ที่จริงเสิ่นชิงเฉินเห็นลู่เหวินเซิงเดินมาแต่ไกลตั้งนานแล้ว พอเห็นตะกร้าสานใบใหญ่บนหลังเธอก็แทบอดใจไม่ไหวที่จะเข้าไปช่วยถือ แต่เพราะคนรอบข้างเยอะเกินไป เขาจึงไม่อยากทำให้ชื่อเสียงของสหายเสี่ยวลู่เสียหาย
“เสิ่นชิงเฉิน สวัสดี!”
ลู่เหวินเซิงยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มตรงหน้า อดทอดถอนใจในใจไม่ได้อีกครั้งว่า ผู้ชายคนนี้หล่อเกินไปแล้ว!
เสิ่นชิงเฉินยิ้มตอบ “สหายลู่ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน...”
“เสี่ยวเชวี่ยสบายดีไหม?” ลู่เหวินเซิงถามต่อ
เสิ่นชิงเฉินชี้ไปยังรถจี๊ปทหารที่จอดอยู่ไม่ไกลอย่างจนใจ “สบายดีมาก ตอนนี้กำลังนอนอยู่ข้างใน”
ใครจะรู้ว่าเจ้าตัวเล็กกลัวเขาหนีไปเอง ถึงกับย่องมาปูที่นอนหน้าห้องเขากลางดึกเมื่อคืน...
ลู่เหวินเซิงพูดว่า “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เด็กเล็กนอนเยอะน่ะ”
แต่ตอนเที่ยงวันแสก ๆ ปล่อยเด็กอายุสี่ห้าขวบนอนอยู่ในรถแบบนั้น จะไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอ?
คุณตำรวจซ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ค่อย ๆ ลดแขนที่แข็งค้างลงอย่างเงียบ ๆ เดี๋ยวนะ เขามีตัวตนจืดจางขนาดนี้เลยเหรอ? อย่างน้อยเขาก็มาในนามตัวแทนสถานีตำรวจเพื่อมอบธงเกียรติคุณนะ...
หัวหน้าหมู่บ้านหลี่เริ่มทนดูต่อไม่ไหว อดบ่นในใจไม่ได้ว่า พวกเธอสองคนจะคุยกันก็เข้าไปคุยในบ้านสิ กระดูกแก่ ๆ ของเขาจะแดดเผาจนละลายอยู่แล้ว...
“เอ่อ เสี่ยวลู่ ยังไม่รีบเชิญผู้นำทุกท่านเข้าไปคุยในบ้านอีกเหรอ” หัวหน้าฝ่ายผลิตที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เตือนขึ้นมา
ลู่เหวินเซิงกวาดตามองผู้นำรอบตัว เธอไม่กล้าตัดสินใจเอง จึงเงยหน้ามองเสิ่นชิงเฉินแวบหนึ่ง ความหมายคือ คุณเป็นคนใหญ่คนโต คุณตัดสินใจเลย!
เสิ่นชิงเฉินมองท่าทางน่ารักของเธอแล้วกลั้นยิ้ม “ตามที่คุณว่าเลย”