# ตอนที่ 92 — เกาซู่ชักชวนถึงสามครั้ง
ซุนเจินมองตามเสียงไป เห็นเป็นเกาซู่
เกาซู่ก็ออกมาต้อนรับเขา ก้าวสองสามก้าวกระโดดลงจากบันไดหน้าประตู ร้องเสียงดังลนลานว่า "ไม่ได้เป็นอันขาด"
ยามขี่ม้าซุนเจินถอดดาบประจำตัวออกเพื่อความสบาย คราวนี้เสียบกลับเข้าเอวใหม่ รัดสายคาดเสื้อให้แน่น มองดูเขา ถามอย่างฉงนว่า "เหตุใดจึงไม่ได้เล่า"
"…"
ที่เกาซู่ร้องลั่นนั้นเพราะความร้อนใจ เขาจัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพแล้ว เพื่อมอมเหล้าบุนเพ่งกับบ่าวไพร่ติดตาม ถึงกับงัดเอาเหล้าชางอู๋ชิงที่ผลิตจากแดนเกียวจิ๋วอันไกลโพ้น ซึ่งสะสมไว้นานออกมา อีกทั้งคัดเลือกชายร่างสูงใหญ่กำยำสิบกว่าคนจากพวกปินเค่อ(1)และบ่าวไพร่ในสังกัด ให้แต่ละคนกินอิ่ม แจกอาวุธ ซ่อนไว้นอกท้องเรือน นัดหมายกันว่า เมื่อเหล้าในวงเวียนได้สามรอบ ตนจะถ่วงตัวซุนเจินไว้ แล้วโยนถ้วยเป็นสัญญาณ ผู้คนก็จะโห่ร้องกรูออกมาพร้อมกัน หมายตีบุนเพ่งให้หัวแตกเลือดอาบ จมูกเขียวหน้าบวมให้จงได้
เขาอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง เค้นออกมาได้ประโยคหนึ่งว่า "ผู้มาเยือนล้วนเป็นแขกทั้งสิ้น" แล้วยิงฟันยิ้มแสยะใส่บุนเพ่ง กล่าวต่อว่า "ทางกลับเข้าเมืองอีกหลายสิบลี้ ฟ้าก็จะมืดแล้ว ลมหนาวดินเย็น ไฉนจะให้จงเงียบกลับไปได้เล่า ในเมื่อเหล้ายาปลาปิ้งก็เตรียมไว้แล้ว เพิ่มอีกสามห้าคนก็ไม่กระไร สู้เข้าวงด้วยกัน ดื่มเหล้าสักหน่อย อุ่นกายให้คลายหนาวเสียก่อนจะดีกว่า"
เมื่อครู่นี้เองเขาเพิ่งจะหันดาบหันกระบี่เข้าหากันกับบุนเพ่งแท้ ๆ พริบตาเดียวกลับเปลี่ยนเป็นเอื้ออารีต้อนรับขับสู้ ซุนเจินจึงเกิดความระแวงขึ้นมาทันที พินิจสีหน้าของเขา เกาซู่ก็เพียงแต่ยิงฟันยิ้ม รอจนบ่าวไพร่จูงม้าของทุกคนไปแล้ว จึงเหยียดมือเชิญด้วยกิริยานอบน้อมว่า "เจินจือ บุนเพ่ง เชิญขึ้นบันไดขึ้นเรือนเถิด"
ซุนเจินถามบุนเพ่งว่า "ก่อนเจ้ามา ตกลงกับพี่จงของข้าว่าอย่างไร บอกว่าจะกลับเมื่อใดหรือไม่"
บุนเพ่งตอบว่า "อาจารย์ว่า ขอเพียงอย่าให้เสียการเรียนคัมภีร์บ่ายวันพรุ่งก็พอ"
"ถ้าเช่นนั้น ที่จื่อซิ่วว่าก็มีเหตุผลอยู่ หรือเจ้าจะรอกลับเช้าวันพรุ่งก็ได้ คืนนี้พักค้างที่ที่ว่าการตำบลสักคืนเป็นอย่างไร"
บุนเพ่งยิ้มว่า "ข้ายังไม่เคยนอนในที่ว่าการตำบลเลย ทั้งอยากฟังเรื่องที่ท่านซุนตีโจรในคืนนั้นด้วย"
"ดี ถ้าเช่นนั้นคืนนี้เรานอนเรียงเตียงคุยกันยามดึก"
เกาซู่เร่งรัดว่า "ในตรอกลมหนาว เจินจือ ไปเร็ว ไปเร็ว" ดึงตัวซุนเจินขึ้นบันไดมุ่งเข้าไปในลาน พลางเดินพลางพูดว่า "เรื่องที่ท่านตีโจรในคืนนั้น ข้าก็อยากฟังเหมือนกัน แต่ข้าไม่มีเวลานอนเรียงเตียงคุยกับท่านยามดึกดอก เดี๋ยวบนวงเหล้า เราคุยไปดื่มไป ท่านเล่าตอนหนึ่ง พวกเราก็ดื่มถ้วยหนึ่ง เอาอย่างเรื่องผู้กล้าพเนจรสมัยโบราณบ้าง เอาการตีโจรกู้ภัยมาเป็นกับแกล้มเหล้า"
ซุนเจินยิ้มรับว่าดี เข้าไปในลานพร้อมกับทุกคน มาถึงหน้าท้องเรือน
นอกเรือนลมเหนือค่อยพัดแรงขึ้น พัดพาเมฆทึบเข้ามากดทับเหนือศีรษะ ต้นไม้ในลานถูกลมพัดไหวเสียงดังครืดคราด ฟ้าใกล้มืดสนิท ท้องเรือนตรงหน้าชายคาเชิดเป็นปีกนก เสาไม้บนระเบียงกลมเกลี้ยง ดำทะมึนน่าครั่นคร้าม ในท้องเรือนจุดเทียนขึ้นแล้ว ยิ่งขับให้ในลานเย็นเยียบวังเวง
เกาซู่ยินดีกระตือรือร้นนำทุกคนขึ้นเรือน เพิ่งจะขึ้นถึงก็ได้ยินเกาเอ้อร์ไอออกมาทีหนึ่ง หันไปมอง กลับเห็นว่าเป็นทหารเกราะสองสามคนที่บุนเพ่งพามาไม่ยอมเข้าไปข้างใน
"พวกเจ้าไฉนไม่เข้ามาเล่า"
"พวกข้าเป็นบ่าวไพร่ติดตาม ควรยืนปรนนิบัติอยู่นอกเรือน"
เกาซู่มุ่งมั่นจะดำเนินตามแผน ไฉนจะยอมให้พวกเขาสวมเกราะถือดาบยืนอยู่นอกเรือนได้ นึกในใจว่า "หากปล่อยพวกเจ้าเด็กเวรไว้นอกเรือน แผนของพ่อก็ต้องล่มเป็นแน่" จึงเสแสร้งยิ้มว่า "ลูกผู้ชายปฏิบัติต่อคนด้วยใจจริง บ้านข้าถือแต่ว่าเป็นชายชาตรี ไม่นับว่าเป็นบ่าวไพร่ติดตาม" ปัดชายเสื้อขึ้น เดินออกมาจากในเรือน ลากดึงพวกเขาเข้าไปข้างในให้จงได้
ซุนเจินมองกิริยาของเขา ยิ่งระแวงหนักขึ้น นึกในใจว่า "เกาซู่ผู้นี้แม้นิยมผู้กล้าพเนจร แต่หาใช่คนที่ยอมลดตัวอ่อนน้อมต่อผู้น้อย ผูกไมตรีบ่าวไพร่อย่างใจกว้างไม่...ประหลาดแท้ ตอนแรกไม่ยอมให้บุนเพ่งกลับ ตอนนี้กลับลากบ่าวไพร่ของบุนเพ่งขึ้นเรือน นี่จะทำอะไรกัน" ใจสะกิดวับ สายตาเลื่อนไปบนใบหน้าของเกาซู่ เกาเอ้อร์ เกาซาน และคนตระกูลเกา ฉับพลันก็ฉุกคิดได้ คาดเดาความเป็นไปได้อย่างหนึ่งออก "ข้ากับเกาซู่แม้คบกันไม่นาน แต่ก็รู้นิสัยเขาพอควร รู้ว่าเป็นคนจองเวรแม้เพียงชายตามอง เมื่อครู่บนทางที่เขาวิวาทกับบุนเพ่ง ยังไม่ได้เปรียบ ย่อมต้องโกรธแค้นคั่งค้างอยู่ในใจ บัดนี้กลับเอื้ออารีต้อนรับขึ้นมาทันที เปลี่ยนแปลงเร็วและฝืนผิดธรรมดานัก...หรือว่าเขาคิดจะ"
คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ออกมาจากในเรือนด้วย กวาดสายตาดูหน้าเรือนกลางลานอย่างไม่รีบร้อน เมฆต่ำฟ้ามืด กำแพงสูงลานกว้าง ท่ามกลางเสียงลม บ่าวไพร่ที่เดินไปมาล้วนก้าวเท้าเร่งรีบ ในเสียงสนทนาระหว่างเกาซู่กับบ่าวไพร่ของบุนเพ่ง แว่วได้ยินเสียงผู้คนแต่ไกลรำไร ดูเผิน ๆ ทุกอย่างปกติ แต่ภายใต้ความระแวงที่ตั้งใจสังเกตในยามนี้ พอกลับไปมองสีหน้าเกาซู่อีกครั้ง กลับมองเห็นว่าแม้เขายิ้มแย้มกระตือรือร้น แต่ในแววตากลับมีความกระวนกระวาย
ซุนเจินรู้แก่ใจ เกรงว่าคงเดาใจเกาซู่ถูกแล้ว ความคิดแล่นปราดดุจสายฟ้า ยิ้มว่า "ในเมื่อท่านเกาเอื้ออารีถึงเพียงนี้ พวกเจ้าก็อย่าได้ปฏิเสธเลย"
เกาซู่ดีใจมาก กล่าวว่า "ถูกแล้ว ถูกแล้ว อย่าได้ปฏิเสธ" ฝืนลากทหารเกราะทั้งหลายเข้าไปในเรือน
…
ในท้องเรือนไฟส่องสว่างไสว
ชิดกำแพง วางเชิงเทียนทองสัมฤทธิ์สองแถวตรงข้ามกันราวเจ็ดแปดอัน ล้วนสูงสามฉื่อ(2) มีรูปทรงต่าง ๆ บ้างเป็นวัวยืนแบกตะเกียงไว้บนหลัง บ้างเป็นแพะหมอบแบกตะเกียงไว้บนหัว อีกทั้งมีรูปสตรีเปลือยคุกเข่าครึ่งตัว มือหนึ่งถือตะเกียง มืออีกข้างวางบนเข่า
ระหว่างเชิงเทียนสองแถว วางโต๊ะไม้ลงรักพื้นดำเขียนลายสิบกว่าตัว หลังโต๊ะแต่ละตัวล้วนมีแคร่นั่งหนึ่งตัว บนโต๊ะก็ตั้งตะเกียงไว้ดวงหนึ่ง เตี้ยลงมาราวหนึ่งฉื่อ ล้วนรูปทรงต่างกัน รวมแล้วยี่สิบกว่าดวง ส่องท้องเรือนจนสว่างประดุจกลางวัน
เกาซู่นั่งลงบนที่นั่งประธานอย่างใจร้อนรอไม่ไหว เร่งรัดซ้ำ ๆ ให้ซุนเจินกับพวกนั่งลง
ซุนเจินนั่งหัวแถวเสื่อฝ่ายตะวันตก บุนเพ่ง สวี่จ้ง เฉิงเยี่ยน เรียงลำดับอยู่ทางซ้าย พวกขุนนางตำบลไม่ได้มากันเลย ที่นั่งฝ่ายตรงข้ามคือคนในตระกูลเกากับเพื่อนฝูงของเกาซู่ เกาเอ้อร์ เกาซานในฐานะคนสนิทติดตาม คุกเข่านั่งบนม้านั่งเล็กข้างซ้ายขวาเกาซู่ หน้าพวกเขาไม่มีโต๊ะ หน้าที่หลักคือคอยตักกับข้าวรินเหล้าให้เกาซู่
เกาซู่ผงาดอยู่ที่นั่งเหนือ รู้สึกฮึกเหิมลำพองใจ ตาจ้องไปที่ตัวบุนเพ่งกับทหารเกราะทั้งหลายไม่วาง เห็นพวกเขาล้วนพกอาวุธ ทหารเกราะก็ยังไม่ได้ถอดเกราะเบาออก จึงยิ้มว่า "เกราะอาวุธรุงรัง ดื่มไม่สำราญ ท่านทั้งหลาย ขอเชิญถอดเกราะถอดกระบี่เถิด" แล้วทำตัวเป็นแบบอย่าง ถอดกระบี่ประจำตัวออกก่อน
ฝ่ายตะวันออกก็มีอยู่หลายคนที่พกดาบพกกระบี่ ถอดออกตาม ฝ่ายตะวันตกอย่างซุนเจินก็ปลดดาบปลดกระบี่ออก วางไว้ข้างแคร่ แต่เมื่อทหารเกราะจะถอดเกราะเบา ซุนเจินกลับห้ามไว้ เกาซู่ไม่พอใจ ถามว่า "เจินจือ ท่านนี่ทำอะไรกัน"
ซุนเจินยิ้มว่า "จื่อซิ่ว เมื่อครู่ท่านเพิ่งพูดว่า 'บ้านข้าถือแต่ว่าเป็นชายชาตรี' ในเมื่อเป็นชายชาตรี ไฉนจะไม่มีเกราะได้ พวกเราปลดอาวุธก็พอ ปล่อยให้พวกเขาสวมเกราะช่วยเพิ่มสีสันงานเลี้ยงเถิด"
คำว่า "ถือแต่ว่าเป็นชายชาตรี" นี้เป็นคำที่เกาซู่พูดเอง เขาจึงจนคำชั่วขณะ โต้กลับไม่ได้ ได้แต่ฝืนยิ้มอย่างเก้อเขินสองที จำใจนิ่งรับไปก่อน รอจนทุกคนนั่งลงเรียบร้อย เขาก็ไม่ทันกล่าวคำเปิดวงเลยสักคำ สั่งตรง ๆ พร้อมตบโต๊ะว่า "ยกกับข้าว ยกเหล้ามา"
บ่าวน้อยสวมผ้าโพกเขียว(3)ยกกล่องอาหารคอยอยู่นอกเรือน นางบ่าวถอดรองเท้าผ้านอกเรือน สวมแต่ถุงเท้าเข้าไปข้างใน รับกล่องอาหารมา จัดวางกับข้าวลงบนโต๊ะหน้าทุกคนทีละอย่าง
ถาดลงรักใบเล็กที่ใส่กับข้าวคงซื้อมาคราวเดียวกัน รูปแบบสีสันเหมือนกัน ล้วนสองสีแดงดำ เรียบง่ายแต่สดใส บ้างใส่อาหารคาว บ้างใส่ผัก อีกทั้งมีถ้วยหู แบ่งเป็นสองชนิด อย่างหนึ่งเป็นถ้วยอาหาร อย่างหนึ่งเป็นถ้วยเหล้า ทั้งสองถ้วยล้วนสีในแดงนอกดำ ถ้วยอาหารใหญ่ จุได้ครึ่งเซิง ใช้ใส่แกง ในถ้วยเขียนอักษรเสี่ยวจ้วน(4)สามตัวว่า "เชิญท่านเสวย" ถ้วยเหล้าเล็ก รูปทรงดั่งเรือ ก้นถ้วยก็มีอักษรสามตัวว่า "เชิญท่านดื่ม"
เพื่อสะดวกแก่การเสวย ซ้ายเป็นอาหารขวาเป็นแกง เหล้าก็อยู่ทางขวา เนื้อปิ้งอยู่ด้านนอก เครื่องจิ้มน้ำซอสอยู่ด้านใน
นอกจากนี้ยังมีตะเกียบ ช้อนแบน ทัพพี กาเหล้า สารพัดสิ่ง
เกาซู่ฝืนอดทน รอจนเหล้ายาอาหารพร้อม ภาชนะวางครบ จึงยกถ้วยเหล้าขึ้น กล่าวว่า "เหล้านี้ผลิตจากแดนเกียวจิ๋ว นามว่าชางอู๋ชิง เป็นเหล้าที่ข้าซื้อจากพ่อค้าชาวชางอู๋เมื่อปีก่อน ได้มาไม่ง่าย ปกติแทบไม่ได้ดื่ม วันนี้เจินจือมารับตำแหน่งเซ่อฟูชั้นมีศักดิ์ของตำบลข้า จึงเอาเหล้านี้มาเป็นกับแกล้ม แสดงความยินดีปรีดาของข้า...ขออวยพรอายุวัฒนะแด่ท่านทั้งหลาย"
สำหรับคนที่นั่งฝ่ายตะวันออกแล้ว เกาซู่เป็น "ผู้สูงศักดิ์" ได้ยินเขายกเหล้า "อวยพรอายุ" ต่างก็รีบหลีกจากเสื่อหมอบลง เอ่ยปากว่าไม่บังอาจ
ฝ่ายตะวันตกล้วนยึดซุนเจินเป็นหัว อย่างบุนเพ่งเป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองอ้วน สวี่จ้งเป็นนักเลงชื่อดังในตำบล สองคนนี้แต่เดิมก็ไม่ได้ใส่ใจเกาซู่อยู่ในสายตา อีกอย่างเฉิงเยี่ยน หากไม่ได้ซุนเจินช่วย เมียก็เกือบถูกเกาซู่ชิงไป ย่อมไม่เกรงใจเกาซู่เป็นธรรมดา แล้วอย่างเสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่น ในสายตาก็มีแต่ซุนเจินกับสวี่จ้ง ไม่มีผู้อื่น ที่พวกเขามาร่วมวงเหล้านี้ ก็เพียงเพราะสายสัมพันธ์กับซุนเจินเท่านั้น ฉะนั้นพอได้ยินเขาอวยพรอายุ ก็เพียงยกถ้วยขึ้นเท่านั้น ล้วนนั่งนิ่งไม่ไหวติง
ซุนเจินเพื่อแสดงความเคารพ จึงกล่าวคำถ่อมตนตอบสองสามคำ
การแสดงออกของฝ่ายตะวันตกผิดแผกกับฝ่ายตะวันออกอย่างสิ้นเชิง ทว่าเกาซู่หาได้ใส่ใจไม่ ใจของเขาอยู่ที่ตัวบุนเพ่งทั้งหมด ยกถ้วยเหล้าขึ้น ดื่มรวดเดียวหมด เร่งรัดทุกคนว่า "ดื่มเหล้าให้หมดเร็วเข้า เผยก้นถ้วย เผยก้นถ้วย" — เผยก้นถ้วย(5) ก็คือพลิกก้นถ้วยให้ดู
ฝ่ายตะวันออกดื่มจนหมดในเสื่อตน เผยก้นถ้วยออก
ชายผู้หนึ่งสวมผ้าโพกเรียบ อายุราวสามสิบเศษ ชมว่า "หอมหวนเข้มข้น เป็นเหล้าเลิศจริง ๆ" แล้วรินเหล้าจนเต็มถ้วย ชูขึ้นสูง กล่าวกับเกาซู่ว่า "คืนนี้ชุมนุมรื่นเริง ได้ดื่มเหล้าเลิศเช่นนี้ ทั้งทำให้ข้าน้อยทั้งหลายได้วาสนาพบหน้าเซ่อฟูท่านซุน ล้วนเพราะท่านเกา...ขออวยพรอายุอันสง่าแด่ท่าน" ได้รับการอวยพรเหล้าจากเกาซู่ เขาก็คำนับตอบหนึ่งถ้วย
น่าเสียดาย เกาซู่ไม่ได้มองเขาแม้แต่น้อย จ้องฝ่ายตะวันตกเขม็ง ถามอย่างร้อนใจว่า "เจินจือ ไฉนท่านไม่ให้จงเงียบดื่มเหล้าเล่า"
ที่แท้ เมื่อบุนเพ่งจะดื่ม ซุนเจินก็ห้ามเขาไว้ ซุนเจินยิ้มว่า "จงเงียบยังไม่ได้เข้าพิธีสวมกวาน(6) ดื่มเหล้าไม่ได้"
"ไฉนจะดื่มไม่ได้ พิธีสวมกวานหรือ ข้าตอนเจ็ดแปดขวบก็เริ่มแอบดื่มเหล้าที่พ่อข้าซ่อนไว้แล้ว จงเงียบแม้ยังเด็ก ก็เป็นชายเจ็ดฉื่อ แต่ไหนแต่ไรมา ลูกผู้ชายที่ไหนไม่ดื่มเหล้าเล่า...จงเงียบ ดื่มเร็ว ดื่มเร็ว"
บุนเพ่งเชื่อฟังซุนเจินยิ่งนัก วางถ้วยเหล้าลง กล่าวว่า "ท่านซุนเปรียบดั่งอาจารย์ข้า อาจารย์มีคำสั่ง ข้าน้อยไม่บังอาจดื่ม"
เกาซู่ชักชวนแล้วชักชวนเล่า บุนเพ่งก็เพียงไม่ฟัง ส่วนซุนเจินแม้ท่าทีนุ่มนวล แต่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนคำ เขาจนปัญญายิ่งนัก กลอกตาแวบหนึ่ง กล่าวว่า "ก็ได้ คืนนี้ท่านกับข้าถือการฟังท่านซุนเล่าเรื่องตีโจรเป็นหลัก ถือการดื่มเหล้าเป็นรอง เจ้าไม่ยอมดื่มก็แล้วไป...เอ๊ะ ท่านชายทั้งหลาย ไฉนก็ไม่ดื่มเล่า"
หัวหน้าทหารเกราะกล่าวว่า "ไม่บังอาจผิดธรรมเนียม"
"ไม่บังอาจผิดธรรมเนียมหรือ"
"พวกข้าเป็นบ่าวไพร่ติดตาม ได้นั่งร่วมเสื่อกับนายก็ผิดธรรมเนียมแล้ว ไฉนเลยนายไม่ดื่ม แต่พวกข้ากลับดื่มได้"
เกาซู่จะโต้กลับ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน — คำพูดของทหารเกราะผู้นี้ไม่ผิดเลยสักนิด เขายืดตัวตรง จ้องทหารเกราะผู้นี้อยู่นาน โมโหจนหน้าเขียว ลุกพรวดขึ้น โกรธจัดกล่าวว่า "คืนนี้เลี้ยงรื่นเริง ทั้งวงสิบกว่าคน ทุกคนเผยก้นถ้วย เจ้าเด็กตระกูลบุน ไฉนมีแต่เจ้ากับทหารเกราะของเจ้าที่ไม่ดื่ม...พวกเจ้าไม่ยอมดื่ม เป็นการดูถูกข้ากระนั้นหรือ"
## เชิงอรรถ
(1) **ปินเค่อ** (宾客): ชาวนาหรือผู้คนที่มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ ฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ตระกูล
(2) **ฉื่อ** (尺): หน่วยความยาวจีนโบราณ ยุคฮั่นตะวันออกหนึ่งฉื่อยาวราว 23 เซนติเมตร
(3) **ผ้าโพกเขียว** (绿帻): ผ้าโพกศีรษะสีเขียว เป็นเครื่องหมายของบ่าวรับใช้ในยุคฮั่น
(4) **เสี่ยวจ้วน** (小篆): อักษรจีนแบบลายเส้นโบราณที่ใช้ในราชการสมัยฉินถึงต้นฮั่น มักจารึกบนเครื่องใช้และตราประทับ
(5) **เผยก้นถ้วย** (举白): ธรรมเนียมงานเลี้ยง ผู้ดื่มเหล้าหมดถ้วยแล้วพลิกก้นถ้วยขึ้นให้ผู้อื่นเห็นว่าดื่มเกลี้ยง
(6) **พิธีสวมกวาน** (弱冠): พิธีสวมหมวก "กวาน" ของชายชาวฮั่นเมื่ออายุครบ 20 ปี ถือเป็นการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ยังไม่เข้าพิธีนี้คือยังเป็นเด็ก