# ตอนที่ 162 — บัดนี้มีลูกพยัคฆ์แห่งเองอิม (ตอนต้น)
—
ภายใต้แสงโพล้เพล้อันมืดทึบ ซีจื้อไฉ หลี่ปั๋อ ซวนคาง เฉิงเยี่ยน กับพวก พากันส่งสายตามองซุนเจินทั้งสามคนก้าวล่วงเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น
คฤหาสน์ตระกูลเสิ่นนั้นมีลานสามชั้นเรียงหน้าหลัง ลึกลับเร้นมืด เพียงชำเลืองเหลือบเห็นชั่วครู่ พวกเขาก็แลเห็นในลานหน้ามีชายฉกรรจ์ผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตามอมแมมราวสิบกว่าคน ล้วนแฝงอาการดุร้ายเต็มกาย ต่างถืออาวุธ ยืนเฝ้าอยู่ในประตูด้วยสายตาจ้องเขม็งดั่งพยัคฆ์ ใจของพวกเขาต่างสะดุ้งวูบขึ้นพร้อมกัน ด้วยรู้ว่าคนเหล่านี้คงเป็นเถี่ยกวานถู(1)อันลือชื่อเรื่องเป็นพวกหัวรั้นยอมตายนั่นเอง
ท่ามกลางเสียง "เอี๊ยดอ๊าด" อันอึดอัด ประตูคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นอันสูงใหญ่ก็ถูกปิดลงช้า ๆ ดุจปากของอสุรกายมหึมาที่กลืนเงาร่างของซุนเจินกับพวกหายเข้าไป และกั้นซีจื้อไฉกับพวกไว้ภายนอก
ในตรอกหมู่บ้านสงัดเงียบ ลมค่ำพัดมาแผดเผาผู้คน
คนเจ็ดแปดสิบที่เหลืออยู่นอกคฤหาสน์ไม่มีผู้ใดปริปากเอ่ยคำสักคน ตะวันรอนทอดเงาร่างของพวกเขายาวเหยียด ผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นต่างจ้องเขม็งไปยังประตูคฤหาสน์ ส่วนผู้ที่ปีนป่ายอยู่บนต้นไม้บนหลังคา ต่างชะโงกตัวออกไปมองเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น เพ่งหาซุนเจินทั้งสามด้วยอาการตึงเครียด
มีคนหนึ่งบนต้นไม้แลเห็น ก็ร้องขึ้นว่า "ท่านซุนกับพวกเดินผ่านกลางหมู่เถี่ยกวานถูไปแล้ว เข้าไปถึงลานชั้นกลางแล้ว!"
อีกผู้หนึ่งที่หมอบอยู่บนหลังคาเรือนหลังหนึ่งทางทิศตะวันตกของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นก็ร้องตามต่อมาว่า "ข้าเห็นแล้ว! เห็นแล้ว! ในลานชั้นกลางมีคนยี่สิบกว่าคน ต่างถืออาวุธ ดูเหมือนเป็นปินเค่อ(2)กับบ่าวไพร่ของตระกูลเสิ่น … พวกเขาไม่ได้ขัดขวางท่านซุน หลีกไปสองข้าง ปล่อยให้พวกเขาผ่านไป! … ท่านซุนกับพวกเดินไม่เร็วนัก … เข้าไปถึงลานชั้นหลังแล้ว"
แล้วก็มีนักเลงผู้หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ลานชั้นหลังกว่า ลุกขึ้นยืนบนหลังคาเรือนทางทิศตะวันออก ไม่คำนึงถึงภยันตราย เขย่งเท้าเพ่งสุดสายตา พยายามมองเข้าไปในลานชั้นหลัง ร้องว่า "ท่านซุนกับพวกเข้าไปในลานชั้นหลังแล้ว! … อ้าวพ่อคุณ ถูกชายคามือบังเสียแล้ว มองไม่เห็น ลานชั้นหลังกว้างใหญ่ทีเดียว กลางลานมีต้นพุทราใหญ่ต้นหนึ่ง ทางตะวันตกของประตูมีท้องโถงอยู่หลังหนึ่ง ในลานมีคนยืนอยู่ไม่น้อย มองไม่ถนัด ไม่รู้จำนวนแน่ชัด รำไรพอประมาณราวสิบกว่าคน ล้วนสวมเกราะเบา ถือดาบถือกระบี่ ยังมีคนถือหน้าไม้อีกผู้หนึ่ง! เห็นจะเป็นพวกญาติตระกูลเสิ่น … แลเห็นท่านซุนกับพวกอีกแล้ว! พวกเขากำลังถอดรองเท้าอยู่นอกท้องโถงทางตะวันตก … พวกเขาเข้าไปในท้องโถงทางตะวันตกแล้ว"
เฉิงเยี่ยนร้องถามเสียงดังว่า "ทำไมไม่บอกต่ออีก ยังเห็นท่านซุนอยู่หรือไม่"
"… พวกเขาเข้าไปในท้องโถงแล้ว ในท้องโถงดูเหมือนมีคนคุกเข่านั่งกับพื้นอยู่ห้าหกคน … ประตูท้องโถงปิดเสียแล้ว มองไม่เห็นแล้ว"
"ฮึย ฮึย!" เฉิงเยี่ยนกระวนกระวายเดินวนไปวนมา ยิ่งร้อนใจก็ยิ่งร้อนกาย เหงื่อชุ่มทั้งตัว ผ้าเจ๋อจิน(3)ที่โพกศีรษะถูกเหงื่อซึมจนเปียกโชก พอหันตัวกลับมาก็เหลือบเห็นเสมียนน้อยแห่งตูโหยว(4)ที่ติดตามซุนเจินมาในคราวนี้สองสามคนหลบอยู่ห่าง ๆ ซุบซิบกระซิบกระซาบกัน
เฉิงเยี่ยนชักคิ้วเบิกตา ร้องตวาดด้วยความขุ่นเคืองว่า "พวกเจ้าพูดอันใดกัน ท่านซุนเข้าไปในลานแล้ว พวกเจ้าเป็นเสมียนผู้น้อย ไม่เป็นห่วงเลยสักนิดหรือ!" เสียง "แชะล้ง" ดังขึ้น เขาชักดาบด้ามห่วง(5)ออกจากฝัก ด้วยกิริยาของเขานี้ เหล่านักเลงที่กระวนกระวายห่วงกังวลก็พากันจ้องตาเขม็งด้วยความโกรธ ชักดาบชักกระบี่ออกจากฝัก ในทันใดนั้น เสียงดาบกระบี่ชักออกจากฝักในตรอก บนต้นไม้ บนหลังคา ก็ดังขึ้นรับกันไม่ขาดสาย
เสมียนน้อยสองสามคนนั้นถูกขู่จนขวัญหนีดีฝ่อ พร้อมใจกันคุกเข่าหมอบลงกับพื้น
ผู้หนึ่งร้องขึ้นว่า "นายต้องอัปยศ ข้าก็ต้องตาย ท่านเจ้าพนักงานเข้าไปในลานแล้ว ข้าน้อยทั้งหลายเป็นเสมียนผู้น้อย ไฉนจะไม่เป็นห่วงเล่า"
"ก็แล้วพวกเจ้าซุบซิบเรื่องอันใดกัน!"
"ข้าน้อยทั้งหลายเลื่อมใสในความองอาจกล้าหาญของท่านเจ้าพนักงาน เพิ่งจะกล่าวกันว่า ท่านเจ้าพนักงานนั้นห้าวหาญเป็นเลิศไร้ผู้เทียบ การเข้าไปในลานคราวนี้ต้องราบรื่นปลอดภัยเป็นแม่นมั่น"
"หึ! พูดจาไพเราะนัก เมื่อกี้ก็ไม่เห็นพวกเจ้าอาสาตามท่านซุนเข้าไปในลานด้วยเลย!"
"ข้าน้อยทั้งหลายเป็นพวกอ่อนแอขลาดเขลา ไหนเลยจะเทียบกับท่านเจ้าพนักงานและบรรดาวีรบุรุษผู้กล้าหาญทั้งหลายได้ แม้รู้ว่าเป็นเขาดาบ ก็ยังกล้าฝ่าเข้าไปสักครา"
ที่เฉิงเยี่ยนโกรธก็เพราะห่วงซุนเจิน เสมียนน้อยผู้นี้ปากคอเราะราย พูดจาไพเราะเสนาะหู ก็ช่วยกล่อมความกระวนกระวายของเขาให้คลายลงได้บ้าง เขา "หึ" หนึ่งคำ แล้วเก็บดาบเข้าฝัก คนอื่น ๆ ต่างก็รู้ว่าเสมียนน้อยเหล่านี้เป็นผู้ใต้บังคับของซุนเจิน จะโกรธพานเอาก็ไม่ควร จึงพากันเก็บดาบกระบี่เข้าฝักตามไปด้วย เสียงดาบกระบี่กลับเข้าฝักในตรอก บนต้นไม้ บนหลังคา ก็ดังขึ้นรับกันไม่ขาดสายอีกครา
ในระหว่างที่ดาบกระบี่ชักออกแล้วกลับเข้าฝักนี้ ได้เพิ่มไอสังหารและความเย็นเยียบขรึมขลังขึ้นแก่แสงโพล้เพล้ยามเย็นในตรอกหมู่บ้านนี้ และแก่ผืนเมฆแดงฉานไกลใกล้นี้ เหล่าเสมียนน้อยค่อย ๆ คลานลุกขึ้นเงียบ ๆ ถอยไปชิดกำแพง สงบปากสงบคำดั่งจักจั่นยามหนาว ไม่กล้าส่งเสียงสักคำ ครั้นมีลมพัดมาอีกคราหนึ่ง ก็รู้สึกราวกับว่าคลื่นความร้อนแผดเผาผู้คนนั้นก็ถูกไอสังหารนี้พัดให้เย็นลงเช่นกัน
ตรอกหมู่บ้านกลับคืนสู่ความสงัดอีกครั้ง
…
แสงโพล้เพล้ยิ่งลึกขึ้นทุกที แสงสว่างก็ยิ่งมืดสลัวลงทุกที
ค่อย ๆ ทีละน้อย เรือนชานหอสูงไกล ๆ ก็มองไม่เห็นชัด แล้วค่อย ๆ ทีละน้อย หอคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นที่อยู่ใกล้ ต้นไม้ใหญ่ที่ยื่นพ้นกำแพงออกมา ก็พลอยพร่ามัวขึ้น แล้วค่อย ๆ ทีละน้อย หมอกค่ำสลายตัว ตะวันรอนจมหายลงใต้พื้นพิภพอย่างเงียบเชียบไร้เสียง ม่านราตรีย่างกราย ดาวเดือนมัวซัว นกที่บินกลับรังโบกปีกอ่อนนุ่มฉวัดเฉวียนต่ำเรี่ยผ่านไป พัดพาความดำมืดและความสงบขรึมมาด้วย
ประตูคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นแม้อยู่ไม่ไกลจากผู้คนทั้งหลายนัก แต่ในยามค่ำคืน ก็พร่าเลือนรำไรเสียแล้ว
ซวนคางทนไม่ไหวจริง ๆ มีเรื่องไม่มีเรื่องก็หาเรื่องคุย เอ่ยถามเบา ๆ ว่า "ท่านซุนเข้าไปนานเท่าใดแล้ว"
หลี่ปั๋อก็เช่นกัน มีเรื่องไม่มีเรื่องก็หาเรื่องตอบเขาว่า "เกือบครึ่งยามแล้ว"
"ไฉนยังไม่ออกมาอีก ฟ้ามืดหมดแล้ว"
ซวนคางลอบชำเลืองดูซีจื้อไฉที่จ้องเขม็งประตูคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นอย่างระมัดระวัง ก่อนซุนเจินเข้าไปในลาน ซีจื้อไฉได้ขู่เสิ่นหรงไว้ว่า หากรอจนครึ่งยามแล้วซุนเจินยังไม่ออกมา เขาจะจุดไฟเผาคฤหาสน์ ซวนคางครุ่นคิดด้วยใจหวั่นไหวว่า "เขาจะไม่จุดไฟเผาจริง ๆ หรอกกระมัง" หาใช่กลัวคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นต้องเพลิงไม่ หากแต่กลัวซุนเจินจะพลอยลำบาก เขากระวนกระวายยิ่งนัก ก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าว คิดจะไปฟังความเคลื่อนไหวในลานที่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น หลี่ปั๋อก็คว้าตัวเขาไว้
ภายในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นเงียบสงบมาตลอด ครั้นเข้าค่ำก็ยิ่งสงัดเงียบ จนกระทั่งบัดนี้ — รำไรแว่ว ๆ ผู้คนทั้งหลายดูเหมือนได้ยินเสียงร้องตกใจสั้น ๆ ครั้งหนึ่ง
"เสียงอะไรน่ะ"
นักเลงบนหลังคาที่อยู่ห่างออกไปร้องขึ้นว่า "ลานชั้นหลังมีความเคลื่อนไหวแล้ว ลานชั้นหลังมีความเคลื่อนไหวแล้ว!"
เฉิงเยี่ยนได้ยินเสียงก็เงยหน้า รีบไล่ถามว่า "เคลื่อนไหวอย่างไร"
"… ประตูท้องโถงเปิดออกแล้ว!"
"ประตูท้องโถงเปิดแล้วหรือ"
"อ้าว ไม่ดีแล้ว!"
"เป็นอย่างไรไป"
"พวกญาติตระกูลเสิ่นในลานต่างทิ้งคบเพลิง คว้าดาบวิ่งกรูเข้าไปในท้องโถงหมดแล้ว!"
"วิ่งเข้าไปในท้องโถงหรือ … บนท้องโถงเกิดเรื่องอะไรขึ้น"
"บนท้องโถง บนท้องโถง…" นักเลงผู้นี้ปรับตำแหน่งบนหลังคา พยายามมองเข้าไปในท้องโถง "เห็นแล้ว! บนท้องโถง บนท้องโถง…"
เฉิงเยี่ยนร้อนใจอยากรู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นในท้องโถง เห็นเขาพูดอ้อมค้อมตั้งนานไม่เข้าเรื่อง ก็กระวนกระวายโกรธว่า "ข้าถามว่าบนท้องโถงเป็นอย่างไรกันแน่! เจ้าใจลอยอะไรอยู่"
นักเลงผู้นั้นได้สติคืนมา กล่าวราวกับไม่อาจเชื่อว่า "บนพื้นท้องโถงมีคนนอนกลิ้งอยู่หลายคน เชิงเทียนก็ล้มไปหลายอัน เลือดไหลนองเต็มพื้น คนเหล่านั้นดูเหมือนตายหมดแล้ว … ลึกเข้าไปในสุด ลึกเข้าไปในสุดใต้โต๊ะ มีศพไร้ศีรษะอยู่ศพหนึ่ง"
"แล้วท่านซุนเล่า ท่านซุนกับพวกล่ะ"
"มองไม่เห็นท่านซุน … แต่เห็นจวินชิงกับอาเติ้งแล้ว! คนหนึ่งถือกระบี่ อีกคนสองมือถือง้าวสั้น ออกรับพวกญาติตระกูลเสิ่นที่กรูกันเข้ามาจากนอกท้องโถง สู้กันแล้ว! สู้กันแล้ว! จวินชิงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง คว้าตัวคนที่ถือดาบฟันเขาไว้ … เฮ้!"
"เป็นอย่างไรไป"
"จวินชิงใช้คนผู้นี้บังลูกหน้าไม้ที่ยิงเข้ามาจากนอกท้องโถงไว้ลูกหนึ่ง … อาเติ้งฆ่าคนไปสองคนแล้ว! เขาพุ่งไปถึงปากประตูท้องโถง เหวี่ยงง้าวเหล็กในมือซ้ายขว้างออกไป โอ๊ย ดูเหมือนถูกเจ้าเด็กที่กำลังยกหน้าไม้ยิงอยู่ในลานนั่นเข้าแล้ว! … อ้าว ไม่ดีแล้ว มีคนลอบทำร้ายอาเติ้งบนระเบียง … ฮ่า อาเติ้งใช้ง้าวมือขวาปัดดาบของคนผู้นี้ไว้ หมัดหนึ่งกระแทกเข้าที่หน้า แล้วไล่ตามขึ้นไป ทิ่มทะลุหัวคนผู้นั้น จ๊ะจ๋า เลือดกระเซ็นเต็มหน้า อาเติ้งฆ่าจนคึกแล้ว เหวี่ยงเจ้าหนูที่ลอบทำร้ายผู้นี้ออกไปนอกท้องโถง ฟาดล้มญาติตระกูลเสิ่นไปสองคน … มีสามคนรุมล้อมจวินชิงอยู่ จวินชิงกล้าหาญห้าวหาญแท้! ไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว ไม่หลบเลยสักนิด แขนต้องดาบไปแผลหนึ่ง ก็เชือดเสียคนหนึ่ง! เชือดอีกคนหนึ่ง! คนสุดท้ายก็ถูกเขาแทงตาย … เขาก็ฆ่าถึงปากประตูท้องโถงแล้วเหมือนกัน"
ผู้คนทั้งหลายนอกคฤหาสน์ได้ฟังก็ใจคอตื่นเต้นพลุ่งพล่าน ต่างกุมดาบกุมกระบี่ให้แน่น เฉิงเยี่ยนร้องลั่นว่า "แล้วท่านซุนเล่า ท่านซุนล่ะ"
"ข้าเห็นท่านซุนแล้ว! มือหนึ่งหิ้วศีรษะสองหัว อีกมือหนึ่งถือกระบี่ เดินออกมาจากหลังเสา เอ๊ะ โอ้! หลังเสานั้นโผล่เท้าออกมาสองข้าง เห็นจะเป็นว่าเมื่อกี้ท่านซุนกำลังประหัตประหารกับคนผู้นี้อยู่"
เฉิงเยี่ยนได้ยินข่าวของซุนเจิน ก้อนหินใหญ่ในใจก็ตกลงถึงพื้น ชักดาบออกจากฝักอีกครั้ง ร้องว่า "ท่านซี บุกเข้าไปเถิด!" หันหน้าไปหาซีจื้อไฉ ก็เพิ่งพบว่าซีจื้อไฉที่เมื่อครู่ยืนนิ่งไม่ไหวติงนั้น บัดนี้กำลังจัดวางกำลังคนอยู่ สั่งให้คนกองหนึ่งไปจุดไฟกองฟืนที่อยู่นอกคฤหาสน์ สั่งให้พลธนูพลหน้าไม้บนต้นไม้บนหลังคาเตรียมพร้อมขานรับซุนเจินทั้งสามคน จัดคนกองหนึ่งยกท่อนไม้ใหญ่ คอยให้ไฟลุกแล้วก็เริ่มกระแทกประตู อีกทั้งเลือกคนมือไวเท้าคล่องไว้สองสามคน ให้พอเริ่มกระแทกประตูก็ปีนข้ามกำแพงเข้าไปข้างใน ส่วนที่เหลือก็ตั้งแถวเรียงรายในความมืดยามค่ำ คอยเพียงให้ประตูคฤหาสน์ถูกทลายเปิด ก็จะบุกฆ่าตะลุยเข้าไป
— เมื่อครู่เฉิงเยี่ยนฟังจนเพลินเกินไป หากไม่ได้หันหน้ามามองคราวนี้ ก็จะไม่ทันรู้เลยว่าซีจื้อไฉได้เริ่มลงมือจู่โจมหนักแล้ว หลี่ปั๋อกับซวนคางอยู่ข้าง ๆ ซีจื้อไฉ หางตาของเขากวาดไปถูกคนทั้งสอง หลี่ปั๋อหน้าซีดเผือด ส่วนซวนคางจ้องเขม็งไปที่ประตูคฤหาสน์ไม่วางตา
นักเลงบนหลังคาทางทิศตะวันออกผู้นั้นโก่งคันธนูยิงลูกธนู หมายช่วยซุนเจินกับพวก แต่ด้วยมุมไม่ได้ที่ ยิงสามลูกติด ก็ถูกกระเบื้องหลังคากับกิ่งไม้บังเสียหมด
นักเลงบนหลังคาทางทิศตะวันตกที่อยู่ใกล้กว่าผู้นั้นร้องขึ้นว่า "บ่าวไพร่กับปินเค่อของตระกูลเสิ่นในลานชั้นกลางกรูกันไปลานชั้นหลังหมดแล้ว!" พลางร้องพลางโก่งธนูยิงไป ทำเลของเขาดีอยู่ มองคุมพื้นที่โล่งระหว่างลานชั้นกลางกับลานชั้นหลังได้พอดี ยิงไปสามลูก ถูกไปสองคน ครั้นยิงอีก คนเหล่านั้นก็วิ่งเข้าลานชั้นหลังไปหมดแล้ว
นักเลงบนหลังคาทางทิศตะวันออกผู้นั้นร้องเสียงดังว่า "ข้าเห็นปินเค่อกับบ่าวไพร่ในลานชั้นกลางพวกนั้นแล้ว ล้วนถือดาบถือกระบี่!"
ลานชั้นกลางมีคนยี่สิบกว่า ลานชั้นหลังเดิมมีราวสิบกว่าคน นั่นคือ หักลบกับที่ถูกสวี่จ้งกับเล่าเติ้งฆ่าไป ในลานชั้นหลังบัดนี้ก็รวมตัวกันได้เกือบสามสิบคนแล้ว แม้ซีจื้อไฉจะยังคงสีหน้าสงบนิ่ง แต่ก็อดไม่ได้เร่งจังหวะวาจาให้เร็วขึ้น พอไฟลุกขึ้นทั้งสี่ด้าน ก็สั่งสั้น ๆ ว่า "ปีนกำแพง กระแทกประตู!"
นักเลงบนหลังคาทางทิศตะวันออกผู้นั้นแจ้งความเป็นไปของการศึกต่อไปว่า "จวินชิงกับอาเติ้งคุมอยู่ที่ปากประตูท้องโถง ญาติตระกูลเสิ่น ปินเค่อ บ่าวไพร่สิบกว่าคนกำลังตีเข้าไป อาเติ้งได้บาดเจ็บแล้ว! ต้นขาต้องกระบี่ไปแผลหนึ่ง … ท่านซุน! ท่านซุนกล่าวอะไรกับจวินชิงประโยคหนึ่ง! … ท่านซุนเข้าแทนที่จวินชิงแล้ว … จวินชิงตีฝ่าออกไป กำลังพุ่งออกนอกท้องโถง เก่งแท้ ๆ แทงเอาคนเจ็บไปสามคนติด ๆ กัน ฝ่าออกเป็นทางเลือด ฝ่าออกไปได้แล้ว!"
ความสนใจของเฉิงเยี่ยนเกือบครึ่งหันไปจดจ้องที่ประตูคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น ดวงตาสองข้างเบิกโพลงโตราวกระดิ่งทองแดง ไม่กะพริบเลยสักครั้ง จ้องดูนักเลงมือไวสองสามคนปีนกำแพงเหลือบหนึ่ง แล้วจ้องดูกองนักเลงที่ยกท่อนไม้ใหญ่กระแทกประตูอีกเหลือบหนึ่ง เสียง "ปัง" "ปัง" "ปัง"! ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงกระแทกประตูดังทึบหนัก ราวกับสะเทือนทั้งราตรีกาล แลเห็นว่าประตูนี้ไม่ใช่จะถูกกระแทกเปิดได้ในครั้งสองครั้ง ส่วนนักเลงที่ปีนป่ายกำแพงก็เพิ่งปีนได้ครึ่งทาง เขาเป็นห่วงซุนเจิน อดไม่ได้แบ่งใจไปสองทาง ถามนักเลงบนหลังคาทางทิศตะวันออกว่า "จวินชิงตีฝ่าออกจากปากประตูท้องโถงไปทำอะไร อยากคุ้มกันท่านซุนตีฝ่าออกมาหรือ"
"ไม่รู้! … จวินชิงไม่ได้พุ่งออกนอกลาน หากแต่พุ่งไปทางใต้ต้นไม้ฝั่งตรงข้ามท้องโถง มีคนมากมายมาขัดขวางเขา … ถูกเขาฆ่าแตกกระเจิงไปหมด … เขาพุ่งถึงใต้ต้นไม้แล้ว! โอ๊ะ ข้ารู้แล้ว เขาคงรับบัญชาท่านซุนไปสังหารหัวหน้าของพวกศัตรูในลานนี้แน่ มีคนสวมหมวกสูงนุ่งห่มอาภรณ์แพรไหมผู้หนึ่งถูกเขาไล่จนวิ่งวนรอบต้นไม้อลหม่าน เจ้าเด็ก! เจ้าเด็ก! เจ้าเด็กหน้าด้าน! มีคนตระกูลเสิ่นอีกหลายคนมาขัดขวางจวินชิง … จวินชิงเหวี่ยงกระบี่ขว้างออกไปแล้ว! … ดีเลิศ!"
"เป็นอย่างไรเล่า"
"เจ้าคนหมวกสูงนุ่งห่มแพรไหมผู้นั้นถูกขว้างเข้าแล้ว! กระบี่เสียบทะลุแผ่นหลังเขา เขาล้มลงแล้ว จวินชิงไล่ตามขึ้นไป ชักกระบี่ออก แล้วแทงซ้ำอีกสองกระบี่ … เจ้าคนหมวกสูงนุ่งห่มแพรไหมผู้นี้กระตุกขาไปสองที ก็นิ่งไป ตายแล้ว!"
"แล้วพวกคนตระกูลเสิ่นในลานเล่า"
"ตะลึงงันกันหมด"
เหล่านักเลงนอกคฤหาสน์ได้ฟังถึงตรงนี้ มือไม้ก็อดหยุดชะงักไม่ได้ แสงไฟนอกคฤหาสน์ลุกสว่างจ้าขึ้นในความมืดยามค่ำ ผู้คนบ้างยินดีอย่างยิ่ง บ้างตึงเครียด บ้างตะลึงงัน บ้างอุทานตื่นตะลึง บ้างหันหน้าไปมองซีจื้อไฉ เฉิงเยี่ยน กับพวก บ้างเงยหน้ามองนักเลงผู้พูดผู้นี้ กิริยาท่าทีต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันคือ ในชั่วขณะนี้ พวกเขาต่างไม่ส่งเสียงสักคำ ตรอกหมู่บ้านก็กลับคืนสู่ความสงัดอีกคราหนึ่ง
ยามค่ำคืนสงบเงียบ เสียงโห่ร้องครั้งใหญ่ดังก้องออกมาจากลานชั้นหลังคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น เสียงโห่ครั้งนี้ดังกว่าเสียงร้องตกใจคราวก่อนมากนัก ทั้งยังยาวนานกว่า เพียงแต่อึกทึกครึกโครมสับสนนัก เฉิงเยี่ยนกับพวกก็ยังคงฟังไม่ได้ความ
เฉิงเยี่ยนร้องถามเสียงดังว่า "ลานชั้นหลังตระกูลเสิ่นร้องอะไรกัน เป็นอย่างไรไป เกิดเรื่องอันใดขึ้น"
นักเลงบนกำแพงทางทิศตะวันออกผู้นั้นทั้งตกใจทั้งดีใจ ร้องว่า "พวกคนตระกูลเสิ่นต่างคุกเข่าลงกันหมดแล้ว! … เอ๊ะ มีคนกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาจากนอกประตูลานอีก"
นักเลงบนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ลานนอกที่สุดผู้นั้นร้องว่า "เป็นเถี่ยกวานถู! เถี่ยกวานถูเมื่อกี้ออกจากลานหน้า ไปทางหลังแล้ว!"
นักเลงที่มองเห็นลานชั้นกลางผู้นั้นกล่าวว่า "ไม่ผิดดอก เป็นเถี่ยกวานถู พวกเขาเพิ่งทะลุผ่านลานชั้นกลางไป ข้ากำลังจะบอกอยู่พอดี เจ้าก็เห็นพวกเขาเข้าลานชั้นหลังแล้ว" เขาถามนักเลงบนกำแพงทางทิศตะวันออกว่า "… พวกเขาไปลานชั้นหลังทำอะไร ก็ไปรุมล้อมท่านซุนกับพวกเหมือนกันหรือ"
นักเลงบนกำแพงทางทิศตะวันออกผู้นั้นกล่าวว่า "หาไม่ได้ พวกเขาก็คุกเข่าลงด้วย! จวินชิงกลับมาที่ปากประตูท้องโถง ยืนเฝ้าซ้ายขวาท่านซุนเคียงข้างอาเติ้ง … พวกคนตระกูลเสิ่นกับเถี่ยกวานถูต่างทิ้งอาวุธ หมอบกราบกับพื้น พวกเขา…"
แล้วเสียงโห่ร้องครั้งใหญ่ก็ดังออกมาจากลานชั้นหลังอีกครา คราวนี้ ด้วยมีเถี่ยกวานถูเพิ่มมาอีกสิบกว่าคน เสียงโห่จึงดังยิ่งขึ้น แต่ก็ยังอึกทึกสับสนอยู่บ้าง เฉิงเยี่ยนกับพวกก็ยังคงฟังไม่ได้ความ เฉิงเยี่ยน ซวนคาง หลี่ปั๋อ ร้องถามขึ้นพร้อมกันว่า "พวกเขาร้องอะไรกัน"
แล้วเสียงโห่ร้องครั้งใหญ่ก็ดังออกมาอีกครา คราวนี้ เสียงพร้อมเพรียงกัน แหวกผ่าราตรีอันยาวนาน ก้องกังวานทั่วทั้งสี่ทิศ เหล่านักเลงนอกคฤหาสน์กลั้นลมหายใจสำรวมจิต เงี่ยหูฟังอย่างถี่ถ้วน คราวนี้ ในที่สุดก็ฟังได้ความชัดเจน ลานชั้นหลังกำลังโห่ร้องว่า "ปิดประตูไม้ นั่งห้องเหล็ก เสือตระกูลซุน!"
## เชิงอรรถ
(1) เถี่ยกวานถู — นักโทษที่ถูกส่งมาใช้แรงงานในโรงหลอมเหล็กหลวงของเอี้ยงเฉิง ส่วนใหญ่เป็นพวกหัวรั้นยอมตายและคนคดีอุกฉกรรจ์ จึงดุร้าย
(2) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะเป็นอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด
(3) เจ๋อจิน — ผ้าโพกศีรษะของชายยุคฮั่น สวมแทนหมวกมงกุฎ
(4) ตูโหยว — ผู้ตรวจราชการระดับมณฑล เป็นตัวแทนเจ้าเมืองประจำอยู่ตามอำเภอ ดูแลสถานีไปรษณีย์และตรวจสอบเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสูงยิ่ง
(5) ดาบด้ามห่วง — ดาบคมเดียวของทหารยุคฮั่น ปลายด้ามทำเป็นห่วงกลม