เส้นเลือดบนใบหน้าของหวังจวิ้นเหย่ปูดนูนขึ้นชัดเจน แววตาเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม
เขาชี้ไปทางหลี่จวิน แล้วสั่งลูกน้องว่า “ฆ่ามันให้ตาย!”
สิ้นเสียงสั่ง คนกลุ่มใหญ่ที่อยู่ด้านหลังก็พุ่งเข้าใส่หลี่จวินทันที
ทุกคนถือมีดอยู่ในมือ ตั้งใจจะเอาชีวิตหลี่จวิน ฝีมือยังเป็นมืออาชีพกว่าลูกน้องของตู้หมิงเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ชายฝีมือฉกาจที่สุดทั้งสี่คนที่อยู่ข้างหวังจวิ้นเหย่ยังไม่ได้ลงมือ
กู้เหยียนกับพวกหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
สถานการณ์บานปลายจนเกินควบคุม
ส่วนบอดี้การ์ดที่เธอพามา ต่างก็สั่นกลัว ไม่กล้าเข้ามายุ่งแม้แต่น้อย
ตู้หมิงมองภาพตรงหน้า พลางเผยรอยยิ้มสะใจ
เขาหัวเราะเสียงดัง “ไอ้หนู แกหักแขนฉันไปข้างหนึ่ง แลกกับชีวิตแกก็ถือว่าคุ้มแล้ว!”
คนกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามา
“ปัง!”
หลี่จวินยกเก้าอี้ขึ้นฟาด ชายคนแรกที่พุ่งเข้ามากระเด็นลอยไป
จากนั้นเขาก็ทะยานเข้าใส่กลุ่มคนราวกับกระสุนปืนใหญ่
หมัดหนักประหนึ่งมังกร เพียงซัดหมัดเดียวก็มีคนกระเด็นออกไป
เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจกระต่ายผุดเหยี่ยวโฉบ ว่องไวราวสายฟ้า
“ปัง ๆ ๆ ๆ…”
ชายฉกรรจ์แต่ละคนถูกซัดจนลอยขึ้นกลางอากาศ
มีดสั้นที่วาววับเป็นประกายเย็นเยียบ ไม่อาจแทงถูกตัวหลี่จวินได้แม้แต่ครั้งเดียว
ชั่วพริบตา คนกว่ายี่สิบคนที่กรูกันเข้ามาก็ล้มลงไปกองกับพื้นทั้งหมด
หลี่จวินยืนอยู่กลางวง แผ่รัศมีน่าเกรงขามเต็มเปี่ยม
ตู้หมิงเบิกตาค้าง สีหน้าดูเลื่อนลอย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียเลือดมากเกินไป หรือเพราะหลี่จวินเคลื่อนไหวเร็วเกินไปกันแน่
หวังจวิ้นเหย่เองก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
คนที่พุ่งเข้าใส่พวกนั้นเป็นเพียงลูกน้องที่เขาย้ายมาจากอีกบริษัทหนึ่งในฉู่โจวก็จริง แต่คนกว่ายี่สิบคนกลับถูกหลี่จวินล้มลงทั้งหมด ขณะที่ตัวเขาไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย ฝีมือแบบนี้น่ากลัวไม่น้อยเลย
