นามที่ชวนให้เล่าเหียบทรงสนพระทัยนี้ หาใช่ผู้ใดไม่ หากคือเล่าปี่นั่นเอง
เล่าเหียบทรงรำลึกความทรงจำพลางตรัสกับซุนเจินว่า "เราจำได้ว่าท่านได้เอ่ยนามเล่าปี่ในฎีกาขอพระราชทานบำเหน็จความชอบกระมัง"
"ฎีกาขอพระราชทานบำเหน็จความชอบ" นี้ ย่อมหมายถึงฎีกาที่ซุนเจินถวายแก่ราชสำนักเพื่อขอพระราชทานบำเหน็จแก่เหล่าทหารผู้ทำคุณงามความดีในการภักดีเข้าถวายอารักขาครั้งนี้
การภักดีเข้าถวายอารักขาครั้งนี้ มีการศึกน้อยใหญ่รวมกว่าสิบครั้ง เริ่มตั้งแต่เขตหงหนง ไปจนถึงคราวที่ซินอ้ายและเตียวหุยไล่ตามลิฉุยและกุยกีที่แตกหนี รวมระยะทางเคลื่อนพลรุดหน้าบุกเข้าประชิดกว่าหกร้อยลี้ ในหมู่ทหารกล้าทั้งสองทัพคือกำลังของซุนเจินและซุนเซ็กที่สร้างผลงานในการศึกแต่ละครั้ง มีนายทหารระดับกลางขึ้นไปไม่ต่ำกว่าร้อยนาย ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าในบรรดาชื่อคนนับร้อยนี้ เล่าเหียบกลับทรงจดจำนามเล่าปี่ได้
นี่คงมิใช่การที่เล่าเหียบทรงตั้งพระทัยจดจำแต่แรก เพราะเล่าปี่เป็นผู้ใดกัน เป็นเพียงหนึ่งในบรรดานายทหารระดับกลางและสูงจำนวนมากในสองทัพของซุนเจินและซุนเซ็กเท่านั้น หากดูเพียงนามแล้ว หาได้มีความพิเศษพิสดารอันใด ที่จะชวนให้เล่าเหียบสนพระทัยเป็นกรณีพิเศษไม่ ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพียงเพราะเล่าเหียบยังทรงพระเยาว์ ทรงมีความจำดี หรือไม่ก็เพราะเล่าเหียบทรงเป็นผู้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ล้วนทำให้ซุนเจินรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างเล็กน้อย
ซุนเจินยิ้มบางๆ แล้วทูลตอบว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชาด้านความจำยิ่งนัก ในฎีกาที่ข้าพระพุทธเจ้าทูลขอพระราชทานบำเหน็จแก่เหล่าทหารนั้น แท้จริงเคยเอ่ยถึงนามของเล่าปี่ ฝ่าบาท เขา ณ เมืองเจิ้งเซี่ยน...”
