“อาเจิง แม่ขอถามตรง ๆ นะ ลูกยังคิดอะไรกับซูเหมียนอยู่หรือเปล่า? ถ้ายังคิดอยู่ เราจะตามหาเธอให้เจอ ไม่ว่าจะต้องไปสุดหล้าฟ้าเขียวแค่ไหน แต่ถ้าไม่ได้คิดแล้ว… ต่อไปถ้ามีโอกาส แม่จะรับซูเหมียนกลับมาเป็นลูกสาวบุญธรรม”
แม่ลู่ชอบซูเหมียนมาตลอด นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ครั้งนั้นซูเหมียนพอจะต่อกรกับเฉินจืออี้ได้ เพราะแม่ลู่คอยช่วยเหลือเธออยู่ลับ ๆ มาโดยตลอด
ในสายตาแม่ลู่ ซูเหมียนต่างหากที่เป็นสะใภ้ที่เหมาะสม ส่วนเฉินจืออี้… เห็นแก่ตัว เอาแต่คิดถึงความสบายของตัวเอง
ลู่เจิงก้มหน้า นึกถึงสภาพของซูเหมียนในตอนนี้ แล้วก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่ายังคิดอะไรกับเธออยู่หรือเปล่า
ผู้ชายล้วนเป็นสัตว์ที่ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ เขายอมรับว่าหลังจากได้เห็นซูเหมียน ก็รู้สึกราวกับตัวเองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่อยากแต่งงานกับหญิงบ้านนอกอ้วนท้วนขนาดนั้น
ถ้าแต่งงานกับซูเหมียนจริง ๆ… ญาติมิตรที่อยู่รอบตัวคงหัวเราะเยาะเขาแน่
“แม่ ช่างเถอะครับ ผมกับซูเหมียนไม่เหมาะกัน เมื่อก่อนก็ไม่เหมาะ ตอนนี้ก็ยังไม่เหมาะ”
ทันทีที่พูดจบ ลู่เจิงก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ
ช่างน่าขันจริง ๆ ซูเหมียนมีมนตร์อะไรนักหนา ทั้งที่เรื่องราวเป็นแบบนี้แล้ว พอเอ่ยถึงเธอ เขาก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ดี
แม่ลู่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนถามต่อว่า “แล้วลูกยังจะหย่ากับจืออี้ไหม? แม่เห็นท่าทางเธอแล้ว เหมือนจะไม่ได้อยากทำให้เรื่องมันขาดสะบั้นขนาดนั้น”
“หย่าครับ” ลู่เจิงตอบอย่างเด็ดขาด
สำหรับเฉินจืออี้ ลู่เจิงตัดใจได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว
ทั้งคู่ฝืนอยู่ด้วยกันเพราะคำว่า “ใช้ชีวิตร่วมกัน” ต่อไปก็คงเอาแต่โทษกันไปมา จนสุดท้ายเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
