ท่านย่าผู้เฒ่าโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเขียวคล้ำฉับพลัน ก่อนตวาดเสียงกร้าวว่า “เจ้าสารเลว! คิดจะฆ่าน้องสาวแท้ ๆ ของตนต่อหน้าข้าหรือ!”
แม่นมหลานรีบก้าวเข้าไปตบหลังท่านย่าผู้เฒ่าเบา ๆ พลางช่วยให้นางผ่อนคลาย “ช่วงนี้สุขภาพของท่านไม่แข็งแรง ยามนี้อย่าได้ทรงกริ้วเป็นอันขาด ระวังจะกระทบพระวรกายเพคะ”
แม่นมหลินประคองเจียงเจาหนิงที่นั่งทรุดอยู่บนพื้นทั้งน้ำตาให้ลุกขึ้น แล้วปลอบโยนนางเสียงเบา
เจียงเจาหนิงถูกแม่นมหลินกอดไว้ในอ้อมแขน ดวงตาแดงก่ำราวกระต่ายน้อย นางมองทุกคนพลางใส่ความเจียงหมิงโจวอย่างแนบเนียน
“วันนี้ข้าเพิ่งกลับจวน เป็นครั้งแรกที่ได้พบผู้อาวุโสทุกท่าน ไม่ทราบว่าเหตุใดพี่ชายถึงเกลียดชังข้าถึงเพียงนี้ ถึงกับคิดจะฆ่าข้า หรือมีคนยุยงพี่ชายอยู่เบื้องหลังกันเจ้าคะ?”
กล่าวจบ นางก็เหลือบมองเจียงหมิงเยวียนอย่างหวาดหวั่น ก่อนทำท่าราวกับกลัวอีกฝ่ายจนต้องหลบเข้าไปในอ้อมแขนของแม่นมหลิน
‘ต้องยอมรับว่าเลียนแบบท่าทางของเจียงหมิงเยวียน ยัยชาเขียวจอมปลอมนั่นแล้วสนุกไม่น้อยจริง ๆ’
ใช้วิธีของเจียงหมิงเยวียน ทำให้นางไร้หนทางไปต่อ~
“ข้าเปล่านะ! อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีข้า!”
เจียงหมิงเยวียนรีบลุกขึ้นอธิบาย ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าท่านย่าผู้เฒ่าดังตุบ “ขอท่านย่าโปรดพิจารณาให้กระจ่าง หลานรักษากฎระเบียบมาโดยตลอด มิใช่คนที่คอยยุแยงตะแคงรั่วเจ้าค่ะ”
เจียงเจาหนิงก้มหน้าลงอย่างหวาดกลัว “ข้า...ข้าไม่ได้บอกว่าเป็นน้องหมิงเยวียนเสียหน่อย”
“เจ้า! แต่เมื่อครู่เจ้าพูดใส่ข้าชัด ๆ เสด็จแม่~”
เจียงหมิงเยวียนมองพระชายาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ ทว่าหลิ่วซื่อกลับหลบสายตานาง ไม่เอ่ยคำใด
หลิ่วซื่อรู้มานานแล้วว่าบุตรทั้งสองของตนมีนิสัยเช่นไรเมื่ออยู่ลับหลัง เรื่องที่เจียงหมิงโจวลงมือทำ เกรงว่าเจียงหมิงเยวียนคงมีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อย
หลิ่วซื่อขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ทว่าในใจก็เริ่มไม่พอใจเจียงเจาหนิงขึ้นมาเล็กน้อย
เพิ่งกลับบ้านวันแรกก็เกือบมีคนเลือดตกยางออกเสียแล้ว ต่อไปชีวิตในจวนอ๋องคงไม่สงบสุขเป็นแน่
เจียงเฉิงหยวนตวาดว่า “พอได้แล้ว! ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“ใครก็ได้ ถ่ายทอดคำสั่งของข้า คุณชายใหญ่ใจร้อนวู่วาม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้ไปคุกเข่าสำนึกผิดที่หอบรรพชนสามวัน สงบจิตใจและทบทวนความผิดของตนให้ดี จงคิดให้ถ่องแท้ว่าความผูกพันฉันพี่น้องคือสิ่งใด!”
“ท่านอ๋อง โปรดอย่าทรงทำเช่นนั้นเพคะ!”
หลิ่วซื่อตกใจ รีบวิงวอนขอความเมตตา หากลูกชายสุดที่รักต้องคุกเข่าครบสามวันจริง ๆ เกรงว่าหัวเข่าคงพิการเป็นแน่
เจียงเฉิงหยวนกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ขอความเมตตา หากใครขอ จะถูกลงโทษให้คุกเข่าเพิ่มอีกสามวัน!”
ท่านย่าผู้เฒ่ากล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “พอแล้ว ทำผิดก็ต้องลงโทษ ไม่เช่นนั้นจะจดจำได้อย่างไร”
นางมองเจียงเจาหนิงด้วยสีหน้าเมตตา “คืนนี้ท่านย่าเตรียมงานเลี้ยงในครอบครัวไว้ พวกเราจะได้กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน เจ้ากลับไปที่เรือนก่อน อาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย พอถึงงานเลี้ยงคืนนี้เราค่อยพูดคุยกันให้ดี”
“หรูเหมย พาคุณหนูเจาหนิงไปเรือนชีเยว่ ดูแลนางให้ดี หรูหลาน พวกเรากลับโถงพระพุทธกันเถิด”
“เจ้าค่ะ ท่านย่าผู้เฒ่า” แม่นมหลินกับแม่นมหลานขานรับพร้อมกัน
หลิ่วซื่อรู้สึกอึดอัดใจ เจียงหมิงเยวียนยิ่งกัดฟันลุกขึ้น จ้องเจียงเจาหนิงด้วยแววตาเคียดแค้น
เจียงเจาหนิงสบสายตาเปี่ยมความเกลียดชังของเจียงหมิงเยวียน ก่อนยิ้มเยาะให้อีกฝ่ายอย่างได้ใจ
‘ข้าชอบสีหน้าที่เจ้าเห็นแล้วขัดใจ แต่ทำอะไรข้าไม่ได้เช่นนี้ที่สุด’
ไม่พอใจก็อดทนเอาไว้!
......
แม่นมหลินพาเจียงเจาหนิงไปยังเรือนชีเยว่ สาวใช้ในเรือนเตรียมน้ำร้อนไว้เรียบร้อยแล้ว
แม่นมหลินให้คนอื่นออกไป เหลือเพียงนางอยู่ปรนนิบัติภายในห้อง
แม่นมหลินถอดเสื้อผ้าฝ้ายเปื้อนฝุ่นทั้งชุดของเจียงเจาหนิงออก แล้วค่อย ๆ เช็ดเนื้อตัวให้นางอย่างพิถีพิถัน
เมื่อเห็นรอยแผลเก่าทั่วร่างของเจียงเจาหนิง นางก็ถอนใจเบา ๆ พลางเข้าใจได้ทันทีว่าคุณหนูใหญ่ของตนต้องถูกสามีภรรยาสกุลหลี่ปฏิบัติอย่างเลวร้ายมาตลอดสิบห้าปีเป็นแน่
น้ำร้อนชะล้างความเหนื่อยล้าทั่วร่างของเจียงเจาหนิง สาวใช้ยกชุดผ้าแพรเนื้อดีสีขาวนวลชุดใหม่เข้ามาให้ในเวลาต่อมา บนชุดปักลายจันทร์เสี้ยวเรียบง่าย มองแล้วสง่างามและภูมิฐาน
นี่คือผ้าแพรที่มีเพียงสายตรงของจวนจวิ้นอ๋องเท่านั้นจึงจะใช้ได้ ชาติก่อนเจียงหมิงเยวียนสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าชนิดนี้มากที่สุด
แม่นมหลินช่วยเจียงเจาหนิงสวมเสื้อผ้าและจัดปกเสื้ออย่างประณีต ก่อนพานางไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปลายนิ้วค่อย ๆ สางผมยุ่งเหยิงของนางให้เรียบลื่น แล้วเกล้ามวยคู่ซ้อนอย่างอ่อนหวานและภูมิฐาน
โฉมงามในกระจกมีใบหน้าสะคราญและสง่างาม ไม่เหลือเค้าความเป็นหญิงบ้านนอกแม้แต่น้อย
แม่นมหลินมองโฉมงามที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเบื้องหน้า แล้วเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหนูใหญ่มีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก งามยิ่งกว่าเทพธิดาบนสวรรค์เสียอีกเจ้าค่ะ”
“แม่นมอย่าล้อข้าเลย”
เจียงเจาหนิงกระทืบเท้าอย่างเขินอาย ยกมือปิดหน้า ก่อนประสานมือทั้งสองข้างแล้วมองแม่นมหลินด้วยสีหน้าอ้อนวอน
“ข้ามีเรื่องอยากขอแม่นมสักอย่าง ไม่ทราบว่าแม่นมจะช่วยเล่าให้ฟังได้หรือไม่ว่าผู้อาวุโสแต่ละท่านในจวนมีนิสัยเช่นไร ข้าเพิ่งกลับจวนอ๋อง กลัวว่าจะพูดผิดจนทำให้พี่ชายโกรธเหมือนวันนี้อีก”
“บ่าวจะกล้าพูดถึงนิสัยของนายท่านได้อย่างไรเจ้าคะ”
แม่นมหลินมองเจียงเจาหนิง คล้ายมีถ้อยคำจะกล่าวแต่ก็กลืนกลับลงไป “ท่านย่าผู้เฒ่ารักคุณหนูใหญ่จากใจจริง หากต่อไปคุณหนูใหญ่มีเรื่องอันใด ก็จงไปขอให้ท่านย่าผู้เฒ่าตัดสินให้ได้เจ้าค่ะ”
เจียงเจาหนิงพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าทราบแล้ว ขอบคุณแม่นม”
นางลูบแขนเสื้อแผ่วเบา ปลายนิ้วเย็นเฉียบ
มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
......
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเล็กน้อย
แม่นมหลินพาเจียงเจาหนิงและคณะเดินไปยังโถงจัดเลี้ยงหลักอย่างช้า ๆ
เมื่อเดินมาถึงหัวมุม ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนมา สตรีสาวที่เดินนำสวมกระโปรงผ้าแพรสีชมพูดอกอิงฮวา ศีรษะประดับด้วยไข่มุกหยกและปิ่นทองเต็มไปหมด นางคือเจียงหมิงเยวียน ผู้เติบโตมาอย่างทะนุถนอมและได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยมในจวนอ๋อง
คนเดินสวนกันบนทางแคบ ทั้งสองฝ่ายหยุดฝีเท้า ทางเดินพลันเงียบกริบ
สายตาของเจียงหมิงเยวียนจับจ้องใบหน้าของเจียงเจาหนิง ซึ่งถอดแบบมาจากพระชายาหลิ่วซื่อ แววตาเต็มไปด้วยความริษยาและความอำมหิต
นังสารเลวนี่กลับมาทำไมกัน!
“อ้าว นี่มิใช่คุณหนูใหญ่ของพวกเราหรอกหรือ? เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้างดงามแล้ว ก็ดูเหมือนผู้คนขึ้นมาหน่อย”
เจียงหมิงเยวียนขยับเข้าใกล้เจียงเจาหนิงแล้วลดเสียงลง กระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคนว่า “นังสารเลว คิดว่ากลับมาแล้วจะแย่งตำแหน่งของข้าไปได้หรือ? ทุกคนในจวนนี้รักและเอ็นดูข้า ต่อให้สลับตัวกันแล้วอย่างไร? เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ไม่มีทางตัดใจไล่ข้าไปหรอก!”
“เชื่อหรือไม่ แค่ข้าเอ่ยปาก พี่ชายก็ต้องยืนข้างข้า เขาจะหาทางขับไล่เจ้าออกจากจวนอ๋องให้ได้”
เจียงเจาหนิงรู้สึกขบขัน นางยกมุมปากเป็นรอยยิ้มเย็นชา แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้ารับเคราะห์อยู่ชนบทแทนน้องหมิงเยวียนมาสิบห้าปี ส่วนน้องหมิงเยวียนก็ครอบครองฐานะของข้ามาสิบห้าปี เสวยสุขกับความมั่งคั่งรุ่งเรืองที่ควรเป็นของข้า”
“เหตุใดน้องหญิงไม่สำนึกบุญคุณและเจียมเนื้อเจียมตัว กลับมาวางอำนาจต่อหน้าข้าเช่นนี้เล่า?”
“เจ้าเป็นตัวอะไร? หลี่! เอ้อร์! ยา!”
เจียงหมิงเยวียนถูกโต้กลับจนแน่นหน้าอก ใบหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธ หน้ากากอ่อนโยนแทบประคองไว้ไม่อยู่ แววอำมหิตในดวงตาพลุ่งพล่านขึ้น
นางได้รับความรักและเอาใจใส่ราวกับเป็นดาวล้อมเดือนในจวนอ๋องมาโดยตลอด จึงไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำนางเช่นนี้
“นังสารเลว! เจ้าเป็นตัวอะไร!”
เจียงหมิงเยวียนบันดาลโทสะ นางเงื้อมือฟาดใส่เจียงเจาหนิงอย่างแรง การเคลื่อนไหวรวดเร็วและดุดัน เห็นชัดว่าตั้งใจจะตบหน้าเจียงเจาหนิงให้อับอายต่อหน้าทุกคน
แม่นมหลินร้องตกใจ รีบก้าวเข้าไปขัดขวาง
เจียงเจาหนิงคว้าข้อมือที่เจียงหมิงเยวียนฟาดมาไว้ได้ แล้วสวนกลับตบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรง ก่อนผลักนางไปข้างหน้าเต็มกำลัง
เจียงหมิงเยวียนกุมแก้มร้องด้วยความตกใจ ถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนล้มลงบนตัวสาวใช้คนสนิท
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงสตรีผู้หนึ่งที่เต็มไปด้วยความโกรธดังขึ้นจากด้านหลัง
......
