สายลมสารทพัดพาใบอู๋ถงที่ร่วงโรยปลิวว่อน ปกคลุมถนนหินเขียวทอดยาวทั่วเมืองหลวง รถม้าของเจียงเจาหนิงหยุดลงอย่างมั่นคงหน้าประตูใหญ่จวนจวิ้นอ๋อง
แม่นมหลินแง้มม่านรถม้าเบา ๆ ก่อนลงจากรถ แล้วไปยืนรออยู่ข้างรถอย่างนอบน้อม
เจียงเจาหนิงหลุบตาลง ปลายนิ้วรวบชายกระโปรงพลางลุกขึ้น นางก้าวออกจากรถ ร่างกายโอนเอนเล็กน้อย แสร้งทำท่าทางอ่อนแอเจ็บป่วย
เมื่อเห็นเช่นนั้น แม่นมหลินก็รีบยื่นมือประคองท่อนแขนของเจียงเจาหนิงไว้อย่างมั่นคง นางคอยพยุงเจียงเจาหนิงลงจากรถม้า แววตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดู
เจียงเจาหนิงยกมือหยิบผ้าเช็ดหน้าสีพื้นจากในแขนเสื้อขึ้นมาปิดริมฝีปาก ไอเบา ๆ หนหนึ่ง ก่อนเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว “ขอบคุณแม่นม”
แม่นมหลินกล่าวเสียงอ่อนโยน “ไท่จุนเฝ้ารอคุณหนูใหญ่มาหลายวันแล้ว เอ่ยถึงคุณหนูใหญ่อยู่ร่ำไป ยามนี้นายท่านทั้งหลายกำลังรอคุณหนูอยู่ที่โถงใหญ่ เชิญคุณหนูใหญ่ตามบ่าวมาเจ้าค่ะ”
ภายในเรือนชั้นในของจวนอ๋องมีเสาทางเดินทาสีชาดเรียงรายอยู่ใต้ชายคาแขวนโคมวังปิดทองเป็นพวง แม้ยามกลางวันจะยังไม่จุดไฟ แต่ลวดลายฉลุแกะสลักก็งดงามจับตา
แม่นมหลินนำทางไปพลางยิ้มแย้มพูดคุยกับเจียงเจาหนิงอย่างอ่อนโยนไปพลาง
“คุณหนูใหญ่เพิ่งกลับจวนอ๋องวันนี้ คงยังไม่ทราบเรื่องของนายท่านคนอื่น ๆ ในจวน บ่าวจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง จะได้ไม่ประหม่าและเสียมารยาทเมื่อพบหน้าพวกเขาเจ้าค่ะ”
“ไท่จุนเป็นผู้อาวุโสสูงสุดในจวนอ๋อง ทั้งยังเป็นท่านย่าของคุณหนูโดยแท้”
“จวิ้นอ๋องฉงอันกับพระชายามีบุตรชายหญิงอยู่คู่หนึ่ง...”
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ลอบเงยหน้ามองสีหน้าของเจียงเจาหนิง เมื่อเห็นว่านางยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ จึงวางใจแล้วกล่าวต่อ
“คุณชายใหญ่เจียงหมิงโจว ส่วนคุณหนูใหญ่... ขออภัยที่บ่าวพูดผิดเจ้าค่ะ เป็นคุณหนูรองเจียงหมิงเยวียน”
“แม่นมหลิน ที่เรียกนางว่าคุณหนูรอง หมายความว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ยังคิดจะให้นางอยู่ในจวนต่อหรือ?”
แม่นมหลินนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เรื่องส่วนตัวของนายท่าน บ่าวมิอาจกล่าวมาก ขอคุณหนูใหญ่โปรดอภัยเจ้าค่ะ”
เจียงเจาหนิงพยักหน้าเบา ๆ ไม่พูดอะไรอีก ทว่าประกายในดวงตากลับฉายแววเย้ยหยัน
“พระชายารองก็มีบุตรชายหญิงอยู่คู่หนึ่งเช่นกัน คุณชายรองเจียงหมิงเจ๋อประจำการอยู่ชายแดน คุมทหารออกรบมาหลายปีแล้ว ไม่ได้กลับจวนนานมาก”
แม่นมหลินถอนหายใจ “คุณหนูสามเจียงหมิงจู ตอนอายุสี่ขวบเล่นอยู่ในลานเรือน แล้วพลัดตกลงไปในทะเลสาบโดยไม่ตั้งใจ จึงสิ้นใจตั้งแต่ยังเล็กเจ้าค่ะ”
เรื่องการตายของเจียงหมิงจู ในชาติก่อนเจียงเจาหนิงรู้ความจริงอยู่บ้าง
ชาตินี้ นางอาจใช้เรื่องการตายของเจียงหมิงจูดึงพระชายารองสกุลหลานมาเป็นพวกได้
เจียงเจาหนิงได้สติกลับมา แล้วพยักหน้าขอบคุณแม่นมหลิน “รบกวนแม่นมหลินชี้แนะแล้ว”
แม่นมหลินพยักหน้ายิ้ม “พูดไปพูดมา พวกเราก็มาถึงแล้ว เชิญทางนี้เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่”
แม่นมหลินนำเจียงเจาหนิงเข้าไปในโถงใหญ่
เบื้องหน้าสุดของโถงใหญ่มีเก้าอี้ไท่ซือไม้จื่อถานตั้งอยู่สองตัว ด้านล่างทั้งสองฝั่งมีฉากไม้หนานมู่ลายแกะสลักฝังเส้นไหมทองเรียงเป็นแถว
ผู้ที่นั่งอยู่ทางซ้ายคือจวิ้นอ๋องฉงอัน เจียงเฉิงหยวน
เขาสวมชุดลำลองสีน้ำเงินเข้ม คิ้วตาลุ่มลึกจ้องมองนาง สายตากวาดสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังพิจารณาสินค้าชิ้นหนึ่ง
ทางขวาคือไท่จุน นางสวมชุดลำลองผ้าไหมสีม่วงหม่น บนศีรษะปักปิ่นหยกขาวมันแพะเนื้อเนียนเพียงชิ้นเดียว แววตาเปี่ยมด้วยความคาดหวังที่ปิดไม่มิด กำลังมองนางด้วยสีหน้าเมตตา
ถัดจากเก้าอี้ทางซ้าย คนแรกคือพระชายาจวิ้นอ๋อง สกุลหลิ่ว
นางสวมชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มปักลายกล้วยไม้ ท่วงท่าสง่างาม ทว่าสายตาที่มองเจียงเจาหนิงกลับเผยทั้งความคิดถึงและความกลัดกลุ้ม
คนถัดมาคือคุณชายใหญ่แห่งจวนอ๋อง เจียงหมิงโจว
เขาเอนกายพิงเก้าอี้ มือเล่นมีดสั้นอย่างไม่ใส่ใจ หันไปพูดคุยหัวเราะกับเจียงหมิงเยวียนที่นั่งอยู่ทางขวามือ
เจียงเจาหนิงจิกเล็บลงบนฝ่ามือ ใช้ความเจ็บปวดสะกดจิตสังหารที่พลุ่งพล่านในใจ
เจียงหมิงโจว! เจียงหมิงเยวียน! คนชั่วช้าทั้งสอง!
แม่นมหลินลดเสียงลงเตือน “คุณหนูใหญ่ ถึงเวลาคำนับแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงเจาหนิงเผยรอยยิ้มอ่อนโยน เดินไปกลางโถงแล้วคุกเข่าคารวะไท่จุนอย่างเรียบร้อย
“หลานหญิงคำนับท่านย่า คำนับเสด็จพ่อกับเสด็จแม่เพคะ!”
“ลุกขึ้นเถิด เด็กดี มาหาท่านย่านี่มา”
ไท่จุนเหลือบมองแม่นมหลิน แม่นมหลินเข้าใจในทันทีจึงพยักหน้า แล้วเดินไปประคองเจียงเจาหนิงขึ้น
เจียงเจาหนิงค่อย ๆ ลุกขึ้นโดยมีแม่นมหลินช่วยพยุง ไม่สนใจสายตาสอดส่องและเป็นปฏิปักษ์จากผู้อื่น นางเดินไปหาไท่จุนอย่างเชื่องช้า
นางย่อเข่าลงเบา ๆ คุกเข่าอย่างสำรวม แล้วค่อย ๆ วางหน้าผากแนบลงบนตักของไท่จุน
ท่านย่า ผ่านมาสองชาติแล้ว
หลานคิดถึงท่านเหลือเกิน!
ไหล่ของเจียงเจาหนิงสั่นไหวเล็กน้อย นางซบอยู่อย่างว่าง่ายไม่ขยับ ทว่าน้ำตากลับซึมเปียกอาภรณ์ของไท่จุน
ใจของไท่จุนอ่อนยวบ นางยกมือขึ้นลูบศีรษะเจียงเจาหนิงอย่างอ่อนโยนครั้งแล้วครั้งเล่า
“เด็กดี เดินทางไกลมาตลอดวันนี้ คงเหนื่อยแล้วสินะ อีกสักครู่ให้แม่นมหลินพาเจ้าไปพักผ่อนที่เรือนชีเยว่ให้ดี”
สิ้นคำ สีหน้าของเจียงหมิงเยวียนก็พลันมืดครึ้ม
นางอยากย้ายเข้าไปอยู่เรือนชีเยว่มานานแล้ว ทว่าไท่จุนไม่เคยยินยอม ไม่คิดเลยว่าสาวบ้านนอกผู้นี้จะชิงตัดหน้าไปเสียก่อน
ยิ่งคิดเจียงหมิงเยวียนก็ยิ่งโมโห นางกระตุกแขนเสื้อของสกุลหลิ่วอย่างน้อยใจ สกุลหลิ่วตบมือนางอย่างเอ็นดูเพื่อปลอบโยน ก่อนเอ่ยเกลี้ยกล่อมไท่จุนอย่างอ้อมค้อม
“เสด็จแม่เพคะ เรือนชีเยว่เป็นที่พำนักเดิมของเสี่ยวเยว่ หลายปีมานี้พระองค์ทรงดูแลอย่างพิถีพิถัน หากให้เด็กคนนี้ย้ายเข้าไปคงไม่เหมาะกระมังเพคะ หากทำข้าวของล้ำค่าเสียหาย...”
เจียงหมิงโจวพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสิขอรับ ท่านย่า! เรือนชีเยว่เป็นที่พำนักของท่านอาหญิงเยว่ ล้ำค่าเพียงใด! เด็กสาวบ้านนอกผู้นี้เติบโตในชนบท จะคู่ควรกับเรือนอันล้ำค่าเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าว่าให้เหนี่ยวเหนี่ยวเข้าไปอยู่ยังจะดีกว่า”
เหนี่ยวเหนี่ยวเป็นชื่อเล่นของเจียงหมิงเยวียน
“เหลวไหล! เด็กสาวบ้านนอกอะไรกัน! นางเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเจ้า!”
สายตาของไท่จุนกวาดมองทุกคน น้ำเสียงแฝงอำนาจที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “เรือนชีเยว่เป็นเรือนของบุตรสาวข้า ข้าอยากให้ผู้ใดอยู่ก็ให้ผู้นั้นอยู่! เจาหนิงเป็นหลานสาวแท้ ๆ สายตรงของจวนจวิ้นอ๋อง เหตุใดจึงไม่คู่ควร!”
ไท่จุนตบมือเจียงเจาหนิงเบา ๆ “เด็กดี ท่านย่าตั้งชื่อใหม่ให้เจ้า ต่อไปเจ้าจะชื่อเจียงเจาหนิง”
“รอเลือกวันมงคลได้แล้ว ท่านย่าจะเชิญผู้อาวุโสของตระกูลมาเปิดศาลบรรพชน แล้วจารึกชื่อเจ้าลงในทำเนียบตระกูล”
“ชิ ใช้ชื่อเดิมของนางก็พอแล้ว เหตุใดต้องยุ่งยากถึงขั้นเปิดศาลบรรพชนด้วย”
เจียงหมิงโจวหัวเราะเยาะ มองเจียงเจาหนิงด้วยสีหน้าเหยียดหยัน “นี่ เจ้าตัวขี้เหร่ชื่ออะไร?”
เจียงเจาหนิงหันกลับไป ตอบเขาพร้อมรอยยิ้ม “ข้าชื่อหลี่เอ้อร์ยา”
“พรืด ฮ่า ๆ ๆ ชื่อนี้บ้านนอกชะมัด ฟังแล้วไม่น่าฟังเอาเสียเลย เข้ากับแม่สาวบ้านนอกอย่างเจ้าพอดี!”
เจียงเจาหนิงทำหน้าซื่อ “แต่ชื่อนี้ควรเป็นของเจียงหมิงเยวียนต่างหาก นางต่างหากที่เป็นหลี่เอ้อร์ยาตัวจริง”
“เจ้า!”
เจียงหมิงโจวโมโหจนควันออกหู ก้าวขึ้นหน้าหมายจะตบหน้านาง แต่แม่นมหลินที่ยืนอยู่ข้างเจียงเจาหนิงไหวตัวทัน รีบขวางเขาไว้
เจียงหมิงโจวสะบัดข้อมือ มีดสั้นในมือหลุดจากฝักพุ่งออกไป เจียงเจาหนิงแสร้งทำเป็นตกใจ เบี่ยงกายหลบ
มีดสั้นเฉียดผ่านเส้นผมของนาง ก่อนปักฉึกลงบนฉากไม้หนานมู่ด้านหลังอย่างแรง
“เจียงหมิงโจว! บังอาจนัก!”
...
