หนิงเว่ยเยว่เบิกตากลมโตไร้เดียงสาแล้วกล่าวว่า “เพราะข้าไม่เคยเห็นสำนักพุทธมีศิษย์หญิงมาก่อนเจ้าค่ะ”
ซาพั่วเทียนมองนางอย่างมีความหมาย ครู่ต่อมาก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เช่นนั้นหรือ? ฮิฮิ อาตมานึกว่าจะมีศิษย์น้องหญิงเพิ่มมาเสียอีก”
จิ่นกวางดีดหน้าผากเขาดังเป๊าะ “ศิษย์เอ๋ย ห้ามพูดจาเหลวไหล”
ซาพั่วเทียนกัดฟันกรอดด้วยความโมโห แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
จิ่นกวางยิ้มอย่างอ่อนโยน “ขอแม่นางอย่าถือสาเลย”
“ตูม!”
“โอ๊ย! แย่แล้ว ตีคนตายแล้ว...”
การต่อสู้ระหว่างย่าหัวกับชายแผลเป็นสิ้นสุดลงแล้ว คนเชือดเฉียวถูกไม้เท้าหัวงูของย่าหัวทุบจนหัวปูดเต็มไปหมด ตอนนี้กำลังนอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้น
ย่าหัวมาหยุดตรงหน้าเขา เหยียบหน้าเขาไว้แล้วเตือนว่า “ถ้าย่ารู้ว่าแกกล้าคิดร้ายกับหลานสาวของย่าอีก ย่าจะสับแกเป็นชิ้น ๆ โยนให้หมากิน!”
“ดี!” ซาพั่วเทียนตบมืออย่างตื่นเต้น
ทุกคน “...”
ทุกคนหันไปมองเขา ซาพั่วเทียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน พอสายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าไม่พอใจของจิ่นกวาง ก็รีบอธิบายว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์หมายความว่าช่างโหดร้ายเหลือเกิน คนเชือดผู้นี้...ศิษย์เห็นว่าเขาก็มีวาสนากับพุทธศาสนาอยู่บ้าง มิสู้ท่านช่วยให้เขาวางมีดแล้วบรรลุเป็นพุทธะเสียเลยเล่า”
คนเชือดเฉียวโมโหจนด่ากราด ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
จิ่นกวางมองเขาอย่างรังเกียจแล้วกล่าวว่า “ในท้องเต็มไปด้วยเลือดเนื้อโสมมเช่นนี้ เขาไม่มีคุณสมบัติเข้าสำนักพุทธของข้า”
คนเชือดเฉียวตบอกตัวเอง ถึงค่อยถอนหายใจโล่งอก
ถ้าต้องบวชเป็นพระกับเขา ก็ได้กินแต่ผัก แล้วยังต้องฟังเขาสวดมนต์อีก สู้ฆ่าเขาเสียยังดีกว่า
