ทุกคนตกตะลึงกันถ้วนหน้า
ในชั่วขณะหนึ่งต่างยังไม่ทันได้สติ
“เกิ เกิดอะไรขึ้น?”
“องครักษ์หยาง ตา ตายแล้ว?”
“เป็นไปได้อย่างไร?”
“……”
เมื่อได้สติ ฝูงชนมองร่างไร้วิญญาณขององครักษ์หน้าเหี้ยมผู้นั้นก็พากันอุทานด้วยความตกใจ
กลิ่นอายรุนแรงบนร่างฉินจิ้งมลายหายไป นางเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อแน่น แล้วถอยหลังช้า ๆ อย่างเงียบงัน
หลี่ซานหัวหน้าองครักษ์ขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึม เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดขั้นสูงสุด อยู่ในขอบเขตเดียวกับสวี่เฉิน
บัดนี้
เขากลับรู้สึกได้ถึงอันตรายรุนแรงอย่างยิ่งจากกายสวี่เฉิน
แววตาเย็นเยียบดั่งคมมีดของสวี่เฉิน กวาดมองฉินจิ้งที่กำลังถอยหลังช้า ๆ แวบหนึ่ง จากนั้นก็มองไปยังเหล่าองครักษ์ พลางกล่าวอย่างเย็นชา “วันนี้ฉินจิ้งต้องตาย ผู้ใดกล้าขัดขวางข้า ฆ่าไม่เว้น!”
“โอหังนัก! จับตัวมันมา!”
หลี่ซานหัวหน้าองครักษ์แววตาดุดัน ชักดาบยาวออกมาแล้วชี้ไปทางสวี่เฉินอย่างแรง
องครักษ์ผู้หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้สวี่เฉินที่สุด พุ่งตัวเข้าไปก้าวหนึ่งแล้วยิ้มเหี้ยม “สวี่เฉิน สกุลสวี่ล่มสลายไปแล้ว เจ้าก็มิใช่คุณชายน้อยแห่งสกุลสวี่อีกต่อไป บัดนี้เจ้าเป็นเพียงหมาหัวเน่า ฮ่าๆๆ รับหมัดข้าไป!”
ระหว่างที่พลังวิญญาณพวยพุ่ง
เขาง้างหมัดขึ้นมาพุ่งชนสวี่เฉินอย่างเกรี้ยวกราด
หมัดนี้ห่อหุ้มด้วยแรงลมที่แข็งกร้าว
กระแทกใส่ใบหน้าของสวี่เฉิน หมายจะทุบให้ทั้งหน้าของสวี่เฉินแหลกละเอียด
ลงมือโดยไม่ปรานีแม้แต่น้อย
แรงลมจากหมัดพัดปอยผมดำบนหน้าผากของสวี่เฉินขึ้น เผยให้เห็นดวงตาอันเยือกเย็น
“เจ้าเคยเป็นองครักษ์ของสกุลสวี่ข้า เป็นทรัพยากรที่สกุลสวี่ข้ามอบให้ เจ้าจึงบำเพ็ญเพียรมาจนถึงขอบเขตในวันนี้ มาบัดนี้เจ้ากลับทรยศต่อนาย ลงมือกับข้า โทษทัณฑ์อภัยมิได้ ตาย!”
สวี่เฉินเอ่ยอย่างเย็นชา
ในทันทีที่เสียงสิ้นสุด
เขายกมือขึ้น หันฝ่ามือไปข้างหน้า รับหมัดที่พุ่งเข้ามาพร้อมเสียงหวีดหวิว
“เพี๊ยะ!”
หมัดและฝ่ามือปะทะกัน
กระแสลมเกรี้ยวกราดพัดกระหน่ำ
องครักษ์ผู้นั้นถูกขัดขวางหมัดหนึ่ง เตรียมจะชักหมัดกลับมาโจมตีใหม่ แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนไปฉับพลัน
หมัดของเขาถูกฝ่ามือของสวี่เฉินดูดกลืนไว้แน่น
“ตายเสียเถิด!”
สวี่เฉินยิ้มเหี้ยมเกรียม
ทันใดนั้น
พลังกลืนกินอันน่าตกตะลึงก็พลุ่งพล่านออกมาจากกลางฝ่ามือ
“ไม่ อย่า...”
องครักษ์ผู้นั้นร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา
ผู้อื่นที่เห็นเหตุการณ์ ต่างก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา
เห็นเพียงร่างขององครักษ์ผู้นั้นกลับเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว ภายในพริบตาก็กลายเป็นซากศพเหี่ยวแห้งไปแล้ว
ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งชีวิต
“ว ว เวทมนตร์ปีศาจ...”
องครักษ์ชุดเหลืองผู้หนึ่งก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว น้ำเสียงสั่นเทา
แม้แต่สีหน้าของหลี่ซานหัวหน้าองครักษ์ก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไป สุดท้ายก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าดุดัน “สวี่เฉินตกสู่มารวิถี ทุกคนลงมือพร้อมกัน ฆ่ามัน กำจัดภยันตรายเพื่อชาวบ้าน”
พูดจบ
เขาก็กระโจนขึ้น กระแสวิญญาณหลั่งไหลเข้าสู่ดาบต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็ฟันดาบหนึ่งใส่สวี่เฉิน
ดาบยาวผ่าอากาศ ก่อเกิดเสียงลมหวีดหวิวดุจเสียงร่ำไห้
องครักษ์คนอื่น ๆ เมื่อเห็นหลี่ซานลงมือ ต่างก็ชักดาบกระบี่ พากันมุ่งสังหารสวี่เฉิน
ระดับบำเพ็ญเพียรขององครักษ์เหล่านี้ล้วนอยู่เหนือขั้นหลอมปราณสี่ขั้นขึ้นไป หัวหน้าองครักษ์หลี่ซานนั้นอยู่ขั้นหลอมปราณเจ็ดขั้นสูงสุด
ผู้คนกว่าสิบคนกรูเข้าใส่ ใต้คมดาบที่ร่ายรำสับสน แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมปราณแปดขั้นก็ยังต้องหลบลี้หลีกหนี
ทว่า
เผชิญหน้าการปิดล้อมของคนทั้งหลาย สีหน้าสวี่เฉินกลับสงบนิ่ง แล้วกล่าวเย็นชาว่า “มดปลวกกลุ่มหนึ่ง”
เขากระทืบเท้าลงพื้นอย่างแรง
“ตูม!”
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น
แผ่นดินระเบิดออก
ดินกระเด็นกระจาย
ใต้เท้าของสวี่เฉินเกิดเป็นหลุมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยี่สิบเมตรขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เหล่าองครักษ์ที่สังหารมาถึงเบื้องหน้าสวี่เฉิน ต่างก็ทรงตัวไม่อยู่ ล้มคะมำคะมำ ลมปราณพลุ่งพล่าน
หลี่ซานทรงตัวได้อย่างรวดเร็ว กำดาบแน่น รุกฟันต่อไปยังสวี่เฉิน
“ดันทุรังไม่ยอมตาสว่าง!”
“ตาย!”
สวี่เฉินเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของหลี่ซาน มือขวาเรียวชี้เป็นรูปดาบ ฟันเฉียงใส่หน้าอกของอีกฝ่าย
“ฉึก!”
เลือดสดสาดกระเซ็น
หน้าอกของหลี่ซานประหนึ่งถูกคมดาบฟันเฉือน เนื้อหนังปริแยก เกิดเป็นรอยแผลดุจคมมีดลึกทะลุถึงหัวใจ
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ร่างของหลี่ซานประหนึ่งว่าวสายป่านขาด กระเด็นลอยละลิ่วออกไป
“ตูม!”
เสียงดังสนั่น ฝุ่นคลุ้งตลบ พื้นหินเขียวป่นปี้ถูกหลี่ซานกระแทกเป็นหลุมรูปคนขนาดใหญ่
ที่ก้นหลุมนั้น หลี่ซานเบิกตาโพลง จ้องมองสวี่เฉินอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วพูดตะกุกตะกักว่า “เจ้า เจ้า เป็น ขั้นรวม ขั้นรวมลมปราณ...”
ลำดับขั้นบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกตนจากต่ำไปสูง แบ่งเป็น: ขั้นหลอมปราณ, ขั้นรวมลมปราณ, ขั้นปราณแท้, ขั้นควบคุมปราณ, ขั้นสร้างปราณ, ขั้นแปรปราณ, ขั้นทะเลปราณ, ขั้นผู้ปราชญ์...
“ขั้นรวมลมปราณรึ? ยังไม่ถึงหรอก แต่หลังจากข้ากลืนกินพวกเจ้าแล้ว ก็คงใกล้แล้วล่ะ”
สวี่เฉินรำพึงกับตัวเองเบา ๆ
หลี่ซานหลังจากถามประโยคนั้นได้ไม่กี่อึดใจก็สิ้นลมหายใจ
สวี่เฉินมองไปยังองครักษ์คนอื่น ๆ
ผู้คนเหล่านี้ เดิมคือองครักษ์ของสกุลสวี่ของเขา แต่หลังจากสองพ่อลูกฉินไท่คบคิดกับคนนอกโค่นล้มสกุลสวี่ คนเหล่านี้ก็กลับลำหันไปสวามิภักดิ์สองพ่อลูกฉินไท่โดยไม่ลังเล
ขี้ข้าทรยศนาย สมควรฆ่า!
เนรคุณไม่รู้บุญคุณ สมควรฆ่า!
ดังนั้น...
คนพวกนี้ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย
คิดได้ดังนี้
สวี่เฉินก็กระทืบพื้นอีกครั้ง เสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่ว เศษหินกระเด็นกระดอน
“ฉึกๆๆๆๆ!!!”
เศษหินราวกับลูกธนูแสนคม ทะลวงร่างของเหล่าองครักษ์ตรงจุดสำคัญเช่นหน้าอก หว่างคิ้ว ลำคออย่างไร้ความปรานี
องครักษ์กว่าสิบคนสิ้นชีพในพริบตา
“ฮูบ~”
สวี่เฉินกวาดตามองซากศพทั่วพื้น อ้าปากสูด พลังกลืนกินแผ่ออกมา
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น
ซากศพกว่าสิบร่าง ก็กลายเป็นศพแห้งเหือด
“ไม่เลว ขั้นหลอมปราณแปดแล้ว”
สวี่เฉินยิ้มพึงพอใจ
จากนั้น
เขาก็มองไปยังแผ่นหลังที่วิ่งหนีอย่างลนลาน ยิ้มเย็นกล่าว “ฉินจิ้ง หนีไปเถอะ หนีให้เร็วขึ้นอีก ข้าวันนี้จะได้ดูเสียหน่อย ว่าผู้ที่ข้าจะฆ่า ใครจะขวางได้! ผู้ใดกล้าขวาง!”
รอยยิ้มเย้ยหยันอย่างแมวไล่จับหนูปรากฏบนใบหน้าสวี่เฉิน
วันนี้ฉินจิ้งต้องตาย
ก่อนตาย เขาจะทำให้นางสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์
ตายท่ามกลางความสิ้นหวัง
เท้าก้าวหนึ่ง สวี่เฉินก็ไล่ตามไปทันที โดยเกาะติดอยู่ข้างหลังฉินจิ้งไม่ห่างไม่ใกล้
ฉินจิ้งเหลียวหลังมามองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าสวี่เฉินตามมา ก็ตกใจจนหน้าซีดเซียว นางวิ่งหนีไปด้วย ร้องขอความช่วยเหลือไปด้วยเสียงดัง
ไม่นานนัก
ก็มีองครักษ์อีกกลุ่มหนึ่งได้ยินเสียงแล้วกรูเข้ามา
ฉินจิ้งสั่งการหนึ่งประโยค จากนั้นก็ไม่หันมองอีก วิ่งหนีต่อไป
นางรู้ดี ว่าองครักษ์กลุ่มนี้ไม่มีทางหยุดสวี่เฉินได้
เป็นจริงดังคาด
นางวิ่งหนีออกไปได้ระยะหนึ่ง เบื้องหลังก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น
เสียงร้องโหยหวนเพียงชั่วสามลมหายใจก็เงียบสนิท
หัวใจนางกระตุกอย่างรุนแรง
สามลมหายใจ
เวลาไม่ถึงสามลมหายใจ
คนทั้งกลุ่มก็ถูกทำลายราบคาบ
นางรู้ดี ว่านี่มันหมายความว่าอย่างไร
ท่านอาจารย์มีธุระออกไปข้างนอก
ยามนี้ผู้ที่ช่วยนางได้ในสกุลสวี่ก็มีเพียงท่านพี่ใหญ่เท่านั้น
แม้แต่ฉินเวยผู้บิดาของนางก็ยังเกรงว่าจะมิใช่คู่ต่อสู้ของสวี่เฉิน
“หนีสิ อย่าหยุด หนีไปต่อสิ...”
สวี่เฉินกลืนกินองครักษ์กลุ่มนั้นแล้ว กลิ่นอายกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ร่างเงาดุจภูตพราย ปรากฏอยู่เบื้องหลังฉินจิ้งห่างไปสิบเมตร เอ่ยเร่งอย่างเย็นชา
“ซ่า!”
เขาสะบัดมือหนึ่ง กระบี่แหลมคมก็ถูกเขาปาออกไป
เสียงฉึกดังขึ้น
แขนขวาของฉินจิ้งขาดกระเด็นตามเสียง
เลือดสดสาดกระเซ็น
“อ๊ากกก!!!”
ฉินจิ้งร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
นางกัดฟันทนความเจ็บปวด
ซวนเซล้มล้มลุกคลุกคลานหนีไปข้างหน้า
นางไม่กล้าหยุด ยิ่งไม่กล้าผ่อนฝีเท้าช้า
เพราะเทพมัจจุราชเบื้องหลังยิ่งใกล้เข้ามาทุกที
“ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าที!”
จู่ ๆ ก็มีผู้หนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าฉินจิ้ง เมื่อเห็นผู้คนนั้นชัดแล้ว นางก็ทั้งตกใจและดีใจ รีบร้องขอความช่วยเหลือเสียงดัง
“จิ้งเอ๋อร์ แขนของเจ้า!”
ฉินเวยเห็นฉินจิ้งผู้สูญเสียแขนหนึ่ง ก็สีหน้าเปลี่ยนไปฉับพลัน
ฉินจิ้งร้องเสียงดัง “ท่านพ่อ มันคือสวี่เฉิน มันทำร้ายข้า ยังมีท่านพี่ ท่านพี่ตายด้วยน้ำมือของสวี่เฉิน”
“อะไรนะ?! ลูกข้ามัน...”
ฉินเวยสีหน้าโศกสลด จากนั้นก็มองไปยังสวี่เฉินเบื้องหลังฉินจิ้ง เจตนาสังหารทะลักท่วมฟ้า เอ่ยอย่างดุดัน “หมาหัวเน่าเอ๊ย วันนี้ข้าต้องถลกหนังเจ้าออกให้จงได้”
“อื้ออึง~”
กระแสวิญญาณอันมหาศาลแผ่กระจายออกมา รวมเข้าสู่กลางฝ่ามือขวา พลังปราณสีเทาไร้รูปไหลขึ้นตามแขน ห่อหุ้มแขนขวาทั้งหมด สุดท้ายก็กลายร่างเป็นอุ้งเท้าสัตว์
“มันคือกรงเล็บหมาป่าสวรรค์!”
“วิชายุทธ์ระดับต่ำขั้นสูง!”
“ท่านหัวหน้าตระกูลใช้กรงเล็บหมาป่าสวรรค์แล้ว ดูท่าจะกริ้วโกรธจริง ๆ สวี่เฉินได้ตายแน่”
“ใช่แล้ว ท่านหัวหน้าตระกูลมีพลังยุทธ์ขั้นหลอมปราณเก้า ใช้กรงเล็บหมาป่าสวรรค์ซึ่งมีอานุภาพยิ่งใหญ่มหาศาล สวี่เฉินจะไม่ตายมีเหตุผลอะไร”
องครักษ์ที่ตามมาสมทบ เมื่อเห็นฉากนี้ก็พากันร้องอุทาน แววตาแสดงความยำเกรงต่อผู้แข็งแกร่ง
ในยามนี้
ทุกคนล้วนคิดว่าสวี่เฉินต้องตายแน่นอน
มีแต่ฉินจิ้งเท่านั้นที่ใจไม่สงบ
นางค่อย ๆ ถอยไปอยู่เบื้องหลังของทุกคนอย่างเงียบเชียบ
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน ฉินเวยก็ก้าวเท้าถลาเข้าไป ร่างกายประหนึ่งลูกธนูหลุดจากแหล่ง พุ่งสังหารถึงหน้าสวี่เฉินในพริบตา
“ตาย!”
มือกรงเล็บหมาป่าสีเทากรากราดห่อหุ้มด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว กระชากลงใส่สวี่เฉินอย่างรุนแรง
ทุกคนกลั้นหายใจจดจ่อ
จ้องมองภาพเหตุการณ์นี้โดยไม่กระพริบตา
พวกเขาแทบจะเห็นภาพการตายอย่างน่าอนาถของสวี่เฉินได้
ทว่า
ภาพที่ทุกคนคาดหวังกลับไม่ยอมเกิดขึ้นเสียที
มือกรงเล็บหมาป่าที่หอบหิ้วกระแสวิญญาณจำนวนมหาศาลนั้น ในระยะห่างจากหน้าอกของสวี่เฉินไม่ถึงสามนิ้ว กลับหยุดนิ่งกะทันหัน
สาเหตุก็คือมือขวาของสวี่เฉินนั้น คว้าข้อมือของฉินเวยไว้แน่นในตอนไหนไม่รู้
ทำให้เขารุกก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้
ผู้คนเห็นเหตุการณ์ รูม่านตาต่างก็หดตัวโดยไม่รู้ตัว
ต้องรู้ไว้ว่า ฉินเวยนั้นคือผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมปราณเก้า และกรงเล็บหมาป่าสวรรค์ก็เป็นถึงวิชายุทธ์ระดับต่ำขั้นสูง
การโจมตีที่น่าจะทรงพลังดุจไม้ไผ่ผ่าป่า สังหารสวี่เฉินได้ในพริบตา กลับถูกขัดขวางไว้ได้อย่างง่ายดาย
นี่...
เป็นไปได้อย่างไร?!
ผู้คนล้วนหวาดหวั่นอย่างยิ่งในใจ