“พวกเราไปถึงสถานพยาบาลของคอมมูนกันแล้ว แต่พวกเขาเลิกงานกันหมด เลยจำใจต้องไปโรงพยาบาลในอำเภอแทน
ตอนลงทะเบียน ปัญญาชนแซ่ไป๋โวยวายไม่ยอมให้ลงทะเบียนท่าเดียว บอกว่าตัวเองก็บาดเจ็บเหมือนกัน ยืนกรานให้หมอตรวจหัวของเธอก่อน แล้วค่อยลงทะเบียนให้ปัญญาชนแซ่หลี่
หมอเวรบอกแล้วว่าเธอไม่เป็นอะไร ต้องตรวจให้ปัญญาชนแซ่หลี่ก่อน แต่เจ้าตัวไม่ยอม แถมยังพูดอย่างมีเหตุผลเต็มที่ว่า
“เธอแค่เจ็บเอว แต่ฉันหัวกระแทกนะ!”
ท้ายที่สุดยังบอกว่าจะไปร้องเรียนที่สำนักงานเขตว่าทางโรงพยาบาลพยายามฆ่าคนอีก...
หมอถึงกับอึ้งกับตรรกะของเธอ ยังอดแนะนำไม่ได้ว่าไม่งั้นก็ลองไปตรวจแผนกจิตเวชดูไหม...
เดิมทีหัวหน้าฝ่ายผลิตก็ไม่พอใจเธออยู่แล้วเพราะเรื่องรับเสบียงคราวก่อน พอเห็นว่าเธอทำคนอื่นบาดเจ็บแล้วยังวางท่าอวดดีขนาดนี้ ก็เลิกเกลี้ยกล่อมเสียเลย แถมยังบอกให้ฉันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจโดยตรง”
หลี่เอ้อร์จู้พูดถึงตรงนี้ก็ยกน้ำขึ้นดื่มอีกครึ่งชาม ส่วนอีกสี่คนที่กำลังนั่งยอง ๆ ฟังเรื่องสนุกอยู่รีบร้อนขึ้นมา หลวี่ห้าวเร่งถามว่า
“พี่จู้ รีบเล่าต่อสิ!”
หลี่เอ้อร์จู้เช็ดปากแล้วค่อยพูดอย่างไม่รีบร้อน “พอปัญญาชนแซ่ไป๋ได้ยินว่าจะไปสถานีตำรวจถึงยอมสงบลง แล้วก็จ่ายเงินให้อย่างไม่เต็มใจ
เฮ้อ พวกนายไม่รู้หรอก กลัวว่าฉันจะหนีไปหรือไงก็ไม่รู้ ถึงได้คว้าแขนฉันไว้แน่นตลอด ฉันสงสัยจริง ๆ ว่าเธอจะลวนลามฉันหรือเปล่า!”
ทุกคนมองท่าทางจริงจังของเอ้อร์จู้แล้วแทบหลุดหัวเราะ พอฝืนกลั้นไว้ได้ หลวี่ห้าวก็ถามอีกว่า “แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
หลี่เอ้อร์จู้จึงเล่าต่อ “ผลตรวจออกมาว่าเอวของปัญญาชนแซ่หลี่... กระดูกก้นกบได้รับบาดเจ็บจากการล้ม ดูเหมือนจะค่อนข้างร้ายแรง ต้องพักฟื้นเงียบ ๆ ได้ยามาบางส่วนแล้วก็กลับมา”