สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 247 ซุนเกี๊ยนโจโฉต่างปล่อยตัว ซุนเจินระวังการประพฤติ

43 นาที· 9.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 247 — ซุนเกี๊ยนโจโฉต่างปล่อยตัว ซุนเจินระวังการประพฤติ

ตำแหน่ง "ฉีตูเว่ย" (นายกองทหารม้า)(1) นั้นมีมาแต่ครั้งก่อนราชวงศ์ฉินแล้ว ในกาลนั้นเรียกว่า "ฉีปังเว่ย" ครั้นถึงสมัยฮั่นต้น เพื่อเลี่ยงพระนามฮั่นเกาจู่ จึงเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น "ฉีตูเว่ย" ศักดิ์เทียบสองพันสือ

หากจะว่าแต่ลำดับชั้นเพียงอย่างเดียว ฉีตูเว่ยกับจงหลางเจียง(2)นั้นเสมอกัน หากแต่ฮองฮูสงและจูฮีทั้งสอง "ถือตราอาญาสิทธิ์"(3) อีกทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ ตำแหน่งสูงส่ง จึงหาจำต้องออกไปต้อนรับถึงไกลไม่ ทั้งสองนำผู้คนในกองบัญชาการพร้อมด้วยบุนไท่โส่ว ออกไปคอยรับ ณ ประตูค่ายด้วยกัน

ราตรีกาลมาถึงแล้ว ที่ประตูค่ายจุดโคมไฟสว่างไสว

ซุนเจินยืนอยู่ท้ายแถว เป็นครั้งคราวก็ฉวยจังหวะที่ผู้คนมิทันสังเกต เขย่งเท้าเหลียวมองไปไกล

ซีจื้อไฉยืนอยู่ข้าง ๆ เขา แลเห็นชัดเจน จึงถามด้วยความฉงนว่า "เจินจือ ท่านรู้จักท่านโจตูเว่ยหรือ"

ราตรีมืดมิด มองไม่เห็นที่ไกล ๆ ซุนเจินกำลังเพ่งมองไปข้างหน้าด้วยความยากลำบาก จึงมิได้ยินถนัดว่าเขาถามสิ่งใด หันหน้ามาถามว่า "อะไรนะ"

"ข้าว่า ท่านรู้จักท่านโจตูเว่ยหรือ"

"…ไม่รู้จักดอก"

"ถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงเขย่งเท้าเหลียวมองเล่า"

ซุนเจินชะงักไปครู่หนึ่ง ดีที่ใจคิดว่องไว จึงหาเหตุผลมาตอบส่งเดชว่า "ข้ากับท่านโจตูเว่ยแม้มิเคยพบหน้ากันมาก่อน หากแต่ได้ยินชื่อเสียงของเขามานานแล้ว"

"อ้อ"

"เมื่อสามสี่ปีก่อน ครั้งข้ายังเป็นนายกองศาลาเมืองฝานหยาง ราชสำนักมีโองการให้เหล่าเสนาอำมาตย์เสนอชื่อผู้ 'แตกฉานในบุราณวิทยา' ท่านโจตูเว่ยก็อยู่ในรายชื่อผู้ได้รับการเสนอนั้น ครั้นเมื่อสองปีก่อน ราชสำนักมีโองการอีกครั้งให้เหล่าเสนาอำมาตย์อาศัยคำเล่าลือของราษฎร ฟ้องกล่าวเจ้ามณฑลและขุนนางสองพันสือที่เป็นภัยกัดกินราษฎร บุตรหลานและบริวารของเหล่าขันทีมีอยู่ตามหัวเมืองมณฑลไม่น้อย ทั้งเป็นเจ้ามณฑลบ้าง เป็นไท่โส่วบ้าง เสนาบดีผู้ใหญ่ในราชสำนักด้วยว่ารับสินบนของคนพวกนี้ แม้รู้แก่ใจว่าพวกมันฉ้อราษฎร์โสมมเพียงใดก็มิได้ไต่ถาม ท่านโจตูเว่ยจึงร่วมกับท่านตัน(4) อดีตซือถู ถวายฎีกาแก่ราชสำนัก ความว่า 'ผู้ที่เหล่าเสนาอำมาตย์เสนอชื่อมานั้น ล้วนพวกพ้องอันแสวงประโยชน์ส่วนตน' ถ้อยคำเฉียบขาดยิ่งนัก พี่รองของข้ายกย่องเขาเป็นอันมาก"

"ที่ท่านว่ามานี้คือสองเรื่องนี้เอง ข้าก็รู้เหมือนกัน"

ซีจื้อไฉแม้เป็นบัณฑิตยากไร้ แต่เดิมมิเคยมีโอกาสได้เข้ารับราชการ ทว่าหยิ่งในความสามารถของตน มีปณิธานยิ่งใหญ่ในใจ แต่ไหนแต่ไรมาก็เอาใจใส่ในกิจบ้านเมือง สองเหตุการณ์ใหญ่นี้เขาเคยได้ยินมาก่อน

เรื่องแรกนั้นยังพอว่า แต่เรื่องที่สองครั้งหนึ่งเคยก่อความสะเทือนใหญ่หลวงทั้งในและนอกราชสำนัก ที่สะเทือนนั้น ด้านหนึ่งเพราะมีคนกล้าถวายฎีกาประณามเหล่าขันทีอย่างรุนแรง อีกด้านหนึ่งเพราะตันตัน(5)ผู้เป็นซือถูถึงแก่ความตายด้วยเรื่องนี้ ตันตันเป็นชาวตงไฮ่ มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์เที่ยงธรรม เพราะเรื่องนี้จึงต้องโทษเหล่าขันที ถูกใส่ความจนตายในเรือนจำ ซือถูเป็นหนึ่งในสามอัครมหาเสนาบดี กลับมาตายไปเช่นนี้ เหล่าวิญญูชนผู้ซื่อตรงทั่วแผ่นดินล้วนแค้นเคืองโทมนัสกันถ้วนหน้า

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ มีข้อหนึ่งที่จำต้องเอ่ยถึง ตันตันครั้งเป็นถึงหนึ่งในสามอัครมหาเสนาบดียังถูกใส่ความจนตาย ส่วนโจโฉครั้งนั้นเป็นเพียงอี้หลาง(6) ตำแหน่งแม้สูงส่งสะอาดสำคัญ ทว่าห่างไกลจากความสูงศักดิ์ของสามอัครมหาเสนาบดีนัก กลับสามารถปลอดภัยมิเป็นไรได้ อย่าว่าแต่ปลอดภัยเลย บัดนี้ยังได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นฉีตูเว่ยศักดิ์เทียบสองพันสืออีก ดูเผิน ๆ น่าฉงนเกินคาดคิด แต่แท้จริงหาน่าประหลาดไม่ ด้วยว่าผู้คุ้มหัวของเขาแข็งแกร่งเหลือเกิน

แม้แต่บัณฑิตยากไร้อย่างซีจื้อไฉก็ยังรู้ถึงชาติกำเนิดของโจโฉ

โจเท้งผู้เป็นปู่ของโจโฉเป็นขันทีผู้ใหญ่ ผ่านฮ่องเต้มาถึงสี่พระองค์ รับราชการในวังนานกว่าสามสิบปี ครั้งรัชสมัยพระเจ้าฮั่นฮวนเต้ ด้วยมีความชอบในการอุปถัมภ์ราชสมบัติจึงได้รับสถาปนาเป็นเฟ่ยถิงโหว (เจ้าศาลาเฟ่ย) แม้บัดนี้สิ้นไปแล้ว แต่บุตรบุญธรรมของเขา อันคือโจโก๋บิดาของโจโฉ ยังอยู่ในวัยกำลังรุ่ง เป็นเวลาที่ได้รับความโปรดปรานเรืองอำนาจ ดำรงตำแหน่งเก้าเสนาบดีมานาน มีผู้คุ้มหัวแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ตันตันตาย ส่วนโจโฉกลับปลอดภัยมิเป็นไร ก็ไม่มีอะไรน่าประหลาดเลย

ซีจื้อไฉชำเลืองมองผู้คนข้างหน้าแวบหนึ่ง แล้วกล่าวเสียงค่อยว่า "ข้าได้ยินมาว่าท่านโจตูเว่ยแต่เดิมมิได้แซ่โจ ด้วยบิดาของเขาถูกเฟ่ยถิงโหวโจเท้งผู้ล่วงลับรับเป็นบุตรบุญธรรม จึงเปลี่ยนมาใช้แซ่โจ จริงหรือ"

ซุนเจินเป็นคนระมัดระวัง มิอยากให้ผู้ใดได้ยินว่าตนกับซีจื้อไฉวิจารณ์ชาติตระกูลของคนลับหลัง จึงตอบอย่างคลุมเครือว่า "คงเป็นเช่นนั้นกระมัง"

ซีจื้อไฉมิรู้ว่านึกถึงสิ่งใด ก็ฟึดฟัดหัวเราะเบา ๆ

"ท่านหัวเราะอะไร"

"ท่านโจตูเว่ยผู้นี้แปลกแยกจากคนอื่นยิ่งนัก แม้กำเนิดในตระกูลขันที แต่นับแต่เข้ารับราชการมา กลับมักตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับเหล่าขันทีเสมอ ข้าได้ยินมาว่าครั้งเขาเป็นลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ย(7) เคยตีลุงของเสี่ยวหวงเหมิน(8)เกี้ยนสิดจนตายมาแล้ว จริงหรือ"

โจโฉเมื่ออายุยี่สิบได้รับการเสนอชื่อเป็นเซี่ยวเหลียน(9) ทรงตั้งให้เป็นหลาง(10) มิช้าก็ออกไปเป็นลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ย "เว่ย" ก็คือเซี่ยนเว่ย (นายอำเภอฝ่ายทหาร) โดยปรกติอำเภอหนึ่งมีเว่ยหนึ่งหรือสองคน "อำเภอใหญ่มีสองคน อำเภอเล็กมีหนึ่งคน" ลกเอี๋ยงเป็นนครหลวง จึงตั้งเว่ยไว้สี่ทิศ ตะวันออก ใต้ ตะวันตก และเหนือ ศักดิ์สี่ร้อยสือ หน้าที่ของเซี่ยนเว่ยคือปราบโจรผู้ร้าย มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย เรื่องที่โจโฉใช้กระบองเบญจรงค์(11)ตีลุงของเกี้ยนสิดจนตายนั้น ในกาลครั้งนั้นก็เคยก่อความสะเทือนทั้งในและนอกราชสำนัก คนที่เคยได้ยินเรื่องนี้มีมาก เสี่ยวหวงเหมินเป็นขุนนางฝ่ายใน อย่าเห็นว่ามีคำว่า "เสี่ยว" (น้อย) อยู่ในชื่อ ศักดิ์ก็มิสูงนัก เพียงหกร้อยสือเท่านั้น แต่ด้วยตามรับใช้อยู่ข้างพระองค์ฮ่องเต้ จึงมีอำนาจมากมาย เกี้ยนสิดได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง ผู้อื่นจะประจบเอาใจเขายังไม่ทันการ โจโฉกล้าดั่งลูกวัวเพิ่งเกิดมิกลัวเสือ เพิ่งเข้ารับราชการก็ตีลุงของเขาจนตายเสียแล้ว ก็พอเห็นได้ว่าคนผู้นี้มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเพียงใด

มิทันนาน แลเห็นแต่ไกลมีกำลังพลม้าหลายพันถือคบเพลิงเคลื่อนคดเคี้ยวมา

ซุนเจินคิดในใจว่า "ต้องเป็นโจโฉยกทัพมาถึงแล้วเป็นแน่" จึงชะเง้อคอเหลียวมอง ระยะไกลเกินไป มองไม่เห็น คอยอยู่อีกครู่หนึ่ง กองทหารม้านี้จึงเคลื่อนเข้ามาใกล้ ข้างหน้าสุดมีธงทัพสีแดงโบกสะบัด ใต้ธงนั้นมีทหารม้าหลายนายห้อมล้อมผู้หนึ่งไว้ ผู้นี้รูปร่างไม่สูงนัก ผิวพรรณดำเหลือง คิ้วสั้นตาเล็ก ไว้หนวดเหนือริมฝีปาก รูปร่างหน้าตาแม้มิถึงกับน่าเกลียด ก็มิอาจเรียกได้ว่างามสง่า เป็นเพียงคนรูปลักษณ์ปานกลาง ดูจากอายุน่าจะราวยี่สิบปี ผู้นี้ตัวแม้ไม่สูง แต่ยามนั่งอยู่บนหลังม้า มือกุมกระบี่ผายอก ชูศีรษะ ท่วงท่าองอาจเต็มที่ ซีจื้อไฉก็แลเห็นผู้นี้เช่นกัน จึงกล่าวว่า "นี่คือโจโฉหรือ"

ผู้นี้คือโจโฉนั่นเอง

ครั้นใกล้ถึงประตูค่าย โจโฉยกมือขึ้นครั้งหนึ่ง กองทัพก็หยุดฝีเท้า เขาพลิกตัวลงจากหลังม้า ก้าวเท้ามั่นเดินมา พลางเดินไปข้างหน้า พลางกวาดสายตามองผู้คนที่มาคอยรับเขาอยู่หน้าประตูค่าย ดวงตาคู่หนึ่งกวาดมองไปรอบหนึ่งอย่างรวดเร็ว ครั้นแลเห็นนายกองทั้งสองแห่งกองเซ่อเซิงและกองปู้ปิง(12) ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้ม ขยิบตาให้แก่ทั้งสอง แต่มิได้ทักทาย จากนั้นสายตาก็หันไปยังฮองฮูสง จูฮี และบุนไท่โส่วทั้งสามที่ยืนอยู่ข้างหน้า เดินรี่เข้ามา ทำความเคารพอย่างทหาร แล้วกล่าวว่า "โฉจะกล้ารบกวนให้ท่านแม่ทัพทั้งสองออกมาต้อนรับได้อย่างไร… ท่านผู้นี้คงเป็นบุนไท่โส่วเจ้าเมืองแห่งแคว้นนี้กระมัง"

โจโฉเติบโตในนครหลวงมาแต่เยาว์ จึงพูดสำเนียงหลวงลกเอี๋ยง(13)ได้แม่นยำเป็นแบบแผนยิ่งนัก

บุนไท่โส่วตอบว่า "ข้าพเจ้านี่แหละ ท่านตูเว่ยมาแต่ไกลเหนื่อยยากนัก"

"คารวะท่านบุน"

ฮองฮูสงตอบความเคารพอย่างทหาร แล้วหัวเราะกล่าวว่า "เมิ่งเต๋อมาได้เหมาะเวลาจริง ๆ"

"ท่านแม่ทัพกล่าวเช่นนี้หมายความว่ากระไร"

"ข้าจักแนะนำท่านทั้งหลายที่มาต้อนรับเจ้าให้รู้จักก่อน"

นายกองทั้งสองแห่งกองเซ่อเซิงและกองปู้ปิงนั้นมิจำต้องแนะนำ โจโฉอยู่ในนครหลวงมานาน คุ้นเคยกับคนทั้งสองอยู่แล้ว ฮองฮูสงแนะนำผู้คนให้โจโฉรู้จักทีละคนจากหน้าไปหลัง นอกจากนายกองทั้งสองนั้น เหล่าซือหม่าในกองทัพของฮองฮูสงและจูฮีก็มาจากนครหลวงกันมาก ส่วนใหญ่เป็นคนรู้จักเก่าของโจโฉ โจโฉวางตัวตามสบายยิ่งนัก พบคนคุ้นเคยคนใดก็หยอกล้อเอ่ยทักไม่กี่คำ ครั้นแนะนำมาถึงเปี๋ยปู้ซือหม่า(14)ผู้หนึ่งซึ่งแซ่เล่า โจโฉเห็นทีจะคุ้นเคยกับผู้นี้มาก ยิ่งก้าวเข้าไปอีกสองก้าว อาศัยจังหวะที่ผู้นั้นทำความเคารพและทักทาย ก็ยื่นมือไปลูบท้องของเขา หัวเราะกล่าวว่า "เฒ่าเล่า เจ้าออกจากเมืองหลวงมาได้กี่วันกัน ท้องก็ยุบลงแล้วเล่า ครั้งอยู่ลกเอี๋ยงข้าก็บอกเจ้าแล้วว่า ให้ขี่ม้าให้มาก ฝึกธนูให้มาก เป็นคุณแก่ร่างกาย เจ้าก็ไม่ฟัง บัดนี้ดูซิเป็นอย่างไร ท้องยุบลง คนทั้งคนก็ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมากทีเดียว"

ผู้คนได้ฟังก็มีทั้งที่หัวเราะ ทั้งที่สีหน้าไม่พอใจ ในหมู่คนที่ออกมาต้อนรับเขามีบุตรหลานสำนักขงจื่ออยู่ไม่น้อย สำนักขงจื่อถือมั่นในจารีตขนบ การหยอกล้อกันเช่นนี้นอกประตูค่าย มิเพียงเสียมารยาท ยังเป็นการลดทอนความสง่างามอีกด้วย ทว่าบนใบหน้าของฮองฮูสงกลับมิมีสีหน้าแปลกประหลาดใด ๆ โจโฉเองในนครหลวงก็เป็นบุคคลผู้เลื่องลือ เขารู้จักโจโฉมาแต่ก่อน เข้าใจอุปนิสัยของโจโฉดี

ซุนเจินยืนอยู่ท้ายแถว ท่าทางแม้นอบน้อมสำรวม แต่สายตามิเคยละไปจากโจโฉเลย เห็นเขาเจรจาตามสบาย กิริยาวางตัวง่าย ๆ อดมิได้ที่จะหันไปมองซุนเกี๊ยนแวบหนึ่ง คิดในใจว่า "โจโฉนี้ในการเจรจาและกิริยามีส่วนคล้ายกับบุ๋นไถ พระเอกของเรื่องนี้คือซุนเกี๊ยน(15) ต่างก็ 'ปล่อยตัวไม่ถือพิธี' ยิ่งนัก"

"ทงทัว"(16)เป็นศัพท์ของคนในยุคนั้น มีความหมายว่าปล่อยตัวพล่อย ๆ ตามสบายมักง่าย มิถือพิธีรีตอง ซุนเจินแม้รู้จากภาพยนตร์และตำราในชาติก่อนว่าโจโฉเป็นคนมิถือเรื่องเล็กเรื่องน้อย แต่ในจินตนาการเดิมของเขา โจโฉถึงอย่างไรก็กำเนิดในตระกูลสูงศักดิ์มั่งคั่ง ต่อให้มิถือเรื่องเล็กน้อยเพียงไร อย่างไรเสียก็น่าจะมีท่วงท่าแบบ "ลูกท่านหลานเธอ" อยู่บ้าง ครั้นมาเห็นในวันนี้ ระดับความมิถือเรื่องเล็กน้อยของโจโฉกลับเกินความคาดคิดของเขาไป

ทว่าครั้นตรองดูถี่ถ้วน เรื่องนี้ก็อยู่ในครรลองอันสมควร

ผู้กุมอำนาจในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งคือเหล่าบัณฑิตขุนนางฝ่ายหน้า ส่วนใหญ่มาจากตระกูลบัณฑิตที่เลื่อมใสศรัทธาในลัทธิขงจื่อ อีกพวกหนึ่งคือเหล่าขันทีฝ่ายใน มาจากตระกูลยากไร้ที่มิใช่สายขงจื่อ ทั้งสองพวกชาติกำเนิดต่างกัน การเจรจาและกิริยาในยามปรกติย่อมต่างกันไปด้วย ตระกูลโจแม้เป็นตระกูลสูงศักดิ์มั่งคั่ง แต่ถึงอย่างไรรากฐานก็ตื้น ไม่มี "วิชาประจำตระกูล" มิอาจเทียบกับตระกูลอย่างซุน อย่างจง หรืออย่างตัน อันว่าตระกูลซุนนั้น สืบมาแต่ครั้งซุนจื่อ(17) ก็ถ่ายทอดวิชาขงจื่อสืบสกุลมารุ่นแล้วรุ่นเล่า บุตรหลานในตระกูลนับแต่กำเนิดก็ได้รับการอบรมในจารีตขนบ กล่าวได้ว่าจารีตขนบนั้นซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกของพวกเขาแล้ว ส่วนตระกูลโจนั้น ต่อให้มีอำนาจเพียงไร ต่อให้ตัวโจโฉเองจะ "แตกฉานในอักษรบุราณ" สักปานใด มีความช่ำชองในลัทธิขงจื่อลึกซึ้งเพียงใด "สามชั่วคนหามีตระกูลสูงศักดิ์ไม่" ในด้านจารีตขนบนี้ ถึงที่สุดแล้วก็มิอาจเทียบกับตระกูลบัณฑิตที่สืบทอดวิชาขงจื่อมารุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ ด้วยเหตุนี้จึงมิแคล้วทำให้ซุนเจินรู้สึกว่าเขามีส่วนคล้ายคลึงกับซุนเกี๊ยนผู้กำเนิดในตระกูลยากไร้เช่นกัน

ซุนเจินกำลังเหม่อลอยครุ่นคิด รู้สึกว่ามีผู้เดินเข้ามาใกล้ตน รีบรวบรวมสติ ประสานมือยืนคารวะ

ผู้ที่เดินเข้ามาคือฮองฮูสงและโจโฉ ฮองฮูสงรูปร่างสูงใหญ่กำยำ แม้ว่ารูปลักษณ์อ่อนโยน แต่ด้วยกำเนิดในตระกูลขุนพล นำทัพมาหลายปี ในยามเดินยามยืนล้วนมีบารมีน่าเกรงขาม ส่วนโจโฉตัวเตี้ยเล็กแต่ปราดเปรียวแข็งแกร่ง แม้ฝีก้าวกระฉับกระเฉง ทว่ากิริยามักง่าย หามีบารมีน่าเกรงขามใด ๆ ไม่ ทั้งสองเดินมาด้วยกันก็ชวนให้ขำอยู่ไม่น้อย

ฮองฮูสงหัวเราะชี้มือไปที่ซุนเจิน แนะนำแก่โจโฉว่า "ผู้นี้คือปิงเฉาเอวี้ยน(18)แห่งแคว้นเองฉวน นามว่าซุนเจิน เป็นบุตรหลานตระกูลซุนแห่งเองอิม"

โจโฉดีใจแกมประหลาดใจ กล่าวว่า "เมื่อครู่ข้าเพิ่งมาถึง เห็นท่านแม้ยืนอยู่ท้ายผู้คน แต่รูปลักษณ์มิใช่คนสามัญ กำลังนึกอยู่ว่ามิรู้นี่คือบุตรหลานตระกูลใด ที่แท้ท่านก็คือท่านซุนนั่นเอง"

ซุนเจินรีบทำคารวะกล่าวว่า "ขุนนางผู้น้อยซุนเจินคารวะท่านตูเว่ย"

"เอ๊ะ มิจำต้องเกรงใจ" โจโฉโบกมือ มองซุนเจินขึ้นลง หัวเราะกล่าวว่า "ก่อนข้ามาถึงที่นี่ ได้ผ่านเมืองเซียงเฉิง บังเอิญมีบุญได้พบท่านหลี่(19) ท่านหลี่กล่าวแก่ข้าว่า 'ผู้องอาจแห่งเองฉวน เจินเป็นเลิศกว่าใคร' คืนนี้พบเห็นแล้ว ก็มิใช่คำกล่าวลวงเลย"

"ท่านหลี่ชมเกินไป เจินขอรับด้วยความหวั่นเกรงยิ่งนัก" ซุนเจินกล่าวคำถ่อมตน แต่ในใจกลับรู้สึกสะท้อนใจ

ประการหนึ่งสะท้อนใจในอิทธิพลของยอดนามบุคคลในยุคนี้ที่มีต่อกระแสคำเล่าลือ ถ้อยคำเพียงประโยคเดียวของหลี่จ้าน ทำให้โจโฉมองเขาด้วยสายตาที่แตกต่างไปตั้งแต่ก่อนได้พบเขาเสียอีก

ประการที่สองสะท้อนใจในอายุของโจโฉ ดูอายุของโจโฉน่าจะใกล้เคียงกับซุนเกี๊ยน แก่กว่าตนเองเห็นจะเพียงห้าหกปี กระนั้นบัดนี้ก็เป็นฉีตูเว่ยศักดิ์เทียบสองพันสือแล้ว ส่วนซุนเกี๊ยนอายุสิบแปดก็เป็นจวิ้นซือหม่าแล้ว ผ่านมาสิบกว่าปี บัดนี้กลับยังเป็นเพียงจั่วจวินซือหม่าศักดิ์หกร้อยสือ ส่วนตัวเองนั้นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง เข้ารับราชการมาสามสี่ปีแล้ว ก็ยังเป็นเพียงขุนนางร้อยสือกระจ้อยร่อยเท่านั้น เป็นตูโหยวฝ่ายเหนือบ้าง เป็นปิงเฉาเอวี้ยนแห่งแคว้นบ้าง ว่าไปก็เป็นตำแหน่งโดดเด่นแห่งแคว้นหนึ่ง แต่หากเทียบกับทั่วทั้งแผ่นดินแล้ว ก็เป็นขุนนางผู้น้อยเล็กเท่าเมล็ดงาเท่านั้น มิได้นับเป็นสิ่งใดเลย

โจโฉหัวเราะกล่าวว่า "หวั่นเกรงสิ่งใดเล่า ท่านหลี่มีตาแหลมคมในการดูคนมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อท่านว่าเจ้าเป็นยอดผู้องอาจ ก็ย่อมผิดไปมิได้แน่" แล้วฉวยมือซุนเจินไว้ด้วยความสนิทสนม กล่าวว่า "หน้าค่ายมิใช่ที่สนทนากัน วันหลังมีเวลาว่าง ควรได้สนทนากับท่านให้สำราญใจ"

โจโฉกับซุนเกี๊ยนล้วนปล่อยตัวพล่อย ๆ มิถือพิธีรีตอง แต่หากเทียบกันถี่ถ้วน ทั้งสองก็มีที่ต่างกันอีก ซุนเกี๊ยนอ่านหนังสือมาน้อย ความปล่อยตัวของเขามาจากวิสัยนักเลงห้าวหาญ ส่วนโจโฉ "แต่เยาว์ชอบปล่อยเหยี่ยวล่าสุนัข" "มีน้ำใจนักเลงปล่อยตัวสำราญ" ในตัวก็มีกลิ่นอายนักเลงท่องเที่ยวอยู่เช่นกัน แต่เขาอ่านตำรากว้างขวาง เทียบกับซุนเกี๊ยนแล้ว กลิ่นอายนักเลงอ่อนกว่ามาก ความปล่อยตัวของเขาส่วนใหญ่มาจากการปล่อยใจตามอารมณ์ในนิสัยมากกว่า ซุนเจินตรองดูถี่ถ้วน รู้สึกว่าในข้อนี้ โจโฉกลับมีที่คล้ายคลึงกับซุนชวีพี่รองของเขาอีก แต่ก็มีที่ต่างกัน ความปล่อยตัวอิสระของซุนชวีนั้นเป็นการจำใจกระทำ ส่วนการปล่อยใจตามอารมณ์ของโจโฉกลับเป็นการเผยออกมาตามธรรมชาติ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความปล่อยตัวของโจโฉทั้งมีกลิ่นอายนักเลง ทั้งมีกลิ่นอายยอดนามบุคคล

ครั้นแนะนำผู้คนเสร็จสิ้น ฮองฮูสงสั่งให้คนจัดที่พักชั่วคราวให้แก่กำลังพลม้าที่โจโฉนำมา แล้วผู้คนก็เข้าค่ายกลับสู่กระโจม

ครั้นถึงในกระโจม ฮองฮูสงสั่งให้คนนำที่นั่งมา วางไว้ใต้นายกองทั้งสองแห่งกองเซ่อเซิงและกองปู้ปิง เชิญโจโฉให้นั่ง ศักดิ์ของโจโฉกับนายกองทั้งสองแห่งกองเซ่อเซิงและกองปู้ปิงแม้เสมอกัน แต่กองเซ่อเซิงและกองปู้ปิงเป็นทหารรักษานครหลวงลกเอี๋ยง ตำแหน่งจึงอยู่เหนือโจโฉ

ครั้นนั่งลงแล้ว ฮองฮูสงถามโจโฉว่า "เมิ่งเต๋อ คราวนี้เจ้านำกำลังพลมาเท่าใด"

"ทหารราบสามพัน ทหารม้าสองร้อย"

ตำแหน่ง "ฉีตูเว่ย" แม้มีนามว่า "ฉีตูเว่ย" (นายกองทหารม้า) แต่หาใช่นายทหารของทหารม้าไม่ จะคุมทหารราบด้วยก็ได้ ดั่งหลีหลิงยอดขุนพลสมัยฮั่นต้น ครั้งเป็นฉีตูเว่ยก็เคยคุมทหารราบออกศึก "นำทหารราบห้าพันออกศึกทางเหนือจวีเหยียน" มาแล้ว

"ดี ดี"

โจโฉถามด้วยความฉงนว่า "ดีตรงไหนกัน"

"เมิ่งเต๋อเจ้ายังไม่รู้ ก่อนเจ้ามาถึงนี้ ข้ากำลังปรึกษากิจการกับท่านทั้งหลายอยู่พอดี"

"ปรึกษากิจอันใด" โจโฉสมองว่องไวยิ่งนัก พอถามออกปากก็พลันรู้แจ้งในทันที จึงกล่าวต่อว่า "เข้าใจแล้ว ต้องเป็นการปรึกษาเรื่องปอไซแห่งเมืองอู่หยางเป็นแน่"

"เมิ่งเต๋อรู้ได้อย่างไร"

"ท่านแม่ทัพกับท่านแม่ทัพจู และท่านเจ้าเมืองบุน นำพลราบพลม้ากว่าสี่หมื่นล้อมตีเมืองคุนเอี๋ยง เมืองคุนเอี๋ยงนั้นกำหนดวันก็ตีได้ ไม่มีสิ่งใดต้องปรึกษา จะปรึกษาก็ได้แต่เรื่องทัพกบฏที่อู่หยางเท่านั้น ท่านแม่ทัพ ท่านวิตกว่าทัพกบฏที่อู่หยางจะหนีไปลำพังหรือ"

ซีจื้อไฉซึ่งคุกเข่านั่งอยู่หลังซุนเจิน ได้ยินคำนั้นก็ฉงนใจ จึงกล่าวเสียงค่อยแก่ซุนเจินว่า "ท่านโจตูเว่ยปัญญาเป็นเลิศเหนือผู้คน"

ซุนเจินคิดในใจว่า "หากมิใช่ข้าเข้ามาขวางอยู่ตรงกลาง เจ้ากับ 'ท่านโจตูเว่ย' ก็คงถูกใจกันตั้งแต่แรกพบแล้ว" คิดก็คิดไปเช่นนั้น แต่ในความหยั่งรู้และปฏิภาณของโจโฉ เขาก็เลื่อมใสยิ่งนัก สมแล้วที่เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค

ฮองฮูสงหัวเราะกล่าวว่า "ถูกแล้ว"

"ถ้าเช่นนั้นท่านแม่ทัพมีกลอุบายดีหรือไม่"

"ด้วยเหตุนี้จึงว่าเจ้ามาได้เหมาะเหม็งนั่นไง"

"คำนี้หมายความว่ากระไร"

"ข้าแม้ได้กลอุบายมาหนึ่ง แต่จำต้องแบ่งกำลังออกเป็นสองทาง กำลังพลของข้ากับทัพท่านแม่ทัพจูพอดีสำหรับล้อมตีเมืองคุนเอี๋ยงเท่านั้น หากแบ่งเป็นสองทางเกรงจะไม่พอใช้ กำลังลังเลตัดสินใจไม่ได้ พอดีเจ้าก็มาถึง มีพลราบพลม้ากว่าสามพันของเจ้านี้ อุบายของข้าก็จะดำเนินการได้"

ในพลราบพลม้ากว่าสามพันที่โจโฉนำมานี้ บางส่วนเป็นที่ราชสำนักมอบให้ บางส่วนเป็นที่เขาเกณฑ์มาเอง จึงทำให้ล่าช้า มาถึงช้าไป เห็นฮองฮูสงและจูฮีล้อมเมืองคุนเอี๋ยงไว้แล้ว กำลังขุ่นเคืองอยู่ในใจว่ามิมีความชอบใดให้ตั้งได้ พลันได้ยินคำของฮองฮูสง ก็ดีใจใหญ่ กล่าวว่า "ขอเรียนถามท่านแม่ทัพว่ามีกลอุบายอันใด มีตรงไหนที่ต้องใช้ข้าบ้าง โฉจะทุ่มสุดกำลังกระทำ"

ฮองฮูสงเล่ากลอุบายออกมา โจโฉดีใจกล่าวว่า "เป็นกลอุบายที่ดียิ่งนัก"

"เมิ่งเต๋อหากไม่มีข้อขัดข้องใด พวกเราก็จะดำเนินการตามนี้หรือ"

"ก็ดำเนินการตามนี้แหละ"

ครั้นวางกลอุบายเรียบร้อย ฮองฮูสงก็แบ่งหน้าที่ให้เหล่าแม่ทัพในทันที เริ่มแรกเอ่ยนามซุนเจินก่อน กล่าวว่า "ท่านเป็นคนแคว้นนี้ รู้ภูมิประเทศดี กลอุบายนี้ขาดท่านมิได้ ท่านจงไปอยู่ทางเดียวกับเมิ่งเต๋อ"

ซุนเจินรับคำ

ครั้นฮองฮูสงแบ่งหน้าที่ให้ผู้คนที่เหลือเสร็จสิ้น การปรึกษาทัพก็เลิกรา

ซุนเจินออกจากกระโจม แต่มิได้ไปทันที กลับคอยจนซุนเกี๊ยนออกมา ฉวยมือเขาไว้ กล่าวด้วยความรักใคร่ผูกพันว่า "พี่ใหญ่ ตามคำสั่งทัพของท่านแม่ทัพทั้งสอง คืนนี้ข้าจะต้องออกจากค่ายไปอู่หยางพร้อมท่านโจตูเว่ย พี่ใหญ่เป็นคนกล้าหาญดุดัน ยามเข้าศึกมักฝ่าลูกธนูก้อนหิน นำหน้าทหารเสมอ การเช่นนี้หากในยามปรกติอาจยังพอได้ แต่บัดนี้ทัพกบฏสู้ตายอย่างจนตรอก มิอาจประมาทได้ หลังจากน้องไปแล้ว พี่ใหญ่อย่าได้ออกหน้าศึกด้วยตนเองอีกเป็นอันขาด ระวังเถิด ระวังเถิด"

ซุนเกี๊ยนมิเห็นพ้องด้วย หัวเราะกล่าวว่า "นอกเมืองคุนเอี๋ยงมีทัพของเราอยู่หลายหมื่น ข้าอยู่ในทัพหลายหมื่นจะมีภัยอันใดมาแผ้วพาน ทัพกบฏแม้สู้ตาย แต่ในสายตาของข้าก็เป็นเพียงฝูงหนูจนตรอกเท่านั้น ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ ตรงกันข้ามคราวนี้น้องรับคำสั่งลอบไปอู่หยาง ข้าได้ยินว่าใต้บังคับปอไซมีพลหุ้มเกราะกว่าพันคน เป็นกำลังหลักของมัน เป็นพวกพลีชีพ น้องกับท่านโจตูเว่ยมีกำลังน้อย จงระมัดระวังป้องกันให้ดีเถิด"

"ขอรับ"

ซุนเกี๊ยนเห็นซุนเจินดูเหมือนยังมีคำจะกำชับอีก จึงหัวเราะกล่าวว่า "เจ้ากับข้าต่างเป็นชายชาตรี การฆ่าโจรกำจัดภัยเป็นกิจที่เจ้ากับข้าพึงกระทำ เจ้าไม่ต้องห่วงข้า คำสั่งทัพเร่งด่วน เจ้ากลับไปเตรียมตัวที่ค่ายเถิด"

"ขอรับ"

ค่ายทหารของซุนเกี๊ยนอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ซุนเจินยังต้องไปนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก เขาทำคารวะอำลา หันตัวจะเดินไป พอเงยหน้าขึ้นก็แทบสะดุ้งตกใจ เห็นโจโฉยืนอยู่ไม่ไกลข้างหลังเขานั่นเอง

โจโฉใบหน้าเปื้อนยิ้ม กวักมือเชิญเขาเข้าไปใกล้ ซุนเจินและซีจื้อไฉสองคนก้าวไปเบื้องหน้าเขา โจโฉเงยหน้าพินิจมองทั้งสอง หัวเราะกล่าวว่า "แดนหรูและอิ่งมีผู้พิเศษมากมายนัก อ้วนเปิ่นชู และงอเต๋อหยู(20)แห่งยีหลำ ล้วนเป็นสหายของข้า ต่างก็รูปงามสง่า ข้าที่เมืองเอี้ยงเต๊กได้พบจงกงเฉา กั๋วจี้ลี่(21) และเหล่าวิญญูชนแห่งเองฉวน ต่างรูปลักษณ์มิใช่คนสามัญทั้งสิ้น คืนนี้ยังได้พบท่านทั้งสองอีก ท่านซุนองอาจห้าวหาญ ท่านซีงามผ่องแผ้ว ก็ล้วนเป็นยอดบุรุษด้วยกันทั้งคู่"

สมัยฮั่นทั้งสองยุคนิยม "เลือกคนดูที่รูปร่าง" โจโฉตัวเตี้ย รูปลักษณ์มิเด่น ในยามชมรูปร่างซุนเจินและซีจื้อไฉก็แฝงความรู้สึกอับอายในตนเองอยู่บ้าง

ซุนเจินกล่าวถ่อมตนว่า "ท่านตูเว่ยปีก่อนเป็นลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ย หน้าตาเที่ยงธรรมไร้อคติ ตีลุงของเสี่ยวหวงเหมินเกี้ยนสิดจนตาย พออายุยี่สิบสาม เลื่อนเป็นนายอำเภอตุ้นชิว(22) อยู่ในตำแหน่งมีผลงาน ราษฎรพากันสรรเสริญ เทียบกับท่านแล้ว เจินกับจง(23)เป็นเพียงคนสามัญธรรมดา จะนับเป็นยอดบุรุษได้อย่างไรเล่า"

เมื่อเอ่ยถึงหนทางราชการ โจโฉในปีก่อน ๆ ราบรื่นดั่งใบเรือต้องลมจริง ๆ ในตำแหน่งลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ยแม้ตีลุงของเสี่ยวหวงเหมินเกี้ยนสิดจนตาย แต่ด้วยผู้คุ้มหัวแข็งแกร่งเกินไปเช่นกัน เกี้ยนสิดก็ทำอะไรเขามิได้ ในที่สุดด้วยการเคลื่อนไหวของโจโก๋ผู้บิดา จึงถูกย้ายออกจากนครหลวง เปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอตุ้นชิวเป็นอันจบเรื่อง ตุ้นชิวเป็นอำเภอใหญ่ นายอำเภอตุ้นชิวเป็นขุนนางศักดิ์หกร้อยสือ แม้ก่อเรื่องวุ่นวาย แต่ศักดิ์กลับเลื่อนจากสี่ร้อยสือขึ้นเป็นหกร้อยสือ

โจโฉหัวเราะกล่าวว่า "ตระกูลของท่านเป็นตระกูลมีชื่อเสียงก้องแผ่นดิน เป็นตระกูลชั้นสูงแห่งหัวเมืองมณฑล หลางหลิงกง(24)เป็นปราชญ์ผู้เฒ่าแห่งเองฉวน แปดมังกร(25)เป็นยอดผู้สามารถแห่งยุค ข้านิยมชมชอบมานาน มักเสียดายที่เกิดมาช้าไป มิอาจฝากตัวเป็นศิษย์ในประตูหลางหลิงกง อีกทั้งมักเสียดายที่ไร้วาสนาได้เข้าคารวะแปดมังกร แต่ว่าไปแล้ว ข้ากับซุนน้องชายในตระกูลของท่านกลับมีบุพเพสันนิวาสอยู่บ้าง"

ซุนเจินงงงัน คิดในใจว่า "มีบุพเพสันนิวาสกับซุนฮก(26)หรือ" ในประวัติศาสตร์ดั้งเดิม ซุนฮกเป็นกุนซือเอกของโจโฉ ทั้งสองย่อมมี "บุพเพสันนิวาส" กันแน่ แต่ในชาตินี้ จนถึงบัดนี้ ซุนฮกกับโจโฉสองคนยังมิเคยพบหน้ากันเลย "บุพเพสันนิวาส" สองคำนี้มาจากไหนกัน

เขาจึงถามว่า "ท่านตูเว่ยหมายความว่ากระไร"

"ท่านรู้จักเหอปั๊กขิ้ว(27)แห่งน่ำเอี๋ยงหรือไม่"

เหอปั๊กขิ้วก็คือเหอหยง ยอดนามบุคคลแห่งน่ำเอี๋ยง หลายปีก่อนเคยมาเองอิม มาเยี่ยมตระกูลซุน ซุนเจินย่อมรู้จัก จึงพยักหน้ากล่าวว่า "เหอปั๊กขิ้วเป็นยอดนามบุคคลแห่งน่ำเอี๋ยง นักเลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ครั้งข้าเยาว์วัยเคยพบเขาครั้งหนึ่ง"

"เหอปั๊กขิ้วกับอ้วนเปิ่นชูและข้าต่างเป็นสหายรักกัน ข้าได้ยินเขาเล่าว่า เมื่อก่อนเขาเคยพบซุนฮกครั้งยังเยาว์วัย พอเห็นเข้าครั้งเดียวก็ประหลาดใจยิ่งนัก ชมว่าซุนฮกมี 'วาสนาเป็นที่ปรึกษาแผ่นดิน'(28) เรื่องนี้มีจริงหรือ"

"มีจริง"

"ท่านรู้หรือไม่ เหอปั๊กขิ้วก็เคยวิจารณ์ข้าด้วยเหมือนกัน"

ซุนเจินมิรู้เรื่องนี้จริง ๆ ยิ้มกล่าวว่า "ท่านมีใจซื่อสัตย์ดำเนินตามคุณธรรม รับใช้ส่วนรวมเร่งกำจัดภัย คำที่ท่านเหอวิจารณ์ท่าน ต้องเป็นคำชมเชยเป็นแน่"

โจโฉสะบัดหนวดหัวเราะใหญ่ ทว่ามิได้รับคำของซุนเจิน มิได้บอกว่าเหอวิจารณ์เขาอย่างไร เพียงหัวเราะกล่าวว่า "เหอปั๊กขิ้วทั้งเคยชมซุนฮก ทั้งเคยวิจารณ์ข้า ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงว่าข้ากับซุนฮกมีบุพเพสันนิวาสกันอยู่บ้าง" มิใช่ว่าโจโฉไม่ยอมบอกคำวิจารณ์ของเหอแก่ซุนเจิน หากแต่คำที่เหอวิจารณ์เขานั้นไม่ควรเอ่ยแก่คนภายนอก คำที่เหอกล่าวคือ "ราชวงศ์ฮั่นจักล่มสลาย ผู้ที่จะทำให้แผ่นดินสงบสุขได้ต้องคนผู้นี้เป็นแน่" คำเช่นนี้ไม่เหมาะจะเอ่ยให้คนที่เพิ่งรู้จักได้ฟัง คบกันยังตื้นแต่พูดลึก เป็นข้อพึงระวังของวิญญูชน

ซุนเจินคิดในใจว่า "ที่แท้ยังมีเรื่องราวเช่นนี้อยู่ด้วย" อดมิได้ที่จะคิดต่อไปว่า "หลังเหตุโพกผ้าเหลืองสงบ ซุนฮกทิ้งอ้วนเสี้ยวมาสวามิภักดิ์โจโฉ แม้มีเหตุว่าอ้วนเสี้ยวมิใช่นายที่ควรพึ่ง แต่บัดนี้ฟังโจโฉเล่า เรื่องนี้จะมีเหตุเพราะเขากับโจโฉต่างเคยได้รับคำชมจากเหอด้วยกระมัง" เหอชมซุนฮกว่ามีวาสนาเป็นที่ปรึกษาแผ่นดินตั้งแต่ครั้งซุนฮกยังเยาว์ ประการหนึ่ง เรื่องนี้ย่อมมีผลต่อซุนฮกลึกซึ้งแน่ ประการที่สอง ก็พอเห็นได้ว่าคนผู้นี้มีตาแหลมคมในการดูคน ดังนั้นคำชมเชยที่เขามีต่อโจโฉจึงน่าจะเชื่อถือได้สูงมาก ด้วยเหตุนี้ ซุนฮกเมื่อมองออกว่าอ้วนเสี้ยวมิใช่นายที่ควรพึ่ง จึงเปลี่ยนไปสวามิภักดิ์โจโฉผู้เคยได้รับคำชมจากเหอเช่นกันก็เป็นไปได้

เพียงแต่ว่า ชาตินี้มีซุนเจินแล้ว ซุนฮกจะยังไปสวามิภักดิ์โจโฉอีกหรือไม่

ซุนเจินคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา สนทนากับโจโฉอีกไม่กี่คำ

โจโฉดูเหมือนสังเกตได้ว่าเขามีเรื่องครุ่นคิดอยู่ในใจ เข้าใจว่าเขากำลังคิดเรื่องออกทัพคืนนี้ จึงกล่าวอย่างเข้าอกเข้าใจว่า "ท่านแม่ทัพฮองฮูสงสั่งให้เจ้ากับข้าลอบไปอู่หยางคืนนี้ เวลากระชั้นชิด ท่านจงกลับไปเตรียมตัวที่ค่ายก่อน ยามสามข้าจะคอยเจ้านอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก รอไปถึงอู่หยางแล้ว เจ้ากับข้าจะได้ฆ่าโจรไปพลาง สนทนากันให้สำราญใจไปพลาง"

"ขอปฏิบัติตามคำสั่งท่านตูเว่ย"

ซุนเจินประสานมือคารวะอำลาโจโฉ พาซีจื้อไฉจากไป เดินไปสิบกว่าก้าว หันหน้ากลับไปดู เห็นโจโฉยังยืนอยู่ที่เดิมมิได้ไปไหน มองเลยไปข้างหลังโจโฉอีก ซุนเกี๊ยนก็ยังยืนอยู่ที่เดิมมิได้ไปเช่นกัน

ภายใต้ราตรีกาล โจโฉและซุนเกี๊ยนเห็นเขาหันหน้ากลับมา ต่างก็ยิ้มโบกมือพร้อมกัน

ซุนเจินหันตัวกลับ ทำคารวะแก่ทั้งสองอีกครั้ง แล้วหันตัวก้าวเดินต่อไป เดินไปถึงที่ผูกม้า เขาหยุดฝีเท้า เหลียวมองไปรอบใกล้ไกล รอบ ๆ ใกล้ ๆ คบเพลิงสว่างไสว ทหารถือจี่ลาดตระเวนไปมา ฝีเท้ากระทบดังเป็นจังหวะ มิรู้ว่าจากค่ายแห่งใดมีเสียงม้าศึกร้องในยามราตรีดังมา ที่ไกลออกไปเมืองคุนเอี๋ยงตั้งตระหง่านเงียบสงัด ในราตรีกาลอันมืดมิด ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการศึก โจโฉและซุนเกี๊ยนอยู่เบื้องหลังเขา คอยส่งสายตามองเขาจากไป เขาพลันเกิดความรู้สึกราวกับกาลเวลาในประวัติศาสตร์ผิดที่ผิดทาง คิดในใจว่า "หากเพิ่มเล่าปี่(29)เข้าไปอีกคน สามก๊กก็จะครบ" อดมิได้ที่จะนึกถึงเล่าปี่ คิดจนสมองแทบแตกก็นึกประวัติช่วงต้นของเล่าปี่ไม่ออก คิดในใจว่า "จำได้แต่ว่าเขาก็ตั้งตัวขึ้นมาในการปราบกบฏโพกผ้าเหลืองนี้เหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้เขาอยู่ที่ใดกัน"

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "เจินจือ"

"อือ"

"ยังไม่ไปอีกหรือ"

เสียงของซีจื้อไฉใสกังวาน ขับไล่อาการเหม่อลอยที่เกิดขึ้นกะทันหันนั้นไป

ลมราตรียะเยือกเล็กน้อย พัดมาปะทะหน้า ซุนเจินจูงม้า หันกลับไปมองโจโฉและซุนเกี๊ยนอีกครั้ง คิดในใจว่า "อีกหลายปีต่อไป คนสองคนนี้จะมีชื่อก้องสะเทือนทั่วแผ่นดิน แต่ในบัดนี้ พวกเขากลับส่งสายตามองข้าจากไป" ดูเหมือนมีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่บอกมิถูกผุดขึ้นมาในอก "ข้ามองคนสองคนนี้เป็นวีรบุรุษ คนสองคนนี้ก็มองข้าเป็นยอดผู้องอาจมิใช่หรือ วีรบุรุษในแผ่นดินใช่ว่าเกิดมาเป็นเลยเสียที่ไหน ข้าก็เป็นได้เช่นกัน" โจโฉและซุนเกี๊ยนย่อมเป็นยอดบุรุษ แต่อายุของทั้งสองในบัดนี้ก็ยังไม่มากนัก เพิ่งสามสิบกว่าปี แก่กว่าซุนเจินไม่เท่าไร ยังอยู่ในช่วงกำลังรุ่งเรือง ยังมิได้สร้างความสำเร็จในวันข้างหน้า ความสามารถส่วนตัวก็ยังไม่ถึงระดับในวันข้างหน้า จะเคารพก็เคารพได้ แต่มิจำต้องรู้สึกอับอายในตน ลองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่โจโฉและซุนเกี๊ยนเคยทำมาก่อนหน้านี้ แล้วลองดูเรื่องราวต่าง ๆ ที่ซุนเจินเคยทำมาก่อนหน้านี้ ซุนเจินเห็นว่า ถึงตัวเองจะมีที่สู้มิได้ ก็มิได้ห่างไกลกันนัก

เขาก็หัวเราะขึ้นมา

คืนนี้นับแต่มาถึงค่ายของฮองฮูสง ซุนเจินก็ยึดถือความนอบน้อมระมัดระวังตามที่ปฏิบัติมาเสมอ มิได้หัวเราะเลย ครั้งนี้พลันหัวเราะขึ้นมา ซีจื้อไฉปลดบังเหียนม้าของตนออก ถามด้วยความประหลาดใจว่า "หัวเราะอะไร"

"ข้าหัวเราะที่กลอุบายของท่านแม่ทัพฮองฮูสงนี้เป็นกลอุบายที่ดียิ่งนัก ปอไซใกล้จะถูกตัดหัวแล้ว จื้อไฉ คราวนี้เหตุโพกผ้าเหลืองวุ่นวาย แม้เป็นเคราะห์ร้ายของบ้านเมือง กลับเป็นโชคของเหล่ายอดบุรุษรุ่นเยาว์ในแผ่นดิน นับจากนี้ไปวีรบุรุษแห่งสามสิบปีล้วนจะได้แสดงตนเด่นชัดในความวุ่นวายคราวนี้ เจ้ากับข้าบังเอิญมาพานพบเหตุการณ์นี้พอดี อย่าได้ยอมอยู่หลังผู้ใดเลย ไป กลับค่ายกัน" จูงม้านำหน้า ซีจื้อไฉเดินตามหลัง สองคนก้าวเท้าออกจากค่าย ขี่ม้ากลับสู่กองของตน

ครั้นซุนเจินกล่าวอำลาจากไปแล้ว เหล่าทหารองครักษ์ของโจโฉก็เข้ามาห้อมล้อม

ผู้หนึ่งถามโจโฉว่า "นี่คือผู้ใดกัน ถึงให้ท่านตูเว่ยให้ความสำคัญถึงเพียงนี้"

"ซุนเจินแห่งเองอิม"

เหล่าทหารองครักษ์ถึงบางอ้อในทันที ผู้ที่ถามนั้นกล่าวว่า "ที่แท้เป็นบุตรหลานตระกูลซุน"

เหล่าทหารองครักษ์เหล่านี้ บางคนเป็นบริวารในเรือนของโจโฉ บางคนเป็นนักเลงที่โจโฉคบหามาแต่ก่อน ล้วนเป็นคนสนิทของโจโฉ ติดตามเขามานาน รู้ว่านายของพวกตนแม้เป็นบุตรหลานขันที แต่กลับ "มุ่งหวังสูงส่งเป็นพิเศษ" ปรารถนาการยอมรับและคำชมเชยจากตระกูลบัณฑิตอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงตีลุงของเกี้ยนสิดจนตายก่อน ภายหลังยังถวายฎีกาประณามเหล่าขันทีอย่างรุนแรง อีกทั้งยัง "ลดตนคบบัณฑิต" ชอบคบหากับเหล่าบัณฑิต อย่าว่าแต่ตระกูลมีชื่อเสียงก้องแผ่นดินอย่างตระกูลซุนเลย แม้แต่ตระกูลบัณฑิตในหัวเมืองอำเภอธรรมดา เขาก็ให้ความเคารพยิ่งนัก

โจโฉรู้ความคิดของเหล่าทหารองครักษ์ จึงส่ายหน้า จะเอ่ยคำก็หุบปากเสีย เหลียวมองรอบ ๆ เห็นซ้ายขวาไม่มีคนนอก จึงค่อยกล่าวว่า "ท่านหลี่แห่งเซียงเฉิงชมคนผู้นี้ยิ่งนัก ที่ข้าให้ความเคารพคนผู้นี้ มิเพียงเพราะเขาเป็นบุตรหลานตระกูลซุน แต่ยังเพราะคำชมของท่านหลี่ด้วย"

"ท่านหลี่ชมเขาว่าอย่างไร"

"ท่านหลี่ชมว่าเขาเป็นยอดผู้องอาจแห่งเองฉวน"

"แล้วท่านตูเว่ยมองเขาว่าอย่างไรเล่า"

ครั้งนี้ซุนเจินไปไกลแล้ว โจโฉเขย่งปลายเท้า มองดูเงาร่างที่เขาเดินมุ่งสู่ประตูค่าย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "พูดจาระมัดระวัง ประพฤติตนสำรวม ในแววตาแฝงความองอาจ"

## เชิงอรรถ

(1) ฉีตูเว่ย — ยศนายกองทหารม้า ศักดิ์เทียบสองพันสือ ผู้ดำรงบังคับบัญชาทหารม้า แต่ก็คุมทหารราบได้

(2) จงหลางเจียง — ยศแม่ทัพราชสำนัก แบ่งเป็นเป่ย จั่ว และโย่วจงหลางเจียง (ฝ่ายเหนือ ซ้าย ขวา)

(3) ถือตราอาญาสิทธิ์ (ฉือเจี๋ย) — ถือตราอาญาสิทธิ์แทนพระองค์ พระราชทานแก่แม่ทัพออกศึก มีอำนาจสั่งการเด็ดขาด

(4) ท่านตัน — หมายถึงตันตัน (อดีตซือถู ฝ่ายพลเรือนหนึ่งในสามอัครมหาเสนาบดี)

(5) ตันตัน — ชาวตงไฮ่ ดำรงตำแหน่งซือถู ถูกขันทีใส่ความจนตายในเรือนจำเพราะกล้าประณามขันที

(6) อี้หลาง — ขุนนางที่ปรึกษาราชสำนัก ทำหน้าที่ถวายความเห็นและร่างฎีกา

(7) ลกเอี๋ยงเป่ยปู้เว่ย — นายกองทิศเหนือแห่งนครลกเอี๋ยง (เว่ย คือเซี่ยนเว่ย นายอำเภอฝ่ายปราบโจร ศักดิ์สี่ร้อยสือ นครลกเอี๋ยงแบ่งเป็นสี่ทิศ คือ ตะวันออก ใต้ ตะวันตก เหนือ)

(8) เสี่ยวหวงเหมิน — ขันทีน้อยรับใช้ในวัง ศักดิ์หกร้อยสือ แม้ศักดิ์มิสูง แต่ตามรับใช้ใกล้ชิดพระองค์จึงมีอำนาจมาก

(9) เซี่ยวเหลียน — ผู้ได้รับการเสนอชื่อในฐานะผู้มีความกตัญญูและซื่อสัตย์ เป็นช่องทางเข้ารับราชการ

(10) หลาง — ขุนนางชั้นหลางในราชสำนัก เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของผู้เข้ารับราชการ

(11) กระบองเบญจรงค์ (อู่เซ่อปั้ง) — กระบองห้าสีที่โจโฉตั้งไว้หน้าที่ว่าการ ใช้ลงทัณฑ์ผู้ละเมิดกฎ

(12) กองเซ่อเซิงและกองปู้ปิง — กองหน้าไม้และกองทหารราบ สองในห้ากองทัพเหนือที่รักษานครหลวงลกเอี๋ยง

(13) สำเนียงหลวงลกเอี๋ยง — ภาษาราชสำนักสำเนียงนครลกเอี๋ยง (หย่าเหยียน คือภาษาแบบแผน)

(14) เปี๋ยปู้ซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าคุมกองแยก (กองพลอิสระนอกอัตรา) นายทหารในทัพ

(15) บุ๋นไถ — ชื่อรองของซุนเกี๊ยน

(16) ทงทัว — ศัพท์ของคนในยุคนั้น หมายถึงปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ถือพิธีรีตอง

(17) ซุนจื่อ — ปราชญ์ผู้เป็นต้นตระกูลซุน สืบทอดวิชาขงจื่อมารุ่นแล้วรุ่นเล่า

(18) ปิงเฉาเอวี้ยน — เจ้ากรมปิงเฉา (ฝ่ายทหาร) ประจำมณฑล

(19) ท่านหลี่ — หมายถึงหลี่จ้าน ยอดนามบุคคลแห่งเมืองเซียงเฉิง

(20) อ้วนเปิ่นชู และงอเต๋อหยู — อ้วนเปิ่นชู คือชื่อรองของอ้วนเสี้ยว ส่วนงอเต๋อหยูเป็นสหายของโจโฉชาวยีหลำ

(21) จงกงเฉา กั๋วจี้ลี่ — จงกงเฉา คือจงฮิวซึ่งดำรงตำแหน่งกงเฉา ส่วนกั๋วจี้ลี่ คือกุยโต๋ซึ่งดำรงตำแหน่งซ่างจี้ลี่ (เสมียนถวายบัญชี)

(22) นายอำเภอตุ้นชิว — ตุ้นชิวเป็นอำเภอใหญ่ นายอำเภอศักดิ์หกร้อยสือ

(23) จง — หมายถึงซีจง (ชื่อตัวของซีจื้อไฉ คือ จง)

(24) หลางหลิงกง — สมญาที่ราษฎรยกย่องซุนซก (บรรพชนตระกูลซุน) ว่า "เจ้าหลางหลิง"

(25) แปดมังกร (ปาหลง) — ฉายาของบุตรชายแปดคนของซุนซก ล้วนมีความสามารถ

(26) ซุนฮก — ชื่อรอง บุ๋นเยียก ยอดเสนาบดีตระกูลซุน ในประวัติศาสตร์เป็นมันสมองใหญ่ฝ่ายโจโฉ

(27) เหอปั๊กขิ้ว — ปั๊กขิ้ว คือชื่อรองของเหอหยง มหาบัณฑิตชาวน่ำเอี๋ยง

(28) วาสนาเป็นที่ปรึกษาแผ่นดิน (หวังจั่วจือฉาย) — ผู้มีปัญญาช่วยกษัตริย์ครองรัฐ

(29) เล่าปี่ — เชื้อสายราชวงศ์ฮั่น ภายหลังเป็นผู้นำจ๊กก๊ก

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป