พออาหารมื้อนั้นจดจ่อย ซูโม่เพิ่งวางตะเกียบลง ก็ถูกเหยียนจิ่วซีลากดึงเข้าไปในห้องนอนซะแล้ว
“เสี่ยวซี เป็นอะไร?”
“นายยังมีหน้าถามอีกเหรอว่าเป็นอะไร!”
เหยียนจิ่วซีหน้าแดงก่ำ ตวาดใส่เสียงงอนง้อ “ก็โทษนายแหละ! ตอนกินข้าวเมื่อกี้ นายไม่เห็นเหรอว่าสายตาของสองแม่น่ะมันปกติยังไง! แถมเมนูวันนี้ มันช่างเป็น…”
“……”
ใบหน้าของซูโม่กระตุกเมื่อย ได้แต่ทำหน้าหมดสภาพ “สาว ๆ อะไรกันเล่า… อันนี้มันโทษผมไม่ได้สิ ใครให้เธอ…ร้องดังขนาดนั้น”
“นายจะพูดอีกเหรอ!”
แก้มของเหยียนจิ่วซีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที อยากจะหนีลงรูดินให้มุดหายไปเลย
“ฮึ่มฮึ่ม——”
ซูโม่ถูมือไถไถ หัวเราะแห้ง ๆ “เมียจ๋า ผมว่าอาหารมื้อนี้ก็อร่อยดีนี่ โดยเฉพาะไข่ผักกุยช่าย รสชาติดีสุด ๆ ไปเลย”
“……”
เหยียนจิ่วซีฟาดฝ่ามือลงบนหน้าผากตัวเอง แล้วพุ่งตัวลงบนเตียง คลุมศีรษะด้วยผ้าห่ม ขาเรียวยาวตรงสะบัดสะบิ้งเตะผ้าห่มเบา ๆ อยู่
ซูโม่ขำในลำคอ ทีนี้เขาเดินไปนั่งที่ข้างเตียง แล้วพึมพำเสียงเบา “เสี่ยวซี มีเรื่องอยากถามเธอ”
“อะไร?”
ในผ้าห่ม ดังเสียงอู้อี้ของเหยียนจิ่วซี
ซูโม่ดึงผ้าห่มออก พลิกตัวเหยียนจิ่วซีให้หันมา แล้วอุ้มไว้ในอ้อมแขน สายตาลึกซึ้งแต่แฝงความสงสัย ถามขึ้นว่า “ตอนม.หก ทำไมถึงตกลงรับการสารภาพรักของผมล่ะ?”
เรื่องนี้ เขาเก็บมันไว้ในใจมานานโขแล้ว
ครั้งนั้นเหยียนจิ่วซีบอกว่าจะบอกเมื่อแต่งงานกันแล้ว แต่พอแต่งงานแล้ว เขาก็ไม่เจอจังหวะเหมาะ ๆ ที่จะถามสักที คราวนี้ผ่านเหตุการณ์หายสาบสูญมา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะอยากคลี่คลายข้อสงสัยในใจให้จบซะที
