เสียงแนะนำตัวของซูอี้เพิ่งจบลง ภายในหอพักก็เงียบไปสองวินาที
ทหารเก่าที่นั่งอยู่ใกล้ประตูเป็นคนแรกที่เอ่ยปาก
“นายคือซูอี้ใช่ไหม?”
“ได้ยินว่านายได้ที่หนึ่งทุกวิชาในกองทหารใหม่ แถมยังทำลายสถิติไปตั้งหลายรายการ”
“เรื่องพวกนี้จริงหรือเปล่า หรือแค่ลือกันไปเรื่อย?”
ทหารคนนี้ไหล่กว้าง หลังหนา แววตาคมกริบ
เขาชื่อเจียงเจิ้น เป็นมือท็อปของทหารเก่าหมู่หนึ่ง
ซูอี้ตอบอย่างถ่อมตัว “มีเรื่องแบบนั้นจริงครับ แต่ก็แค่โชคดีเท่านั้นเอง”
พอได้ยินเช่นนี้ ทหารเก่าหลายคนในหอพักต่างพากันส่ายหน้า
มีคนพูดเสริมขึ้นมา “ในกองทัพวัดกันที่ฝีมือ ไม่มีคำว่าโชคหรอก จะเป็นลาหรือม้า ลากออกมาลองดูก็รู้”
เจียงเจิ้นพยักหน้า แล้วพูดว่า
“ใช่ ลากออกมาลองดูกันเลย”
“กองร้อยลาดตระเวนของเรามีธรรมเนียมเก่าแก่ เด็กใหม่เข้าหมวดเมื่อไร ทหารเก่าก็ต้องลองเชิงดูสักหน่อย”
“ประลองกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ถือว่าผิดวินัย”
“ว่าไง กล้าลองไหม?”
ซูอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองซุนเทาที่อยู่ข้างกาย สายตาแฝงคำถาม
ซุนเทามีสีหน้าเรียบเฉย “นี่เป็นกฎที่สืบทอดกันมาในกองร้อย การประลองกันอย่างสร้างสรรค์ไม่ผิดระเบียบ นายตัดสินใจเอง”
แม้เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในใจก็อยากอาศัยโอกาสนี้ดูว่าซูอี้ต่างชั้นกับทหารเก่ามากแค่ไหน จะได้วางแผนฝึกให้ตรงจุดในภายหลัง ถือเป็นการลองเชิงเล็ก ๆ ครั้งหนึ่ง
อย่างไรเสีย ในกองทหารใหม่ก็ฝึกแต่วิชาพื้นฐานร่วมกัน พอถึงระดับสาขาลาดตระเวนจริง ๆ ก็ยังต้องประเมินกันใหม่
ซูอี้ไม่ลังเลอีก “ก็ได้ครับ งั้นตามธรรมเนียมเลย”
เจียงเจิ้นยิ้ม “ดี ตรงไปตรงมาดี นายเลือกวิชาที่ถนัดที่สุดมาสักอย่าง จะยิงปืน ฝึกสมรรถภาพร่างกาย หรือยุทธวิธีก็ได้ ฉันรับหมด”
ซูอี้ครุ่นคิดเล็กน้อย “งั้นประลองการต่อสู้ประชิดตัวก็แล้วกันครับ”
