เมืองกลางเมฆตั้งอยู่ใจกลางของห้าสำนัก สถานที่แห่งนี้ไม่ต่างจากใต้ตีนกำแพงเมืองหลวงในยุคโบราณ แค่พบเจอใครสักคนก็อาจเป็นศิษย์สำนักใหญ่ และข้าวของก็ล้วนแพงอย่างเหลือเชื่อ
“เจ้าของร้าน ซาลาเปาลูกละเท่าไหร่” นางกลืนน้ำลาย ได้กลิ่นหอมแล้วก็อดถามออกมาไม่ได้ ผู้ฝึกตนจะงดอาหารได้ก็ต่อเมื่ออยู่ขั้นสร้างฐาน ร่างเดิมมีพลังปราณแค่ขั้นสาม ยังห่างไกลจากขั้นงดอาหารนัก
“หินวิญญาณระดับกลางสามก้อน”
เยี่ยเฉียวเย็นลงทันที “ขออภัยที่รบกวน”
ในถุงมิติมีหินวิญญาณระดับกลางแค่ร้อยก้อน นอกจากกินแล้วยังต้องพักโรงเตี๊ยม ในเมืองกลางเมฆที่ค่าครองชีพแพงลิบนี้ ผ่านไปสามวันก็คงหมดแล้ว
เยี่ยเฉียวเข้าใจแล้วว่าทำไมร่างเดิมลำบากถึงเพียงนี้ยังไม่ยอมลงจากภูเขา
ลงมาแล้ว ชีวิตแบบนี้คนธรรมดาใช้ชีวิตไม่ได้จริง ๆ
อาชีพที่หาเงินเก่งที่สุดในโลกบำเพ็ญเพียรคงหนีไม่พ้นช่างสลักอาคมและช่างหลอมโอสถอย่าแน่นอน สำนักจันทร์กระจ่างก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในห้าสำนักได้ นอกจากมีช่างสลักอาคมมากแล้ว สิ่งที่น่าอิจฉาคือฐานะการเงินอันหนาแน่นของพวกเขา
เยี่ยเฉียวดึงตัวผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่งมาสอบถามว่ามีที่ซื้อพู่กันขนหมาป่ากับกระดาษอาคมหรือไม่
“ในร้านทั่วไปก็มี” อีกฝ่ายกระตือรือร้นยิ่ง “ท่านเป็นช่างสลักอาคมหรือ”
ในโลกบำเพ็ญเพียร ช่างสลักอาคมและช่างหลอมโอสถมีสถานะสูงยิ่ง เยี่ยเฉียวส่ายหัว “ไม่ใช่”
ร่างเดิมเป็นผู้ฝึกกระบี่ เยี่ยเฉียวเองก็ไม่เคยวาดอาคมมาก่อน แต่การนั่งกินบุญเก่าเป็นสิ่งไม่ควรทำ ต้องลองดูสักครั้ง
นางเป็นมนุษย์เงินเดือนตัวจริงในโลกปัจจุบัน นอกจากออกแบบแล้วยังต้องทำงานโมเดล มาถึงโลกบำเพ็ญเพียรก็ยังหนีชะตากรรมมนุษย์เงินเดือนไม่พ้น
เพราะพรสวรรค์ที่ได้จากอาชีพ เยี่ยเฉียวมีความสามารถในการจดจำภาพได้ดุจตาเทพ ร่างกายนี้เหมือนจะสืบทอดสิ่งนี้มาด้วย หลับตาทบทวนความทรงจำสั้น ๆ วิธีการวาดอาคมของสำนักจันทร์กระจ่างก็ปรากฏชัดในหัว
เนื่องจากเป็นการหัดวาดอาคมครั้งแรก นางได้แต่พึ่งพิงสัญชาตญาณ กลั้นลมหายใจตั้งสมาธิ ลองส่งพลังปราณเข้าไปในพู่กันขนหมาป่า
ปลายพู่กันเพิ่งแตะลงบนกระดาษวิญญาณ สัมผัสญาณก็แวบแปลบขึ้นมาเล็กน้อย เยี่ยเฉียวตั้งสติ เข้าใจเลือนรางว่านี่คือก้าวแรกของการวาดอาคม
เยี่ยเฉียวทบทวนท่าทางของเหล่าช่างสลักอาคมในความทรงจำของร่างเดิม ไม่ลังเลอีก ลวดลายอาคมซับซ้อนปรากฏบนกระดาษ ตามมาด้วยการเติมเต็มโครงร่าง ฝีมือของนางยิ่งรวดเร็วขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งจรดเส้นสุดท้ายลง
อาคมส่องประกายสีทองตามเส้นลาย
เยี่ยเฉียวไม่ละสายตา จ้องมองอยู่นานหลายลมหายใจ
ขอแค่ไม่ติดไฟก็คือวาดสำเร็จ
การวาดอาคมมันง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา ชั่วอึดใจถัดมานางก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
ก้มหน้าลง ตาพร่ามืด ความรู้สึกวิงเวียนโจมตีนางอย่างไม่ทันตั้งตัว
เยี่ยเฉียว “……” เอาล่ะ นางคิดมากไปเอง
สมแล้วที่การวาดอาคมไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทำได้
เพราะร่างกายไม่ได้รู้สึกผิดปกติอย่างชัดแจ้ง คิดถึงถุงมิติที่จนกรอบ นางจึงฮึดสู้ต่อ ใช้พู่กันวิญญาณลากผ่านกระดาษอาคมอีกครั้ง
วาดครบเจ็ดแผ่น นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ซบลงบนโต๊ะหลับไปพักหนึ่ง
นี่คือผลพวงจากการใช้พลังสัมผัสญาณเกินกำลัง
เยี่ยเฉียวเป็นลมทุกครั้งหลังวาดเสร็จ ตื่นมาก็กัดฟันวาดต่อ ความขยันหมั่นเพียรทำเอาตัวเองอดหลั่งน้ำตาไม่ได้
นี่คือรักหรือ
คือความรับผิดชอบหรือ
ไม่ใช่ทั้งนั้น
คือความจน
ความจนผลักดันให้คนก้าวหน้า ประโยคนี้หาใช่ไร้เหตุผลไม่
เยี่ยวาดอาคมชั้นต่ำสุดอยู่บ้าง
นางใช้ปลายนิ้วหยิบขึ้นมาพิจารณาสองสามที ลองติดอาคมเข้ากับตัว สำรวจผลลัพธ์
ยันต์วายุว่อง ตำนานว่ากันว่าทำให้คนวิ่งได้รวดเร็ว
ระหว่างที่นางกำลังครุ่นคิดว่าจะมีประโยชน์ใด เท้าก็พลันมีความคิดของตนเอง กรากออกไปนอกประตูทันที
นางตื่นตระหนกพยายามดิ้นรนยื้อชะตาชีวิต มือข้างหนึ่งเกาะประตูบอบบางตรงหน้าไว้แน่น แต่ชั่วอึดใจต่อมา กลับอุ้มประตูโรงเตี๊ยมวิ่งตะบึงไปบนถนนถึงสองลี้
เยี่ยเฉียว “……”
หลังผ่านการโกลาหลอลหม่าน เยี่ยเฉียวผู้สูญเสียซึ่งหน้าราชนหมดจด ลากขาทั้งสองข้างกลับมาอย่างยากลำบาก
มองอาคมบนโต๊ะ นางรู้สึกเลื่อมใสอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
คารวะคารวะ นี่คือช่างสลักอาคมหรือ
สุดท้าย ภายใต้สายตาดุดันของเจ้าของโรงเตี๊ยม เยี่ยเฉียวทั้งน้ำตาชดใช้หินวิญญาณยี่สิบก้อนเป็นค่าซ่อมกำแพง
พอตะวันลับฟ้า เยี่ยเฉียวก็พกอาคมที่วาดเสร็จไปขายที่ตลาดมืด
ที่นี่คือตลาดมืดใหญ่สุดของโลกบำเพ็ญเพียร ผู้คนที่มาค้าขายที่นี่มีมากมาย ราคามีทั้งสูงและต่ำ นางตั้งราคาไว้ที่อาคมละสิบก้อนหินวิญญาณระดับกลาง ไม่แพง ถึงขั้นเรียกได้ว่าถูกเลยด้วยซ้ำ
แต่นางมีระดับต่ำเกินไป ผู้ฝึกตนที่ผ่านไปมาไม่แม้แต่จะสนใจมองนาง
เยี่ยเฉียวเฝ้าแผงลอยอย่างกระวนกระวายอยู่ครึ่งค่อนวัน พบว่าแม้แต่แผงข้าง ๆ ที่ขายหนังสือโป๊ยังมีลูกค้ามากกว่านาง
นางยังคงอดทนรอ เตรียมว่าถ้าไม่มีใครอุดหนุนอีกจะเก็บแผง แล้วเปลี่ยนไปขายหนังสือโป๊
บางทีฟ้าก็สงสารนาง ไม่ทันมีคนมาอุดหนุน กลับมีเด็กหนุ่มตกลงมาจากฟากฟ้าลงบนแผงลอยของนาง
เด็กหนุ่มชุดแดงเหยียบบนกระบี่ ร่อนลงจดพื้นอย่างสง่างาม เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนแผงลอยที่พังแล้วของเยี่ยเฉียวพอดี แต่เขาหาได้รู้สึกตัวไม่ เอ่ยปากเย็นชาเตือน “ใต้ตีนห้าสำนัก ห้ามชักกระบี่”
ชายที่ถูกเตือน เดิมอยากโต้เถียงกับผู้นี้สักหน่อย แต่เหลือบเห็นลายลับเฉพาะตัวของศิษย์สายตรงบนเสื้อคลุมของเด็กหนุ่ม ในใจก็ตกใจเล็กน้อย กลับตัววิ่งหนีทันที
ดีมาก
โลกที่มีแต่เยี่ยเฉียวเจ็บตัวคนเดียวก็บังเกิดขึ้น
“สหายท่านนี้ รบกวนขยับเท้าหน่อย” นางพูดอย่างจริงใจ “ท่านเหยียบแผงข้าอยู่”
ถ้าไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ เยี่ยเฉียวอยากเหยียบเท้าเป็นอาจารย์หม่า คว้าไหล่เขาเขย่าพลางคำราม มึงรู้ไหมว่ากูตั้งแผงยากแค่ไหน
เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไป เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อครู่เหมือนตัวเองเหยียบอะไรบางอย่าง เขารีบขยับเท้าออก เห็นแผงลอยที่ถูกเหยียบพัง ก็รีบบอก “ขอโทษด้วย ไม่ได้ทำเจ้าเจ็บใช่หรือไม่”
“ไม่” นางพูดอย่างเที่ยงธรรม “แต่การกระทำของท่านทำให้จิตใจข้าบอบช้ำอย่างหนัก”
เด็กหนุ่มคาดไม่ถึงว่าจิตใจนางจะเปราะบางถึงเพียงนี้ มองสีหน้าจริงจังของเยี่ยเฉียว ก็อดเก้อเขินไม่ได้ “เช่นนั้น ข้าชดใช้หินวิญญาณให้เจ้าสักหน่อยได้หรือไม่ หินวิญญาณระดับสูงก้อนเดียวพอไหม”
เยี่ยเฉียวยินดีรับคำชดใช้ของเขาตามความเป็นจริง ก้มลงเก็บอาคมที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น “ข้าให้อภัยเจ้า”
หินระดับสูงหนึ่งก้อนเทียบเท่าหินระดับกลางร้อยก้อน
นี่เศรษฐีชัด ๆ นางถอนใจในใจ
มู่ฉงซีก็รีบตามนางไปเก็บด้วยกัน เขาเห็นอาคมปึกเล็ก ๆ ก็อดประหลาดใจไม่ได้ “เจ้าเป็นช่างสลักอาคมหรือ”
เยี่ยเฉียวตอบรับอ้อมแอ้ม
นางเก็บอาคมเสร็จแล้ว ก็พบว่ารอบข้างมีผู้ฝึกตนอิสระมามุงดูเหตุการณ์ไม่น้อย หูยังได้ยินคนพูดวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่เกรงใจ
“ดูเครื่องแต่งกายแล้ว น่าจะเป็นศิษย์สายตรงของสำนักประทีปนิรันดร์”
“คงอย่างนั้นกระมัง ขี่กระบี่ได้ อย่างน้อยระดับก็อยู่เหนือขั้นสร้างฐาน นอกจากศิษย์สายตรงไม่กี่คนก็ไม่น่ามีใครแล้ว”
คนมามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ อาคมในมือเยี่ยเฉียวก็ถูกผู้ฝึกตนอิสระบางคนสังเกตเห็น
เครื่องแต่งกายศิษย์สายตรงบนร่างมู่ฉงซีเด่นสะดุดตาเกินไป เยี่ยเฉียวที่อยู่กับเขาจึงถูกผู้คนเข้าใจว่าเป็นศิษย์สำนักใหญ่เช่นกัน
ผู้ฝึกตนอิสระอาศัยความเชื่อมั่นตามธรรมชาติต่อสำนักใหญ่ เข้าไปถาม “น้องเล็ก เจ้ามีอาคมอะไรบ้าง”
“ยันต์นิทรา และยันต์วายุว่อง”
เป็นอาคมระดับต่ำทั้งนั้น แต่สำหรับผู้ฝึกตนอิสระแล้วมีประโยชน์ยิ่งนัก พวกเขาไร้สำนักคุ้มครอง เดินทางไปทั่วทิศหลายปี พกอาคมติดตัวไว้สักหน่อยย่อมไม่เสียหาย
เพียงแต่อาคมจากช่องทางปกติแผ่นเดียวก็แพงลิบลิ่ว ส่วนอาคมราคาถูกบางพวก ก็ถูกพ่อค้าเจ้าเล่ห์เอาของทำเลียนแบบมาหลอกเอาเงินได้ง่าย เยี่ยเฉียวอานิสงส์จากมู่ฉงซี อาคมในมือไม่กี่นาทีก็ถูกแย่งหมดเกลี้ยง
นี่ยิ่งทำให้นางแน่วแน่จะหาสำนักสักแห่ง
“เจ้าก็ไปเช่นนี้หรือ”
เยี่ยเฉียวเก็บหินวิญญาณเสร็จเตรียมเก็บแผงกลับโรงเตี๊ยมแล้ว พอได้ยินคำพูดของมู่ฉงซี ก็อดฉงนไม่ได้ “หรืออย่างไร”
มู่ฉงซีอึ้งไป “เจ้าไม่ต้องให้ข้าชดใช้อีกแล้วหรือ”
เยี่ยเฉียว “เจ้าก็จ่ายหินวิญญาณมาหนึ่งก้อนแล้วนี่”
มู่ฉงซี “แต่จิตใจเจ้ายังบอบช้ำอยู่”
เยี่ยเฉียว “……” นี่คุณหนูใสซื่อมาจากไหน
หรือว่าศิษย์สายตรงของสำนักประทีปนิรันดร์ล้วนเป็นพวกใสซื่อ
คำพูดส่งเดชของนาง เขากลับเชื่อจริงจังหรือ
เยี่ยเฉียวถาม “เจ้าเรียกว่าอะไร”
โดยทั่วไป ในนิยาย หน้าตาดีย่อมคู่ควรมีชื่อ นางฉงนว่าคุณหนูใสซื่อคนนี้ในนิยายแนวผู้หญิงเป็นที่หมายปองของทุกคน สวมบทบาทเป็นอะไร
“มู่ฉงซี”
เยี่ยเฉียวชะงักไปเล็กน้อย
อย่าว่าแต่ นางเคยได้ยินชื่อนี้จริง ๆ
ในนิยาย เจ้าตัวซวยที่ทำลายจิตใจตนเองเพื่อนางเอก ก็ชื่อมู่ฉงซีมิใช่หรือ
สีหน้านางซับซ้อนขึ้นมา จากแววตามองคนโง่ในตอนแรก เปลี่ยนเป็นความสงสาร
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง “เจ้าทำสีหน้าเช่นนี้หมายความว่าไร”
เยี่ยเฉียวก็รู้ตัวว่าสายตาสงสารของตนชัดเจนเกินไป นางกระแอมไอสองครั้งเพื่อปกปิด ไม่อยากไปครุ่นคิดถึงเนื้อเรื่องในนิยายไร้สาระพวกนี้
“ข้าได้ยินพวกเขาพูดว่าเจ้าเป็นศิษย์สายตรงของสำนักประทีปนิรันดร์ เช่นนั้นบอกข้าหน่อยได้หรือไม่ ว่าสวัสดิการศิษย์นอกของสำนักประทีปนิรันดร์เป็นอย่างไรบ้าง”
ตอนนี้นางอยากหาสำนักสักแห่งเพื่อตั้งหลัก แล้วปล่อยชีวิตไปตามสบาย
“สำนักประทีปนิรันดร์” เมื่อพูดถึงสำนักตน มู่ฉงซีมีสีหน้าค่อนข้างซับซ้อน สบกับแววตาโหยหาความรู้ของเยี่ยเฉียว ก็พูดตามตรง “สำนักพวกเราจนเอาเรื่องอยู่ ตอนข้าอายุสิบปีเพิ่งเข้าสำนักใหม่ ๆ กินแต่หมั่นโถวทุกวัน”
เขาเป็นคุณชายน้อยที่ถูกทะนุถนอมในบ้าน จู่ ๆ มาอยู่สำนักจน ๆ เช่นนี้ มู่ฉงซีย่อมไม่พอใจ
“ตอนนั้นข้ารู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก แอบนัดพี่ชายรองกับพี่ชายสาม เตรียมหนีออกจากสำนักประทีปนิรันดร์ด้วยกัน”
“ต่อมาถูกเจ้าสำนักเห็นเข้า”
“เขาไล่ตามพวกเราไม่หยุด ตอนพวกเราวิ่งหนี รองเท้าหายไปข้างหนึ่ง”
เยี่ยเฉียว “กล้าถามว่าพี่ชายรองกับพี่ชายสามของเจ้าเรียกว่าอะไรหรือ”
“เซวียอวี่ หมิงเสวียน”
เยี่ยเฉียวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ดีมาก
ตัวประกอบหมาเลีย ตัวประกอบตัวสำรอง ในนิยายมารวมกันหมดแล้ว
อีกทั้ง มู่ฉงซีพูดจริงใจเกินไป ถึงขนาดที่เยี่ยเฉียวนึกภาพออกแล้ว เจ้าสำนักประจำสำนักประทีปนิรันดร์วิ่งไปพลาง ตะโกนไล่ตามไปพลาง “เซวียอวี่ หมิงเสวียน มู่ฉงซี ถ้าไม่มีพวกเจ้า ข้าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร!”
ภาพติดตาเกินไปแล้ว เยี่ยเฉียวสลัดความคิดจะไปสำนักประทีปนิรันดร์ทิ้งไปจนหมดสิ้น “เช่นนั้นสำนักถามกระบี่เล่า พวกเขานอนกินอิ่มท้องได้หรือไม่” สำนักอันดับหนึ่งใต้หล้า สวัสดิการศิษย์น่าจะดีใช่ไหม
เยี่ยเฉียวหลังจากประจักษ์แก่ตาว่าราคาสิ่งของในเมืองกลางเมฆสูงลิ่วเพียงใด ตอนนี้ก็เพียงอยากหาสำนักสักแห่ง เป็นศิษย์นอกที่ไม่เด่นไม่ดัง แล้วตั้งหลักใช้ชีวิตอย่างสงบ