สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 226 สัมภาระพร้อมสรรพแล้ว

57 นาที· 13.2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 226 — สัมภาระพร้อมสรรพแล้ว

กำหนดฝึกพลห้าวัน ผ่านพ้นไปสามวันในชั่วพริบตา

ตะวันอุทัยขึ้นทางบูรพา วันที่สี่มาถึง

ตามแผนที่วางไว้ วันนี้ฝึกหลักอยู่สองอย่าง คือวิชายิงธนูกับการจัดแถว

วิชายิงธนู หมายถึงให้พลธนูหน้าไม้(1) สองร้อยคนในฉวี(2)ของสวี่จ้งฝึกวิชาระดมยิงพร้อมกันต่อไป

การจัดแถว หมายถึงพลใหม่ที่เหลือกับชายฉกรรจ์ทั้งหลาย

ครั้นผ่านการเรียนรู้เมื่อวานแล้ว เหล่าชายฉกรรจ์ก็เรียนรู้การดูธงฟังกลองได้ วันนี้จึงฝึกร่วมกับพลใหม่ในวิชารุกถอยฟันแทงตามคติ "ตีกลองเดี่ยวให้รุก ตีกลองซ้ำให้บุกฟัน ตีฆ้องให้หยุด ตีฆ้องซ้ำให้ถอย"

ดินฟ้าอากาศกลางเดือนสองนั้น เช้าค่ำเย็นชื้น กลางวันอบอุ่น

แสงวสันต์คืนไออุ่น ต้นไม้ป่าผลิเขียว ไกลออกไปริมทางมีดอกไม้ป่าประปราย

เหล่าพลใหม่ที่สวมเกราะถือศัสตรา ฟังเสียงกลองแล้วเข้าฟันบุก เหงื่อหยดย้อยตามหน้าผาก

แม้จะร้อน แต่มองจากบนเวทีสูงลงไป ยามพวกเขารุกถอยฟันแทงนั้น แถวขบวนแม้จะไม่ค่อยเป็นระเบียบนักด้วยเหตุว่าฝึกมายังไม่นาน ทว่าท่าทีล้วนตั้งใจจริง ไม่มีสักผู้ที่ร้องโอดครวญหรือเกียจคร้านเลย

อันนี้ทำให้ซุนเจินปลื้มใจยิ่งนัก

นับแต่วันแรกที่เริ่มฝึก เขาก็กังวลปัญหาหนึ่งอยู่ คือหากมีผู้ทนความลำบากมิไหว แอบเกียจคร้านละเมิดวินัยหรือถึงกับหลบหนีไปจะทำเช่นไร จะลงโทษหรือไม่ลงโทษดี หากลงโทษ "ไพร่พลยังหาได้ผูกใจสนิทไม่" เกรงจะก่อให้เกิดความไม่ยอมสยบ หากไม่ลงโทษ วินัยทัพก็ไม่มีเหลือ การศึกก็ไม่ต้องรบกันแล้ว ปัญหานี้รบกวนใจเขามาตลอด แต่ยังดีที่จนบัดนี้ยังไม่มีพลใหม่สักผู้ละเมิดคำสั่งทัพ ทั้งไม่มีพลใหม่สักผู้หลบหนีไป

เขานึกในใจว่า "นี่ล้วนเป็นความชอบของบุ๋นเคี้ยม เสี่ยวเซี่ย และเจียงหู(3) ทั้งสิ้น!"

งักจิ้น เสี่ยวเซี่ย และเจียงหู มีพรรคพวกคนสนิทอยู่กลุ่มหนึ่งในโรงเหล็กหลวง คนสนิทเหล่านี้ล้วนเป็นผู้กล้าแข็งในหมู่นักโทษและทาสโรงเหล็ก เมื่อมีคนพวกนี้อยู่ ผนวกกับปินเค่อในสังกัดซุนเจินและราษฎรศาลาฝานหยางที่กระจายอยู่ตามฉวี ตามถุน(4) ตามตุ้ย(5) ต่าง ๆ ทั้งในทั้งนอกประสานกัน อีกทั้งซุนเจินใช้ทั้งพระคุณและพระเดชควบคู่กันมาในไม่กี่วันนี้ จึงทำให้นักโทษและทาสโรงเหล็กเกือบพันคนนั้น ในการฝึกไม่กี่วันนี้ไม่มีผู้ละเมิดวินัย ยิ่งไม่มีผู้หลบหนี

พลใหม่และชายฉกรรจ์ที่ฝึกวิชารุกถอยฟันแทงนั้น ถือ "ฉวี" เป็นหน่วย ทุกสองร้อยคนประกอบเป็นหนึ่งขบวน แถวหน้าถือดาบและโล่ แถวหลังถือทวนและเกอะ คอยฟังคำบัญชาของหัวหน้าฉวีตน เคลื่อนตามธง ฟังกลองแล้วเข้าฟัน ทุกครั้งที่ฟันออกไป ทั้งฉวีร้องพร้อมกันว่า "ฆ่า!"

ฉวีเช่นนี้มีทั้งสิ้นเจ็ดฉวี เจ็ดฉวี หนึ่งพันสี่ร้อยคน เสียงร้องดังก้องระงมไม่ขาดสาย ดาบโล่ดั่งภูผา ทวนเกอะดั่งไพรสณฑ์ เกราะเหล็กส่องประกายแสบตา

เจ็ดฉวีนี้ ห้าฉวีประกอบจากนักโทษและทาสโรงเหล็ก สองฉวีประกอบจากชายฉกรรจ์

ห้าฉวีที่ประกอบจากนักโทษและทาสโรงเหล็กนั้นไม่ต้องเอ่ย คือห้าในหกฉวีเดิมของพลใหม่นั่นเอง ส่วนสองฉวีที่ประกอบจากชายฉกรรจ์นั้น เป็นพลรบสี่ร้อยที่ซีจื้อไฉคัดเลือกมาจากชายฉกรรจ์แปดร้อยคน

ชายฉกรรจ์แปดร้อยที่จงฮิวเกณฑ์มา ต่างจากนักโทษและทาสโรงเหล็กเกือบพันคนนั้น

นักโทษและทาสโรงเหล็กตรากตรำงานหนักหนาสาหัสมาตลอดปี แม้จะมีผู้ผอมบางอยู่บ้าง แต่พื้นฐานดี ล้วนออกศึกฟันแทงได้ ในชายฉกรรจ์แปดร้อยนั้นมีทั้งแก่ทั้งหนุ่ม ทั้งแข็งแรงทั้งอ่อนแอ ยากจะใช้เป็นพลรบได้ทั้งหมด คัดออกมาได้สี่ร้อยคนก็นับว่าดีนักแล้ว เว้นสี่ร้อยคนนี้ เว้นอีกหลายสิบคนที่จัดเข้าถุนตะลุยทัพ(6) ชายฉกรรจ์ที่เหลือนั้น ซุนเจินคิดจะใช้เป็นพลสัมภาระ

ยกพลสองพันออกศึก แม้จะรบในมณฑลของตน แต่ในมณฑลมีโจรเต็มไปทุกแห่งหน เสมือนแดนข้าศึก จึงจะไม่นำสัมภาระไปด้วยมิได้ เพื่อป้องกันมิให้ปอไซส่งกองแยกอ้อมไปตัดเส้นทางถอยข้างหลังของพวกตน

จวนถึงเที่ยงวัน ในเมืองมีขุนนางมณฑลห้าหกคนออกมา

ซุนเจินได้ยินผู้มาแจ้ง ทราบว่าเป็นจงฮิว อ้องหลาน กับเหล่าเฉาเฉวียน(7)แห่งกรมยุ้งฉาง กรมเงินทอง กรมขนส่ง และกรมแพทย์ของมณฑลพากันมาด้วยกัน ก็รู้ในทันทีถึงเจตนาที่พวกเขามา รีบลงจากเวทีมาต้อนรับ

สมดังที่เขาคาดไว้ จงฮิวเอ่ยขึ้นทันทีว่า "พวกเราได้รับบัญชาของฝู่จวิน(8) มาปรึกษากับท่านซุนเฉวียน(9)เรื่องการยกทัพในวันต่อไป"

ซุนเจินเชิญพวกเขาขึ้นเวที ก่อนอื่นชี้ไปที่พลรบเจ็ดฉวีที่กำลังกวัดแกว่งเกอะฟันแทงอยู่กลางลาน แล้วชี้ไปที่ฉวีของสวี่จ้งที่ฝึกวิชาระดมยิงพร้อมกันทางขวาของลาน แล้วชี้ไปที่ถุนตะลุยทัพที่กำลังประลองความกล้าหาญและฝีมือยุทธ์อยู่ทางซ้ายของลาน สุดท้ายชี้ไปที่ทหารม้าสวมเกราะกว่าห้าสิบคนที่เรียงรายล้อมรอบเวทีสูง กล่าวว่า "พลเดินพลม้ากว่าหนึ่งพันห้าร้อยนี้ ก็คือกำลังหลักของข้าพเจ้าในการลงใต้ปราบโจรครั้งนี้ ท่านทั้งหลายเห็นเป็นเช่นไร"

อ้องหลานมิเพียงดูตลอดทั้งวันในวันแรกของการฝึก เมื่อวานและวันก่อนเขาก็แบ่งเวลาขึ้นเชิงเทินมาดูเป็นครั้งคราว จึงรู้ที่มาที่ไปและสภาพของพลเดินพลม้ากว่าพันนี้แจ่มแจ้ง ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะกล่าวว่า "ท่านซุนเฉวียนฝึกพลนอกเมืองในไม่กี่วันนี้ ราษฎรพากันบอกเล่าวิ่งไปวิ่งมา บ้างก็ขึ้นเชิงเทินมองแต่ไกล บ้างก็ออกเมืองมาดูใกล้ ผู้ชมแน่นขนัดดั่งกำแพง! ราษฎรล้วนกล่าวว่า ท่านซุนเฉวียนรู้การศึก ทั้งฝึกพลเป็น ไม่เสียชื่อ 'ลูกเสือ'(10) จริง ๆ นี่ฝึกมาเพียงสามวันครึ่ง ก็สำเร็จเป็นพลเดินพลม้ากว่าพันห้าร้อยเช่นนี้! ข้าน้อยมิรู้การศึก แต่ก็ยังดูออกว่าพลเดินพลม้ากว่าพันห้าร้อยนี้ล้วนเป็นพลทแกล้วดั่งเสือดั่งหมาป่า ยกลงใต้ปราบโจรด้วยกำลังนี้ ย่อมตีทัพโจรแตกได้แน่"

ซุนเจินหัวเราะก้องว่า "ท่านจู่ปู้(11)ยกย่องเกินไปแล้ว! ฝึกมาจนวันนี้ พลเดินพลม้ากว่าพันห้าร้อยนี้ก็เพียงแรกรู้กระบวนทัพ แรกเข้าใจคำบัญชาเท่านั้น ที่ไหนจะเรียกว่าพลทแกล้วดั่งเสือดั่งหมาป่าได้เล่า" เขายืนอยู่บนเวทีสูง ประสานมือคารวะไปทางจวนมณฑลในเมืองด้วยความนอบน้อม แล้วกล่าวต่อว่า "แต่ขอท่านจู่ปู้ช่วยเรียนแก่ฝู่จวินด้วยว่า การลงใต้คราวนี้ ข้าพเจ้าอาจไม่มีหลักประกันว่าจะชนะแน่ แต่มีใจมุ่งตายเป็นที่ตั้ง!"

"ดีนัก! ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ 'อันสมรภูมิรบนั้นคือที่วางซากศพ ผู้มุ่งตายจึงรอด ผู้หวังรอดจึงตาย'(12) บัดนี้ท่านซุนเฉวียนมีจิตมุ่งตายแล้ว การลงใต้คราวนี้ย่อมมีชัยกลับมาแน่! ข้าน้อยขออวยชัยล่วงหน้าแก่ท่านซุนเฉวียน ณ ที่นี้ก่อน รอวันที่ท่านซุนเฉวียนกลับมา ข้าน้อยจักออกเมืองไปต้อนรับแต่ไกล จูงม้าให้แก่ท่าน!"

ซุนเจินถามว่า "เมื่อครู่ท่านจงกงเฉา(13)กล่าวว่า ท่านทั้งหลายวันนี้มาตามบัญชาของฝู่จวินเพื่อปรึกษากับข้าพเจ้าเรื่องการลงใต้ในวันต่อไป ไม่ทราบว่าฝู่จวินมีบัญชาประการใด"

จงฮิวกล่าวว่า "ภาษิตว่าไว้ 'ทัพม้ายังไม่ขยับ เสบียงหญ้าต้องไปก่อน' ท่านยกพลสองพันออกเมืองลงใต้ปราบโจร จะขาดสัมภาระติดตามมิได้ นอกจากสัมภาระแล้ว ยามเข้าศึกไพร่พลย่อมหนีไม่พ้นบาดเจ็บล้มตาย ก็จะขาดยาและหมอติดตามมิได้ อันหลักการปกครองทัพนั้น ข้อแรกอยู่ที่รางวัลและโทษ ไพร่พลฆ่าโจรสร้างความชอบก็จะขาดรางวัลมิได้ บัดนี้ฝู่จวินบัญชาให้พวกเรามา ก็เพื่อจะถามท่านว่า การลงใต้คราวนี้ต้องการสิ่งใดบ้าง ฝู่จวินกล่าวไว้ว่า ขอเพียงในมณฑลมี ต้องการสิ่งใดจะให้สิ่งนั้น!"

กรมยุ้งฉางของมณฑล ดูแลคลังเสบียง กรมเงินทองของมณฑล ดูแลเงินผ้า กรมขนส่งของมณฑล ดูแลการลำเลียงไพร่พลและสิ่งของ กรมแพทย์ของมณฑล ดูแลยารักษาโรค กรมเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับสัมภาระทั้งสิ้น

ซุนเจินนึกในใจว่า "ที่รอคอยอยู่ก็คือคำนี้แหละ" เสี่ยงชีวิตลงใต้ทั้งที หากไม่ขอประโยชน์ไว้บ้างก็ผิดต่อตัวเอง บนใบหน้าทำท่าซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ เขาคำนับไปทางจวนมณฑลในเมืองอีกครั้งหนึ่ง คำนับขอบคุณบุนไท่โส่ว แล้วลุกขึ้นกล่าวว่า "ระยะที่ใกล้ที่สุดจากแม่น้ำยี(14)ถึงเอี้ยงเต๊กแม้เพียงห้าสิบลี้ แต่โจรหนึ่งแสนคนชุมนุมกันอยู่ในระยะห้าสิบลี้นี้ บัดนี้ข้าพเจ้ายกทัพลงใต้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการรบในแดนข้าศึก ดังที่ท่านกงเฉากล่าว แท้จริงจะขาดสัมภาระติดตามมิได้"

"ท่านต้องการสิ่งใดบ้าง"

"มิปิดบังท่านทั้งหลาย หลายวันมานี้ข้าพเจ้าก็ครุ่นคิดปัญหานี้อยู่ การลงใต้คราวนี้ ปอไซมีพลหนึ่งแสน ย่อมยากจะตีแตกในเวลาสั้น ขอคิดเอาหนึ่งเดือนเป็นเกณฑ์ ขอกล่าวเรื่องเสบียงก่อน พลหนึ่งคนใช้ข้าวเดือนละสามสือ(15) ใช้เกลือเดือนละสามเซิง อีกทั้งต้องใช้ผักและเนื้อเดือนละจำนวนหนึ่ง บัดนี้กองของข้าพเจ้ามีพลเดินรวมสองพัน เดือนหนึ่งต้องใช้ข้าวรวมหกพันสือ ใช้เกลือเดือนละหกสิบสือ ส่วนผักและเนื้อแปลงเป็นเงินได้ สองพันคนราวห้าหมื่นเฉียน(เบี้ย)"

อ้องหลานพกกระดาษ พู่กัน แท่นฝน และหมึกมาด้วย จึงปูออกบนเวที ซุนเจินกล่าวไปข้างหนึ่ง เขาก็จดไปข้างหนึ่ง

ซุนเจินรอให้เขาจดข้อนี้เสร็จ จึงกล่าวต่อว่า "เมื่อหลายวันก่อน ข้าพเจ้าไปคลังศัสตราวุธรับเครื่องศึก รับมาแต่อาวุธ มิได้รับเสื้อทหาร กองของข้าพเจ้ากว่าสองพันคน อย่างพวกนักโทษและทาสโรงเหล็กนั้น ส่วนมากยากจนไร้เสื้อผ้า" เขาชี้ลงไปใต้เวที ให้ทุกคนดู กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายดูเถิด พลในลานนั้นกว่าครึ่งเสื้อผ้าไม่ปิดกาย แม้ว่าบัดนี้ฟ้าจะอุ่นขึ้นแล้ว ไม่ต้องห่วงความหนาว แต่การลงใต้คราวนี้เป็นหน้าตาของราชสำนักและจวนมณฑล หากไพร่พลเสื้อผ้าไม่ปิดกาย เกรงจะทำให้ทัพโจร ตลอดจนราษฎรทางใต้ของมณฑลดูแคลนเอา ฉะนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า เสื้อทหารนี้ก็ต้องเบิกมาสักชุดหนึ่ง"

ตามแบบแผนแห่งราชวงศ์ฮั่น เสบียงข้าวและเครื่องแบบทหารของไพร่พล ล้วนราชสำนักเป็นผู้จัดหา

จงฮิวกับอ้องหลานพยักหน้ารับว่าถูก จงฮิวกล่าวว่า "พระบรมเดชานุภาพแห่งราชสำนัก พระเกียรติยศแห่งจวนมณฑลจะเสียมิได้ เสื้อทหารต้องการเท่าใด"

"วันนี้ฟ้าอุ่นแล้ว เสื้อขนสัตว์และเสื้อคลุมซับในไม่ต้องเบิก ตามแบบแผน พลแต่ละคนได้เสื้อหนึ่งตัว(16) กางเกงหนึ่งตัว ฉางเหวยสองชุด(17) พลเดินสองพัน ก็คือเสื้อสองพันตัว กางเกงสองพันตัว ฉางเหวยสี่พันชุด นอกเหนือจากนี้ รองเท้า ถุงเท้า ผ้าห่มคลุม ก็ต้องมีด้วย" ฉางเหวยก็คือเครื่องแบบทหาร "เสื้อ" คือเสื้อท่อนบน "กางเกง" คือกางเกง

อ้องหลานจดลงทีละอย่าง

"พูดถึงผ้าห่มคลุม บัดนี้แม้ฟ้าจะอุ่นแล้ว แต่ยามค่ำคืนยังเย็นอยู่ พลใหม่ส่วนมากไม่มีผ้าห่มฟูก เพื่อแก้ขัดฉุกเฉิน เมื่อสองวันก่อนข้าพเจ้าส่งคนไปซื้อมาในเมืองบ้างแล้ว สิ่งเหล่านี้ ไม่จำต้องให้จวนมณฑลออกเงินให้ข้าพเจ้า"

จงฮิวหัวเราะกล่าวว่า "ท่านลงใต้ปราบโจรก็เพื่อบ้านเมือง ไฉนจะให้ท่านควักเงินเองเล่า"

"ก็ไม่มากมายอะไร คนแต่ก่อนเพื่อแบ่งเบาภัยของแผ่นดิน ยังมีผู้ยอมสิ้นเนื้อประดาตัวมากมาย ฉะนี้ข้าพเจ้าออกเงินทองเพียงเล็กน้อยจะนับเป็นอะไร ไม่ต้องเอ่ยถึงเลย" ซุนเจินนับนิ้วคำนวณ "เสบียง เครื่องแบบทหาร … ยังมีเครื่องศึกที่ต้องเสริมเพิ่มอีก"

"เครื่องศึกต้องการสิ่งใดบ้าง"

"อย่างหนึ่งคือเกราะ ดาบโล่ ทวน เกอะ ของเหล่านี้ ยามรบกับโจรย่อมหนีไม่พ้นชำรุดเสียหาย ต้องมีสำรองไว้เสริม อีกอย่างหนึ่งคือธนู หน้าไม้ ลูกธนู โดยเฉพาะลูกธนู"

"แต่ละอย่างต้องการเท่าใด"

"เกราะห้าสิบชุด ดาบ โล่ ทวน เกอะ อย่างละสองร้อย ธนูห้าสิบ หน้าไม้ห้าสิบ ลูกธนูสองแสน"

อ้องหลานจดลง ถามว่า "ยังต้องการสิ่งใดอีก"

"ที่คำนวณข้างต้นล้วนเป็นพลเดิน ในกองของข้าพเจ้ายังมีทหารม้าแห่งกองกลางกว่าห้าสิบ หัวหน้าฉวี หัวหน้าถุน หัวหน้าตุ้ยต่าง ๆ ก็มีม้ากันโดยมาก ในแต่ละฉวีก็มีพลม้าจำนวนเล็กน้อยกระจายอยู่ รวมทั้งสิ้นกว่าสามร้อยคนสามร้อยม้า เสบียงข้าวของพลม้านั้นเดิมมากกว่าพลเดิน บัดนี้อาจเบิกตามจำนวนพลเดิน แต่เสบียงของม้าศึกนั้นประหยัดมิได้ 'อันม้าหนึ่งตัวยืนในคอก กินเท่าครัวเรือนสามัญหกปาก' ม้าศึกหนึ่งตัว เสบียงเดือนหนึ่งราวสิบสือ นอกจากนี้ ทุกเดือนยังต้องการหญ้าฟาง(18)อีกยี่สิบห้าสือ ม้ากว่าสามร้อยตัว เดือนหนึ่งต้องการเสบียงกว่าสามพันสือ ต้องการหญ้าฟางกว่าเจ็ดพันห้าร้อยสือ"

อ้องหลานจดลง กล่าวว่า "ยังต้องการสิ่งใดอีก"

"ยกทัพลงใต้ การลำเลียงสัมภาระจะอาศัยแต่กำลังคนมิได้ ยังต้องการเกวียนจำนวนหนึ่ง และสัตว์ลากเกวียนจำนวนหนึ่ง สัตว์ลากเกวียนเหล่านี้ก็ต้องการเสบียงและหญ้าฟางด้วย"

"ยังต้องการสิ่งใดอีก"

"ม้าศึกก็ขาดการสำรองเสริมมิได้ หากในมณฑลมีม้าศึกมาก ขอให้ฝู่จวินประทานมาเพิ่มอีกสักจำนวน"

"ดีนัก ยังต้องการสิ่งใดอีก"

"ยาและหมอขาดมิได้"

"ยังต้องการสิ่งใดอีก"

"อำเภอเซียงเซีย(19)และอำเภอเกียบสองอำเภอนั้นแน่ชัดแล้วว่าตกอยู่ในมือโจร การลงใต้คราวนี้อาจต้องเข้าตีเมือง รถสังเกตการณ์(20) บันไดปีนกำแพง(21) รถกระทุ้งกำแพง(22) ของเหล่านี้ก็ขาดมิได้ แต่ละอย่างต้องการจำนวนหนึ่ง"

รถสังเกตการณ์เป็นเครื่องกลโจมตีเมืองชนิดหนึ่ง สูงสิบกว่าจ้าง ขึ้นไปบนยอดก็มองลงไปในเมืองได้ สังเกตความเข้มแข็งอ่อนแอของการป้องกันเมืองข้าศึก ทั้งยิงธนูสังหารข้าศึกในเมืองจากบนนั้นได้ด้วย รถกระทุ้งกำแพงก็คือรถโจมตีเมือง

"ยังต้องการสิ่งใดอีก"

"ตามกฎทัพ ตัดหัวโจรได้หนึ่งหัว พระราชทานเฉียนพัน เบี้ยรางวัลนี้แม้จะรอจ่ายเมื่อกองของข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ แต่หากทำเช่นนั้น ก็จะไม่เกิดผลปลุกขวัญกำลังใจ ฉะนั้น จึงยังต้องการเงินอีก"

"ต้องการเงินเท่าใด"

"พลกว่าสองพันคน คิดคนละหนึ่งหัวเป็นเกณฑ์ ต้องการเงินกว่าสองล้านเฉียน"

"ยังต้องการสิ่งใดอีก"

"ก็เพียงเท่านี้แล้ว"

อ้องหลานแบ่งสิ่งของเหล่านี้ออกเป็นหลายหมวด คำนวณออกมาได้เป็นตัวเลขหลายจำนวน กล่าวว่า "รวมต้องการเสบียงกว่าห้าพันสือ หญ้าฟางเจ็ดพันห้าร้อยสือ เกลือกว่าห้าสิบสือ เสื้อจำนวนหนึ่ง เกราะจำนวนหนึ่ง ดาบอาวุธจำนวนหนึ่ง ธนูหน้าไม้ลูกธนูจำนวนหนึ่ง เงินกว่าสองล้านเฉียน ทั้งรถสังเกตการณ์ รถสัมภาระ สัตว์ลากเกวียน เป็นต้น อีกทั้งยาและหมอ ถูกต้องหรือไม่"

"ถูกต้อง"

อ้องหลานถามว่า "เสื้อ เกราะ เงิน เป็นต้นนั้นพอว่าได้ แต่เสบียงรวมทั้งสิ้นกว่าหมื่นสองพันสือ ท่านซุนเฉวียน เกรงจะลำเลียงลำบากอยู่กระมัง"

เกวียนสามัญหนึ่งคันบรรทุกได้ครั้งละยี่สิบถึงสามสิบสือ หมื่นกว่าสือ ต้องการเกวียนกว่าสามร้อยคัน ใต้บัญชาซุนเจินมีไพร่พลรวมสองพันคน ที่เตรียมไว้ใช้เป็นพลสัมภาระมีเพียงสามสี่ร้อยคน สามสี่ร้อยคนดูแลเกวียนสามร้อยกว่าคัน นับว่าจัดการลำบากแท้

ซุนเจินคิดการนี้ไว้แต่เนิ่นแล้ว เขานึกในใจว่า "ข้าย่อมรู้ว่าลำเลียงลำบาก!" เพียงแต่ไม่สะดวกที่จะพูดความคิดของตนออกมาตรง ๆ จึงแกล้งทำเป็นลำบากใจ กล่าวว่า "ใช่แล้ว ลำบากอยู่บ้างจริง"

อ้องหลานช่วยออกอุบายคิดอ่านให้ กล่าวว่า "หรือจะลำเลียงไปแค่พอใช้ครึ่งเดือนก่อน"

"หากการศึกฉุกเฉินขึ้นมา กลับมาขอในเมืองไม่ทัน ขาดเสบียงจะทำเช่นไร"

"อาจแปลงอีกครึ่งหนึ่งเป็นเงิน นำติดตัวไปด้วย ระหว่างเองฉวนกับยี่หลำ(23)แม้มีโจรหนึ่งแสน แต่ก็ยังมีเมืองอำเภอที่ยังไม่แตก ยามขาดเสบียงก็อาจซื้อหาเอาตามท้องที่ได้"

นี่แหละคือสิ่งที่ซุนเจินต้องการ เขาแกล้งครุ่นคิดอยู่นาน ทำท่าจำใจ กล่าวว่า "เช่นนี้ก็ดี!"

เมืองเองฉวนปีกลายประสบภัยแล้ง พืชผลเก็บเกี่ยวได้ไม่ดี ปีนี้พอเปิดวสันต์ก็เกิดศึกโพกผ้าเหลืองอีก ราคาข้าวในหมู่ราษฎรพุ่งสูง ข้าวหนึ่งสืออย่างไรก็ต้องห้าหกร้อยเฉียน หญ้าฟางถูกกว่า หนึ่งสือราวยี่สิบถึงสี่สิบเฉียน

เสบียงกว่าห้าพันสือ ครึ่งหนึ่งก็คือสองพันห้าร้อยกว่าสือ แปลงเป็นเงินราวหนึ่งล้านห้าแสนเฉียน หญ้าฟางกว่าเจ็ดพันห้าร้อยสือ ครึ่งหนึ่งก็คือสามพันสองร้อยห้าสิบกว่าสือ คิดสือละสามสิบเฉียน แปลงเป็นเงินเก้าหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยกว่าเฉียน สองอย่างรวมกัน ราวหนึ่งล้านหกแสนเฉียน

ครั้นอ้องหลานจดสิ่งเหล่านี้ลงครบแล้ว จงฮิวและคนอื่น ๆ ก็อำลาจากไป

พวกเขาต้องกลับไปจวนมณฑลกราบเรียนบุนไท่โส่ว ได้รับอนุมัติจากบุนไท่โส่วแล้ว ซุนเจินจึงจะเบิกได้ การลงใต้ของซุนเจินคราวนี้เสี่ยงภัยใหญ่หลวงนัก เห็นทีบุนไท่โส่วคงไม่ตัดทอนเขาในเรื่องสัมภาระ

ซุนเจินส่งพวกเขาไปแล้ว กลับขึ้นมาบนเวที ซินอ้ายกล่าวว่า "ไม่คาดเลยว่าการรบจะสิ้นเปลืองเงินทองถึงเพียงนี้! พวกเราสองพันคน เดือนหนึ่งสิ้นเปลืองเสบียงและเงินทองมากมายปานนี้ เงินถึงสามสี่ล้านทีเดียว!"

ซุนเจินกล่าวว่า "มิใช่หรือ สามสี่ล้านเฉียนยังนับว่าน้อยเสียด้วยซ้ำ นับแต่ราชวงศ์นี้มาจนบัดนี้ เฉียงทางชายแดนตะวันตกก่อกบฏหลายครั้งหลายครา การปราบเฉียงในแต่ละปี ก่อนหลังใช้เงินมากถึงสามสี่หมื่นล้าน ราษฎรชายแดนและทแกล้วทหารล้มตายนับไม่ถ้วน มณฑลปิงและมณฑลเหลียงทั้งสองจึงร่อยหรอเสื่อมโทรมไป ฉะนั้นนักปราชญ์จึงกล่าวว่า พึงรู้เถิดว่าศัสตราวุธคืออัปมงคล จำใจจึงจะใช้!"

ทำสิ่งใดสิ้นเปลืองเงินที่สุด การรบ ทำสิ่งใดได้เงินมาที่สุด ก็ยังเป็นการรบนั่นเอง

ต่อสิ่งที่ได้มาในวันนี้ ซุนเจินก็พอใจยิ่งนัก ได้เสบียงหลายพันสือ ได้เงินหลายล้าน ทั้งได้เกราะ เครื่องศึก ม้าศึกอีกจำนวนหนึ่ง

มีเงินมีของเหล่านี้อยู่ในมือ การลงใต้ปราบโจรคราวนี้ แม้อาจไม่ชนะใหญ่ แต่อย่างน้อยก็พอจะขยายพลใหม่ใต้บัญชาเพิ่มได้อีกบ้าง

การฝึกในวันที่สี่ก็เลิกราเมื่อเข้าค่ำเช่นกัน

กลับค่ายกินข้าวเสร็จ ซุนเจินพาเฉิงเยี่ยน ซินอ้าย และคนอื่น ๆ ออกตรวจค่ายในคืนนี้

เพื่อแสดงความไว้วางใจและให้ความสำคัญแก่ถุนตะลุยทัพ การตรวจค่ายคืนนี้ เขาเรียกเล่าเติ้งและนายทหารตั้งแต่ตุ้ยสวี่(24)ขึ้นไปของถุนตะลุยทัพมาด้วยเป็นพิเศษ

เล่าเติ้งทำตามคำสั่งของซุนเจินเมื่อคืนวาน วันนี้จัดให้คนในถุนร้อยคนประลองกันเอง บ้างปล้ำ บ้างแบกของหนัก บ้างชกมวย บ้างฟันกระบี่ บ้างทุ่มหินกระโดดไกล บ้างคุมม้าชิงม้า เว้นแต่ฝีมือขี่ม้าไม่สู้ดีนัก ในการประลองด้านอื่นที่เหลือ เล่าเติ้งล้วนครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง ไพร่พลในถุนไม่ว่าก่อนหน้าจะรู้จักเขาหรือไม่ ผ่านไปวันหนึ่งก็เลื่อมใสเขาจนหมอบราบกราบกราน

สี่วันติดต่อกัน ซุนเจินนอนดึกตื่นเช้า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับไพร่พล พูดตามตรงก็เหนื่อยไม่น้อย เขาตรวจตามลำดับ ตรวจฉวีของงักจิ้นก่อน ต่อด้วยฉวีของสวี่จ้ง เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ครึ่งยามให้หลังก็ตรวจถึงฉวีของบุนเพ่ง

บุนเพ่งออกมาต้อนรับที่ประตูค่าย

ซุนเจินเดินเข้าไปในค่ายพลาง ยิ้มถามบุนเพ่งพลางว่า "ตงเงียบ หลายวันมานี้เหนื่อยหรือไม่"

บุนเพ่งคึกคักกระปรี้กระเปร่า ตอบเสียงดังว่า "ไม่เหนื่อย!"

"ที่เจ้าฝึกไพร่พลหลายวันมานี้ ข้าดูอยู่บนเวทีตลอด ฝึกได้ดีอยู่"

ได้รับคำชมจากซุนเจิน บุนเพ่งยิ่งฮึกเหิมใจ เขาถามว่า "ท่านซุน วันนี้ตอนข้าฝึกอยู่ในลาน เห็นท่านจงกงเฉา ท่านหวังจู่ปู้พวกเขามา ได้ยินว่ามาปรึกษาเรื่องสัมภาระกับท่านหรือ"

"ถูกแล้ว"

บุนเพ่งไม่ใส่ใจเรื่องสัมภาระ สิ่งที่เขาใส่ใจคือเมื่อใดจะลงใต้ จึงถามว่า "พวกเราจะลงใต้เมื่อไร"

"ฝู่จวินให้เวลาพวกเราห้าวัน พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่ห้าแล้ว รอพรุ่งนี้ข้าตรวจพลทั้งทัพเสร็จ มะรืนนี้ก็ลงใต้"

"ท่านซุน ข้ามีเรื่องหนึ่งจะขอ!"

"เรื่องอันใด"

"มะรืนนี้ลงใต้ ให้ฉวีของข้านี้เป็นทัพหน้าเถิด!" บุนเพ่งกระหายอยากลองฝีมือยิ่งนัก

ซุนเจินยิ้มว่า "อย่างไร อยากชิงความชอบลำดับหนึ่งหรือ" เขาตบไหล่บุนเพ่ง กล่าวว่า "เรื่องนี้นะ ข้ายังรับปากเจ้าไม่ได้ในตอนนี้"

บุนเพ่งร้อนใจ ถามว่า "เพราะเหตุใด"

"หากฉวีของเจ้าคว้าอันดับหนึ่งในการตรวจพลวันพรุ่งนี้ได้ ข้าก็จะให้เจ้าเป็นทัพหน้านี้"

"จริงหรือ ท่านซุน ข้ารับประกันว่าฉวีของข้านี้คว้าอันดับหนึ่งวันพรุ่งนี้ได้แน่!"

"งั้นข้าก็จะคอยดูตาเป็นมัน"

พูดคุยหยอกล้อกันไป คนทั้งหมู่ก็เข้าไปในค่าย เหล่าพลใหม่ฝึกมาทั้งวัน เหนื่อยนัก ส่วนมากกินข้าวเสร็จก็หลับไปแล้ว

ซุนเจินสั่งให้ทุกคนเบาเสียงย่างเท้าช้า ๆ เดินดูทีละกระโจม ทีละกระโจม ครั้นถึงกระโจมที่ห้า ในกระโจมมีพลใหม่สองคนยังไม่หลับ เห็นซุนเจินมาถึง รีบจะลุกขึ้นคุกเข่าต้อนรับ

ซุนเจินกดตัวทั้งสองไว้ กล่าวเบา ๆ ว่า "อย่าลุกขึ้น อย่าลุกขึ้น! พวกเขาหลับกันหมดแล้ว อย่าปลุกพวกเขาตื่นอีกเลย"

กระโจมหนึ่งพักพลใหม่สิบคน อีกแปดคนล้วนหลับไปแล้ว

พลใหม่สองคนที่ยังไม่หลับ คนหนึ่งอายุสี่สิบกว่า คนหนึ่งอายุยี่สิบต้น ๆ

ซุนเจินตรวจค่ายมาหลายครั้งแล้ว ต่อพลใหม่เหล่านี้แม้จะเรียกชื่อไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็พอจดจำได้ พินิจดูทั้งสอง ยิ้มถามว่า "เจ้าทั้งสองไยยังไม่เข้านอน"

พลใหม่หนุ่มชี้ไปที่พลใหม่อายุสี่สิบกว่าผู้นั้น กล่าวว่า "รองเท้าฟาง(25)ของเขาไม่พอดีเท้า เท้าเป็นตุ่มพอง นอนไม่หลับ ข้าไม่ง่วง เลยอยู่เป็นเพื่อนคุยกับเขาสักครู่"

"ปู้เจี้ย" ก็คือรองเท้าฟาง ราษฎรยากจน รองเท้าฟางคู่หนึ่งก็เห็นว่ามีค่ามาก จึงตั้งฉายาให้มันว่า "ปู้เจี้ย (ไม่ยอมให้ยืม)"

ซุนเจิน "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง กล่าวว่า "เท้าเป็นตุ่มพองหรือ ให้ข้าดูหน่อย" รวบชายเสื้อแล้วคุกเข่าลง นั่งที่ปลายที่นอนของพลใหม่อายุสี่สิบกว่าผู้นั้น ยื่นมือไปจับเท้าเขาไว้ในมือ

พลใหม่ผู้นั้นตกใจ รีบจะชักเท้ากลับ ซุนเจินกุมไว้ ยิ้มว่า "อย่างไร ยังเขินอายอีกหรือ"

"หามิได้ หามิได้! เท้าข้าน้อยสกปรก มิกล้าทำมือล้ำค่าของท่านเปื้อนเปรอะ"

"เท้าสกปรกอะไร มือล้ำค่าอะไรกัน หลายวันมานี้พวกเจ้าฝึกกันลำบากตรากตรำมาแล้ว…" ซุนเจินให้เฉิงเยี่ยนนำเปลวเทียนเข้ามาใกล้ อาศัยแสงเทียนดูเท้าพลใหม่ผู้นี้ ก็เห็นตุ่มน้ำพองขึ้นจริง ๆ อยู่ที่ข้างนิ้วโป้งเท้า เขากล่าวว่า "ตุ่มน้ำพองนี้นะ ไม่สะกิดออกไม่ได้ สะกิดออกแล้วก็จะหายเจ็บ" ที่นอนของพลใหม่ปูด้วยหญ้าแห้ง ซุนเจินคัดเอาเส้นหญ้าแข็ง ๆ เส้นหนึ่ง สะกิดตุ่มน้ำพองนี้ให้แตกออก

พลใหม่ผู้นั้น "โอย" ออกมาเบา ๆ คำหนึ่ง ชักเท้ากลับ

ซุนเจินลุกขึ้นยิ้มว่า "อย่างไร เจ็บหรือ อีกสักครู่ก็หายเจ็บแล้ว!" กวักมือเรียกบุนเพ่งเข้ามาใกล้ สั่งว่า "ไป ตักน้ำอุ่นมาสักกะละมัง ให้เขาแช่เท้าเสีย" บุนเพ่งรับคำกำลังจะไป ซุนเจินเรียกเขาไว้อีก กล่าวว่า "ไพร่พลฝึกมาทั้งวัน เหนื่อยนัก กลับมาค่ายควรมีน้ำอุ่นแช่เท้า"

บุนเพ่งรับว่า "ขอรับ!"

"อาเยี่ยน เจ้าจงนำคำสั่งของข้าไปบอกต่อ ตั้งแต่ค่ำพรุ่งนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะฝึกหรือเดินทัพ ทุกฉวีในทัพทุกค่ำต้องเตรียมน้ำร้อนไว้ให้ไพร่พลแช่เท้า"

"ขอรับ!"

"เอาละ เจ้าทั้งสองรีบพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องฝึก ยังต้องตรวจพลอีก หัวหน้าฉวีของพวกเจ้าใจฮึกเหิมนัก อยากคว้าอันดับหนึ่งในการตรวจพลวันพรุ่งนี้ พวกเจ้าอย่าทำให้เขาเสียหน้าเข้าก็แล้วกัน" ซุนเจินพูดหยอกสองสามคำ ก็พาซินอ้ายและคนอื่น ๆ ออกจากกระโจมไป

มองดูเขาเดินจากไป พลใหม่อายุสี่สิบกว่าผู้นั้นถอนใจเฮือกหนึ่ง

พลใหม่หนุ่มกล่าวอย่างอิจฉาว่า "ท่านซุนฐานะสูงส่งเพียงนี้ ลงมือสะกิดตุ่มพองให้เจ้าด้วยตนเอง ทั้งสั่งให้หัวหน้าฉวีไปตักน้ำอุ่นมาให้เจ้าแช่เท้า ไพร่พลเต็มทัพก็มีไม่กี่คนที่ได้รับการปฏิบัติเช่นเจ้า เจ้าไยมิเพียงไม่ยินดี กลับถอนใจเล่า"

"เฮ้อ มะรืนนี้ก็จะลงใต้แล้ว ข้ากลัวว่าข้าจะตายในศึกนี้!"

"คำนี้พูดเช่นไรกัน"

พลใหม่อายุสี่สิบกว่ายกเท้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า "ท่านซุนเป็นบุตรหลานตระกูลมีชื่อ เป็นเฉาเฉวียนกรมทหารมณฑล(26) เป็นนายของทัพหนึ่ง ลงมือสะกิดตุ่มพองที่เท้าให้ข้า ทั้งสั่งให้หัวหน้าฉวีตักน้ำอุ่นมาให้ข้าแช่เท้า ปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทน มีแต่เอาชีวิตตอบแทนเท่านั้นเอง!"

พลใหม่ผู้นี้อายุมาก ไม่เหมือนพลใหม่อายุยี่สิบกว่าผู้นั้นที่หัวคิดเรียบง่าย ต่อจุดประสงค์ที่ซุนเจินสะกิดตุ่มพองให้ เขาเข้าใจแจ่มแจ้ง

ก็เพื่อจะให้เขากล้าตายต่อสู้สุดกำลังในศึกวันต่อไปนั่นเอง!

แม้กระนั้น ถึงรู้เจตนาของซุนเจินดี แต่เมื่อครู่กิริยาของซุนเจินเป็นธรรมชาติ ไร้ความเสแสร้งแม้น้อย เจรจากับเขาด้วยสีหน้าจริงใจ ราวกับออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ ดังที่พลใหม่อายุยี่สิบกว่าผู้นั้นกล่าว ซุนเจินฐานะสูงส่งเพียงนี้ "ไร้ความเสแสร้งแม้น้อย" สะกิดตุ่มพองให้เจ้า ถึงรู้ดีว่าเป็นไปเพื่อให้ตนไปพลีชีพ ก็จำต้องยอมรับ ฉะนั้นเขาจึงถอนใจ

ตรวจค่ายทุกฉวีเสร็จ ซุนเจินกลับกระโจม

เพิ่งถึงกองกลาง พอให้เล่าเติ้งและนายทหารถุนตะลุยทัพกลับไปพักผ่อน ก็มีองครักษ์ที่อยู่เฝ้ามาแจ้งว่า "ท่านซุน มีแขกมาแล้ว"

ใจซุนเจินกระเพื่อม นึกว่า "หรือว่าจะเป็น" จึงถาม "แขกอะไร"

"แขกที่มาจากเองอิม"

ซุนเจินดีใจขึ้นทันที "บัดนี้อยู่ที่ไหน"

"อยู่ในกระโจม"

"อาเยี่ยน เจ้าคอยเฝ้าอยู่นอกกระโจม วิ๋วหลาง(27) เจ้าตามข้าเข้ากระโจมมา"

ในกระโจมนั่งอยู่เจ็ดแปดคน

ซุนฮิว ซีจื้อไฉ ทั้งสองอยู่ในนั้น ที่เหลือคนหนึ่งคือซุนเฉิง คนหนึ่งคือหยวนพ่าน

อีกสี่คนคือซวนคาง สือซ่าง หลี่ปั๋อ และสื่อนั่ว ซวนคางและอีกสี่คนเป็นศิษย์ของซวนปั๋วเซียงซานเหล่า(28)แห่งตำบลตะวันตก ครั้งซุนเจินดำรงตำแหน่งตูโหยวฝ่ายเหนือ เคยเรียกซวนคางและหลี่ปั๋อเข้ามาในตูโหยวเอวี้ยน ตั้งให้เป็นขุนนางผู้น้อยคนละตำแหน่ง ภายหลังซุนเจินลาออกกลับบ้าน ไม่นานทั้งสองก็ถูกตูโหยวฝ่ายเหนือคนใหม่ปลดออก

เห็นเขาเข้ากระโจม ทุกคนพากันลุกขึ้นต้อนรับ

ซุนเจินก้าวเข้าไปอยู่ตรงหน้าหยวนพ่าน กุมมือเขาไว้ กล่าวว่า "อาจารย์หยวน! การลงใต้ของข้าพเจ้าคราวนี้ อาจกล่าวได้ว่าพร้อมสรรพทุกประการแล้ว เหลือแต่รอท่านมานี่เอง!" หันไปมองรอบข้าง หัวเราะก้องว่า "บัดนี้อาจารย์หยวนมาแล้ว ข้าพเจ้าลงใต้ก็หมดห่วงแล้ว"

เมื่อสามวันก่อน ก็คือวันแรกของการฝึก ซุนเจินก็ส่งคนไปเองอิม คนหนึ่งไปแจ้งข่าวความปลอดภัยแก่ทางบ้าน อีกคนก็ไปตามหยวนพ่าน หยวนพ่านเป็นสาวกลัทธิไท่ผิง รู้เรื่องราวของลัทธิไท่ผิงอย่างถ่องแท้ ทั้งคุ้นเคยกับชั้นผู้ใหญ่ของลัทธิไท่ผิง เมื่อมีเขามาช่วย มิเพียงทำให้รู้เขารู้เราดั่งเสือติดปีก ทั้งในยามอันควร อาจใช้เขาเป็นกำลังพิสดารได้อีกด้วย

หยวนพ่านคุกเข่าลงคำนับด้วยความหวั่นเกรง กล่าวว่า "บัดนี้ปอไซก่อกบฏ ข้าน้อยก็เป็นสาวกในลัทธิ ทั้งเคยรู้จักปอไซมาแต่ก่อน เป็นผู้รอรับโทษอยู่ ไฉนกล้ารับคำของท่านเช่นนี้"

"เอ๊ะ! ท่านกับปอไซไม่เหมือนกัน หากจะว่ารู้จักแล้ว ข้าพเจ้าก็รู้จักปอไซมานานแล้วเช่นกัน คนในเมืองเอี้ยงเต๊กที่รู้จักปอไซยังมีมากมายนัก นี่หาใช่ความผิดอันใด เมื่อเดือนก่อน เฉินหนิวคิดก่อกบฏในตำบลตะวันตก อาจารย์หยวนตัดหัวมัน ควบม้ายามวิกาลมาแจ้งเหตุร้ายที่ศาลาฝานหยาง นี่เป็นความชอบใหญ่หลวงทีเดียว! อาจารย์หยวน ก่อนข้าพเจ้ามาเอี้ยงเต๊ก ได้แจ้งความชอบใหญ่ของท่านนี้แก่นายอำเภอเองอิมแล้ว นายอำเภอกล่าวว่าจะปูนบำเหน็จความชอบให้ท่าน!"

ซวนคางสอดขึ้นว่า "ท่านซุนยังไม่ทราบ นายอำเภอปูนบำเหน็จให้อาจารย์หยวนแล้ว"

"ปูนบำเหน็จอะไร"

"แต่งตั้งอาจารย์หยวนเป็นเซียงจั่ว(29)ตำบลตะวันตก"

ซุนเจินกล่าวว่า "ให้เพียงเซียงจั่วตำบลตะวันตกเท่านั้นหรือ เบาไป เบาไป อาจารย์หยวน ท่านวางใจเถิด รอเมื่อลงใต้ตีโจรแตกในคราวนี้แล้ว ข้าพเจ้าจะกราบเรียนความชอบของท่านต่อฝู่จวินอีก อย่างอื่นมิกล้ารับปาก แต่อย่างไรก็ต้องเชิญท่านเป็นเซ่อฟูชั้นมีศักดิ์(30)แห่งตำบลตะวันตกให้จงได้!"

"บัดนี้ที่มาตามคำเรียกของท่าน มิใช่เพื่อบำเหน็จรางวัลจากจวนมณฑล ข้าน้อยเพียงหวังว่าจะลดหย่อนความผิดของข้าน้อยลงบ้างเท่านั้น"

คำนี้ของหยวนพ่านเป็นความจริง แม้เขาจะมีความชอบฆ่าเฉินหนิว ส่งข่าวเตือนภัย แต่เขาก็เป็นสาวกลัทธิไท่ผิง ทั้งมีชื่อเสียงในหมู่สาวกลัทธิแห่งตำบลตะวันตก เป็น "สาวกลัทธิผู้มีชื่อ" รอเมื่อราชสำนักปราบกบฏสงบแล้ว ย่อมต้องไล่จับสาวกลัทธิไท่ผิงทั่วแผ่นดิน เขาวิตกนักว่าถึงคราวนั้นจะพัวพันมาถึงตัว

"อาจารย์หยวนมาคนเดียวหรือ"

"ข้าน้อยได้รับลายมือของท่านแล้ว รู้ว่าท่านเรียกข้าน้อยมาย่อมเพื่อตีโจร ข้าน้อยแก่ชราร่างกายอ่อนแอ เกรงจะออกแรงเพื่อท่านมิได้ จึงคัดเลือกบุตรหลานในหมู่บ้านของข้าน้อยห้าสิบคนติดตามมาด้วย"

ราษฎรในหมู่บ้านของหยวนพ่านล้วนเป็นสาวกลัทธิไท่ผิง นั่นก็คือเขานำสาวกลัทธิไท่ผิงห้าสิบคนมาด้วย ซุนเจินดีใจกล่าวว่า "ดี! ดี! ดีนัก! ห้าสิบคนนี้บัดนี้อยู่ที่ไหน"

ซีจื้อไฉตอบว่า "จัดที่พักให้แล้ว"

"แต่ก่อนเมื่อข้าอยู่ศาลาฝานหยาง ได้อาจารย์หยวนช่วยเหลือมามาก บุตรหลานของท่านข้าก็รู้จักหมด เป็นคนเก่าของข้า จื้อไฉ อย่าทำเล่นเป็นเบาเชียว!"

"ขอรับ"

ซุนเจินสังเกตเห็นมีถุงผ้าใบหนึ่งวางอยู่แทบเท้าหยวนพ่าน จึงถามว่า "นี่คือสิ่งใด"

หยวนพ่านแก้ถุงออก ข้างในเป็นแผ่นทองคำกองหนึ่ง

ซุนเจินตะลึง กล่าวว่า "นี่คือ"

เขารู้ว่าในหมู่บ้านหยวนพ่านยากจนนัก แผ่นทองเหล่านี้ย่อมมิใช่ของหยวนพ่านแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่ามาจากไหน หยวนพ่านตอบว่า "ท่านซุน ยังจำเล่าอ่ง(31)ได้หรือไม่"

"ไฉนจะจำไม่ได้!"

ครั้งซุนเจินดำรงตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยาง ข้ามเขตออกตีโจรยามวิกาล ที่ควบม้าไปช่วยก็คือเล่าอ่ง

หยวนพ่านกล่าวว่า "แผ่นทองเหล่านี้คือสิ่งที่เล่าอ่งมอบให้แก่ท่าน รวมทั้งสิ้นยี่สิบตำลึงทอง เล่าอ่งกล่าวว่า เขาแก่ชราแล้ว บุตรหลานในบ้านก็ตายในภัยโจรครั้งก่อนเสียมาก ช่วยท่านมิได้ ได้แต่ส่งเงินทองมาส่งเสริมท่านออกศึก"

ซุนเจินสะเทือนใจยิ่งนัก รับถุงผ้ามา กล่าวว่า "ภัยโจรครั้งก่อน บ้านเล่าอ่งเกือบถูกไฟเผาราบเป็นหน้ากลอง ทองยี่สิบตำลึงนี้ เห็นทีจะเป็นสมบัติทั้งหมดที่เล่าอ่งมีอยู่!"

หยวนพ่านกล่าวว่า "ถูกแล้ว ข้าน้อยได้ยินว่า เพื่อรวบรวมทองยี่สิบตำลึงนี้ เล่าอ่งขายที่นาในบ้านไปเสียกว่าครึ่ง"

ในโลกนี้มีคนอยู่สองจำพวก จำพวกหนึ่งคือคนเนรคุณ จำพวกหนึ่งคือคนรู้คุณคิดตอบแทน เล่าอ่งคือจำพวกหลัง นับแต่จากตำบลตะวันตกมา ซุนเจินก็แทบไม่ได้พบเล่าอ่งอีก ไม่คาดเลยว่าในยามนี้ เขากลับส่งทองยี่สิบตำลึงมาให้ ซุนเจินสะเทือนใจอยู่นาน คนในกระโจมต่างก็พากันสรรเสริญไม่ขาดปาก

ซุนเจินส่งถุงผ้าให้ซินอ้าย ให้เขาเก็บรักษาไว้ก่อน เหลียวมองในกระโจม ยิ้มว่า "ยืนกันอยู่ทำไม รีบนั่งสิ รีบนั่งกันลงเถิด"

ทุกคนนั่งลงตามฐานะแขกและเจ้าบ้าน

ซุนเจินยิ้มกล่าวกับซวนคางและอีกสามคนว่า "ซูเงียบ จื่อหยวน(32) พวกท่านก็มาด้วยหรือ"

"ท่านส่งคนไปตำบลตะวันตกเรียกอาจารย์หยวน อาจารย์ทราบแล้ว ก็กล่าวกับพวกเราว่า 'ท่านซุนกำลังต้องการคน พวกเจ้าแม้ไม่มีความสามารถใหญ่หลวง ก็พอมีดีอยู่บ้าง ไปร่วมในทัพกับอาจารย์หยวนเสียเถิด' ดังนั้นพวกเราจึงมา"

"อาจารย์" ที่ว่าก็คือซวนปั๋วนั่นเอง

ซุนเจินหัวเราะก้องว่า "ท่านทั้งหลายล้วนเป็นศิษย์ท่านซวน(33) ทั้งรอบรู้ในวิชาหญูและวิชากฎหมาย ล้วนเป็นผู้มีความสามารถ ไฉนจะว่า 'พอมีดีอยู่บ้าง' เล่า ในทัพข้ายังขาดเสมียนและผู้ดูแลกฎ ท่านทั้งหลายหากไม่รังเกียจ เรื่องอักษรและกฎหมายสองอย่างนี้ก็ขอฝากท่านทั้งหลายช่วยรับภาระเถิด" ซวนคาง หลี่ปั๋อ สือซ่าง สื่อนั่ว ทั้งสี่ลุกจากที่นั่งคุกเข่าลงว่า "ขอน้อมรับคำสั่ง"

ศิษย์ใต้ประตูซวนปั๋วมีมากมาย ที่โดดเด่นยังมีอีกสองคน คนหนึ่งคือซวนเสียน คนหนึ่งคือหวังเฉิง ซวนเสียนเป็นบุตรของซวนปั๋ว ต้องปรนนิบัติบิดาผู้ชรา จึงมิอาจมาได้ หวังเฉิงเป็นศิษย์ที่อ่อนวัยที่สุดและมีปรีชาที่สุดในใต้ประตูซวนปั๋ว แต่มีอคติต่อเรื่องที่ซุนเจิน "จับกุมล้างตระกูลตี้ซาน" เมื่อครั้งก่อน เห็นว่าซุนเจินกุเรื่องป้ายความผิด ฆ่าคนผิดกฎ จึงมิได้มาเช่นกัน

ซุนเจินมิได้ถือสาในเรื่องนี้ พูดคุยกับหยวนพ่าน ซวนคาง และคนอื่น ๆ เสร็จแล้ว เขาจึงยิ้มกล่าวกับซุนเฉิงว่า "จงเหริน เจ้าก็มาด้วยหรือ"

ซุนเฉิงยิ้มว่า "มิเพียงข้ามา ข้ายังพาคนมาอีกร้อยคน"

"พาคนมาร้อยคนหรือ"

"ใช่แล้ว มีทั้งบุตรหลานและปินเค่อในตระกูลของพวกเรา ทั้งยังมีปินเค่อในหมู่ตระกูลเล่าด้วย"

ในจดหมายที่ซุนเจินเขียนไปทางบ้าน เขียนว่าตนกำลังจะรับบัญชาลงใต้ ในหมู่ตระกูลจึงคัดเลือกบุตรหลานและปินเค่อผู้กล้าหาญมาช่วยก็ไม่แปลก แต่ตระกูลเล่าก็ส่งคนมาช่วยด้วยหรือ มองแวบแรกเหมือนน่าฉงน ทว่าครุ่นคิดให้ดีก็ไม่แปลกเช่นกัน ประการหนึ่ง ตระกูลเล่ากับตระกูลซุนอยู่ในอำเภอเดียวกัน ในยามที่กบฏก่อการทั่วทุกแห่งหนเช่นนี้ ต่างช่วยเหลือกันก็เป็นเรื่องสมควร ประการที่สอง ตระกูลเล่าแห่งเองอิมเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ฮั่น แผ่นดินนี้ก็เป็นของตระกูลเล่าพวกเขา ย่อมควรส่งคนมาช่วยปราบกบฏ

"ไฉนไม่เห็นคนของตระกูลเล่าเล่า"

"คนตระกูลเล่าที่มาล้วนเป็นปินเค่อและถูฟู่(34)"

ความหมายแฝงของซุนเฉิงคือ คนตระกูลเล่าที่มาเหล่านี้ล้วนเป็นบ่าวไพร่ ไม่มีศักดิ์พอจะเข้ากระโจม ซุนเจินพยักหน้าเข้าใจ แล้วถามอีกว่า "คนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน"

ซุนฮิวตอบว่า "อยู่รวมกับบุตรหลานและปินเค่อในหมู่ตระกูลของเราที่จงเหรินพามา จัดให้พักอยู่ในกองกลางทั้งหมดแล้ว"

ซุนเจินพยักหน้า

ซุนเฉิงล้วงจดหมายหลายฉบับออกจากอก ส่งให้ซุนเจิน กล่าวว่า "นี่คือจดหมายที่ทางบ้านเขียนถึงเจ้า"

จดหมายมีสี่ฉบับ

ฉบับหนึ่งซุนกุนเขียน ฉบับหนึ่งซุนฉวีเขียน ฉบับหนึ่งซุนฮกเขียน ฉบับหนึ่งนางตระกูลตันเขียน

ซุนเจินวางจดหมายไว้บนโต๊ะ อ่านของซุนกุนก่อน

ก่อนอ่าน เขาจัดเสื้อผ้าหมวกให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงเปิดซองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดึงกระดาษจดหมายออกมา บนนั้นมีเพียงสี่อักษร "วิญญูชนหยั่งรู้ง่าย" เขาพึมพำว่า "วิญญูชนหยั่งรู้ง่าย"

คนในกระโจมส่วนมากเป็นผู้คงแก่เรียน ต่อที่มาของสี่อักษรนี้ล้วนรู้ดี

สี่อักษรนี้มาจากบรรพ "ปู้โก่ว"(35) ในตำราซวินจื่อ ทั้งวรรคว่า "วิญญูชนหยั่งรู้ง่ายแต่ลวงยาก หวั่นภัยง่ายแต่ข่มขู่ยาก เกรงทุกข์ภัยแต่มิหลีกเลี่ยงการตายเพื่อธรรม ใฝ่ประโยชน์แต่มิทำสิ่งมิควร คบหาสนิทแต่มิคบเพื่อพวกพ้อง วาจาคมคายแต่มิตลบตะแลง กว้างขวางยิ่งนัก! ช่างต่างจากชาวโลกแท้" หากนำมาใช้กับความเป็นไปเบื้องหน้า จุดสำคัญที่ซุนกุนเน้นย่อมเป็นวรรคที่สาม "เกรงทุกข์ภัยแต่มิหลีกเลี่ยงการตายเพื่อธรรม"

ซุนเจินวางจดหมายลงบนโต๊ะ จัดเสื้อผ้าหมวกให้เรียบร้อยอีกครั้ง หันหน้าสู่กระดาษจดหมาย ก้มกราบลงราบกับพื้น กล่าวว่า "คำสอนของบิดา ซุนเจินขอจารึกจำไว้มิลืม"

ซุนฮิวก็จัดเสื้อผ้าหมวกให้เรียบร้อย ก้มกราบต่อจดหมายเช่นกัน กล่าวว่า "ซุนฮิวขอจารึกจำไว้มิลืม!"

ตระกูลซุนแห่งเองอิมเป็นลูกหลานของซวินจื่อ ซุนกุนในยามนี้ใช้วาทะเด่นของซวินจื่อมาปลุกใจซุนเจิน เจตนาแจ่มชัด ใจที่หวังดีนั้นลึกซึ้งนัก

ซีจื้อไฉตื้นตันใจถอนใจว่า "เจินจือ ตระกูลของท่านสมเป็นตระกูลมีชื่อแห่งเองฉวน เป็นตระกูลก้องแผ่นดินมิได้อายเลย!"

อ่านจดหมายของซุนกุนเสร็จ ก็อ่านจดหมายของซุนฉวีต่อ

จดหมายของซุนฉวียิ่งง่ายกว่า มีเพียงอักษรเดียว "ฆ่า!"

อักษรฆ่านี้เขียนอย่างฉ่ำลื่นหฤหรรษ์ กินเนื้อที่เต็มทั้งหน้ากระดาษ เพียงดูตัวอักษร ซุนเจินก็วาดภาพในห้วงคำนึงได้ถึงท่วงท่าฮึกเหิมของซุนฉวียามเขียน

อ่านจดหมายของซุนฮกต่อ

จดหมายของซุนฮกมีอักษรมากหน่อย เขียนว่า "พี่กำลังจะลงใต้ ข้าศึกมากเรากำลังน้อย ตำราอู๋จื่อ(36)ว่า 'ผู้ใช้พลมากพึงเลือกที่ราบกว้าง ผู้ใช้พลน้อยพึงเลือกที่คับแคบ' ปอไซมีพลหนึ่งแสนกระจุกอยู่ในระยะห้าสิบลี้ระหว่างเองฉวนกับยี่หลำ ในระหว่างนั้นแม้ไม่มีที่คับแคบ แต่ตั้งทัพหนาแน่นในที่แคบ นี่ก็เป็นข้อพึงระวังใหญ่ของนักการทหารเช่นกัน พี่มั่นคงเด็ดเดี่ยวห้าวหาญ ก๋งตัด(37)ละเอียดรอบคอบ จื้อไฉเป็นผู้มีกลศึกพิสดาร เรื่องตีโจรแตกนั้น ไม่จำต้องให้ซุนฮกออกความเห็น ซุนฮกอยู่ที่บ้าน รอข่าวชัยของพี่"

ซุนฮกมิได้เข้าร่วมศึกรักษาเมืองเอี้ยงเต๊ก ไม่เข้าใจกำลังรบของกองทัพโพกผ้าเหลือง ฉะนั้นจึงทำได้แต่พิเคราะห์จากแนวใหญ่ ดังที่เขากล่าว ปอไซมีพลหนึ่งแสนกระจุกอยู่ในระยะห้าสิบลี้ แท้จริงเป็นข้อพึงระวังใหญ่ของนักการทหาร ข้อนี้ซุนเจิน ซุนฮิว ซีจื้อไฉ ก็มองออกแล้วเช่นกัน

ซุนเฉิงกล่าวว่า "บุ๋นเยียก(38)เมื่อหลายวันก่อนพาปินเค่อออกตรวจค่ายยามค่ำ ต้องลมเย็นเข้าจนเป็นไข้ นอนป่วยอยู่บนเตียง มอบจดหมายให้ข้าแล้วกล่าวว่า เสียดายแต่ป่วยอยู่ มิอาจลงใต้ไปกับเจินจือได้"

ซุนเจินห่วงใยถามถึงอาการป่วยของซุนฮกเล็กน้อย สุดท้ายยิ้มว่า "บุ๋นเยียกแม้ไม่ได้มา มีจดหมายฉบับนี้ก็มีค่าเทียบพันตำลึงทอง" ถามซุนเฉิง "จงเหริน เจ้ามาคราวนี้ ไม่ไปแล้วใช่ไหม"

"ไม่ไปแล้ว! จะให้เจ้ากับก๋งตัด 'วิญญูชนหยั่งรู้ง่าย' กันแต่สองคนได้อย่างไร ข้าก็เป็นบุตรหลานตระกูลซุนเหมือนกัน ก็จะ 'วิญญูชนหยั่งรู้ง่าย' ด้วย"

"ฮ่า ๆ ดีนัก" ซุนเจินใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "วันนี้ข้าเพิ่งขอสัมภาระชุดหนึ่งจากในมณฑลมา ในทัพยังไม่มีนายสัมภาระ จงเหริน เจ้าก็มาเป็นนายสัมภาระนี้เสียเถิด ส่วนคนที่เจ้าพามากับคนที่อาจารย์หยวนพามา ก็ให้อยู่ในกองกลางทั้งหมด เป็นทหารคนสนิทของข้า เป็นเช่นไร"

ซุนเฉิงกับหยวนพ่านพร้อมเพรียงกันว่า "ขอรับ"

ซุนเจินกับซุนเฉิงสนิทสนมกันดี เมื่อกล่าวเรื่องสำคัญเสร็จ ก็หยอกล้อกันสองคำ กล่าวว่า "เพียงแต่จงเหริน เจ้าครานี้เข้าทัพลงใต้ กระเบื้องหน้าจั่ว(39)ในบ้านเจ้าจะทำเช่นไรเล่า"

งานอดิเรกใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของซุนเฉิงคือสะสมกระเบื้องหน้าจั่ว ได้ยินคำนี้ของซุนเจิน คนในกระโจมต่างหัวเราะกัน

ดึกแล้ว คุยกันอีกครู่ จัดที่พักให้หยวนพ่านและคนอื่น ๆ แล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

รอให้คนไปกันหมดแล้ว ซุนเจินจึงเปิดจดหมายที่นางตระกูลตันเขียนถึงเขา

จดหมายของนางตระกูลตันหนาที่สุด พรรณนาเยิ่นเย้อ เล่าแต่เรื่องในบ้าน บอกว่าทุกอย่างในบ้านดีหมด ถังเอ๋อร์(40)ก็สบายดี บอกว่านางกำลังเย็บรองเท้าใหม่ให้ซุนเจิน เพียงแต่คราวนี้ส่งมาให้ไม่ทันแล้ว บอกว่าดอกท้อในบ้านจะบานแล้ว บอกว่าบิดาซุนกุนและพี่รองซุนฉวีปฏิบัติต่อนางดีมาก มักไปเยี่ยมนางที่บ้านเสมอ และอื่น ๆ อีกมากมาย เขียนเสียยืดยาวตั้งหนึ่งสองพันอักษร

อักษรแม้มาก แต่ไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ซุนเจินกำลังจะลงใต้แม้สักอักษรเดียว ไม่เอ่ยถึงเรื่องลงใต้แม้สักอักษร แต่ความอาลัยห่วงหานั้นเต็มเปี่ยมอยู่บนหน้ากระดาษ

ซุนเจินอ่านจบ พับจดหมายเก็บ ไพล่มือเดินไปยังปากกระโจม เปิดผ้าม่านกระโจมขึ้น แหงนมองท้องฟ้ายามราตรี

ในท้องฟ้ายามราตรีสีน้ำเงินเข้ม จันทร์กระจ่างดั่งกระจกเงา ไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นยามจันทร์เพ็ญแล้ว

ซุนเจินกลับมาที่หน้าโต๊ะ เขียนจดหมายตอบนางตระกูลตัน จับพู่กันเขียนว่า "จันทร์เพ็ญผุดเหนือสมุทร สุดขอบฟ้าร่วมยามนี้ ขอเพียงคนยั่งยืนนาน พันลี้ร่วมชมจันทร์งาม"(41) เขียนเสร็จ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนต่อท้ายอีกว่า "จดหมายที่ส่งมาได้อ่านแล้ว กำลังจะลงใต้ เกรงจะสูญหาย จึงแนบส่งคืนมา ณ ที่นี้" พับจดหมายตอบกับจดหมายของนางตระกูลตันเข้าด้วยกัน ใส่ลงในซอง ประทับดินผนึกเรียบร้อย เรียกเฉิงเยี่ยนมา สั่งให้พรุ่งนี้ส่งคนนำไปให้ที่บ้าน

——

1, แบบแผนการลำเลียงเสบียงและเบี้ยรางวัลฆ่าข้าศึกในสมัยฮั่น

หน่วยชั่งน้ำหนักในสมัยฮั่นแบ่งเป็นสือใหญ่กับสือเล็ก 1 สือเล็ก = 0.6 สือใหญ่

มาตราเสบียงรายเดือน คิดเป็นสือใหญ่ได้สองสือหรือสองสือหกโต่ว คิดเป็นสือเล็กมีสามสือหรือ "สามสือสามโต่วเศษ" หากคิดเป็นสือใหญ่ทั้งหมด ก็มีสามมาตรา คือสองสือหกโต่ว สองสือ และหนึ่งสือแปดโต่ว ความต่างของมาตราเสบียงรายเดือนนี้ขึ้นอยู่กับภาระหน้าที่ที่ไพร่พลต้องแบกรับ

มาตราเกลือกิน ไพร่พลคนละสามเซิงต่อเดือน

เงินค่าผัก เงินค่าเนื้อ ไม้ไผ่จารึกแห่งจวีเหยียนว่า "ตุ้ยจ่างห้องที่สี่ ( ) เงินค่าผักสองร้อยสิบหก อีกเงินค่าเนื้อเจ็ดสิบ รวมสองร้อยแปดสิบหก ตุ้ยจ่างห้องที่หนึ่งสามปี เงินค่าผักสองร้อยสิบหก…" เงินค่าผักและเงินค่าเนื้อที่กล่าวในไม้ไผ่จารึกควรเป็นของที่รัฐจัดหาให้

เครื่องแบบทหาร "เสื้อแปดพันสี่ร้อยตัว … กางเกงแปดพันสี่ร้อยตัว ฉางเหวยหนึ่งหมื่นหกพันแปดร้อย" จำนวนฉางเหวยเป็นสองเท่าพอดีของเสื้อและกางเกง "นี่แสดงว่าในยุคนั้นแจกจ่ายเป็นชุดในแบบ 'เสื้อหนึ่ง กางเกงหนึ่ง ฉางเหวยสอง'"

เสบียงม้าศึก ขุนพลผู้เลื่องชื่อเจ้าชงกั๋ว(42)แห่งฮั่นตะวันตกกล่าวว่า "ม้าหนึ่งตัวบรรทุกเสบียงสำหรับกินสามสิบวันเอง คิดเป็นข้าวสารสองหูสี่โต่ว ข้าวสาลีแปดหู" รวมทั้งสิ้นสิบสือสี่เซิง ม้าและวัวนอกจากกินเสบียงข้าวแล้ว ยังกินหญ้าฟางในปริมาณมากด้วย คือฉูเก่า "ในกองทัพปราบเฉียงที่เจ้าชงกั๋วบัญชาการ ม้าศึกหมื่นตัวกับวัวและสัตว์ลากเข็นอื่น ๆ ใช้หญ้าฟางเดือนหนึ่งมากถึงสองแสนห้าพันสองร้อยแปดสิบหกสือ" เฉลี่ยม้าหรือวัวหนึ่งตัวใช้หญ้าฟางเดือนละยี่สิบห้าสือเศษ

เบี้ยพระราชทานเมื่อฆ่าข้าศึก ไม้ไผ่จารึกต้าทงที่ขุดพบที่ชิงไห่เป็นไม้ไผ่จารึกสมัยฮั่นตะวันตกตอนปลาย บนนั้นจารึกว่า "ตัดหัวจับเชลยได้สองหัว เลื่อนบรรดาศักดิ์คนละหนึ่งขั้น ตัดหัวจับได้ห้าหัว เลื่อนบรรดาศักดิ์คนละสองขั้น ตัดหัวจับได้แปดหัว เลื่อนบรรดาศักดิ์คนละสามขั้น หากไม่ครบจำนวน พระราชทานเฉียนพันต่อหัว"

2, เกวียนสามัญหนึ่งคันบรรทุกได้ครั้งละยี่สิบถึงสามสิบสือ หมื่นกว่าสือ ต้องการเกวียนกว่าสามร้อยคัน

ตำราจิ่วจางซ่วนซู่(43) บรรพ "จวินซู"(44) ว่า "เกวียนบรรทุกยี่สิบห้าหู…" ตำราจิ่วจางซ่วนซู่เรียบเรียงขึ้นในช่วงปลายฮั่นตะวันตกถึงต้นฮั่นตะวันออก ด้วยเหตุนี้ เกวียนสามัญในยุคนั้นจึงบรรทุกได้ราวยี่สิบห้าสือ

## เชิงอรรถ

(1) พลธนูหน้าไม้ — ต้นฉบับว่า "เจวี๋ยจางสื่อ" หมายถึงทหารที่ใช้ธนูและหน้าไม้ เป็นหนึ่งในสามจำพวกทหารราบสมัยฮั่น

(2) ฉวี — หน่วยทหารสมัยฮั่น คุมสองถุน ในตอนนี้กำหนดให้แต่ละฉวีมีพลสองร้อยคน

(3) เจียงหู — พรรคพวกคนสนิทของงักจิ้นและเสี่ยวเซี่ยในโรงเหล็กหลวง

(4) ถุน — หน่วยทหารประกอบด้วยสองตุ้ย ราวหนึ่งร้อยคน

(5) ตุ้ย — หน่วยย่อยของถุน มีห้าสือ (หน่วยสิบคน) ห้าสิบคน

(6) ถุนตะลุยทัพ — ต้นฉบับว่า "เซี่ยนเจิ้นถุน" คือถุนของพลตะลุยทัพ พวกพลกล้าตายที่มีฤทธิ์เดชเข้มแข็งดุดัน

(7) เฉาเฉวียน — หัวหน้ากรม (เฉา) ในที่ว่าการมณฑล ดูแลกิจการแต่ละด้าน

(8) ฝู่จวิน — คำเรียกเจ้าเมือง (ไท่โส่ว) ด้วยความเคารพ ในที่นี้คือบุนไท่โส่ว เจ้าเมืองเอี้ยงเต๊ก

(9) ท่านซุนเฉวียน — ต้นฉบับว่า "ซุนเหยี่ยน" หมายถึงท่านซุนผู้เป็นเฉวียน (ขุนนางหัวหน้ากรม) คือซุนเจินซึ่งดำรงตำแหน่งปิงเฉาเฉวียน เจ้ากรมทหารมณฑล

(10) ลูกเสือ — ต้นฉบับว่า "หรู่หู่" คำชมว่าเป็นผู้มีอนาคต ดุดันกล้าหาญ เป็นฉายาที่ผู้คนยกย่องซุนเจิน

(11) ท่านจู่ปู้ — จู่ปู้คือหัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร คนสนิทของเจ้าเมือง ในที่นี้คืออ้องหลาน

(12) วลีนี้มาจากตำราพิชัยสงครามอู๋จื่อ ความว่าสมรภูมิคือที่วางซากศพ ผู้มุ่งตายจึงรอด ผู้หวังเอาตัวรอดจึงตาย

(13) ท่านจงกงเฉา — กงเฉาคือหัวหน้าฝ่ายบุคคล มือขวาของเจ้าเมือง ในที่นี้คือจงฮิว

(14) แม่น้ำยี — ต้นฉบับว่า "หรู่สุ่ย" แม่น้ำสายสำคัญในภาคกลาง

(15) สือ — มาตราตวงข้าวสมัยฮั่น 1 สือ = 10 โต่ว 1 โต่ว = 10 เซิง

(16) เสื้อ — ต้นฉบับว่า "ซี" หมายถึงเสื้อท่อนบนของทหาร

(17) ฉางเหวย — เครื่องแบบทหารสมัยฮั่น แจกตามอัตราหนึ่งเสื้อ หนึ่งกางเกง สองฉางเหวย

(18) หญ้าฟาง — ต้นฉบับว่า "ฉูเก่า" คือหญ้าแห้งและฟางสำหรับเลี้ยงม้าและสัตว์ลากเกวียน

(19) เซียงเซีย — เมืองหน้าด่านทางทหารในเขตเองฉวน

(20) รถสังเกตการณ์ — ต้นฉบับว่า "หยุนเชอ" เครื่องกลโจมตีเมืองสูงสิบกว่าจ้าง ขึ้นไปมองลงในเมืองและยิงธนูลงไปได้

(21) บันไดปีนกำแพง — ต้นฉบับว่า "หยุนทรี" บันไดสำหรับปีนกำแพงเมือง

(22) รถกระทุ้งกำแพง — ต้นฉบับว่า "ชงเชอ" รถโจมตีเมืองใช้กระทุ้งประตูและกำแพง

(23) ยี่หลำ — เขตปกครองทางใต้ของเองฉวน ต้นฉบับว่า "หรู่หนาน"

(24) ตุ้ยสวี่ — นายแถว หัวหน้าตุ้ยขนาดห้าสิบคน

(25) รองเท้าฟาง — ต้นฉบับว่า "ปู้เจี้ย" คือรองเท้าสานฟางอย่างถูกของราษฎร "ปู้เจี้ย" แปลว่า "ไม่ยอมให้ยืม" เพราะราษฎรยากจนถือว่ารองเท้าฟางคู่หนึ่งก็มีค่ามาก จึงตั้งฉายาให้เช่นนี้

(26) เฉาเฉวียนกรมทหารมณฑล — ต้นฉบับว่า "ปิงเฉาเฉวียน" หัวหน้ากรมทหารของมณฑล ทำหน้าที่บัญชาทหารแทนเจ้าเมือง คือตำแหน่งของซุนเจิน

(27) วิ๋วหลาง — สมญาของซินอ้าย แปลว่า "พ่อหนุ่มหยก" เพราะรูปงาม

(28) เซียงซานเหล่า — ผู้เฒ่าทรงคุณวุฒิประจำตำบล หนึ่งในสามผู้เฒ่า (ซานเหล่า) ในที่นี้คือซวนปั๋ว

(29) เซียงจั่ว — ผู้ช่วยนายตำบล รับผิดชอบการเก็บภาษีและทะเบียนราษฎร

(30) เซ่อฟูชั้นมีศักดิ์ — นายตำบลชั้นหนึ่งร้อยสือ สำหรับตำบลใหญ่ประชากรห้าพันขึ้นไป สวมสายถักสีเขียว ต้นฉบับว่า "ยิ่วจื้อ"

(31) เล่าอ่ง — เจ้าของคฤหาสน์ที่ซุนเจินเคยข้ามเขตควบม้าไปช่วยจากโจรครั้งดำรงตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยาง

(32) ซูเงียบ จื่อหยวน — ชื่อรองของซวนคาง (ซูเงียบ) และหลี่ปั๋อ (จื่อหยวน)

(33) ท่านซวน — คือซวนปั๋ว ผู้เป็นอาจารย์ของซวนคางและศิษย์ทั้งหลาย

(34) ถูฟู่ — บ่าวไพร่ในสังกัดเจ้าที่ดิน ผูกพันกับที่ดินดุจทาส

(35) ปู้โก่ว — ชื่อบรรพหนึ่งในตำราซวินจื่อ ตำราปรัชญาของซวินจื่อ ปรมาจารย์สำนักหญู บรรพบุรุษของตระกูลซุนแห่งเองอิม

(36) ตำราอู๋จื่อ — ตำราพิชัยสงครามที่อู๋ฉี่ ขุนพลรัฐวุ่ยสมัยรณรัฐ เป็นผู้แต่ง

(37) ก๋งตัด — ชื่อรองของซุนฮิว

(38) บุ๋นเยียก — ชื่อรองของซุนฮก

(39) กระเบื้องหน้าจั่ว — ต้นฉบับว่า "หว่าตัง" กระเบื้องปลายชายคาหรือหน้าจั่วของเก่า ที่ซุนเฉิงชอบสะสมเป็นงานอดิเรก

(40) ถังเอ๋อร์ — นางกำนัลคนสนิทของซุนเจิน

(41) บทกวีนี้ สองวรรคแรกมาจากบทประพันธ์ "วั่งเยว่หวายหยวี่น" ของจางจิ่วหลิง สองวรรคหลังมาจากบท "สุ่ยเตี้ยวเกอโถว" ของซู่ตงพอ

(42) เจ้าชงกั๋ว — ขุนพลเลื่องชื่อยุคฮั่นตะวันตก ผู้กล่าวเรื่องเสบียงม้าศึก

(43) จิ่วจางซ่วนซู่ — ตำราคณิตศาสตร์คลาสสิกของจีน เรียบเรียงช่วงปลายฮั่นตะวันตกถึงต้นฮั่นตะวันออก

(44) จวินซู — ชื่อบรรพหนึ่งในตำราจิ่วจางซ่วนซู่ ว่าด้วยการขนส่งเฉลี่ย

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป