เฉียวเหมยลี่รีบพูดว่า “จะเป็นไปได้ยังไง เดี๋ยวคุณเข้าไปดูในบ้านก็รู้เอง”
ทั้งสองคุยกันไปเรื่อย ๆ ในที่สุดคนบ้านเฉียวก็พากันตื่น ประตูห้องโถงใหญ่เปิดออก
เฉียนจิ่งหงเหลือบเห็นแจกันดอกไม้ใบใหญ่สะดุดตาสองใบในห้องหายไปแล้ว พอมองเฉียวพ่อกับเฉียวอิงหย่งผู้เป็นลูกชายอีกครั้ง ทั้งคู่ก็ไม่ได้สวมเสื้อคลุมยาวตัวใหญ่ชุดนั้นแล้ว แถมยังถอดแหวนหยกและจี้หยกอะไรพวกนั้นออกด้วย
ดูท่าเมื่อคืนพวกเขาคงจัดการเรื่องที่ควรทำได้เข้าท่าทีเดียว
เฉียนจิ่งหงรู้สึกโล่งใจขึ้นไม่น้อย
อย่างน้อยก็ไม่เสียแรงที่เขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีสามกว่าเพื่อวิ่งเต้นจัดการเอกสารเหล่านี้
“ควรทำแบบนี้ตั้งนานแล้ว แต่ละคนไม่รู้จักดูสถานการณ์เอาเสียเลย”
แต่จะให้ชมก็ไม่มีทาง บ้านนี้ต้องไม่ปล่อยให้ได้ใจ ยังต้องกดดัน ต้องกดดันให้หนัก กดดันให้เต็มที่ ห้ามปล่อยให้แนวคิดสุขนิยมโผล่หัวขึ้นมาเด็ดขาด!
เฉียวเหมยลี่เป็นหนึ่งในคนที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ได้เถียงกลับ
เฉียนจิ่งหงมองเธอแวบหนึ่ง แล้วรู้สึกเลือนรางว่าหญิงสาวคนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนเธอเป็นคนเชิดหน้าจนแทบมองคนอื่นไม่เห็น ไม่เคยชายตามองใครดี ๆ สักครั้ง
วันนี้กลับยอมรับผิดอย่างนอบน้อม ดูท่าการตกแม่น้ำไปครั้งหนึ่งคงทำให้เธอได้คิดจริง ๆ
รู้อย่างนี้เขาน่าจะโยนเธอลงแม่น้ำแช่ไว้ตั้งนานแล้ว...
เฉียนจิ่งหงคิดเช่นนั้น พลันหันไปมองเฉียวพ่อกับเฉียวอิงหย่งที่อยู่ในบ้าน
ทั้งสองรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ แล้วก็สะท้านกายพร้อมกัน
“หัวหน้ากอง มาคราวนี้จัดการเอกสารเสร็จหมดแล้วใช่ไหมคะ” เฉียวเหมยลี่กลัวว่าพ่อกับพี่ชายแท้ ๆ จะถูกหัวหน้ากองทำให้ตกใจจนเป็นอะไรไป จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
เฉียนจิ่งหงขานรับ มือถือเอกสารกองหนึ่งไว้ “จัดการเรียบร้อยแล้ว ทั้งหนังสือแนะนำตัวกับเอกสารรับรองต่าง ๆ อยู่ในนี้หมด ตั๋วรถไฟฉันก็ซื้อให้แล้ว ตอนบ่ายนั่งรถจากอำเภอเข้าเมืองหลวงประจำมณฑล แล้วค่อยขึ้นรถไฟเที่ยวกลางคืนไปเมืองหนาน จากนั้นนั่งรถจากเมืองหนานไปอำเภออัน...”
พูดถึงตรงนี้ เฉียนจิ่งหงก็หยุดกะทันหัน สีหน้าดูแย่ลงพลางถามอย่างไม่แน่ใจ “เธอคงไม่หลงทางกลางคันหรอกนะ”
ไม่ใช่ว่าเขาจะถามโดยไม่มีเหตุผล ตอนนั้นเฉียวเหมยลี่บอกว่าไม่อยากอยู่ในกองทัพแล้ว อยากกลับบ้าน แถมยังบอกว่าไม่รู้ทาง ให้ทางบ้านส่งคนไปรับ
ครั้งนั้นเขาเป็นคนพาเฉียวอิงหย่งไปอำเภออัน ระหว่างทางพี่น้องคู่นี้ทำตัวเหมือนคุณชายคุณหนู ส่วนเขาแค่คลาดสายตาไปแวบเดียว ทั้งคู่ก็หายไปแล้ว
เฉียวเหมยลี่นึกความทรงจำเรื่องนั้นจากเจ้าของร่างเดิมออก จึงรีบรับรองว่า “ฉันจำทางได้ค่ะ หัวหน้ากองไม่ต้องห่วง”
เฉียนจิ่งหงยังคงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “ฉันส่งโทรเลขไปที่กองทัพแล้ว ถึงตอนนั้นน่าจะมีคนมารับ เธอดูแลตัวเองให้ดี”
“ได้ค่ะ”
ในที่สุดเฉียวเหมยลี่ก็ได้รับการยอมรับจากหัวหน้ากอง เฉียนจิ่งหงยื่นของให้เธอ แล้วย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องเก็บให้ดี อย่าทำหาย
เฉียวเหมยลี่รับปากอีกรอบ จนเธอเริ่มรู้สึกเหมือนเฉียนจิ่งหงเป็นพ่อของตัวเองเสียอย่างนั้น
บาปกรรมจริง ๆ เธอไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินแม่แท้ ๆ ของตัวเองสักหน่อย
“ถ้างั้นก็ไปเก็บของให้เรียบร้อย เดี๋ยวจูฮุยจะขับรถไถไปซื้อปุ๋ยที่โรงงานปุ๋ยในอำเภอ เธอติดรถไปด้วย ฉันยังมีธุระ คงไม่ได้ไปส่ง”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
ให้จูฮุยไปส่งเธอเหรอ
เฉียวเหมยลี่เพิ่งตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปพัวพันกับผู้ชายคนนี้ “หัวหน้ากอง ให้คนอื่นไปส่งไม่ได้หรือคะ”
“ในกองมีแค่เขาที่ขับรถไถเป็น” เฉียนจิ่งหงตอบ
เฉียวเหมยลี่: …
ช่างเถอะ ยังไงเธอก็จะไปแล้ว
คิดได้ดังนั้น เฉียวเหมยลี่ก็โยนหนังสือแนะนำตัวกับตั๋วรถเข้าไปในมิติ เก็บไว้ค่อยหยิบออกมาตอนจะใช้ก็ได้
“จะไปแล้วเหรอ” แม่เฉียวยังรู้สึกเหมือนฝัน ไม่ค่อยอยากเชื่อ รีบพูดว่า “งั้นแม่ไปต้มไข่ให้สักหน่อย เอาไว้กินระหว่างทาง”
“ฉันไปช่วยค่ะ” ไป๋เซียวเหอเดินตามไปทางห้องครัว พี่สะใภ้พูดถูก เธอควรหัดทำอาหารได้แล้ว
เฉียวเหมยลี่ลูบท้องตัวเอง ไข่ต้มค่อยว่ากันทีหลัง ทั้งบ้านยังไม่ได้กินมื้อเช้า ตอนนี้เธอก็หิวเหมือนกัน แถมระหว่างทางยังอีกไกล จะให้อดทนหิวตลอดทางคงไม่ได้
“ทำแพนเค้กไข่สักหน่อยดีไหมคะ ไม่ต้องต้มไข่แล้ว”
แม่เฉียวเผยสีหน้ากระอักกระอ่วน “แม่ทำไม่เป็น”
ไป๋เซียวเหอก็จับชายเสื้อเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร
เฉียวเหมยลี่ถึงกับชะงัก เธอลืมไปเสียสนิทว่าพวกเธอทำอาหารไม่เป็นกันทั้งคู่
“ฉันทำเองค่ะ”
ยังไงเธอก็จะไปแล้ว ทำอาหารเพิ่มอีกมื้อก็ไม่เห็นเป็นไร เฉียวเหมยลี่ใช้วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดทำแพนเค้กไข่
แค่ตอกไข่ใส่แป้งที่ผสมน้ำไว้ แล้วซอยต้นหอมใส่ลงไป ปรุงส่วนผสมให้เหลวกำลังดี ตั้งน้ำมันในกระทะ พอน้ำมันร้อนก็เทแป้งลงไปเป็นแผ่นบาง ๆ
แพนเค้กไข่ที่ทำออกมาเป็นสีเหลืองทอง หอมกรุ่น แถมยังทำได้เร็วมาก ใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีก็ทำได้หลายแผ่นแล้ว
เธอทำคล่องแคล่ว แถมแพนเค้กไข่ยังอร่อยจนแม่เฉียวกับไป๋เซียวเหอมองตาค้าง
เมื่อก่อนไม่เห็นรู้เลยว่าเฉียวเหมยลี่มีฝีมือแบบนี้ด้วย
เฉียวเหมยลี่หาเรื่องมาอ้างส่ง ๆ “ก่อนหน้านี้ตอนตามไปอยู่กับกองทัพ ไม่มีใครทำกับข้าวให้กิน ฉันเลยหัดทำเองมาสองสามอย่าง พอกลับมาก็ขี้เกียจทำเพราะยุ่งยาก”
แม่เฉียวพลันสงสารลูกสาวจับใจ “จริงด้วย ได้ยินมาว่าชีวิตทางกองทัพลำบาก แม่จะไปหาพ่อ ให้เขาเอาเงินให้ลูกเพิ่มหน่อย”
เฉียวพ่อปรากฏตัวตรงหน้าประตูห้องครัว “ไม่ต้องให้แม่พูดหรอก ลูกสาวตัวเอง พ่อจะไม่รู้จักสงสารได้ยังไง เตรียมไว้ตั้งนานแล้ว บนโต๊ะมีเงินอยู่ 1,000 หยวน ตอนออกไปก็เอาติดตัวไปด้วย”
ระหว่างพูด เขาเหลือบเห็นแพนเค้กไข่บนเตา สีเหลืองทองดูน่ากิน เฉียวพ่อไม่สนภาพลักษณ์อะไรทั้งนั้น เอื้อมมือคว้ามาแผ่นหนึ่งแล้วกินทันที
“อร่อย ลูกสาว ไม่งั้นไม่ต้องไปอยู่กับกองทัพ อยู่บ้าน...”
คำพูดที่เหลือถูกสายตาเย็นเยียบของเฉียวเหมยลี่ทำให้กลืนกลับลงคอ เฉียวพ่อยิ้มเจื่อน ๆ สองที
“พ่อ...พ่อจะยกแพนเค้กไข่ออกไป”
คนในบ้านมีเยอะ เฉียวเหมยลี่จึงทำเพิ่มอีกหลายแผ่น ตั้งใจจะเอาติดตัวไปกินระหว่างทางด้วย เผื่อถึงตอนนั้นซื้ออะไรกินไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังมีของสำรอง
ทันใดนั้น เสียงรถไถดังตึ้กตั้กมาจากข้างนอก
เฉียวอิงหย่งมองออกไปนอกลานบ้าน แล้วตะโกนเข้ามาในครัวว่า “น้อง จูฮุยมาแล้ว”
เร็วขนาดนี้เลยเหรอ
มือของเฉียวเหมยลี่ยังเปื้อนแป้ง พอได้ยินก็ขานรับว่า “อ้อ”
ยังไงตอนนี้เธอก็ไม่อยากพูดกับจูฮุยแม้แต่คำเดียว หากในกองไม่มีใครขับรถไถเป็น เธอก็ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาแม้แต่นิดเดียว
“หัวหน้ากองบอกว่าเธอจะออกไป ให้ฉันไปส่งที่อำเภอ”
จูฮุยพูดพลางไม่ได้เดินเข้ามาในลานบ้าน เขายกขายาวพิงตัวรถอยู่
ในเมื่อจูฮุยมาแล้ว เฉียวเหมยลี่ก็ไม่มัวเสียเวลาอีก พอจัดการงานในมือเสร็จก็หันกลับไปที่ห้องของตัวเอง
สัมภาระเก็บเรียบร้อยแล้ว ของสำคัญโยนไว้ในมิติหมด ส่วนกระเป๋าเดินทางใบเล็กมีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ชุด กับพวกเครื่องประทินผิวที่เจ้าของร่างเดิมใช้เป็นประจำ วางทิ้งไว้ที่บ้านก็หมดอายุเปล่า ๆ เธอเลยเอาติดตัวไปด้วย รวมถึงของใช้ส่วนตัวอีกเล็กน้อย
สรุปแล้วกระเป๋าเดินทางยังใส่ไม่เต็มใบด้วยซ้ำ
เฉียวเหมยลี่ถือกระเป๋าเดินทางออกมา เฉียวพ่อกับเฉียวอิงหย่งก็เดินออกมาจากห้องโถงใหญ่เช่นกัน ในมือของทั้งคู่ถือเงินคนละปึก
“เอาไปเถอะ พวกเราก็ไม่มีอะไรช่วยลูกได้มากกว่านี้แล้ว” เฉียวพ่อพูด
เฉียวอิงหย่งเสริมว่า “ไปคราวนี้...ถ้าอยู่ต่อไม่ไหวก็กลับมา”
เฉียวเหมยลี่ “...พี่ชาย พี่ช่วยอวยพรให้ฉันดี ๆ หน่อยไม่ได้หรือไง”
หลานสาวตัวน้อยทั้งสองเงยหน้ามอง คนหนึ่งถือขนมปังกรอบผสมนมแคลเซียม อีกคนกำลูกอมนมไว้
“คุณอา กินนี่สิ”
“คุณอาจะไปแล้วเหรอ จะกลับมาไหม”
ตอนแรกเฉียวเหมยลี่ไม่ได้รู้สึกเศร้าอะไร แต่พอมองเด็กตัวเล็กทั้งสอง ความอาลัยอาวรณ์ก็ผุดขึ้นมาในใจทันที รู้สึกหน่วง ๆ อย่างบอกไม่ถูก
เธอย่อตัวลง ลูบหัวเด็ก ๆ ทีละคน
“อยู่บ้านก็เป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่นะ คุณอาจะกลับมา แล้วจะเอาของอร่อยมาฝาก”
“ได้ พวกเราจะรอคุณอากลับมา”
คนทั้งบ้านมาส่งเธอถึงหน้าบ้าน เฉียวอิงหย่งช่วยยกสัมภาระใส่กระบะรถ
เฉียวเหมยลี่รู้สึกใจหวิว ๆ กำลังจะก้าวขึ้นกระบะรถ จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงคว้าแขนเฉียวอิงหย่งไว้ทันที
“มีอะไรเหรอ” เฉียวอิงหย่งตกใจจนสะดุ้ง
เฉียวเหมยลี่กระซิบว่า “พี่ ธรรมเนียมบ้านเราคือช่วงตรุษจีน เช็งเม้ง แล้วก็เดือนเจ็ดต้องไหว้บรรพบุรุษใช่ไหม พี่อย่าลืมนะ ถึงตอนนั้นต้องทำกับข้าวดี ๆ สักสองสามอย่างให้คุณปู่กับบรรพบุรุษ เนื้อไก่ เป็ด ปลา อะไรมีอะไรก็เอามาไหว้เลย”
สมองของเฉียวอิงหย่งยุ่งเหยิงไปหมด “น้องหมายความว่ายังไง กลัวพี่จะทำไม่ดีกับบรรพบุรุษบ้านเราเหรอ วางใจเถอะ ไม่มีทางหรอก”
“ได้ยินพี่พูดแบบนี้ฉันก็วางใจแล้ว ฉันไปก่อนนะ ทุกคนดูแลตัวเองด้วย”
