“เงิน 1,000 หยวนเหรอ? คิดจะเอาเงินแค่นี้มาไล่ฉันหรือไง? กระโปรงตัวเดียวของกู้ชิงชิงยังราคาตั้งร้อยกว่าหยวน
สรุปว่าคุณเก็บเงินในบ้านไว้ให้คนนอก แต่กลับตระหนี่กับลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ใจเอนเอียงไปถึงไหนแล้วเนี่ย
ถ้าคุณปู่รู้เรื่องพวกนี้เข้า ต่อให้ปิดฝาโลงก็เอาไม่อยู่หรอก”
กู้หนิงเก็บรอยยิ้ม แววรังเกียจฉายชัดบนใบหน้างดงาม
หวังให้ม้าวิ่ง แต่กลับไม่ยอมให้หญ้ากิน บนโลกนี้มีเรื่องดีแบบนั้นที่ไหนกัน
ถ้าไม่รีดเงินจากพ่อเฮงซวยให้หนักหน่อย ก็ดูจะปล่อยเขาไปง่ายเกินไป
กู้หนิงพูดแทงใจดำ กู้เจี้ยนเช่อจึงมีสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง
เขากระแอม “แล้วลูกอยากได้เท่าไร?”
“พ่อชอบพูดว่าหนูถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ยกของหนักก็ไม่ได้ แบกอะไรก็ไม่ไหว
งานลงนาเก็บแต้มค่าแรงแบบนั้น หนูทำไม่ไหวแน่ ก็ต้องจ้างคนมาช่วยสิ
แถมบ้านพักเยาวชนมีคนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่
ฝนตกทีไรก็รั่ว ต้องซ่อมแซมใหม่ แล้วก็ซื้อของชิ้นใหญ่อย่างโทรทัศน์กับจักรเย็บผ้าด้วย
ส่วนเสื้อผ้าเครื่องประดับก็ต้องเปลี่ยนวันละชุด ล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น
ลองคำนวณคร่าว ๆ อย่างน้อยก็ต้องมีเงินตั้งต้น 10,000 หยวน…”
กู้หนิงพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ทำท่าทางเหมือนคุณหนูนายทุนเสียเต็มประดา
เส้นเลือดบนหน้าผากกู้เจี้ยนเช่อปูดโปน ยุคนี้เงิน 10,000 หยวนไม่ใช่เงินก้อนเล็ก ๆ เลย
แม้ตระกูลกู้จะมีทรัพย์สินมากมาย แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว
ถ้าใช้เงินแบบกู้หนิง ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่พอ
กู้ชิงชิงมองอย่างเหยียดหยาม สมกับเป็นคนโง่จริง ๆ ลงชนบทแล้วยังวางท่าอวดดี กลัวคนอื่นจับผิดไม่เจอหรือไง
พอคิดว่าหลังจากกู้หนิงลงชนบทแล้วจะถูกอันธพาลคุกคาม แถมยังอาจถูกลากไปประจานกลางถนน
ขณะที่ตัวเธอจะได้ถือเงินที่ชายชราทิ้งไว้ให้กู้หนิง ไปใช้ชีวิตในเซียงเจียงท่ามกลางการเอาอกเอาใจของคุณชายตระกูลใหญ่ รอยยิ้มบนใบหน้ากู้ชิงชิงก็ยิ่งลึกขึ้น
พอได้งานมาแล้ว เธอจะให้พ่อจัดการส่งกู้หนิงไปอยู่ชนบทกันดาร ต่อให้ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับเข้าเมือง
หมู่บ้านเถาฮวาขึ้นชื่อเรื่องชาวบ้านดุดัน แถมยังมีชื่อเสียงไม่ดี ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว…
พอพูดถึงเงิน กู้เจี้ยนเช่อยังไม่ทันเอ่ยปาก ไป๋โหรวก็อดรนทนไม่ไหวเสียก่อน
“หนิงหนิง ลูกจะไปลงชนบท ไม่ได้ไปพักร้อนนะ
อีกอย่าง ลูกก็อยู่ชนบทแค่พักหนึ่งเท่านั้น พอเราหาโอกาสได้ก็จะพาลูกกลับเข้าเมือง จะเสียเงินพวกนี้ไปทำไมล่ะ”
ในสายตาของเธอ เงินของตระกูลกู้มีไว้ให้ลูกชายสุดที่รักของเธอ
กู้หนิงเป็นตัวถ่วง จะไม่มีวันได้แตะต้องเงินแม้แต่นิดเดียว
“ที่นี่มีสิทธิ์ให้คุณพูดด้วยเหรอ?”
กู้หนิงเหลือบมองเธออย่างเย็นชา “อีกอย่าง เงินของตระกูลกู้ก็ยังไม่ถึงคราวให้คนนอกอย่างคุณมาจัดการ”
ไป๋โหรวพูดไม่ออก สีหน้ากระอักกระอ่วน
ชายชราไม่ชอบเธอ ต่อให้เธอให้กำเนิดหลานชายคนโตเพียงคนเดียวของตระกูลกู้ ก็ยังไม่ยอมให้เธอเข้าบ้านตระกูลกู้
เพราะอย่างนั้นจนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับกู้เจี้ยนเช่อ
เรื่องนี้เป็นเสี้ยนหนามในใจเธอมาตลอด
กว่าจะทนจนชายชราตายได้ ก็ยังมีกู้หนิงที่รับมือยากโผล่มาอีก ไป๋โหรวแค้นจนแทบกระอักเลือด
“หนิงหนิงพูดถูก ฉันพูดมากไปเอง เธอต่างหากที่เป็นคุณหนูใหญ่ตัวจริงของตระกูลกู้
ส่วนฉันกับชิงชิงก็แค่อาศัยชายคาคนอื่นอยู่ สถานะก็ไม่ถูกต้อง จะมีสิทธิ์อะไรไปจัดการเรื่องของเธอ”
พอพูดถึงประโยคสุดท้าย ไป๋โหรวก็ทำสีหน้าน้อยใจ มองไปยังกู้เจี้ยนเช่ออย่างอ้ำอึ้งเหมือนมีอะไรจะพูด
กู้เจี้ยนเช่อหน้าดำ เขารู้สึกผิดกับไป๋โหรวอยู่บ้าง
“พรุ่งนี้ฉันจะไปจดทะเบียนกับอาไป๋ของลูก หลังจากนี้เธอก็จะเป็นแม่ของลูกในนาม ย่อมมีสิทธิ์จัดการเรื่องของตระกูลกู้ ลูกต้องให้เกียรติเธอหน่อย”
กู้หนิงยักไหล่ ไม่แม้แต่จะมองเขา
“แม่แท้ ๆ ของหนูยังมีชีวิตอยู่ หนูไม่ยอมรับแมวหมาที่ไหนมาเป็นแม่หรอก
ในเมื่อหนูต้องไปลำบากที่ชนบท งั้นหนูก็จะไม่ยกงานให้ พวกคุณหาทางกันเองแล้วกัน”
ยังไงคนที่ไม่มีงานทำก็ไม่ใช่เธอ คนที่ต้องร้อนใจก็ไม่ใช่เธอด้วย
เห็นกู้หนิงกำลังจะขึ้นชั้นบน กู้ชิงชิงก็ร้อนใจ รีบกระตุกแขนเสื้อไป๋โหรวแรง ๆ
“แม่!”
ไป๋โหรวหน้าบึ้ง คิดไม่ถึงว่ากู้หนิงจะไม่เล่นตามเกม ไม่ยอมลงชนบทถ้าไม่ได้เงิน 10,000 หยวน
ตอนนี้ตระกูลกู้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เงินที่ชายชราทิ้งไว้ก็แตะต้องไม่ได้ ทำได้แค่เอาเงินจากคลังส่วนตัวของกู้เจี้ยนเช่อออกมา
นั่นไม่ต่างอะไรกับการควักหัวใจเธอออกมา
แต่กู้ชิงชิงเป็นลูกสาวของเธอ เธอจะทนมองลูกลงชนบทไปลำบากไม่ได้
ถ้ากู้หนิงไม่ไป พวกเขาก็ทิ้งเธอไว้แล้วลักลอบหนีไปเซียงเจียงไม่ได้ สักวันพินัยกรรมของชายชราก็ต้องถูกเปิดโปง
ไป๋โหรวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดขึ้นตอนที่เงาของกู้หนิงกำลังจะลับหายไปตรงปากบันได
“เจี้ยนเช่อ หนิงหนิงไม่เคยลำบากมาตั้งแต่เด็ก อยากได้เงินติดตัวไว้บ้างก็เป็นเรื่องปกติ
คุณรักลูกสาวคนนี้ ต่อให้เธอไม่พูด คุณก็ไม่มีทางปล่อยให้เธอต้องลำบากหรอก”
กู้เจี้ยนเช่อเห็นสายตาที่ไป๋โหรวมองมา จึงขมวดคิ้วแล้วกระแอมสองครั้ง “ใช่แล้ว พ่อแม่ที่ไหนจะไม่รักลูก ฉันให้ลูกลงชนบทครั้งนี้ก็แค่อยากดัดนิสัย เงิน 10,000 หยวนให้ลูกแล้ว รีบโอนงานให้ชิงชิงด้วย”
กู้หนิงหยุดเดิน ยืนอยู่ตรงปากบันได มองพวกเขาจากด้านบนด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ได้สิ อย่าลืมเอาเงินมาส่งที่ห้องหนูให้ครบทุกหยวนล่ะ
สองวันนี้ร้านหนังสือหยุด พอวันหยุดหมดแล้วหนูจะโอนงานให้”
ส่วนจะโอนยังไง โอนให้ใคร ก็ขึ้นอยู่กับเธอ
ทิ้งคำพูดนั้นไว้ กู้หนิงก็ยิ้มมุมปาก ก่อนเดินจากไปโดยไม่ลังเล
*
ในห้องบนชั้นสอง กู้หนิงก้มมองสมุดเงินฝากจำนวน 10,000 หยวนที่รีดออกมาจากมือพ่อเฮงซวย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
เมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่คุณปู่ทิ้งไว้ให้ เงิน 10,000 หยวนนี้ก็เหมือนหยดน้ำในมหาสมุทร
แต่พอนึกถึงสีหน้าเจ็บปวดใจของพ่อเฮงซวยเมื่อครู่ กู้หนิงก็อดขำไม่ได้
เงินเกือบครึ่งหนึ่งจากคลังส่วนตัวของพ่อเฮงซวยอยู่ในมือเธอแล้ว ต่อไปก็ถึงคราวทรัพย์สินที่พวกเขาวางแผนจะขนย้าย
กู้หนิงปรับสีหน้าให้จริงจัง ก่อนหยิบกำไลหยกออกจากกระเป๋ามาพินิจดูอย่างละเอียด
เนื้อหยกงดงามอย่างยิ่ง ผิวเรียบเนียนเป็นประกาย ด้านในสลักตัวอักษรเล็ก ๆ ไว้หนึ่งตัวว่า “หนิง”
กู้หนิงใช้นิ้วลูบตัวอักษรเล็ก ๆ บนกำไลหยกเบา ๆ ความคิดค่อย ๆ ลอยกลับไปยังชาติก่อน
เธอถูกแม่ลูกไป๋โหรวหลอก จึงเข้าใจผิดว่าแม่แท้ ๆ ไม่สนใจเธอ จดหมายที่ส่งมาจากหมู่บ้านตระกูลเสิ่น เธอไม่เคยเปิดอ่านเลยสักครั้ง
ถ้ากู้ชิงชิงไม่เผลอพูดความจริงออกมา เธอคงไม่มีวันรู้ไปตลอดชีวิต
ตลอดหลายปีที่ถูกลงโทษให้ไปอยู่ชนบท แม่แท้ ๆ กับพี่ชายหลายคนคอยเป็นห่วงเธออยู่เงียบ ๆ เสมอ
แต่กลัวว่าเธอจะไม่พอใจ จึงไม่กล้าปรากฏตัวต่อหน้าเธอเลย
ความเข้าใจผิดนี้ไม่เคยได้รับการคลี่คลาย จนกระทั่งเธอตาย
ชาตินี้เธอจะไม่โง่อีกแล้ว
กู้หนิงดึงสติกลับมา สูดหายใจลึก ๆ ก่อนกัดปลายนิ้วจนเลือดซึม แล้วบีบเลือดหยดหนึ่งออกมาป้ายลงบนกำไลหยกเบา ๆ
วินาทีถัดมา รอยเลือดก็หายไป
กู้หนิงยืนอยู่ท่ามกลางหมอกหนา ในดวงตามีแววไม่อยากเชื่อ
เบื้องหน้าคือประตูไม้เก่าแก่ เรียบง่ายและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลา ภายนอกดูธรรมดา แต่ภายในกลับซ่อนโลกอีกใบไว้
ภายในคฤหาสน์ขนาดหลายพันตารางเมตร มีบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่สองหลังตั้งอยู่ตรงกลาง
พื้นที่หน้าบ้านและหลังบ้านถูกแบ่งเป็นแปลงนา ดินอุดมสมบูรณ์ ข้าง ๆ ยังมีลำธารสายหนึ่งไหลผ่าน น้ำใสจนมองเห็นก้นลำธาร
พอเดินเข้าไปใกล้อีกสองก้าว เธอก็เหมือนได้กลิ่นหอมหวานสดชื่นลอยมา
