กำหนดการยกทัพปราบตั๋งโต๊ะแม้จะล่าช้ายืดเยื้อ เพิ่งกำหนดแน่ชัดเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทว่าเรื่อง “เชิญซุนเกี๊ยนร่วมยกทัพ” ซุนเจินกลับจัดการสำเร็จลุล่วงไปนานแล้ว ซุนเกี๊ยนเป็นหนึ่งในเจ้าครองแคว้นที่ปราบตั๋งโต๊ะอยู่ก่อนแล้ว ทั้งที่มิได้เป็นสมาชิกฝ่ายอ้วน ยังไม่รั้งรอที่จะเดินทางไกลพันลี้จากฉางชาขึ้นเหนือ เข้าฝากตัวกับอ้วนสุดเพื่อร่วมการใหญ่ ยิ่งบัดนี้มีซุนเจินยินดีเสนอชื่อเขาแก่อ้วนเสี้ยว เขายิ่งดีใจเกินคาด คิดว่านี่เป็นโอกาสดีเลิศที่จะยกฐานะชื่อเสียงตน จึงไม่มีทางปฏิเสธ ซุนเจินเพียงส่งหนังสือไปฉบับเดียวก็โน้มน้าวเขาได้
ยามนี้ทั้งสองส่งสารไปมาบ่อยครั้ง มิใช่เพียงตกลงร่วมกันยกทัพเท่านั้น ซุนเกี๊ยนยังยอมรับข้อเสนอของซุนเจิน โดยตกลงให้จุดรวมพลของสองกองทัพอยู่ที่เมืองเองฉวนของมณฑลอิจิ๋ว
ซุนเจินมิได้ให้คำมั่นใด ๆ แก่ซุนเกี๊ยนโดยตรง แต่ถึงมิต้องให้คำมั่น ซุนเกี๊ยนก็รู้ดีว่า หากการปราบตั๋งโต๊ะสำเร็จ อ้วนเสี้ยวและคนอื่น ๆ ก็จะขึ้นมาแทนที่ตั๋งโต๊ะ ตลอดจนแทนที่อ้วนเหว่ยและขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนอื่น ๆ กลายเป็น “กลุ่มการเมืองเกิดใหม่” ที่กุมอำนาจราชสำนัก สำหรับเขาแล้ว เพียงแค่ได้เข้าร่วมในตอนนี้ ความมั่งคั่งเกียรติยศในภายหน้าก็หาใช่เรื่องยากเย็นไม่ ต่อให้ล้มเหลว ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป ผู้คนมากมายลุกขึ้นปราบตั๋งโต๊ะ กองกำลังรวมกันอย่างน้อยก็หนึ่งถึงสองแสน แม้พ่ายแพ้ ก็มิถึงกับย่อยยับ ยังมีโอกาสกลับมาตั้งตัวใหม่ได้
การผูกพันธไมตรีใด ๆ ไม่ว่าสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย ล้วนต้องมีผู้นำหนึ่งคน ซุนเจินและซุนเกี๊ยนแม้มิได้เอ่ยปาก ทว่าทั้งคู่ต่างทราบดีว่า ถึงแม้ยศตำแหน่งและบรรดาศักดิ์ของทั้งสองจะมิได้ต่างกันนัก ต่างก็เป็นเจ้าเมืองระดับสองพันต้านและโหวประจำอำเภอ ทว่าไม่ว่าชื่อเสียงตระกูลหรือบารมีส่วนตัว ซุนเจินล้วนเหนือกว่าซุนเกี๊ยนมากนัก ฉะนั้นสัมพันธไมตรีของทั้งสองจึงต้องมีซุนเจินเป็นใหญ่ ซุนเกี๊ยนเป็นรองเท่านั้น