# ตอนที่ 220 — แผนการณ์ในยามนี้
"ท่านหานกล่าวได้ถูกต้องเช่นกัน เมื่อกองโจรมีใจจะลงใต้ ข้าในฐานะบิดามารดาของมณฑลนี้จะนิ่งเฉยเสียไม่ได้ ราษฎรหลายสิบหมื่นคนในทางใต้ของมณฑลจำต้องได้รับการช่วยเหลือ ซุนเฉวียน(2) ข้าจะเพิ่มชายฉกรรจ์ให้เจ้าอีกหลายร้อยคน รวมให้ครบสองพัน เจ้าจะยอมคุมทัพลงใต้ช่วยราษฎรภาคใต้ของมณฑลแทนข้าได้ไหม?"
บุนไท่โส่วเปล่งวาจานี้ออกมา ซุนฮิวผู้นั่งอยู่เบื้องหลังซุนเจินก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที
ซุนเจินใคร่ครวญพิเคราะห์ผลดีผลเสียอยู่ชั่วพริบตา แล้วก็ดึงแขนเสื้อขึ้นกราบลงตอบว่า "ท่านฝู่จวินมีความห่วงใยราษฎรทางใต้ นี่เป็นบุญแห่งราษฎรหลายสิบหมื่นคนในภาคใต้มณฑลยิ่งนัก เจินเป็นเสมียนกองทหารมณฑล รับเบี้ยหวัดจากท่าน ย่อมพึงแบ่งเบาความทุกข์ร้อนของท่าน ท่านฝู่จวินสั่งประการใด เจินไม่อาจขัดได้"
ในสองราชวงศ์ฮั่น ผู้ว่าราชการมณฑลมีอำนาจอย่างยิ่ง เสมียนผู้ช่วยทั้งหลายล้วนได้รับการแต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการเองทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ช่วยจึงมักมองผู้ว่าราชการดุจเจ้านาย ทั้งสองมีความสัมพันธ์ดั่งเจ้าครองกับขุนนางผู้น้อย เมื่อเจ้าครองมีทุกข์ขุนนางย่อมพึงรีบช่วย ดังที่กล่าวกันว่า "เจ้าครองมีทุกข์ ขุนนางร้อนรน" ด้วยเหตุนี้ ซุนเจินจึงกล่าวด้วยจิตใจกล้าหาญว่า "รับเบี้ยหวัดจากท่าน ย่อมพึงแบ่งเบาความทุกข์ร้อนของท่าน"
บุนไท่โส่วดีพระทัยยิ่ง กล่าวว่า "ดี ดีมาก! ลูกเสือแห่งเองอิมตัวจริงเสียงจริง เจินจือ เจ้าเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ทีเดียว"
"เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังต้องกราบขอโปรดเกล้าจากท่านฝู่จวิน"
"สิ่งใด จงบอกมาเถิด"
"เถี่ยกวานถูและเถี่ยหนูกว่าพันคนที่ปิงเฉาเฉวียนงักจิ้นนำมาด้วยนั้น ล้วนเป็นนักโทษและทาส ไม่เคยผ่านสนามรบ บัดนี้แม้จะจัดเข้าในปู้ฉวี(3) แจกอาวุธให้แล้ว แต่ก็เป็นเพียงการจัดรูปแบบอย่างหยาบ ๆ เพิ่งตั้งเป็นโครงร่างขึ้นเท่านั้น ทั้งไม่รู้จักสัญญาณกลองและธงสีต่าง ๆ ไพร่พลก็ไม่รู้จักขุนนาย ขุนนายก็ไม่รู้จักไพร่พล เป็นเหล่าพัลวันหาระเบียบไม่ได้ หากนำขึ้นสนามรบเช่นนี้ ย่อมไม่อาจต้านกองโจรหลายหมื่นได้ เจินไม่ได้เสียดายชีวิตตน แต่ห่วงว่าหากรบแพ้ จะทำให้ราษฎรหลายสิบหมื่นทางใต้ต้องเดือดร้อน จะทำให้ความปรารถนาดีที่ท่านฝู่จวินมีต่อราษฎรต้องสูญเปล่า……ด้วยเหตุนี้ เจินจึงขอวิงวอนให้ท่านฝู่จวินมอบเวลาให้เจินสักระยะหนึ่ง รอให้เจินฝึกหัดพวกเขาพอสมควรเสียก่อนแล้วจึงยกทัพลงใต้ไปตีโจร"
คำขอนี้สมเหตุสมผล บุนไท่โส่วจึงไม่มีเหตุผลใดจะไม่อนุมัติ
ท่านกล่าวว่า "ดีแล้ว ข้าจะให้เจ้า……ให้เจ้าสามวัน เป็นอย่างไร?"
พลทหารหนึ่งพันสองร้อยคน บวกกับชายฉกรรจ์ที่บุนไท่โส่วสัญญาว่าจะเพิ่มให้ รวมเป็นสองพันคนทั้งหมด เวลาสามวันยังไม่พอสอนให้พวกเขารู้จักแยกซ้ายขวา สามวันนั้นจะพอแต่ที่ไหน
ซุนเจินแสดงสีหน้าลำบากใจ "นี่……"
ในยามสำคัญเช่นนี้ ยังต้องพึ่งจงฮิว
จงฮิวเป็นผู้ซื่อตรงมีศีลธรรม ตระกูลจงกับตระกูลซุนยังเป็นสหายเก่าเคียงชื่อกันในมณฑล เขาย่อมไม่อาจนั่งนิ่งดูดายขณะซุนเจินกำลังอยู่ในความลำบาก ณ บัดนั้นเขาจึงพูดตรงตามความเป็นธรรมว่า "การรบในสนามโล่ง(4)ต่างจากการรักษาเมือง การรบในสนามนั้น ไม่มีกำแพงเมืองเป็นที่พึ่ง หากไพร่พลไม่รู้จักรูปขบวน ไม่เข้าใจคำสั่ง แล้วรีบยกขึ้นรบอย่างกะทันหัน ก็เปล่าประโยชน์ ย่อมพ่ายแพ้เสียเปล่า สิ้นชีวิตเปล่า ๆ เท่านั้น เถี่ยกวานถูและเถี่ยหนูเพิ่งถูกจัดเข้าปู้ฉวี ดังที่เจินจือกล่าวแล้ว ไม่รู้จักสัญญาณกลอง ไม่เข้าใจธงสี ไพร่พลไม่รู้จักขุนนาย ขุนนายไม่รู้จักไพร่พล ให้เพียงสามวัน เกรงว่าจะไม่พอ"
ตระกูลจงแห่งฉางเสอ(5)เป็นตระกูลมีชื่อในมณฑล สืบสายวิชากฎหมายมาแต่โบราณ มีศิษย์เป็นอันมาก ทั้งตลอดหลายสิบปีนั้น ตระกูลนี้ยังส่งคนเป็นกงเฉาถึง 2 วาระ มีลูกศิษย์ศิษย์หาอยู่ทั่วมณฑล ความเห็นของจงฮิวจึงเป็นสิ่งที่บุนไท่โส่วต้องพิจารณา ท่านจึงนั่งนิ่งครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่
จงฮิวกล่าวต่อว่า "กองโจรพึ่งแตกพ่ายตั้งแต่เช้าตรู่วันนี้ ประเไม่นว่าอย่างเร็วก็ต้องถึงมะรืนนี้ ปอไซจึงจะรวบไพร่โจรที่แตกกระจัดกระจายหลายหมื่นได้ครบ การข้ามแม่น้ำของทัพหลายหมื่นนั้น อย่างไรก็ต้องใช้เวลาหนึ่งวัน นี่ก็สามวันแล้ว ข้ามแม่น้ำมาแล้ว ยังต้องเลือกก่อนว่าจะตีอำเภอใดก่อน พอเลือกได้แล้วยังต้องเดินทัพ แล้วก็โอบล้อมเมือง ไม่ว่าจะเลือกอำเภอใด ตามที่หยงพิเคราะห์ดู ล้วนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตีอำเภอนั้นแตกได้ภายในหนึ่งสองวัน กล่าวคือแม้เราจะยกทัพออกในห้าหกวันข้างหน้าก็ยังไม่ช้าเกินไป"
"ก็……ห้าวันก็แล้วกัน?"
ห้าวันก็ยังไม่พอ แต่ซุนเจินรู้ดีในใจว่า "ห้าวัน" นั้นคือขีดสุดของบุนไท่โส่วแล้ว
เขาหมอบลงกับพื้นกล่าวเสียงดังว่า "ขอรับ ห้าวันหลังจากนี้ เจินจะนำทัพลงใต้ทันที!"
"ราษฎรหลายสิบหมื่นทางใต้ก็ฝากไว้ในมือท่านซุนเจินแล้ว เหลียงขอกราบขอบพระคุณท่านฝู่จวินและท่านซุนเจินแทนผู้หลักผู้ใหญ่ทางใต้มณฑล" ในบรรดาผู้คนที่อยู่พร้อมกันนั้น มีคนหนึ่งออกเสียงขึ้น ทุกคนหันไปมอง ผู้นั้นคือหานเลี่ยง เขาลุกออกจากที่นั่งหมอบลงกับพื้น กราบคารวะซุนเจิน
หานเลี่ยงเป็นผู้อาวุโส ศักดิ์ยังอยู่เหนือซุนเจิน ซุนเจินจะรับการคำนับนั้นได้อย่างไร เขารีบหลบออก แล้วก็หมอบลงกราบตอบ กล่าวด้วยจิตใจองอาจว่า "ข้าจะรับการกราบของท่านหานได้อย่างไร ข้าจะไม่ทำให้ท่านฝู่จวินผิดหวัง! เจินออกไปคราวนี้ หากโจรยังไม่ถูกปราบ หากความทุกข์ยากของราษฎรทางใต้ยังไม่คลาย เจินขอสาบานว่าจะไม่กลับ"
……
นอกโถงนั้นเป็นสีสันของค่ำคืน ภายในโถงสว่างไสวด้วยแสงเทียน
สองคนกราบตอบกัน บุนไท่โส่วถือเชิงเทียนยืนอยู่ระหว่างกลาง เสมียนแห่งมณฑลที่นั่งอยู่บนเบาะต่างมีอาการตกตะลึงบ้าง ถอนหายใจบ้าง แสดงสีหน้าต่าง ๆ กัน
หากมองจากลานในนั้น ภาพภายในโถงเวลานั้นดูดุจเงาดำตัดกัน ฉากนั้นฝังอยู่ในระหว่างบานประตูโถงซึ่งพื้นดำประดับด้วยลวดลายสีแดง
……
ภายในตำหนักไท่โส่วสว่างไสวด้วยแสงไฟ แสงสาดออกมาจากประตูตำหนักที่เปิดกว้าง
เหยียบแสงนั้นออกมา ซุนเจิน ซีจื้อไฉ และซุนฮิวก็ออกจากที่ว่าการ แล้วกล่าวคารวะแยกทางกับเฟ่ยช่าง หานเลี่ยง จงฮิว กุยโต๋ ตู้อิ้ว(6) และคนอื่น ๆ สามคนแก้บังเหียนม้าออกจากเสาผูกม้า ปีนขึ้นหลังม้า มุ่งหน้าสู่ประตูทิศตะวันออกของเมือง
ซุนฮิวอั้นมาครึ่งค่ำแล้ว บัดนี้เห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้เคียง จึงบ่นว่า "เจินจือ เจ้าไปรับคำสั่งของฝู่จวินมาทำไม? ห้าวัน ให้แค่ห้าวัน นั่นไม่ใช่ส่งพวกเราไปฆ่าโจร แต่ส่งพวกเราไปตาย!"
"ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร!"
"เจ้ารู้แล้วยังยอมรับ?"
"ใจในของฝู่จวิน เจ้ายังไม่รู้หรือ? ข้าจำต้องยอมรับ"
ใจในของบุนไท่โส่วนั้น ทั้งซุนเจิน ซุนฮิว และซีจื้อไฉต่างรู้ดี กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็ยังเป็น 4 คำเดิมคือ "ชดเชยความผิดด้วยความชอบ" แม้จะชดเชยไม่ได้ก็ต้องพยายามลดความผิดของตนลงบ้าง เมื่อรู้อยู่แล้วว่ากองโจรอาจจะยกมาปล้นสะดมทางใต้ หากนั่งนิ่งไม่ทำอะไร พูดเบา ๆ ก็คือบกพร่องในหน้าที่ พูดหนักขึ้นก็คือ "ขลาดเกรงไม่กล้าตี" ตามกฎทหาร ความขลาดเกรงมีโทษประหาร
ไท่โส่วขึ้นม้าบัญชาทัพ ลงม้าปกครองราษฎร ยามที่มณฑลมีศึกสงครามก็ต้องอยู่ภายใต้กฎทหารด้วยเช่นกัน
กฎทหารในสองราชวงศ์ฮั่นนั้นเคร่งครัดยิ่งนัก ผู้ใดล่วงเกินกฎทหาร ไม่ว่าจะเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์หรือลูกหลานขุนนาง ล้วนต้องรับโทษหนัก ดังเช่น ขุนนางเอกสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นก่อน จางเชียน ปั๋ววั่งโหว เคยถูก "โทษนำทัพโจมตีเซียงหนู แสดงความขลาด สมควรประหาร" ส่วนขุนนางเอกผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นนี้ บุตรของเติ้งอวี่คือเติ้งหง ออกรบกับโต้วเซี่ยนตีเซียงหนู ในฐานะซิงเชอฉีเจียงจวิ้น ก็ยังถูก "โทษลังเลไม่ก้าวหน้า ล้มเหลวในการรบ จึงถูกขังจนสิ้นใจในคุก"
จางเชียนกับเติ้งหงยังเป็นเช่นนี้ บุนไท่โส่วจะว่าอย่างไร?
แท้จริงแล้ว แค่เรื่อง "ไม่ฟังคำทักท้วงของซุนเจิน ปล่อยให้ปอไซและฟ่านเฉิงกำเริบ จนโจรลุกลามทั่วมณฑล" เพียงข้อเดียว เมื่อปราบกบฏโพกผ้าเหลืองสำเร็จแล้ว บุนไท่โส่วก็คงยากจะรอดจากโทษประหารอยู่แล้ว ในเรื่องนี้ท่านเองก็ล่วงรู้ดี แต่มนุษย์ย่อมกลัวตาย ใฝ่ดำรงชีวิต ก่อนจะถึงวันตัดสินโทษจริง ๆ ก็ยากจะละความหวังได้ ฉะนี้ ไม่ว่าจะเป็นความบกพร่องในหน้าที่หรือความขลาดเกรง ในความคิดของท่านก็คือ หากหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยง ข้อกล่าวหานี้หากจะไม่เพิ่มได้ก็อย่าเพิ่ม
ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ยกทัพลงใต้ไปตีโจรคือซุนเจิน ไม่ใช่ท่าน แม้ซุนเจินจะรบแพ้เสียชีวิต อย่างน้อยท่านก็ไม่มีความ "ขลาดเกรง"
"ใจในของฝู่จวินพวกเราต่างรู้ แต่ผู้ที่ยกทัพลงใต้ตีโจรคือเจ้า ไม่ใช่ท่าน เถี่ยกวานถูกว่าพันกว่าคนล้วนเป็นนักโทษ เป็นพวกเจ้าเล่ห์และดุร้าย ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลดี แม้บุ๋นเคี้ยมจะนำพวกเขามาให้ แต่เจินจือ เจ้าจะกล้าใช้พวกเขาจริง ๆ หรือ? หากพวกเขาก่อการวุ่นวายในสนามรบล่ะ?"
"มีงักจิ้น สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เกาซู่ บุนเพ่ง และปินเค่อสองสามร้อยคนในสังกัดของข้าคลุกคละคุมอยู่ ข้าจะจ่ายรางวัลงามให้อีก ใช้กฎวินัยเข้มงวดบังคับ แล้วยังมีชายฉกรรจ์หลายร้อยที่ฝู่จวินเพิ่งให้มาเพิ่มกดขี่อยู่ คิดว่าคงจะไม่ถึงกับก่อการวุ่นวายกลางสนามรบ"
"แม้พวกเขาจะไม่ก่อการวุ่นวาย แต่กองโจรแม้จะอ่อนแอ ก็ยังมีหลายหมื่น ดูจากวันก่อนที่ปอไซโอบล้อมเมือง โจรคนนี้ก็มีสติปัญญาพอสมควร ไม่ใช่คนไร้ความสามารถ บัดนี้จะใช้ทัพใหม่สองพันคนอันรวบรัดตั้งขึ้นของเราไปตีโจรหลายหมื่น ใช้น้อยสู้มาก ไม่ต่างอะไรกับนำแพะไปให้เสือกิน!……เจ้านี่ เจ้านี่ อย่า รู้อยู่ว่าต้องตาย แต่ก็ยังทำ ผู้มีปัญญาย่อมไม่กระทำ" ซุนฮิวเสียใจยิ่งนัก
ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ ถามซีจื้อไฉว่า "จื้อไฉ เจ้าคิดอย่างไร?"
ซุนฮิวคัดค้าน ซีจื้อไฉเห็นด้วย เขากล่าวว่า "ในแง่การณ์แล้ว เรื่องนี้ทำไม่ได้ ในแง่หลักธรรมแล้ว เรื่องนี้จำต้องทำ!"
"ท่านกล่าวเช่นนี้ มีความหมายว่ากระไร?"
"ตระกูลของท่าน เป็นตระกูลมีชื่อเสียงของมณฑลเรา บัดนี้ทางใต้มณฑลมีเหตุ จะไม่ช่วยได้อย่างไร? แบ่งเบาความทุกข์ที่เจ้านายห่วง นี่คือความซื่อสัตย์ ช่วยผู้คนยามตกทุกข์ได้ยาก นี่คือความชอบธรรม หากขลาดเกรงไม่ช่วย ก็คือทั้งไม่ซื่อสัตย์และไม่ชอบธรรม ย่อมเป็นที่หัวเราะเยาะของชาวมณฑล นี่คือเหตุผลข้อที่หนึ่ง"
"ข้อที่สองล่ะ?"
"ขุนนางมีหน้าที่กำหนดไว้ ร่วมทุกข์ร่วมสุข หากฝู่จวินต้องรับผิดในเหตุการณ์ทางใต้มณฑล เจินจือในฐานะปิงเฉาเฉวียนของมณฑลก็ย่อมต้องรับการตำหนิจากโลกด้วยเช่นกัน นี่คือเหตุผลข้อที่สอง"
"ยังมีข้อที่สามไหม?"
"มี"
"ขอฟังเถิด"
"จงอ่านประวัติศาสตร์ สังเกตการกระทำของโบราณบุรุษ มีแต่ผู้กล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำเท่านั้น ที่จะได้รับความชื่นชมจากชาวโลก มีแต่ผู้ที่ลุยในระหว่างเป็นและตายเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างการกระทำอันโดดเด่นล้ำเลิศ ดังที่โบราณว่าไว้ หากไม่ผ่านอันตรายและความยากลำบาก ก็ยากจะเป็นวีรบุรุษ หากไม่ผ่านความทุกข์ร้อน ก็ยากจะเป็นยอดชาย บัดนี้กองโจรระส่ำระสาย เป็นเวลาที่ชายชาตรีจะสร้างความดีและก้องนาม ชายชาตรีเกิดมาในโลก เพื่อแสวงหาชื่อเสียง จะเสียดายชีวิตไปทำไม! นี่คือเหตุผลข้อที่สาม!"
ลมยามค่ำพัดผ่านต้นสน-ต้นจีนทางริมทาง ปะทะร่างกาย รู้สึกหนาวเย็น ซุนเจินลากบังเหียนถอนหายใจว่า "ผู้ที่รู้จักข้าคือจื้อไฉนี่เอง"
……
วิถีชีวิตของผู้คนในสองราชวงศ์ฮั่นนั้นเข้มแข็งและมุ่งมั่น ด้านหนึ่ง ผู้คนมองว่าผู้ที่กล้าเพื่อความถูกต้องและเบาชีวิตเป็นบัณฑิตผู้มีคุณธรรม ไม่ลังเลที่จะให้ชื่อเสียงอันสูงส่งแก่คนเหล่านั้น ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนก็ไม่ปิดบังเรื่องผลประโยชน์ "นาน ๆ อยู่ในตำแหน่งต่ำต้อย ทุกข์ยากลำเค็ญ นั่นไม่ใช่สิ่งที่บัณฑิตพึงปรารถนา"
บัณฑิตทั้งหลายต่างมีจิตใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า เพื่อชื่อเสียงและกิจการ ยอมทิ้งชีวิตได้ จู่ฝู่เอี่ยน ขุนนางเอกสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้กล่าวว่า "ชายชาตรีเกิดมา หากไม่ได้กินอาหารในหม้อทอง 5 ใบ ตายไปก็ควรถูกต้มในหม้อทอง 5 ใบ" แม้จะเป็นคำพูดสุดโต่ง แต่ก็เห็นวิถีแห่งยุคสมัยนั้นได้บ้าง
ซีจื้อไฉเกิดมาในตระกูลยากจน มีความสามารถบริหารบ้านเมือง แต่เพราะยากจนและไม่ได้เกิดในตระกูลมีชื่อเสียง จึงหลายปีที่ไม่อาจรับราชการได้ จนกระทั่งไม่นานมานี้จึงได้รับตำแหน่งมณฑลด้วยการแนะนำของซุนเจิน ความปรารถนาในชื่อเสียงของเขาแรงกล้ากว่าซุนฮิวผู้เกิดในตระกูลขุนนางมีชื่อเสียงอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอาจกล่าวด้วยจิตใจองอาจกล้าหาญว่า "ชายชาตรีเกิดมาในโลก เพื่อแสวงหาชื่อเสียง จะเสียดายชีวิตไปทำไม"
แน่นอน ที่ซุนเจินกล่าวว่า "ผู้ที่รู้จักข้าคือจื้อไฉ" นั้น ก็ไม่ได้เป็นเพราะคำพูดประโยคนั้นแต่เพียงอย่างเดียว เหตุผลข้อที่หนึ่งและข้อที่สองที่ซีจื้อไฉกล่าวก็สำคัญยิ่งด้วย ตระกูลซุนเป็นตระกูลมีชื่อเสียงของมณฑล บุนไท่โส่วเพียงแค่พูดถึง ท่านได้พูดเรื่องขอให้ซุนเจินลงใต้ช่วยราษฎรทางใต้มณฑลออกมาแล้ว ซุนเจินในฐานะบุตรหลานตระกูลซุนและผู้ช่วยไท่โส่ว จะปฏิเสธได้อย่างไร?
ทั้งในแง่ส่วนตัวและในแง่หน้าที่ ต่างปฏิเสธไม่ได้ หากปฏิเสธ นั่นก็คือทั้งไม่ซื่อสัตย์และไม่ชอบธรรมจริง ๆ
ข้อนี้เหมือนกับก่อนหน้านี้ในที่ประชุมมณฑล ที่กุยโต๋แม้จะไม่เห็นด้วยกับหานเลี่ยงที่ยืนกรานขอให้บุนไท่โส่วช่วยเหลือทางใต้มณฑล แต่ก็ไม่ได้คัดค้านตรง ๆ เพราะเห็นแก่ชื่อเสียงตนในมณฑล
แม้จะรู้ดีว่าการช่วยทางใต้มณฑลเป็นอันตราย แต่ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ในฐานะบุตรหลานตระกูลซุน ในฐานะปิงเฉาเฉวียนของมณฑล ก็ไม่อาจไม่ไปช่วย ไม่กล้าไปช่วย ก็จะทำให้ชื่อเสียงเสียหาย คนในสองราชวงศ์ฮั่นให้ความสำคัญแก่ชื่อเสียงยิ่งกว่ายุคใด ๆ(1) หากชื่อเสียงเสียหาย นั่นย่อมดีกว่าตายเสียอีกไม่ได้ ชีวิตก็ดีสำหรับข้า ความชอบธรรมก็ดีสำหรับข้า หากทั้งสองอย่างมีพร้อมกันไม่ได้ ก็ยอมทิ้งชีวิตเพื่อความชอบธรรม
……
ซุนฮิวฉลาดหลักแหลม เหตุผลเหล่านี้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ เพียงแต่เขาโตมาเคียงข้างซุนเจินตั้งแต่เล็ก ชื่อว่าเป็นอาหลานกัน แต่ที่จริงดุจพี่ดุจน้อง ย่อมไม่อยากเห็นซุนเจินเดินเข้าสู่อันตรายด้วยตาตัวเอง นั่นก็เป็นเพราะความห่วงใยจนเสียสติบ้างนั่นเอง
ฟังคำของซีจื้อไฉจบแล้ว เขาถอนหายใจ กล่าวว่า "หลักธรรมแห่งการสละชีวิตเพื่อความชอบธรรม ข้าก็รู้ น่าละอาย ก็เพราะครั้งนี้อันตรายมากเกินไป โอกาสชนะน้อยเกินไป"
"โอกาสชนะแม้น้อย แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีโอกาสชนะเลย"
ซุนเจินถามว่า "จื้อไฉ หากทัพของข้าลงใต้ จะชนะได้อย่างไร โอกาสชนะอยู่ที่ใด?"
ซีจื้อไฉกับซุนฮิวขี่ม้าขนาบข้างซุนเจิน ต่างตามหลังม้าของซุนเจินไปครึ่งหัวม้า เมื่อได้ยินคำถามของซุนเจิน เขาไม่รีบตอบ หันหน้าไปยิ้มกับซุนฮิวกล่าวว่า "ก๋งต๋าคงคิดแผนแน่วแน่ไว้แล้ว จงยอมฟังก่อน"
"ก๋งต๋า เจ้าบอกมาเถิด"
ซุนฮิวบ่นซุนเจินก็บ่นเถอะ แต่เมื่อซุนเจินรับคำสั่งของบุนไท่โส่วมาแล้ว การบ่นอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่มีประโยชน์ ตั้งแต่ในโถงที่ซุนเจินเพิ่งรับปากบุนไท่โส่ว เขาก็ขบคิดพิจารณาอยู่แล้ว เวลาผ่านมานานพอสมควร เขาก็นึกวิธีชนะออกมาได้วิธีหนึ่งจริง ๆ
"แผนการณ์ในยามนี้ มีเพียงสี่คำ"
"สี่คำนั้นคืออะไร?"
"ภายในตอบรับ ภายนอกโจมตี"
"ภายในตอบรับ ภายนอกโจมตี?"
สี่คำนี้กล่าวอย่างคลุมเครือ อะไรคือ "ภายใน" อะไรคือ "ภายนอก" แต่ซุนเจินฟังแล้วเข้าใจความหมายของเขา เพราะตัวเขาเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เขาหันหน้าถามซีจื้อไฉอีกครั้งว่า "จื้อไฉ แผนของก๋งต๋า เจ้าเห็นว่าอย่างไร?"
ซีจื้อไฉหัวเราะเสียงดังกล่าวว่า "ข้ากับก๋งต๋าคิดได้เหมือนกัน! เจินจือ บัดนี้ข้าศึกมากเราน้อย ทัพของเราล้วนเป็นทัพใหม่ ยากจะชนะด้วยการรบตรง ๆ หากจะปราบข้าศึกได้ จำต้องอาศัยปัจจัยภายนอก ดังที่ก๋งต๋ากล่าว แผนการณ์ในยามนี้ มีเพียงแผนนี้แผนเดียว!"
---
## เชิงอรรถ
(1) ผู้เขียน: คนในสองราชวงศ์ฮั่นให้ความสำคัญแก่เกียรติยศยิ่งกว่ายุคใด ๆ เกียรติยศหากเสียหายไป นั่นย่อมเลวร้ายกว่าตายเสียอีก ฮั่นชนมีความรู้สึกเรื่องเกียรติและความอับอายอย่างแรงกล้า แสดงออกมาในหลายด้าน ด้านที่รุนแรงและตรงที่สุดคือการฆ่าตัวตาย "ในประวัติศาสตร์ฮั่น มีผู้ฆ่าตัวตายจำนวนมาก ครอบคลุมทุกชนชั้น สาเหตุนับไม่ถ้วน" "บันทึกในยุคฮั่นรวบรวมผู้ฆ่าตัวตายกว่า 820 คน……สาเหตุทางสังคมที่ก่อให้เกิดการฆ่าตัวตายนั้นซับซ้อนหลายประการ" ในนั้น ส่วนที่เกี่ยวกับขุนนางและบัณฑิต ส่วนใหญ่ล้วนเพราะ "ศักดิ์ศรี" หรือ "ความซื่อสัตย์ภักดี" ทั้งสองอย่างล้วนเกี่ยวกับเกียรติยศ บัณฑิตฆ่าตัวตายส่วนมากเพราะซื่อสัตย์ภักดี ขุนนางฆ่าตัวตายบ้างเพราะซื่อสัตย์ภักดี แต่มากกว่านั้นเพราะศักดิ์ศรี "ความซื่อสัตย์ภักดี" ไม่ต้องพูดถึงมาก สำหรับ "ศักดิ์ศรี" นั้น กล่าวอย่างเจาะจง ผู้ฆ่าตัวตาย "มักเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในกิจการทางการเมืองหรือการถูกจองจำ" "ผู้ที่เลือกวิถีนี้ส่วนใหญ่แสดงท่าทีสงบนิ่ง" เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตน ยอมตายดีกว่าเข้าคุกรับการดูหมิ่น ดังเช่น หลี่กว่างที่กล่าวว่า "ข้าอายุห้าสิบแล้ว ไม่อาจรับคำสั่งของเสมียนดาบและปากกาอีกต่อไป" จึงเลือกฆ่าตัวตาย อีกทั้งชัวหลุน (ขันทีผู้ประดิษฐ์กระดาษ) ผู้ปฏิเสธที่จะถูกจองจำดูหมิ่น จึง "อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย" แล้วจึงฆ่าตัวตาย อีกทั้งโจวย่าฝู่ เมื่อเจ้าพนักงานมาจับโจวย่าฝู่ "โจวย่าฝู่จะฆ่าตัวตาย ภรรยาห้ามไว้ จึงรอดตาย แล้วจึงเข้าสู่ที่ว่าการ ไม่ยอมกินอาหารห้าวัน อาเจียนเป็นเลือดจนสิ้นชีวิต" อีกทั้งเซิ่งถูกง ผู้ว่าราชการฮ่อตั๋ง ขัดแย้งกับโจวหยางโหยว "เซิ่งถูกงจะต้องรับโทษ ถือว่าไม่ชอบธรรมที่จะรับการลงโทษ จึงฆ่าตัวตาย" สมัยฮั่นหยวนตี้ ขุนนางเซียวหวังจือถูกใส่ร้ายใส่โทษ ถูกบุกล้อมบ้าน เซียวหวังจือจะฆ่าตัวตาย ถูกภรรยาห้ามไว้ เขาลังเลจึงถามศิษย์จูอวิ้น จูอวิ้นแนะนำให้ยึดถือความถูกต้องเป็นหลัก เขาจึงเงยหน้าฟ้าถอนหายใจว่า "ข้าเคยดำรงตำแหน่งไท่เว่ยและเสนาบดี อายุล่วงเลยหกสิบแล้ว หากยังต้องเข้าคุกแบบนี้ ไยต้องดิ้นรนมีชีวิตอยู่ นั่นไม่น่าอับอายหรือ?" จึงดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย "ในสมัยสองราชวงศ์ฮั่น นอกจากการสิ้นชีพตามธรรมชาติและการถูกประหาร จำนวนขุนนางที่ฆ่าตัวตายมีมากจนทำให้คนรุ่นหลังตกใจ" "ไม่ชอบธรรมที่จะรับการลงโทษ" "ดิ้นรนมีชีวิตอยู่ ไม่น่าอับอายหรือ?" เพราะความรู้สึกเรื่องเกียรติและความอับอายอย่างแรงกล้า ขุนนางยุคฮั่นที่ได้รับโทษจึงมักเลือกฆ่าตัวตายด้วยตนเอง เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรี "ปรากฏการณ์ฆ่าตัวตายกลายเป็นการแสดงออกพิเศษของบุคลิกภาพที่มีเกียรติยศในยุคฮั่น"
(2) ซุนเฉวียน — คำเรียกตำแหน่งของซุนเจิน หมายถึง "ปิงเฉาเฉวียน" หัวหน้าฝ่ายทหารของมณฑล บุนไท่โส่วเรียกสั้น ๆ ว่า "เฉวียน" ตามธรรมเนียมเรียกตำแหน่ง
(3) ปู้ฉวี — กองทัพส่วนตัวของขุนนางในยุคฮั่น มีสายบังคับบัญชาเป็นของตัวเอง ต่างจากทัพหลวง
(4) การรบในสนามโล่ง — หมายถึงการรบในภาคสนามเปิดโล่ง ต่างจากการรักษาเมือง (รักษาเมือง = อยู่หลังกำแพงมีป้อมเป็นที่พึ่ง)
(5) ฉางเสอ — อำเภอในเองฉวน บ้านเกิดของตระกูลจง
(6) ตู้อิ้ว — ขุนนางแห่งมณฑล ร่วมอยู่ในที่ประชุม