หลี่จวินงุนงงกับคำพูดประโยคเดียวของน้าชายเขย
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“พ่อคะ หนูเป็นคนอยากไปบาร์เอง ไม่เกี่ยวกับพี่จวินเลย”
“อีกอย่าง พี่จวินก็มาถึงทันเวลา พวกเราควรขอบคุณพี่จวินต่างหากค่ะ”
ไป๋เวยรีบพูดขึ้น
ในที่สุดก็มีคนพูดอย่างเป็นธรรมเสียที
หลี่จวินวางของบำรุงสุขภาพไว้บนโต๊ะข้าง ๆ
จากนั้นเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามโซฟา แล้วถามว่า “ไป๋เวย แผลเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ไป๋เวยกำลังใช้ไข่ประคบใบหน้าอยู่
“พี่จวิน เมื่อวานหลังจากหนูวิ่งออกไปถึงค่อยคิดได้ว่า หั่วตงมีอิทธิพลขนาดนั้น แล้วยังกลัวว่าพี่จะก่อเรื่องอีก”
“แต่ได้ยินว่าทีหลังทุกคนออกมาได้อย่างปลอดภัย พ่อของจางเชาคงใช้เงินจัดการเรื่องนี้แล้วใช่ไหมคะ?”
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
ในที่สุดหลี่จวินก็เข้าใจเรื่องราว
“แล้วหลังจากจางเชาออกมา เขาติดต่อเธออีกไหม?”
หลี่จวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไป๋เวยส่ายหน้า “ไม่ค่ะ หนูโทรหาเขาแต่เขาก็ไม่รับ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำเอาร้อนใจแทบแย่”
หลี่จวินฟังแล้วอดพูดไม่ได้ “ไป๋เวย จางเชาไม่ติดต่อเธอก็เป็นเรื่องดี เขาไม่ใช่คนดีอะไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าไป๋เวยก็เผยความไม่พอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
น้าชายเขยไป๋จิงถิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหน้าบึ้งแล้วกล่าวว่า “หลี่จวิน ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ เรื่องของน้องสาวนายไม่ต้องมายุ่ง”
“ฉันว่าจางเชาเป็นเด็กดี พ่อของเขา จางโหย่วเต๋อ ฉันก็รู้จัก นับว่าเป็นนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งในเมือง”
“น้องสาวนายได้แต่งกับเขาก็นับว่าเป็นฝ่ายโชคดีแล้ว นายเองก็หัดอวยพรให้น้องสาวได้ดีบ้าง อย่าเห็นน้องสาวมีชีวิตดีกว่านายแล้วอิจฉาจนใจไม่เป็นสุข”
ไป๋จิงถิงพูดอย่างไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย
เขาเห็นดีเห็นงามกับเรื่องระหว่างลูกสาวกับจางเชาอย่างยิ่ง
แต่หลังเกิดเรื่องขึ้น จางเชากลับไม่รับโทรศัพท์ นี่ต่างหากที่ทำให้เขาเดือดดาล
“น้าครับ ผมเป็นพี่ชายของไป๋เวย จะทำร้ายเธอได้ยังไง?”
หลี่จวินถอนหายใจ
ไป๋เวยมีพ่อแบบนี้ก็นับว่าโชคร้ายจริง ๆ
