่ว่า "โพกผ้าเหลืองแม้เกรียงไกร ก็หาควรเป็นที่กังวลแห่งราชสำนักไม่" และ "พวกขันทีกุมอำนาจตามอำเภอใจ ขุนนางผู้ซื่อสัตย์มิได้รับการชุบเลี้ยง" นี่ต่างหากคือสิ่งที่ควรกังวลแห่งแผ่นดิน ทรรศนะข้อนี้ซุนเจินเห็นพ้องด้วยยิ่งนัก ทว่าเขามิใช่คนอย่างเอี๊ยงสือหรือฟู่เซี่ย ฉะนั้นต่อเรื่องนี้จึงเป็นแต่เพียงเห็นพ้องเท่านั้น ครั้นได้ยินเรื่องของเอี๊ยงสือ อ้องอุ้น และคนเหล่านั้นแล้ว ภายนอกเขามิได้แสดงท่าทีใด ๆ พอถอยกลับเข้าในกระโจม ก็อดมิได้ที่จะถอนหายใจยาวสะอื้นสั้น สลดใจและบังเกิดความกังวลเพราะเรื่องนี้
เขาคิดในใจว่า "โอรสสวรรค์แม้ทรงเปิดการห้ามคบคิดพรรคพวก(3) ก็เห็นได้ชัดว่าทรงจำพระทัยกระทำ ผู้ที่ทรงไว้วางพระทัยก็ยังคงเป็นพวกขันทีอยู่นั่นเอง เอี๊ยงสือ หลวี่เฉียง เซี่ยงสวี่ เตียวจวิน แม้ซื่อตรงเด็ดเดี่ยวห้าวหาญ น่าเสียดายกลับมิอาจมองเห็นความเป็นไปแห่งกาลได้แจ่มชัด ... ไม่สิ บางทีพวกเขาก็เห็นแจ่มชัดแล้ว เซี่ยงสวี่กับเตียวจวินยังพอว่า ส่วนเอี๊ยงสือกับหลวี่เฉียงต่างก็ลอยคอในทะเลขุนนางมาหลายปี ไฉนจะมิรู้เท่าทันความเป็นไปแห่งกาล แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังยื่นฎีกาฟ้องร้องพวกขันที มิหวั่นเกรงความตายแห่งตน อนิจจา มิหลีกหนีการลงทัณฑ์ ทูลทัดทานตรงไปตรงมา วีรบุรุษแท้จริงหนอ"
เอี๊ยงสือกับหลวี่เฉียงเป็นวีรบุรุษ ตัวเขาถามใจตนเองว่าตนหาเป็นไม่ ครั้นนึกถึงเรื่องของเตียวจื๋อขึ้นมา ใจเขาก็สะดุ้งวูบ คิดในใจว่า "เตียวเหยียงชั่วครานี้ทำอะไรอ้องอุ้นมิได้ ทว่ามิรู้ว่าจะหันมาลงโทสะแก่ข้าหรือไม่" รู้สึกวิตกอยู่บ้าง แต่ครั้นตรองดูถี่ถ้วนแล้ว เมื่อมีอ้องอุ้นขวางอยู่ข้างหน้า ตัวเขาซึ่งเป็นกุ้งฝอยตัวน้อยนี้ เตียวเหยียงบางทีก็ยังมิทันเหลียวแล แต่ก็มิอาจกล่าวให้แน่ได้ คิดไปคิดมา ก็หวั่นไหวอยู่ไม่น้อย
ซุนเจินมิใช่คนหน้าพะวงหลัง แม้จะหวั่นไหว ทว่าเรื่องได้ลงมือไปแล้ว อีกทั้งครั้งนั้นเขาก็ได้เตรียมใจรับผลร้ายที่สุดไว้แล้ว อย่างมากก็เพียงหนีหายไปในยุทธจักร หลบซ่อนสักสองสามปีก็แล้วกัน ฉะนั้นเมื่อคำสั่งของฮองฮูสงลงมา เขาก็ทิ้งเรื่องนี้ไว้เบื้องหลังเสีย หันมาทุ่มเทใจให้แก่การเฉพาะหน้าอีกครั้งหนึ่ง
## เชิงอรรถ
(1) แคว้นจ้าวแคว้นเว่ย — หมายถึงดินแดนเก่าแคว้นจ้าวและแคว้นเว่ยครั้งยุครณรัฐ คือแถบหัวเมืองเหนือ อันเป็นถิ่นที่เตียวก๊กก่อกบฏโพกผ้าเหลือง มิใช่ชื่อแคว้นในเรื่อง
(2) ภัยเกิดแต่ภายในรั้วบ้านตน — ถอดจากสำนวน "ภัยเกิดแต่เซียวเฉียง" เซียวเฉียงคือกำแพงเตี้ยกั้นบังหน้าประตูเรือน ใช้เปรียบว่าเภทภัยเกิดขึ้นจากภายในมิใช่จากภายนอก
(3) เปิดการห้ามคบคิดพรรคพวก — หมายถึงการที่ราชสำนักยกเลิกข้อห้ามคบคิดพรรคพวก (ตั่งกู้) อันเคยกีดกันบัณฑิตขุนนางมิให้รับราชการ เพื่อระดมกำลังปราบกบฏโพกผ้าเหลือง