“พวกคุณเป็นโรงพยาบาลนะ แยกไม่ออกหรือไงว่าอะไรคือการช่วยชีวิต อะไรคือการล่วงละเมิดศพ?”
ตำรวจอาวุโสที่มาถึงกำลังอบรมพยาบาลซึ่งโทรแจ้งตำรวจ
พอรับแจ้งก็รีบวิ่งหน้าตั้งมาถึงที่นี่ แต่สุดท้ายกลับเป็นเรื่องเข้าใจผิด
ที่แท้พวกเขากำลังทำการกู้ชีพด้วยการปั๊มหัวใจและผายปอด ไม่ใช่การล่วงละเมิดศพอะไรทั้งนั้น
เมื่อรู้ความจริง ตำรวจทั้งสองคนก็โมโหจนแทบระเบิด
นี่มันทำให้เสียกำลังเจ้าหน้าที่ไปเปล่า ๆ ไม่ใช่หรือไง?
“ไม่ใช่ฉันนะค่ะ เป็นผอ.จ้าวที่สั่งให้ฉันแจ้งตำรวจ”
พยาบาลทำหน้าเหมือนถูกใส่ความ พอมองจ้าวฉี่หมิงที่อยู่ไม่ไกลในสภาพมอมแมม ก็ไม่ได้คิดจะช่วยรับผิดแทนเขาเลยแม้แต่น้อย
ตำรวจทั้งสองมองตามสายตาพยาบาลไปยังจ้าวฉี่หมิง ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เป็นถึงรองผู้อำนวยการแพทย์แท้ ๆ แต่กลับแยกไม่ออกหรือว่าเขากำลังช่วยคนหรือกำลังล่วงละเมิดศพ?
เมื่อครู่ความจริงก็เพิ่งตบหน้าเขาอย่างจังไปแล้ว ตอนนี้ยังถูกตำรวจสองคนมองด้วยสายตาแบบนั้นอีก จ้าวฉี่หมิงแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
ทั้งที่ตัวเองเป็นคนประกาศว่าผู้ป่วยเสียชีวิตทางคลินิกแท้ ๆ สุดท้ายไม่เพียงถูกเข็นกลับมาจากห้องเก็บศพ แต่ยังถูกช่วยให้ฟื้นต่อหน้าต่อตาเขาอีก
ความรู้สึกแบบนั้นทรมานยิ่งกว่าฆ่าเขาเสียอีก
จ้าวฉี่หมิงเกลียดเด็กฝึกงานหน้าขาวคนนั้นเข้ากระดูกดำ
ในจังหวะที่เขาหน้าแดงก่ำ จู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากห้องกู้ชีพว่า
“ปฏิกิริยารูม่านตาต่อแสงกลับมาแล้ว!”
เสียงนั้นเหมือนตบหน้าจ้าวฉี่หมิงดังฉาดอีกครั้ง
ที่นี่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว
ไม่นานจ้าวฉี่หมิงก็อ้างว่าร่างกายไม่สบาย ลาป่วยแล้วหนีไปไกล
สองชั่วโมงต่อมา ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทเดินออกมาจากห้องกู้ชีพ ถอนหายใจยาว
“ปาฏิหาริย์จริง ๆ ถ้าช้ากว่านี้อีกหน่อย คงไม่รอดจริง ๆ แล้ว”
“ก่อนหน้านี้ทั้งหัวใจหยุดเต้น หยุดหายใจ แถมไม่มีปฏิกิริยารูม่านตาแล้ว ทำไมตอนนี้ถึงกลับมามีได้ล่ะ?”
คุณหมอสวี่จากแผนกฉุกเฉินที่ร่วมกู้ชีพเองก็รู้สึกโล่งใจราวกับรอดตายมาได้ แถมยังตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
“คนนั้นน่ะ เสี่ยวเซี่ยใช่ไหม? นายรู้ได้ยังไง?”
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทถามเซี่ยอันอย่างตื่นเต้น เขายังคงยืนรออยู่หน้าประตู
“ผมก็แค่...”
เซี่ยอันชะงักไปนิดหนึ่ง รู้สึกอธิบายยาก จึงพูดเสียงเบาว่า
“สัญชาตญาณครับ”
จะให้เซี่ยอันพูดตรง ๆ ได้ยังไงว่าเขาเป็นนักเวทศพ ตอนกำลังดูดซับไอความตายกลับดูดไม่เข้า เลยรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ จึงใช้เวทตรวจหยั่งรู้ชีวิต แล้วพบว่าศพแสนสวยร่างนี้ “ไม่แข็งแรงเอาเสียเลย”?
คงต้องใช้สัญชาตญาณมาอธิบายเท่านั้น
“สัญชาตญาณนายไม่เลวเลยนะ ช่วยชีวิตคนได้จริง ๆ!”
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทตบไหล่เซี่ยอันเบา ๆ แล้วชมเขา
“นี่เป็นครั้งแรกที่มีสัญชาตญาณแบบนี้หรือเปล่า?”
คุณหมอสวี่จากแผนกฉุกเฉินถามอย่างสงสัยอยู่ข้าง ๆ
“ไม่ครับ หลายครั้งแล้ว!”
เดิมทีเซี่ยอันตั้งใจจะบอกว่านี่เป็นครั้งแรก แต่เปลี่ยนคำพูดทันที
ต่อไปอาจเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กันอีก ถ้าบอกว่ามีสัญชาตญาณแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ก็จะใช้อธิบายได้โดยไม่ต้องเสียเวลาพูดมาก
“สัญชาตญาณดีมาก!”
ความตื่นเต้นบนใบหน้าคุณหมอสวี่ยังไม่จาง แก้มยังแดงระเรื่ออยู่
“โชคดีที่นายสังเกตเห็น ไม่งั้นถ้าส่งไปถึงเมรุแล้วเจ้าตัวลุกขึ้นมานั่งตรงนั้นคงยุ่งแน่ ผู้ป่วยคนนี้เป็นแขกต่างชาติด้วย”
หลิวอาจากห้องเก็บศพเองก็รู้สึกเหมือนรอดตายมาได้เช่นกัน
โชคดีที่ตอนนั้นเขาเชื่อเสี่ยวเซี่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่อย่างนั้น...ผลที่ตามมาคงเกินจินตนาการ
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทกับคุณหมอสวี่ได้ยินหลิวอาพูดแล้วก็พากันสั่นสะท้าน
แค่คิดถึงภาพสยองขวัญที่คนลุกขึ้นมานั่งในเมรุ ทั้งสองก็รู้สึกขนลุกซู่
“โชคดีที่เจอตัวก่อน ถ้าลุกขึ้นมานั่งในเมรุจริง ๆ ตั้งแต่คณะกรรมการสุขภาพไปจนถึงผู้บริหารโรงพยาบาลและหัวหน้าแผนก คงโดนปลดกันเป็นแถว”
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทพูดอย่างหวาดหวั่น
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
เซี่ยอันยังเป็นนักศึกษาแพทย์ฝึกงาน ยังไม่ได้เริ่มทำงาน ไม่มีประสบการณ์ เรื่องจะร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?
“ขนาดนั้นเหรอ? ไม่เกินจริงเลยสักนิด”
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทอธิบายให้เซี่ยอันฟัง
“นั่นเป็นหายนะชัด ๆ
แขกต่างชาติถูกวินิจฉัยผิดและประกาศว่าเสียชีวิต แล้วกลับลุกขึ้นมานั่งในเมรุ นั่นเป็นอุบัติเหตุทางการแพทย์ครั้งใหญ่แน่นอน
ไม่ใช่แค่ผู้บริหารเท่านั้น ทั้งแพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องตลอดทาง รวมถึงรถฉุกเฉินกับห้องเก็บศพ ล้วนต้องถูกสอบสวนความรับผิดชอบ
ถ้าไม่เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสักสองสามใบ ไม่ทำคนตกงานกันเป็นพรวน ไม่จัดประชุมความปลอดภัยและคุณภาพทางการแพทย์ระดับมณฑลสักหลายรอบ นายคิดว่าเรื่องนี้จะผ่านไปได้หรือไง?”
คุณหมอสวี่รับช่วงต่อพร้อมยิ้มขื่น ๆ
“ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ก็ยังมีปัญหาอีกตั้งเยอะ
คนยังไม่ตาย ทำไมถึงถูกเข็นไปห้องเก็บศพ? สรุปอุบัติเหตุภายในโรงพยาบาลทีไร ก็หนีไม่พ้นโดนลงโทษกันเป็นพรวน”
ในบรรดาคนที่อยู่ตรงนั้น มีเพียงหลิวอาที่ซาบซึ้งในตัวเซี่ยอันที่สุด
“วันนี้หลิวอาได้อานิสงส์จากนายแล้วนะ เสี่ยวเซี่ย ไม่พูดมากแล้ว วันหลังฉันเลี้ยงเหล้า”
หลิวอาทำงานในโรงพยาบาลมาหลายปี แน่นอนว่าเข้าใจดีว่าเรื่องนี้จะปวดหัวแค่ไหน
แต่คนไข้ถูกพบว่ายังมีชีวิตอยู่ในห้องเก็บศพ เขาจึงไม่ได้มีความผิด แถมยังมีความดีความชอบด้วย
“เธอโชคดีครับ หลิวอา”
เซี่ยอันไม่รับความดีความชอบไว้เอง เขายิ้มพลางให้เหตุผลที่หลิวอาเชื่อได้ที่สุด
“จริงด้วย!”
หลิวอาร้องอ๋อ นี่เป็นเหตุผลที่แข็งแกร่งจนเถียงไม่ออก
“เธอโชคดีจริง ๆ!”
ไม่ใช่แค่หลิวอาที่คิดแบบนั้น แม้แต่ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทกับคุณหมอสวี่ก็พยักหน้ารัว ๆ
ถ้าไม่โชคดี จะถูกเข็นไปห้องเก็บศพแล้วบังเอิญเจอเสี่ยวเซี่ยที่แวะมาได้ยังไง? เสี่ยวเซี่ยมีสัญชาตญาณเฉียบคมก็จริง แต่ผู้หญิงคนนี้เองก็โชคดีมากเหมือนกัน
“เสี่ยวเซี่ย วันนี้นายทำงานต่อเนื่องมาทั้งวันแล้ว ไม่ไหวหรอก ไว้วันหลังถ้าฉันเลิกกะกลางวัน จะไปหานาย แล้วต้องเลี้ยงเหล้าสักสองสามแก้วแน่”
หลิวอาทิ้งคำพูดไว้แล้วเดินจากไปทันที
เขารู้สึกกระดากใจอยู่บ้าง เป็นคนเข็นผู้ป่วยไปที่นั่นเองแท้ ๆ แต่กลับไม่ได้เชื่อเซี่ยอันให้ถึงที่สุด พออ้างว่ายังมีงานกองโตในห้องเก็บศพ เขาก็รีบเดินหนีไป
“คนไข้โชคดี แต่ผอ.จ้าวของเราซวยแล้วล่ะ แผนกฉุกเฉินคงโดนหักเงินผลงานกันทุกคน”
คุณหมอสวี่มองตามหลิวอาที่เดินจากไป พลางยิ้มขื่น
“อาจารย์ทั้งสองคนก็โชคดีเหมือนกันครับ”
เซี่ยอันรีบพูดเสริมจากข้าง ๆ
“หมายความว่ายังไง?”
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทกับคุณหมอสวี่จ้องเซี่ยอันเขม็งทันที
นี่นายกำลังซ้ำเติมกันอยู่หรือไง?
“อาจารย์ทั้งสองครับ ตายแล้วฟื้น ตายแล้วฟื้นครับ!”
เซี่ยอันเน้นย้ำสองรอบติด ๆ กันอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนพวกเขา
“กลุ่มอาการลาซารัสไงครับ!
ทั่วโลกมีแค่ 6 รายที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างจริงจังหลังตรวจพบ ผู้ป่วยรายนี้เป็นรายที่ 7 อย่างน้อยก็เขียนบทความเอสซีไอได้สักฉบับใช่ไหมครับ?”
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทกับคุณหมอแผนกฉุกเฉินตาเป็นประกายขึ้นมาพร้อมกัน
จริงด้วย! บนโลกมีโรคแบบนี้อยู่!
ไม่ใช่เพราะพวกเราไร้ความสามารถ และไม่ใช่อุบัติเหตุทางการแพทย์ แต่เป็นโรคหายากระดับโลกที่เจ้าเล่ห์เกินไปต่างหาก! แถมพวกเรายังตรวจพบได้ทันท่วงทีด้วยไม่ใช่หรือ?
ยิ่งกว่านั้น พวกเรายังช่วยชีวิตได้สำเร็จทันท่วงที มอบกรณีศึกษาจริงให้การวิจัยโรคนี้ในระดับโลก แถมยังได้รายงานผู้ป่วยเฉพาะรายเพิ่มอีกหนึ่งฉบับ
นี่เป็นผลงานวิจัย ทั้งต่อส่วนตัวและต่อทีม ล้วนเป็นความดีความชอบทั้งนั้น!
“เอาอย่างนี้นะ เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวสวี่ บทความฉบับนี้ฉันเป็นผู้ประพันธ์บรรณกิจ เสี่ยวสวี่เป็นผู้ประพันธ์อันดับหนึ่ง ส่วนเสี่ยวเซี่ยเป็นผู้ประพันธ์อันดับหนึ่งร่วม ได้ไหม?”
พริบตาเดียว ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทก็จัดสรรผลประโยชน์เสร็จเรียบร้อย
“ฉันจะติดต่อวารสารให้รีบตีพิมพ์ ส่วนเสี่ยวสวี่รับหน้าที่เขียน”
“คืนนี้ผมจะเขียนเลยครับ!”
คุณหมอสวี่จากแผนกฉุกเฉินตาเป็นประกายทันที
“เสี่ยวเซี่ยคิดว่ายังไง?”
“ไม่มีปัญหาครับ!”
เซี่ยอันจะปฏิเสธไปทำไม
“ผมเป็นผู้ประพันธ์อันดับสองก็พอแล้ว หน่วยกิตพอใช้แล้วครับ”
เรื่องร้ายที่อาจกลายเป็นอุบัติเหตุทางการแพทย์ กลับพลิกเป็นผลงานวิจัยที่มีน้ำหนักได้อย่างลงตัว
ใบหน้าของทั้งสามคนต่างเผยรอยยิ้ม
“เสี่ยวเซี่ย ไว้ถึงคราวไปหมุนเวียนแผนกศัลยกรรมประสาท ฉันรับรองว่านายได้ผลประเมินฝึกงานดีเยี่ยม”
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทตบไหล่เซี่ยอันอีกครั้ง ก่อนเดินจากไปทันที
คุณหมอสวี่ไม่ได้พูดอะไรต่อ รีบวิ่งกลับไปแผนกฉุกเฉินเพื่อเตรียมเขียนบทความตลอดทั้งคืน
ส่วนเซี่ยอันมองร่างงดงามที่นอนอยู่ในห้องไอซียู สัญญาณชีพคงที่ แล้วก็ยิ้มออกมา
ต่อให้ในสายตาของนักเวทศพ ผู้หญิงสวยขนาดนี้มีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าตายไป
เซี่ยอันหันกลับมา แล้วท่องในใจว่า “ระบบ!”
หน้าจอที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า
