เจียงจือเซี่ยมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปฉับพลันของเจียงเหลียน แล้วคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ดูท่าว่าเจ้าจะเดาออกแล้วสินะ”
นางลุกขึ้นยืน ก่อนสาวเท้าเข้าไปใกล้อย่างไม่รีบร้อน
“ในที่สุดเราก็ได้พบกันอย่างเป็นทางการเสียที เจียงเหลียน”
รูม่านตาของเจียงเหลียนหดเล็กลง
“ครั้งก่อนที่เราเจอกัน ยังไม่มีโอกาสได้พูดกันเลย คราวนี้พอดี...”
เจียงจือเซี่ยหยุดยืนตรงหน้าอีกฝ่าย แล้วมองลงมาจากที่สูง
“เจ้าหยิบฉวยของที่ไม่ใช่ของตัวเองไปตั้งมากมาย ถึงเวลาคืนทีละชิ้นแล้วไม่ใช่หรือ?”
ลมหายใจของเจียงเหลียนสะดุดกึก
นางไม่อาจสนใจคำเตือนของระบบได้อีก จึงได้แต่ตะโกนก้องอยู่ในใจ “ระบบ! ระบบ! โผล่มา! นางรู้แล้ว! นางรู้ทุกอย่างแล้ว!”
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเสียงตอบรับ
ใบหน้าของนางซีดเผือดลงโดยสิ้นเชิง
ระบบไร้ประโยชน์นั่น คิดจะทำเป็นตายไปถึงเมื่อไร!
นางไม่รู้เลยว่าตั้งแต่วินาทีที่เจียงจือเซี่ยก้าวเข้ามาในห้องขังแห่งนี้ ระบบก็ตัดการติดต่อฝ่ายเดียวกับนางอย่างเด็ดขาด ไม่กล้าปล่อยพลังงานออกมาแม้แต่น้อย
มันรู้ดีเกินไปว่าดอกไม้ขาวใหญ่ในร่างของเจียงจือเซี่ยมีพลังมากเพียงใด
ครั้งก่อนแค่พบกันชั่วครู่ มันก็ถูกชิงโชควาสนาไปถึง 20% แล้ว หากคราวนี้เผชิญหน้ากันอีก ทรัพย์สมบัติที่มันอุตส่าห์สะสมมาหลายปีคงหมดเกลี้ยงในพริบตา
เพราะฉะนั้น ที่จริงแล้วมันไม่รู้เรื่องบทสนทนาระหว่างเจียงเหลียนกับเจียงจือเซี่ยเลย
เจียงเหลียนกัดฟัน กลืนคำด่าที่จ่ออยู่ตรงลำคอลงไปอย่างยากเย็น
นางเงยหน้าขึ้นสบตาคู่นั้นของเจียงจือเซี่ย ซึ่งคล้ายยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม แล้วพยายามรักษาท่าทางไร้เดียงสาอ่อนแอเอาไว้
“องค์หญิงเพคะ ทะ...ท่านกำลังพูดอะไรอยู่หรือเพคะ? หม่อมฉันฟังไม่เข้าใจเลย...หม่อมฉันเพิ่งมาจักรวรรดิเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบพระองค์มาก่อน และไม่เคยเอาของของพระองค์ไปด้วย...เรื่องเกล็ดของเด็กคนนี้ หม่อมฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น...”
