สมาชิกทีมยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ยื่นมือออกไปรับลู่จิ่นฮวนที่กำลังหงายหลังล้มลงโดยสัญชาตญาณ ขณะที่กำลังจะอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ จู่ ๆ ก็มีเสียง “ฟ่อ ๆ” แผ่วเบาดังขึ้นข้างหู
สมาชิกทีมเงยหน้าขึ้นมองพอดี สบตากับงูเขียวที่ขดตัวอยู่ในตู้เข้าอย่างจัง
“อ๊าาาา——”
เสียงกรีดร้องแหลมบาดหูพลันดังสนั่น สาว ๆ คนอื่นในห้องแต่งตัวได้ยินเสียงก็รีบกรูกันเข้ามา ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นอย่างลนลานว่า “มีงูอยู่ในตู้!” วินาทีถัดมา เสียงร้องตกใจที่ดังสลับกันไปมาก็ก้องไปทั่วทั้งห้อง
สาว ๆ ทั้งห้องตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ต่างผลักดันเบียดเสียดกันอย่างโกลาหล พากันแย่งวิ่งออกไปทางประตู
สมาชิกทีมที่ประคองลู่จิ่นฮวนไว้เมื่อครู่มีน้ำใจนัก ไม่ได้เอาแต่หนีเอาตัวรอด เธอใช้แขนทั้งสองข้างประคองร่างหัวหน้าลู่ที่อ่อนปวกเปียกและหมดสติไว้แน่น กัดฟันออกแรงลากเธอขยับออกไปด้วยกันอย่างยากลำบาก
หลินจือชิวได้รับข่าวก็รีบรุดมาที่นี่ เมื่อเห็นลู่จิ่นฮวนอยู่กลางฝูงชน ใบหน้าซีดเผือดและลมหายใจแผ่วเบา หัวใจของเธอก็ดิ่งวูบลงทันที
เธอตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มแบ่งหน้าที่ “ทุกคนหยุดร้องได้แล้ว เสี่ยวหลิว รีบไปบอกเฒ่าหวังให้เอารถบัสของวงมารับ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต้องไปโรงพยาบาลตรวจร่างกาย!”
วงดนตรีระบำของพวกเขาเพิ่งซื้อรถบัสมาเมื่อสองปีก่อน ไม่ต้องเหมือนเมื่อหลายปีก่อนที่ต้องหามคนขึ้นเปลวิ่งไปโรงพยาบาลอีกแล้ว
หลังสั่งเรื่องรถเสร็จ เธอก็มองพนักงานชายจากฝ่ายอุปถัมภ์ที่ยืนล้อมอยู่หลายคน ย้ำถามจนแน่ใจว่าพวกเขาไม่กลัวงู แล้วจึงให้เข้าไปจับงูออกมาและนำไปโรงพยาบาลด้วย จะได้ช่วยให้หมอวินิจฉัยและจ่ายยาได้ถูกต้อง
